ถามอะไรคุณอย่างนึงได้ไหมคะ

เพื่อนตามความคิดคุณคืออะไร?
เค้ามีความสำคัญกับคุณมากแค่ไหน
“เทียบกับคนรักของคุณได้บ้าง ฤ เปล่า”
ฉันมีบางอย่างอยากจะเล่าให้ฟังแค่นั้นเอง
มีนาฬิกาปลุกอยู่เรือน 1
มันทำหน้าที่ของมันทุกวัน
ทั้งเข็มยาวเข็มสั้น….
ยังคงเดินทางรอบหน้าปัดอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
ตอนเช้าๆๆๆๆๆๆๆๆ
มันจะส่งเสียงกวนประสาท
เสียงที่ทำให้เราต้องตื่นจากความฝันแสนหวาน
เราตอบแทนมันโดยการเอื้อมมือไป ควานหา”ตบหรือกดมันอย่างแรง”
ด้วยความรำคาญ เพื่อให้มันเงียบ
ทั้งๆที่มันก็ช่วยให้เราไม่ไปผิดนัดสำคัญๆอยู่เสมอ
และถ้ามันเผลอปลุกเราในวันพักผ่อน
บางทีเราอาจจะขว้างมันทิ้งเสียด้วยซ้ำ
ทั้งๆที่เราก็เป็นคนตั้งเวลาเอาไว้เอง
บางครั้งเราก็มั่วทำอย่างอื่นที่เราเห็นว่าสำคัญ
มากเสียยิ่งกว่า
“นาฬิกา” ที่มันตั้งอยู่ที่เดิมของมันทุกวัน
เราไม่ใส่ใจมันเท่าไรหรอก จะสนใจมันแค่ตอนเรา
“อยากรู้เวลาก็เท่านั้นเอง”
จนกระทั่งวันนึง
นาฬิกาเดิมๆเรือนนั่นมันเงียบหายไป
คุณไม่รู้หรอกว่ามันเงียบไปเมื่อไร
คุณจำไม่ได้หรอกว่าตอนมันเดินครั้งสุดท้าย คือ ตอนไหน
คุณได้แต่โทษมันในเช้าวันนั้นว่า
“นายนาฬิกา เฮงซวย..ทำไมถึงไม่ปลุก”
ทั้งที่มันเงียบไปเพราะคุณ………
คุณว่าไหม ว่า
“เพื่อนมันเหมือน “นาฬิกาปลุกเนอะ…”
ทำไมนะเหรอ……….
คุณคิดดูสิ---
ความรักระหว่างเพื่อนก็เหมือนการเดินของเข็มนาฬิกานะ
เดินอยู่ที่เดิมๆๆๆๆๆ แต่ก็เดินไปได้เรื่อยๆๆ ไม่เหนื่อยไม่เบื่อ
บางครั้งเพื่อนก็เตือนเรา
บอกเรา แนะนำเราไนบางเรื่องที่เราควรจะฟัง
แต่เรากลับรำคาญมัน
พูดทำร้ายน้ำใจเค้า หรือทำให้เค้าเสียใจ
เพราะคิดว่าคำพูดเตือนของเค้าทำให้คุณรำคาญ
ถึงแม้บางทีคุณก็ทำไปเพราะไม่ได้ตั้งใจ
แต่ลองสังเกตสิ
สิ่งที่เพื่อนๆคุณเตือน(ด้วยความหวังดีนั้น)
บางทีกลับช่วยคุณได้หลายๆเรื่อง
หลายครั้งหลายคราว
ที่คุณมัวแต่ทำเรื่องอื่น
ให้ความสำคัญกับคนอื่นๆๆ
และมองข้ามความสำคัญเพื่อน
เพราะคุณคิดอยู่เสมอว่า……..
ความรักของเพื่อน มันเป็นเรื่องปกติ ธรรมดา
เช่นเดียวกับ นาฬิกา…
ที่มันจะเดินไปอย่างนั้น…เหมือนทุกๆวัน
แต่คุณคงลืมไปว่าสักวัน
ถ่านที่คุณใส่ไว้มันก็ต้องหมด
นาฬิกาไม่ได้ละเลยหน้าที่ของมัน
หากเพียงแต่เมื่อเวลาผ่านไป
มันจะเอาแรงที่ไหนเดินหากไม่มี แบตเตอร์รี่
เช่นเดียวกันกับเพื่อนของคุณ
แม้เค้าจะรักและปรารถนาดีกับคุณมากแค่ไหนก็ตาม
หากคุณเองไม่เคยใส่ใจ
หลงลืมไปว่ายังมีเค้าอยู่
ก็เปรียบเหมือนดังนาฬิกา
ที่มันไม่ได้ละทิ้งหน้าที่ของมันหรอก
หากแต่เพียงคุณเองที่ไม่เคยจะเอาใจใส่
นาฬิกาเก่าๆเดิมๆเรือนนั้นเลย
ถึงเวลาหรือยังที่คุณจะหันกลับมามอง
มองดูนาฬิกาเรือนเดิม
ไม่สายไปใช่ไหมที่คุณจะใส่ถ่านให้มันอีกครั้ง
และไขลานให้มันเดินดังเดิม
เพื่อให้นาฬิกาเรือนเดิม
กลับมาทำหน้าที่หน้าเบื่อเดิมๆ
อักสักครั้ง
รักเพื่อนๆทุกคนนนนนนนนนนน

เรามีเพื่อนแบบนี้เป่า??

