เมื่อวันอังคาร ดร.ป๊อป ได้รับเชิญเป็นอาจารย์พิเศษสอนพี่น้องเพื่อนนักกิจกรรมบำบัดที่ได้รับการคัดเลือกภายใต้ทุนของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขให้มาอบรมเรื่อง "กิจกรรมบำบัดกับปัญหาการบริโภคอาหารในผู้ที่มีโรคหลอดเลือดสมอง" ซึ่งในอนาคตข้างหน้าอาจได้รับการต่อยอดกลายเป็นหนึ่งในการพัฒนาสมรรถนะผู้เชี่ยวชาญต่อไป

หัวข้อนี้ใหม่สำหรับผม คือ "ศาสตร์ทางจิตสังคมในกิจกรรมบำบัดกับการบริโภคอาหาร" ซึ่งผมได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ขณะสอนด้วยเทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบมีชีวิตชีวาเน้น "Thinking, Creative, Proactive (Professional + Active), & Pragmatic (Practice + Optimistic) Classroom" 

ทำให้ผมอยากแชร์ความรู้ที่น่าสนใจ ดังนี้:-


1. สไลด์ข้างบนจุดประกายให้เราทุกคนเรียนรู้ว่า "วันนี้เราหรือผู้รับบริการภาวะกลืนลำบาก และ/หรือกลัวการกลืน อยากทานอะไร ทานอะไรมาหรือยัง ทานอะไรแล้วทำให้มีความสุข มากกว่า วันนี้เราหรือผู้รับบริการฯสบายดีไหม ซึ่งกว้างเกินไป" เนื่องจากสมองของมนุษย์มีหน้าที่ที่ซับซ้อน เริ่มจากการรับความรู้สึกจากการบริโภคอาหาร (Food Sense) ณ ศูนย์หิว-อิ่ม ศูนย์กระหายน้ำ และการรับข้อมูลขณะดูด กิน กลืน และย่อยอาหาร ที่ต้องมีศิลปะของการบริโภคอาหารเพื่อรับความรู้สึกอย่างใดอย่างหนึ่งอย่างช้าๆ เรียงลำดับความสุขจากการรับรสชาด-กลิ่นของอาหาร การรับผิวสัมผัสของเนื้ออาหาร การขยับฟัน-เหงือก-ลิ้นเคี้ยวอาหาร และสุดท้ายจากการมองเห็นและการได้ยินข้อมูลขณะทานอาหาร หรือบางคนก็ทานเร็วมากด้วยความไม่มีทักษะในการจัดการเวลาระหว่างการบริโภคอาหารเพื่อการดูแลตนเองกับการทำงานที่เร่งรีบ (Food Intake) หรือบางคนก็เน้นอารมณ์กับแรงจูงใจเพื่อบริโภคอาหารใดๆ เช่น อาหารแปลก ไม่เคยลิ้มรสมาก่อน ก็อยากลองทานดู เป็นครั้งคราว หรือบางคนมีประสบการณ์ในการทานอาหารที่หลากหลายหรือเฉพาะที่ตนเองชอบในหลายๆร้านก็จะเกิดความรู้ความเข้าใจในการเลือกบริโภคอาหารพร้อมระลึกถึงวัน เวลา สถานที่ และบุคคลได้ในช่วงเหตุการณ์เกิดขึ้นไม่เกิน 1 ปี (Food Cognition) หรือบางคนมีประสบการณ์สุขภาวะทางจิตวิญญาณกับการบริโภคอาหารที่ถาวรเกิน 1 ปี ถึง ตลอดชีวิต (Food Memory) เช่น การคิดถึงอาหารที่อร่อยจากฝีมือแม่เป็นเมนูเฉพาะที่ไม่มีใครเหมือนและไม่เหมือนใคร และที่สำคัญต้องทานที่บ้านเกิดเท่านั้น เป็นต้น ทั้งนี้ในแต่ละระดับของการคิดค้นหาความสุขจากการบริโภคอาหาร ก็จะให้ความรู้สึกและรางวัล (คุณค่าทางจิตใจ) บวกลบต่างกัน เช่น รู้สึกมีความสุขที่สุด (กินตามชอบ) รู้สึกมีความสุขมีความทุกข์บ้าง (กินที่ชอบแต่กลัวอ้วน) รู้สึกมีความทุกข์ที่สุด (บังคับกิน) เป็นต้น