>>>>>>เพื่อนคนที่เก็บ lecture
>>>>>>ให้คุณยามคุณขาดเรียนโดยไม่ต้องบอกล่วงหน้า
>>>>>>เพื่อนคนที่เราไม่ต้องพูดอะไรเพื่อเอาใจเขา
>>>>>>เพื่อนคนที่เราเจอกันตอนเช้าแล้วคุณอยากเล่าให้ฟังว่าเมื่อคืนคุณฝันถึงอะไร
>>>>>>เพื่อนคนที่เราเอ่ยชื่อทุกครั้ง เวลาพ่อแม่ถามว่าอยู่คุยกับใคร
>>>>>>ไปกินข้าวกับใครมา เพื่อนคนที่เราเคยยืมเงินมากเกินหลักพัน
>>>>>>เพื่อนคนที่คุณอยู่ด้วยกันท่ามกลางความเงียบแล้วไม่อึดอัด
>>>>>>เพื่อนคนที่รู้ว่าเดือน ๆ หนึ่งเราอ่านหนังสืออะไรบ้าง
>>>>>>ซื้อเทปใครบ้าง เพื่อนคนที่รู้ว่าร้านไหนเป็นร้านโปรดของเรา
>>>>>>เพื่อนคนที่คนที่เราคิดว่า ถ้างานนั้นไม่มีเขา เราคงกร่อย
>>>>>>เพื่อนคนที่เรารู้ว่าเขาชอบใคร แล้วตอนนี้สถานการณ์ถึงไหน
>>>>>>เพื่อนคนที่โทรหาเราเพราะต้องการคำปรึกษา ไม่ใช่แค่เล่าให้ฟัง
>>>>>>เพื่อนคนที่คนอื่นเขาเวลาเจอเรา ต้องถามหาเขา
>>>>>>เพื่อนคนที่เราไม่เจอกันไปสามเดือน แล้วไม่ต้องกังวลว่าอะไรๆ
>>>>>>จะไม่เป็นเหมือนเดิม เพื่อนคนที่เรา.... (อื่น ๆ อีกมากมาย)
>>>>>>
>>>>>>อ่านจบแล้วคุณคิดคิดถึงใคร ... คน ๆ นั้น คือ “เพื่อนสนิท” ของคุณ
>>>>>>เอาง่าย ๆ เวลาคุณเจอคนอื่น เขาถามถึงเพื่อนคนไหนของคุณ มีมั้ย
>>>>>>ถ้ายัง หาซะนะ พยายามคิดถึงเรื่อง “การคบเพื่อนเชิงคุณภาพ” ...
>>>>>>ไม่ใช่ปริมาณ เคยมั้ย “เหงาท่ามกลางคนมากมาย” ...
>>>>>>
>>>>>>อีกอย่างเพื่อนไม่ใช่แฟนนะ ..
>>>>>>เพราะกับเพื่อนเราจะทะเลาะกันเรื่องใหญ่ๆ ไม่ใส่ใจเรื่องเล็กๆ
>>>>>>แต่กะแฟนเรามักจะทะเลาะกันเรื่องเล็กๆ จริงมั้ย ??!?

>>>-ไหล่ของฉัน
>>มันไม่ได้มีความหมายเพียงเพื่อประคองหัวฉันไว้คนเดียวเท่านั้น
>>>แต่เพื่อน สามารถใช้มันเพื่อประคองหัวเพื่อนได้ด้วย
>>>
>>>-เสื้อของฉัน ไม่ได้มีไว้ห้อหุ้มร่างกายของฉันเพียงอย่างเดียว
>>>มันพร้อมจะเป็นที่เช็ดน้ำตา
>>>และที่สั่งขี้มูกของเพื่อนถ้าเพื่อนต้องการ
>>>
>>>-แขนของฉัน ไม่ได้มีไว้จูงหมาเดินเล่น
>>>แต่มันสามารถใช้ประคองเพื่อนเมื่อเพื่อนจะล้ม
>>>....แต่ถ้าเพื่อนล้มลงไปแล้ว ฉันก็ยังมีมืออีก 1
>>คู่ไว้ช่วยฉุดเพื่อนขึ้นมา
>>>
>>>-ปากของฉัน ไม่ได้มีไว้เพื่อกินและพูดพล่ามทั้งวันหรอกนะ
>>>แต่มีไว้พูดให้กำลังใจเพื่อนด้วยเมื่อถึงเวลาจำเป็น
>>>
>>>-ตาของฉัน มีไว้เพียงเพื่อกระพริบขึ้นลงเสียเมื่อไหร่
>>>ฉันเอาไว้ใช้มัน มองสิ่งดีๆในตัวเพื่อนด้วยต่างหาก
>>>
>>>-ฟันของฉัน ก็ไม่ได้มีไว้กัดใครๆเขา
>>>แต่มีไว้เพื่อจะใช้มันประดับเหงือก ทุกครั้งฉันยิ้มให้เพื่อน
>>>
>>>-หูของฉัน ก็ไม่ได้มีไว้เพื่อเจาะรูแขวนเครื่องประดับ
>>>แต่มันใช้ฟังเพื่อน เมื่อเพื่อนต้องการระบายอะไรออกมาให้ฉันฟัง
>>>
>>>-เท้าของฉัน ไม่ได้มีไว้สะสมกลิ่น... โอเค ถึงแม้มันอาจจะมีบ้าง
>>>แต่ฉันจะใช้เท้า เพื่อเดินอยู่ข้างๆเพื่อนนี่แหละ จะไม่ไปไหนไกล
>>>
>>>-สมองของฉัน อาจไม่ค่อยมีประโยชน์เวลาสอบนักก็จริง
>>>แต่มันจะทำงานหนัก เมื่อเพื่อนต้องการความช่วยเหลือ
>>>
>>>-ส่วนพวกตับ ไต ไส้ กระเพาะ ม้าม เซี่ยงจี๊ ของฉัน
>>มันมีไว้ทำหน้าที่ของมันน่ะ
>>>แต่ถ้าเพื่อนต้องการอย่างรีบด่วน ฉันยินดีสละให้
>>(อย่างละครึ่งเท่านั้นนะ!!)
>>>
>>>-และหัวใจของฉัน ก็ไม่ได้มีไว้สูบฉีดเลือดเพียงอย่างเดียว
>>>แต่มันทำหน้าที่เก็บเพื่อนไว้ข้างในได้ด้วย.

เพื่อนสนิทหมายถึงอะไร

> >>>>>>> >เพื่อนสนิทไม่จำเป็นต้องอยู่ตรงนั้นเสมอเมื่อเราต้องการ
> > >>>>>>เพียงแค่อยู่ในความทรงจำ เอาไว้คิดถึงเป็นกำลังใจในการก้าวต่อไป
> > >>>>>> >
> > >>>>>> >เพื่อนสนิทไม่จำเป็นต้องพบกันเป็นประจำ เพียงแค่มองจากรูปถ่าย
> > >>>>>>คิดถึงความทรงจำเก่า ๆ ก็ทำให้ยิ้มและหัวเราะได้
> > >>>>>> >
> > >>>>>> >เพื่อนสนิทไม่จำเป็นต้องโทรคุยกันทุกวัน เมื่อเวลาผ่านไป
> > >>>>>>แล้วมีโอกาสได้โทรคุยกันอีก ก็ยังมีเรื่องดี ๆ
> > >>>>>>มาแบ่งปันให้กันและกันเสมอ
> > >>>>>> >
> > >>>>>> >เพื่อนสนิทไม่จำเป็นต้องเป็นคนสำคัญเสมอในกลุ่ม
> > >>>>>>เพียงแค่เป็นคนที่เพื่อน ๆ จะมีมิตรภาพให้เสมอก็พอ
> > >>>>>> >
> > >>>>>> >เพื่อนสนิทไม่จำเป็นไม่จำเป็นต้องอยู่ใกล้กัน ถึงอยู่ไกลกัน
> > >>>>>>ก็ยังนึกถึงกันบ้างในบางเวลา
> > >>>>>> >
> > >>>>>> >เพื่อนสนิทไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องทุกอย่างของกันและกัน
> >
> >>>>>>เพียงแค่รู้เรื่องทุกอย่างที่เราตัดสินใจว่าจะนำมาแบ่งปันให้กันและกันรับ
> > รู้ก็พอ
> > >>>>>>แม้ว่าจะเป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของเรื่องอันมหาศาลในชีวิตของเรา
> > >>>>>> >
> > >>>>>> >เพื่อนสนิทไม่จำเป็นต้องทนนิสัยทั้งหมดของกันและกัน
> > >>>>>>แค่เพียงบอกให้กันและกันรู้ว่าอะไรควรแก้ไข
> > >>>>>>และพร้อมรับฟังข้อชี้แนะของอีกฝ่าย
> > >>>>>> >
> > >>>>>> >เพื่อนสนิทของเรา ไม่จำเป็นว่าเราต้องเป็นเพื่อนสนิทของเขา
> > >>>>>>เพียงแค่อยากให้เขารับรู้ว่ามิตรภาพที่เราให้ไป
> > >>>>>>อาจมีค่าน้อยสำหรับเขา
> > >>>>>>แต่สำหรับเรามันมีค่ามหาศาลที่เราเต็มใจมอบให้

ไม่มีใครสมหวังตลอดหรอก

> > ชนะหมายถึงการลุกขึ้นได้ทุกครั้งที่ก้าวพลาด
> > ยกตัวอย่าง เช่น เบบ รูธ นักเบสบอลชื่อดังที่เคยพลาดถึบง 1330 ครั้ง อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ก็พูด
> >ไม่ได้จนอายุได้ 4 ขวบ อาจารย์สอนดนตรีของบีโทเฟน เคยกล่าวว่า “เขาไม่มีหวังจะได้เป็นนักแต่งเพลง
> >“หลุยส์ ปาสเตอร์ ” ได้คะแนน “ปานกลาง” ในวิชาเคมี นักวิทยาศาสตร์ผู้คิดประดิษฐ์จรวด
> > เวิร์นเฮอร์ วอน บราน์ สอบตกวิชาพีชคณิตที่เรียนอยู่ชั้นเกรด 9 นักวิทยาศาสตร์ เช่น มาดามแมรี คูรี
> >ทำการทดลองขณะใกล้จะล้มละลายก่อนที่จะบุกเบิกศาสตร์แขนงนิวเคลียร์ เคมี และเปลี่ยนแปลง
> >โฉมหน้าของวงการวิทยาศาสตร์โลกตลอดไป ไมเคิล จอร์แดน ถูกตัดออกจากทีมบาสเกตบอลของ
> >โรงเรียนเมื่อ ขณะเรียนอยู่ชั้นไฮสคูลปี 2
> > ต่อไปนี้คือเหตุการณ์ชีวิตในอดีตของชายผู้หนึ่งซึ่งเคยผิดพลาดมาหลายครั้ง แต่ก็ยังสู้ไม่ถอย
> >ลองดูซิว่าคุณจะทายถูกหรือไม่ว่าเขาคือใคร เขาเคย
> >? ล้มเหลวทางธุรกิจขณะที่อายุได้ 22 ปี พ่ายแพ้ในการเลือกตั้งเพื้อเป็นสมาชิกในสฃภานิติบัญญัติแห่งรัฐเมื่ออายุได้23 ปี ล้มเหลวทางธุรกิจอีกครั้งขณะที่อายุได้ 25 ปี
> >? รับมือกับการเสียชีวิตของแฟนสาวอันเป็นที่รักยิ่งเมื่ออายุ ได้ 26ปี
> >? เจ็บป่วยเนื่องจากระบบประสาทล้มเหลวเมื่ออายุได้ 27 ปี
> >? พ่ายแพ้จากตำแหน่งโฆษกรัฐบาลเมื่ออายุได้ 29ปี
> >? พ่ายแพ้ในการเสนอชื่อเพื่อเลือกตั้งเข้าสู่สภาครองเกรสอีกครั้งเมื่ออายุได้34 ปี
> >? ได้รับเป็นผู้แทนในสภาครองเกรสเมื่ออายุได้ 37 ปี
> >? พ่ายแพ้ในการเสนอชื่อสำหรับเลือกตั้งเข้าสู่สภาครองเกรสอีกครั้งเมื่ออายุ ได้39 ปี
> >? พ่ายแพ้ในการเลือกตั้งวุฒิสมาชิกเมื่ออายุได้ 46 ปี
> >? พ่ายแพ้ในการเลือกตั้งเพีอเป็นประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาเมื่ออายุได้ 47 ปี
> >? พ่ายแพ้ในการเลือกตั้งวุฒิสมาชิกเมื่ออายุได้ 49 ปี
> >เขาผู้นี้จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก ..........อับราฮัม ลินคอร์น เขาได้รับเลือกให้เป็น
> >ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาเมืออายุได้ 51 ปี เขาลุกขึ้นทุกครั้งที่เขาล้ม และ
> >ในที่สุดก็บรรลุจุดหมายในชีวิต ได้รับความนับถือและความชื่นชมจากนานาประเทศ
> >และมวลชนทั่วโลก