2. โดยสรุปแล้ว ผู้ที่มีความบกพร่องทางการบริโภคอาหาร ควรประเมินทางคลินิกกิจกรรมบำบัดในหลายมิติ แล้วออกแบบโปรแกรมที่เหมาะสมตามการให้เหตุผลทางคลินิกกิจกรรมบำบัดสากล ได้แก่ การจัดการอารมณ์ [Acknowledgement: www.en.wikipedia.org] การปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิต [Acknowledgement: www.youtube.com] การบำบัดการรู้คิดและพฤติกรรม เช่น การจัดการความล้าและการใช้เวลาว่าง [Acknowledgement: www.youtube.com] การจัดการน้ำหนัก [Acknowledgement: www.en.wikipedia.org] และการทานอาหารอย่างสุขใจ [Acknowledgement: www.health.harvard.edu]


3. ในชั้นเรียนวันนี้ เราได้ว่าที่คุณหมอกิจกรรมบำบัด (Doctorate of Occupational Therapy) จากอเมริกามาเป็นอาสาสมัคร 1 ท่านให้ดร.ป๊อปและผู้เรียนได้ทำการวิจัยเล็กๆ ที่เลือกเค้าเพราะไม่มีประสบการณ์ในการบริโภคอาหารไทยมาก่อน เริ่มจากการวัดอัตราการเต้นของชีพจรด้วยเครื่อง Pulse Oximeter เพื่อเป็นตัวบ่งชี้ "ความรู้สึก" ขณะนั่งพัก และก่อนกับหลังทานอาหารไทย 1 คำ แบบเคี้ยวเร็วสลับพักทำสมาธิ 1 นาที (เพิ่ม Self-motivation & Taste-wash out) แล้วแบบเค้ยวช้า ก็พบประเด็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่น่าสนใจ ขณะเคี้ยวมีการเคาะระฆังเพื่อให้ผู้บริโภคอาหารได้รู้สึกควบคุมสมาธิมากขึ้น (Self-awareness) ขณะเคี้ยวกับรับรสชาดของอาหาร พร้อมกับปิดตาเพื่อไม่ให้เกิดการคาดเดา-การทำนายการรับรู้อาหารจากการมองเห็น ได้แก่ 

  • อาสาสมัครท่านนี้รู้สึกชอบอาหารลำดับที่ 4 คือ ขนมปังกรอบ แต่รู้สึกไม่ชอบอาหารลำดับที่ 3 คือ ข้าวเหนียวมะพร้าวอ่อน ทำให้ขณะเคี้ยวอาหารที่ชอบอย่างช้าๆ มีชีพจรเต้นต่ำกว่าอาหารที่ไม่ชอบกับเคี้ยวอย่างช้าๆ 
  • ถ้าอาสาสมัครเคี้ยวเร็ว จะทำให้ชีพจรเต้นเร็วกว่า เคี้ยวช้า ในอาหารลำดับที่ 1 คือ ผลไม้ที่มีรสหวาน กับอาหารลำดับที่ 4 คือ ขนมปังที่กรอบและหวาน แต่จะไม่ต่างกันในอาหารลำดับที่ 3 ที่ไม่ชอบ และจะมีชีพจรยิ่งสูงถ้าเคี้ยวช้าในอาหารลำดับที่ 2 คือ ถั่วที่มีรสเผ็ด
  • การรับรู้กลิ่นไม่น่ามีผลเพราะอาหารทั้ง 4 ชนิดไม่มีกลิ่นแรงพอที่จะทำให้มีผลต่อการเต้นของชีพจร
  • การรับรู้รสชาดพร้อมๆกับการรับรู้ผิวสัมผัสของอาหารแต่ละชนิดส่งผลให้มีความสุขที่ผ่อนคลาย (ชีพจรเต้นช้า) ถ้ามีการบริโภคอาหารด้วยสติและมีสมาธิ ซึ่งน่าจะนำไปประยุกต์การเพิ่มความรู้สึกแต่ละลำดับขณะฝึกผู้รับบริการได้ต่อไป