เรื่องราวระหว่างลูกกับพ่อน่ารักดี

>>>ชายหนุ่มเลิกงานและกลับเข้าบ้านช้า ด้วยความเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า
>>>และพบว่าลูกชายวัย 5 ขวบรอคุณพ่ออยู่ที่หน้าประตู
>>>
>>>ลูก "พ่อครับ พ่อผมมีคำถามถามพ่อข้อนึง"
>>>พ่อ "ว่ามาสิลูก,อะไรเหรอ"
>>>ลูก "พ่อทำงานได้เงินชั่วโมงละเท่าไหร่"
>>>พ่อ "ไม่ใช่โกงการอะไรของลูกนี่, ทำไมถามอย่างนี้ล่ะ"
>>>พ่อตอบด้วยความโมโห
>>>ลูก "ผมอยากรู้จริง ๆ โปรดบอกผมเถอะ
>>>พ่อทำงานได้เงินชั่วโมงละเท่าไหร่"
>>>ลูกพูดร้องขอ
>>>พ่อ "ถ้าจำเป็นจะต้องรู้ละก็ พ่อได้ชั่วโมงละ 20 เหรียญ"
>>>ลูก "โอ.." ลูกอุทาน แล้วคอตก พูดกับพ่ออีกครั้ง
>>>ลูก "พ่อครับ ผมอยากขอยืมเงิน 10เหรียญ"
>>>พ่อกล่าวด้วยอารมณ์
>>>พ่อ "นี่เป็นเหตุผลที่แกถาม เพื่อจะขอเงิน แล้วไปซื้อของเล่นโง่ ๆ
>>>หรืออะไรที่ไม่เข้าท่าหรอกเหรอ
>>>รีบขึ้นไปนอนเลยนะแล้วลองคิดดูว่าแกน่ะ
>>>เห็นแก่ตัวมาก ชั้นทำงานหนักหลาย ๆ ชั่วโมงทุกวัน
>>>และไม่มีเวลาสำหรับเรื่อง
>>>เด็กๆ ไร้สาระอย่างนี้หรอก"
>>>
>>>เด็กน้อยเงียบลง เดินไปที่ห้องแล้วปิดประตู
>>>ชายหนุ่มนั่งลงและยังโกรธอยู่
>>>กับคำถามของลูกชาย เค้ากล้าที่จะถามคำถามนั้น
>>>เพื่อจะขอเงินได้อย่างไร
>>>หลังจากนั้นเกือบชั่วโมงอารมณ์ชายหนุ่มก็เริ่มสงบลง
>>>และเริ่มคิดถึงสิ่งที่ทำ
>>>ลงไปกับลูกชายตัวน้อย บางทีเขาอาจจำเป็นต้องใช้เงิน 10
>>>เหรียญนั้นจริง ๆ
>>>และลูกก็ไม่ได้ขอเงินเขาบ่อยนัก
>>>ชายหนุ่มจึงเดินขึ้นไปบนห้องแล้วเปิดประตู
>>>
>>>พ่อ "หลับหรือยังลูก"
>>>ลูก "ยังครับ"
>>>พ่อ "พ่อมาคิดดู เมื่อกี้พ่ออาจทำรุนแรงกับลูกเกินไป
>>>นานแล้วนะที่พ่อไม่ได้คลุกคลีกับลูก , เอ้า นี่เงิน 10
>>>เหรียญที่ลูกขอ"
>>>เด็กน้อยลุกขึ้นนั่ง
>>>ลูก "ขอบคุณครับพ่อ"
>>>
>>>ว่าแล้วก็ล้วงลงไปใต้หมอนหยิบเงินจำนวนหนึ่งออกมา แล้วนับช้า ๆ
>>>ชายหนุ่มเห็นดังนั้นก็โกรธขึ้นอีกครั้ง
>>>
>>>พ่อ "ก็มีเงินแล้วนี่ แล้วมาขออีกทำไม"
>>>ลูก "เพราะผมมีไม่พอครับ แต่ตอนนี้ผมมีครบแล้ว
>>>พ่อครับ ตอนนี้ผมมีเงินครบ 20 เหรียญแล้ว
>>>ผมขอซื้อเวลาพ่อชั่วโมงนึง
>>>....พรุ่งนี้พ่อกลับบ้านเร็ว ๆ นะครับ ผมอยากกินข้าวเย็นกับพ่อ ..."

ผู้นำที่จะสร้างผลงานอันยิ่งใหญ่ ได้จากจินตนาการ ความกล้าหาญ อัจฉริยภาพ และความปรารถนา จริงหรือ

" ทำตามความฝันและดวงตาที่เปิดกว้าง "
คุณค่าสูงสุดของมนุษย์ ไม่ได้อยู่ที่ ณ.จุดที่เขายืนอยู่ในช่วงที่เขาสะดวกสบายแต่อย่างใด หากแต่อยู่จุดที่เขายืน ณ.ช่วงเวลาแห่งความท้าทาย และ ขัดแย้ง
>มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์

" ผู้ที่ชอบปฎิเสธความฝัน ไม่มีทางสร้างธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ขึ้นมาได้ "
เราตัดสินตัวเราจากความรู้สึกที่ว่า เราสามารถทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ แต่คนอื่นตัดสินเราจากสิ่งที่ได้กระทำลงไปแล้ว
>เฮนรี่ วัดสเวิร์ธ ลองเฟลโลว์, คาวานัก 1849

" โชคเป็นเพียงส่วนหนึ่ง ของความมุ่งมั่นเท่านั้น "
เมื่อใดก็ตามที่คุณได้เห็นธุรกิจหนึ่งประสบความสำเร็จ นั่นแสดงว่ามีใครบางคนได้กระทำการตัดสินใจที่กล้าหาญแล้ว
>ปีเตอร์ ดรักเกอร์

" อย่าปล่อยให้ปัญหาเฉพาะหน้าทำให้คุณหลงลืมเป้าหมายระยะยาว "
ใช้ใจของคุณเป็นเครื่องนำทาง ความเป็นผู้นำคือการค้นพบจุดหมายปลายทางและมีความกล้าหาญที่จะเดินไปสู่เป้าประสงค์ที่สูงส่ง
>โจ จาวอร์สกี้

" หากคุณพูดว่า...คุณไม่เคยมีโอกาสเลย บางทีอาจเป็นไปได้ว่า...คุณไม่เคยฉกฉวยโอกาสเลยก็เป็นได้ "
คนบางคนมองสิ่งต่างๆอย่างที่มันเป็นและพูดว่า " ทำไม? " แต่ผมกลับฝันถึงสิ่งที่ไม่เคยมี และพูดว่า "ทำไมจะเป็นไปไม่ได้?"
>จอร์จ เบอร์นาร์ด ชอร์

" หมั่นปรับปรุงตนเองอยู่เสมอ แม้ว่าคุณจะทำได้ดีแล้วก็ตาม "
การที่จะนำหน้าผู้อื่นอยู่ตลอดเวลานั้นคุณจำเป็นต้องมีความคิดใหม่ๆรออยู่เสมอ
>โรซาเบธ มอส แคนเตอร์

" ปรุงแต่งจิตวิญญาณ แห่งการเป็นเจ้าของกิจการ "
ความแตกต่างระหว่างการมีผลงานอันยิ่งใหญ่และผลงานระดับปานกลาง หรือระดับแย่อยู่ที่การมีจินตนาการและความปรารถนาที่จะปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้นกว่าเดิมอยู่เป็นประจำ
>ทอม ปีเตอร์ส

" การปรับปรุงแก้ไข จำเป็นต้องอาศัยโลกทัศน์ที่ใหม่ตลอดเวลา"
ความแข็งแกร่งที่แท้จริงของมนุษย์จะถูกทดสอบ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ปัจจุบันทันด่วน ที่ไม่เคยเจอะเจอมาก่อนด้วยจิตใจที่สงบเยือกเย็น
>อับราฮัม ลินคอร์น

" ความมั่นคงไม่มีอยู่จริงในธรรมชาติ "
ไม่มีประสบการณ์เกี่ยวกับความมั่นคง การหลบเลี่ยงภัยก็มิได้ทำให้ปลอดภัยมากไปกว่าการเผชิญหน้ากับสิ่งต่างๆโดยตรง ชีวิตหมายถึงการผจญภัยอย่างหาญกล้า หรืออาจไม่มีความหมายใดเลยก็ได้
>เฮเลนส์ เคลเล่อร์

" ตึกร้อยชั้นยังต้องมีรากฐานที่แข็งแกร่ง "
อะไรก็ตามที่คุณทำได้หรือใฝ่ฝันว่าทำได้... ก็จงเริ่มทันทีเพราะความกล้าหาญก็มีความเป็นอัจฉริยภาพ พลัง และ อำนาจอยู่ในตัวของมันเอง
>เกอเต้

หากใครคิดว่าตนเองโชคร้าย

ลองอ่านนี่ดูครับ แล้วจะทำให้คุณรู้สึกดีขึ้น ... ผมได้มาจากเพื่อนที่ Forward Mail ให้ จริงๆก็ได้มาหลายหนแล้ว แต่ครั้งนี้อยากโพสต์ให้อ่านกันครับ

ถ้าสามารถย่อประชากรโลกลงเหลือเพียง 100 คน
โดยยังคงสัดส่วนต่าง ๆ
>ของประชากรไว้อย่างถูกต้องจะมีสภาพดังนี้

57 คน เป็นชาวเอเชีย
21 คน
>เป็นชาวยุโรป
14 คน อยู่ทางฝั่งตะวันตก ทั้งทางเหนือและใต้
8 คน
>เป็นพวกอัฟริกัน

52 คน เป็นผู้หญิง
48 คน เป็นผู้ชาย

70 คน
>เป็นพวกที่ไม่ใช่ผิวขาว
30 คน เป็นพวกผิวขาว

70 คน
>ไม่ได้นับถือศาสนาคริสต์
30 คน นับถือศาสนาคริสต์

89 คน
>เป็นพวกที่มีเพศชัดเจนและชอบเพศตรงข้าม
11 คน
>เป็นพวกที่ไม่แน่ใจว่าเป็นเพศอะไรและชอบเพศเดียวกัน

6 คน
>เป็นพวกที่ร่ำรวยมาก และมีทรัพย์สมบัติเท่ากับ 59%
ของความมั่งคั่งทั้งโลกรวมกัน
>โดยทั้ง 6 คนนี้เป็นชาวอเมริกัน
80 คน
>อาศัยอยู่ในบ้านที่มีสภาพต่ำกว่ามาตรฐาน

70 คน อ่านหนังสือไม่ออก่
50 คน
>เป็นโรคขาดอาหาร

1 คน กำลังจะตาย และ 1 คนกำลังจะเกิด
1 คน
>มีโอกาสเรียนจนจบปริญญาตรี
1 คน
>มีคอมพิวเตอร์ใช้

เมื่อมองโลกจากมุมข้างต้นนี้
>เห็นได้ชัดว่าการศึกษาเป็นสิ่งสำคัญมาก
รวมไปถึงจะต้องมีการยอมรับ
>และการทำความเข้าใจในสภาพปัจจุบัน
เป็นสิ่งสำคัญอย่างเห็นได้ชัด

เรื่องต่าง
>ๆ อีกหลายเรื่องที่น่าคิดด้านล่าง
>.....

ถ้าท่านตื่นขึ้นในตอนเช้าและมีสุขภาพดี
>ไม่เจ็บป่วย
ถือว่าท่านโชคดีกว่าคนอีกเป็นล้านที่ไม่มีชีวิตรอดผ่านสัปดาห์นี้ไปได้

ถ้าท่านไม่เคยอยู่ในสภาพสงคราม
>ไม่เคยติดคุก
ไม่เคยถูกทรมาณ ไม่เคยอดอยาก ท่านดีกว่าอีก 500
>ล้านคนในโลกนี้

ถ้าท่านอยู่ในสภาพที่ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกจับ
>ถูกทรมาณ
หรือถูกฆ่า
>ท่านโชคดีกว่าคนอีกสามพันล้านคนในโลกนี้

ถ้าท่านมีอาหารเก็บในตู้เย็น
>มีเสื้อให้ใส่
อาศัยอยู่ในบ้านที่มีหลังคาและมีที่ให้หลับนอน
ท่านร่ำรวยกว่าคนอีก
>75% ของโลกนี้

ถ้าท่านมีเงินในธนาคาร,
>มีเงินในกระเป๋าา,
และมีเศษสตางค์ทิ้งไว้ในถ้วยที่ไหนซักแห่ง
ท่านเป็นหนึ่งใน
>8% ของประชากรที่รวยที่สุดของโลก

ถ้าพ่อแม่ของท่านยังมีชีวิตอยู่
>และยังอยู่ด้วยกัน
ถือเป็นเรื่องประเสริฐที่เกิดขึ้นยากมาก
แม้แต่ในอเมริกาและแคนนาดา

ถ้าท่านได้อ่านข้อความนี้
>ถือว่าท่านโชคดี 2 ชั้น
ที่มีบางคนคิดถึงท่าน
>และเหนือกว่านั้น

ท่านโชคดีกว่าคนอีกสองพันล้านคนในโลกนี้ที่อ่านไม่ออกเลย

บางคนเคยพูดไว้ว่า
>: เรื่องที่ผ่านพ้นไปอย่างไร
>ก็จะกลับมาอย่างนั้น

ทำงานเหมือนกับท่านไม่ต้องการเงิน
>(ทำเพราะรักงาน)
รักให้เหมือนกับท่านไม่เคยเจ็บปวด
เต้นให้เหมือนกับไม่มีใครดู
ร้องเพลงให้เหมือนกับไม่มีใครฟัง
ใช้ชีวิตบนโลกนี้อย่างมีความสุขเสมือนอยู่บนสวรรค์

สุขสันต์ในทุกๆวัน

>เพราะตราบใดที่เรามีลมหายใจอยู่ นั่นเท่ากับว่า เรามีโอกาสได้ทำดี ได้พบกับประสบการณ์ชีวิต...สีสันของชีวิต!!!

บนบ่าของคุณมีแมลงปอไหม

มีเมืองเล็ก ๆ ที่สวยและสงบสุขเมืองหนึ่ง มีคู่รักคู่หนึ่งที่รักกันมาก
ทุกวันพวกเขาจะพากันไป ดู ชม พระอาทิตย์ขึ้นที่ชายหาด
และไปส่งพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าที่ชายหาดตอนโพล้เพล้
ทุกคนที่เคยพวกเขาพบเจอจะมองด้วยสายตาอิจฉาในความรักของคนคู่นี้เสมอ.

แต่แล้ววันหนึ่ง เกิดอุบัติเหตุรถชนขึ้น หญิงสาวผู้โชคร้ายได้รับบาดเจ็บสาหัส เธอนอนเงียบ ๆ อยู่บนเตียงของโรงพยาบาล

วันแล้ววันเล่า คืนแล้วคืนเล่า เธอก็ยังคงไม่ฟื้นคืนมา

ตอนกลางวัน ชายหนุ่มจะมาเฝ้าอยู่ที่หน้าเตียง ร้องเรียกคนรักของเขาเสมอ ทั้ง ๆ ที่เธอไม่ตอบสนองใด ๆ เลย
ตกกลางคืน
ชายหนุ่มจะไปสวดภาวนาอ้อนวอนต่อพระผู้เป็นเจ้าที่โบสถ์นอกเมือง
เขาร้องไห้จนน้ำตาเหือดแห้ง ไม่มีจะไหลออกมาอีกแล้ว

ผ่านไป 1 เดือน

หญิงสาวยังคงหลับใหลไม่ฟื้นเหมือนเดิม

ส่วนชายหนุ่มก็ดูจะซูบเซียวขึ้นทุกวัน แต่ก็ยังคงสวดอ้อนวอนต่อพระผู้เป็นเจ้าอยู่เสมอไม่หยุด

แต่แล้ววันหนึ่ง

พระผู้เจ้าก็เกิดเห็นใจในรักของชายหนุ่มและตกลงที่[ประทาน]พรให้แก่เขา พระผู้เป็นเจ้าได้ถามชาย หนุ่มว่า “เจ้ายอมที่จะแลกพรนี้ด้วยชีวิตของเจ้าไหม”

ชายหนุ่มตอบโดยไม่ลังเลว่า “ ผมยอมครับ”

พระผู้เป็นเจ้าพูดว่า “งั้นดีฉันจะให้คนรักของเจ้าฟื้นขึ้นมา
แต่เจ้าต้องแลกกับการกลายเป็นแมลง ปอเป็นเวลา 3 ปี เจ้าจะตกลงยอมไหม”

ชายหนุ่มได้ฟังดังนั้น แต่ก็ยังคงยืนยันคำตอบเดิม “ผมยอมครับ”

ฟ้าสางแล้ว

ชายหนุ่มได้กลายเป็นแมลงปอสวยงามตัวหนึ่ง

เขาบอกลาพระผู้เป็นเจ้าแล้วรีบบินกลับไปที่โรงพยาบาล

หญิงสาวฟื้นขึ้นมาแล้วจริง ๆ

มีนายแพทย์หนุ่มยืนอยู่ข้าง ๆ เธอ คุยเรื่องอะไรกันสักอย่างหนึ่ง

แต่ช่างเสียดายที่เขาไม่สามารถที่จะได้ยิน.

หลายวันผ่านไป

หญิงสาวแข็งแรงพอที่จะออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว

แต่เธอดูไม่มีความสุขเลย

เธอออกตะเวณหาข่าวคราวของชายหนุ่ม
แต่ไม่มีใครรู้เลยว่าชายหนุ่มหายไปอยู่ที่ไหน หญิงสาวยังไม่ละ
ความพยายามที่จะตามหาชายคนรักของเธอ

ชายหนุ่มซึ่งอยู่ในร่างของเจ้าแมลงปอ ได้[แต่]บินวนเวียนอยู่รอบตัวหญิงสาวไม่ห่าง [ทว่า]เขาไม่สามารถที่ส่งเสียง ไม่สามารถโอบกอด[เธอ] เขาทำได้แค่เพียงเฝ้ามองดูหญิงสาวไม่ให้คาดสายตาเท่านั้น

ฤดูร้อนผ่านไปแล้ว

ลมฤดูใบไม้ร่วงพัดใบไม้ปลิวร่วงหล่นจากต้นไม้ใหญ่
เจ้าแมลงปอจำต้องจากที่นี่ไปแล้ว
นี่เป็นครั้งสุดท้ายที่เขาจะได้บินมาเกาะที่บ่าของหญิงสาว

เขาอยากใช้ปีกของเขาลูบใบหน้าของหญิงสาว
อยากใช้ปากเล็ก ๆ จูบที่หน้าผาก

แต่อย่างไรก็ดีร่างเล็กบอบบางในคราบของแมลงปอก็ไม่สามารถเรียกร้องความ สนใจจากหญิงสาวได้

แค่พริบตา ฤดูใบไม้ผลิก็มาเยือน

เจ้าแมลงปอรีบบินกลับมาหาคนรักของเขา

เพื่อจะพบว่าร่างอันคุ้นตานั้นบัดนี้ได้ยืนเคียงคู่อยู่กับชายรูปร่างสันทัดคนหนึ่ง ภาพ ๆ นั้นทำให้เจ้าแมลงปอเกือบจะบินตกลงมาจากอากาศเลยทีเดียว

ชาวบ้านต่างกล่าวขานถึงเรื่องอุบัติเหตุที่ทำให้หญิงสาวได้รับบาดเจ็บส
าหัสทำให้ได้พบกับแพทย์หนุ่มที่น่ารัก
และ ใจดี คนนั้น

และยังกล่าวถึงความรักของคนทั้งคู่ที่เหมือนถูกกำหนดมาอย่างไรอย่างนั้น

แน่นอนพวกเขายังคงพูดถึงหญิงสาวที่สดใสร่าเริงขึ้นกว่าเมื่อก่อนมากมายนัก

เจ้าแมลงปอรู้สึกเจ็บปวดยิ่งนัก

หลังจากนั้นไม่กี่วัน

แมลงปอเห็นแพทย์หนุ่มผู้นั้นพาคนรักของตนไปชายทะเลเพื่อดูพระอาทิยต์ขึ้น พลบค่ำก็อยู่[ที่]ชายหาดเพื่อดูพระอาทิตย์ตก

แต่สำหรับเขาแล้ว

นอกจากบินมาเกาะที่บ่าของหญิงสาวแล้ว เขาไม่สามารถทำอะไรได้เลย

หน้าร้อนของปีนี้ช่างยาวนานนัก

เจ้าแมลงปอบินต่ำลง ๆ ทุกวันด้วยความรู้สีกที่เจ็บปวด

เขาไม่มีเรี่ยวแรงเพียงพอที่จะบินเข้าใกล้ หญิงอันเป็นที่รัก

ท่าทางการพูดคุยกันอย่างสนิทสนมของคนทั้งคู่

เสียงหัวเราะอย่างมีความสุขของทั้งคู่
ทำให้เขารู้สึกโดดเดี่ยวยิ่งนัก

ย่างเข้าฤดูร้อนของปีที่ 3

เจ้าแมลงปอไม่ค่อยไปเฝ้าดูคนรักของเขาแล้ว

บ่าของเธอบัดนี้ถูกโอบกอดด้วยมือของแพทย์หนุ่ม

ใบหน้าถูกประทับจูบอย่างเบา ๆ จากเขาผู้นั้น

ดูท่าทางแล้วไม่มีทางเลยที่หญิงสาวจะมีเวลาที่จะไปคิดถึงแมลงปอที่เจ็บ ปวดตัวหนึ่ง ยิ่งไม่มีทางที่จะไปคิดถึงอดีตสิ่งที่ผ่านไป

วันครบรอบปีที่ 3 ที่พระผู้เป็นกำหนดไว้ใกล้มาถึงแล้ว
คนรักของเจ้าแมลงปอกับนายแพทย์หนุ่มได้จัดพิธีแต่งงานขึ้นในวันสุดท้ายนั้นเอง
เจ้าแมลงปอค่อย ๆ บินเข้าไปในโบสถ์ และไปเกาะที่บ่าของพระผู้เป็นเจ้า

เขาได้ยินเสียงของคนรักที่ดังมาจากข้างล่างตอบรับคำสาบานของพระผู้เป็นเจ้าว่า “ฉันยอมรับ”

เขาเห็นแพทย์หนุ่มคนนั้นสวมแหวนให้คนรักของเขา
ตามด้วยจุมพิตที่แสนหวานของคนทั้งคู่.

เจ้าแมลงปอปล่อยให้น้ำตาแห่งความเจ็บปวดไหลออกมา

พระผู้เป็นเจ้าถามแมลงปอว่า “เจ้ารู้สึกเสียใจไหม”

เจ้าแมลงปอเช็ดน้ำตาแล้วตอบว่า “เปล่า”

พระผู้เป็นเจ้าถอนหายใจแล้วพูดต่อว่า
“งั้นพรุ่งนี้เจ้าก็ได้กลับเป็นเจ้าคนเดิมแล้ว”

เจ้าแมลงปอส่ายหน้าอย่างช้า ๆ ก่อนตอบว่า “
ขอผมเป็นแมลงปออย่างนี้ไปตลอดชีวิตเถอะครับ”

บาง)บุพเพ[ชะตา]ถูกกำหนดมาเพื่อที่ต้องสูญเสียไป

บาง//บุพเพ//ตอนจบไม่ได้สวยงามอย่างที่คิด

รักคน ๆ หนึ่ง ไม่จำเป็นต้องได้รับรักตอบ

แต่

เมื่อได้รับรักจากใครคนหนึ่ง

เราต้องดูแลรักษามันไว้อย่างดี
บนบ่าของคุณมีแมลงปอไหม

เมื่อเธอรดน้ำมากๆไม่ได้แปลว่ามันจะเจริญเติบโตเร็ว มันอาจกลายเป็นสิ่งที่เธอคิดไม่ถึง
// การเอาใจใส่กันเป็นสิ่งที่ช่วยหล่อเลี้ยงให้ความรักคงอยู่ต่อไป
// การรอคอยเมื่อครั้งแรกเต็มไปด้วยความตื่นเต้นแต่นานเข้าจะกลายเป็นความท้อแท้และเบื่อหน่าย
// ถึงเรายอมรับที่จะสูญเสียแต่ไม่มีทางหนีจากความเจ็บปวดได้
// ไม่มีคำว่าสาย สำหรับความรัก เราเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ
// การที่เราคาดหวังกับความรักมากเท่าไรเมื่อไม่เป็นอย่างที่หวังเราจะยิ่งเจ็บปวดมากเท่านั้น

** คุณล่ะใช้เวลาเท่าไรในการทำความรู้จักและพยายามเข้าใจในความรัก "ความรัก" ไม่มีข้อปฏิบัติที่ตายตัวแต่ละ! คนจึงต้องค้นหาคำตอบด้วยตัวเอง ตามวิธีที่แตกต่างกัน....

ความรัก กับ ความผูกพันธ์

เนื้อความ ความรัก..กับ ความผูกพัน
หน้าตาคล้ายกัน .. เหมือนซ้าย-ขวา
แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่ ...
รู้สึกว่า .. คิดถึง .. แล้วมาหา คือ .... รัก
รู้สึกว่า .. เคยมาหา .. เลยมาหา คือ .. ผูกพัน
รู้สึกว่า .. หิว .. แต่อยากรอ คือ .. รัก
รู้สึกว่า .. อิ่มแล้ว .. อยากเอามาฝาก คือ .. ผูกพัน
รู้สึกว่า .. อยากให้เวลากันและกัน คือ .... รัก
รู้สึกว่า .. อยากใช้เวล! าด้วยกัน คือ .. ผูกพัน
รู้สึกว่า .. หงุดหงิดคือทำให้อีกคนไม่สบายใจ คือ .. รัก
รู้สึกว่า .. โกรธคือทำให้อีกคนสำนึกบ้าง คือ .. ผูกพัน
รู้สึกว่า .... ไม่มีนาทีไหนไม่คิดถึง คือ .. รัก
รู้สึกว่า .. นาทีไหนที่ว่างจะคิดถึง คือ .... ผูกพัน
ขอบคุณเหลือเกิน .... ความผูกพัน .. ที่ทำให้รัก
ขอบคุณเหลือเกิน .. รักที่เป็นมากกว่า .. ความผูกพัน
-----------------------------------------------------------
.. เคยไหมรักใครคนหนึ่ง ด้วยความรู้สึกว่า ....
เคยผูกพันเหมือนเคยรักกัน แล้วพลัดพราก
ต้องมาตามหากันเป็นแรมปี
ถ้าเคยรู้สึกอย่างนี้
ยามที่มองแววตาใครคนนั้น
แล้วรู้สึกอยากอยู่ข้าง ๆ
เพื่อคอยกางแขนปกป้องและดูแลไปตลอดชีวิต
ความรู้สึกนั้น .. เรียกว่า รักและผูกพัน
ความรู้สึกที่ .. มิอาจพรากจากกัน ได้อีก
แม้เพียงหนึ่งเสี้ยววินาที

**ชาย 1 หญิง 3**

ผมเป็นผู้ชายที่หลงรักผู้หญิง พร้อมกันสามคนครับ
รักมาก ... รักจนไม่รู้ว่า ผมรักใครมากกว่าใคร ...
รู้แต่ว่า ... ผม ... ไม่สามารถเลือกใคร
เพียงคนหนึ่งคนเดียวได้ ... ไม่สามารถขาดใครคนหนึ่งคนใดได้

ผู้หญิงคนแรก ... เป็นคนที่คอยดูแล เอาใจใส่ ห่วงใยผมเสมอ
ผมรู้ว่าเธอรักผม มากกว่าชีวิตของเธอเสียอีก
หลายปีมาแล้ว ที่เธอทำงานหนักเพื่อผม ทำงานหนักยิ่งกว่าคนรับใช้ผมเสียอีก
แม้บางครั้งเธอดูจะจู้จี้ขี้บ่นไปบ้าง ... แต่ทั้งหมดทั้งสิ้น
ผมรู้สึกได้ด้วยหัวใจว่า ... ผมเป็นคนที่เธอรักที่สุดในโลก
ถึงแม้ว่าในนาทีนี้ เราจะอยู่ห่างไกลกันบ้าง ...
แต่เธอ ... ยังอยู่ในหัวใจของผมเสมอ ผมยังจำอ้อมกอดอันอบอุ่นของเธอ
สายตาอันอ่อนโยน ... หัวใจที่พร้อมจะร้องไห้ เมื่อเวลาที่ผมเจ็บปวด

ผู้หญิงคนที่สอง ... เป็นคนที่ผมใกล้ชิดที่สุดคนนึง
ในวันนี้ ... เธอเป็นกำลังใจให้ผมต่อสู้ เป็นที่ปรึกษา เวลาที่ผมมีปัญหา
เป็นคนที่ผมยอมที่จะแสดงความอ่อนแอออกมาให้เห็น..
เธอเป็นคนแรกที่จะยื่นมือมาดึงให้ผมลุกขี้นในวันที่ผมพลาดล้มลง..
และเมื่อผมเงยหน้ามาสบตากับเธอ ...
ผมก็จะรู้ในทันทีว่า ... ผมจะต้องสู้ต่อไป

ผู้หญิงคนที่สาม ... ร่าเริง บริสุทธิ์
ดวงดาอันซุกซนของเธอ ทำให้ผมมีรอยยิ้มได้เสมอ แม้ในเวลาที่แสนเหน็ดเหนื่อย
ผมรู้สึกถึงการมีความสุขที่สุดในโลกเมื่อมีเธออยู่ในอ้อมกอด
ผมชอบแอบมองเธอเวลาเธอนอนหลับ ...
ชอบแอบสูดดมเส้นผมของเธอ กลิ่นยาสระผมจาง ๆ
มันทำให้ผมมีความสุขเหลือเกิน ...
เธอเป็นคนที่ทำให้ผมรู้สึกแทบตายเมื่อเห็นเธอเจ็บปวด
คำพูดเพียงคำสองคำของเธอ สามารถทำให้โลกทั้งโลกสว่างสดใสอย่างไม่น่าเชื่อ
ในความรู้สึกของผม
ผมคงรุ้สึกว่า ผมเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในโลกได้ ...
ถ้าวันนึง ... ผมกลับมาถึงบ้าน แล้วพบเธอทั้งสามคน อยู่ในบ้านผมพร้อม ๆ กัน
ผมคงเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในโลก ที่ได้ยินเพียงคำพูดบางคำ จากพวกเธอ ...
คุณธรรมของหัวหน้า...มงคล.. [คุณภาพสูง].mp3
" หิวมั๊ยลูก " ... " เหนื่อยมั๊ยค๊ะที่รัก " ... " หนูคิดถึงพ่อค่ะ "

ถึงจะผ่านวันแม่มาแล้ว... แต่เราก็ควรจะรักแม่ทุกๆวันนะ

>คุณแม่ คือ ผ้านวม
>หนาวกายหรือใจ
>ห่มผ้านวมยี้ห้อนี้แล้วอบอุ่นเสมอใช้ได้ทุกฤดูกาลตลอดปีและตลอดชีวิต
>คุณแม่ คือ รถไถคูโบต้า เรือไททานิค หรือ รถไฟฟ้าBTS
>อยากนั่ง อยากขี่ อยากห้อยโหน ยานพาหนะชนิดใดในจักรวาลบอกแม่มาเลยลูก
>แม่เป็นได้ขอเพียงให้ลูกยิ้มหัวเราะ
>แม่บางคนเก่งมมากทำเสียงเหมือนเวลาที่ขี่ ได้อารมณ์จริงๆ
>คุณแม่ คือ สปอตไลท์
>แสงเทียนน้อยเกินไป สปอตไลท์ นั่นแหละถึงจะเหมาะ
>คอยส่องแสงนำทางโดยเราไม่ต้องจ่ายค่าไฟหรือใส่ถ่าน
>แค่เดินตามทางเท่านั้นรับรองชีวิตเนี่ย Perfect ชัวร์
>คุณแม่ คือ นักพูดชั้นเยี่ยม
>ยิ่งกว่าอุดม แต้พานิช ถึงแม้จะไม่มีเดี่ยว 3 เดี่ยว 4 อย่างอุดม
>แต้พานิช แต่พวกเราก็สามารถหาฟังนักพูดชั้นเยี่ยมแบบนี้ได้ตามบ้าน
>แถมไม่ต้องซื้อหรือจองตั๋วล่วงหน้าให้ยุ่งยาก
>คุณแม่ คือ นางพยาบาลนอกเครื่องแบบ
>ไม่เคยสวมหมวกหรือใส่ชุดขาวแต่ก็สามารถดูแลได้ดีไม่แพ้นางพยาบาล
>แถมยังเป็นนางพยาบาลผู้ค้นคิดสรรหาวิธีที่จะให้คนไข้กินยาอย่างไม่บิดพริ้ว
>เสียอย่างเดียว...ดุจังเลย
>คุณแม่ คือ คนรับใช้
>ใช้ได้ทุกอย่างรับรองไม่มีสาย
>ไม่มีลาไปเยี่ยมญาติใครมาเสนอค่าจ้างที่ดีกว่าก็ไม่ไป
>ต่อให้นายจ้างดุด่าอย่างไรก็ยังคงรับใช้เราด้วยความจริงใจ
>คุณแม่ คือ ทองที่ปิดอยู่ตรงก้นพระ
>หลังพระน่ะยังน้อยไป ทำความดีอย่างไรถึงลูกจะไม่เห็นแม่ก็ไม่บ่น
>แต่ทว่ากลับก้มหน้าทำเพื่อลูกต่อไปด้วยความรักและมั่นคงเช่นเดิม
>คุณแม่ คือ กระดาษทิชชู่
>เนื้อเหนียวนุ่มใช้ซับน้ำตาดีไม่เป็นขุยเช็ดขี้ที่ลูกไปสร้างไว้ตามสถานที่ต่างๆได้หมดจดทำให้ลูกสบายตัวไม่โดนโจก์เล่นงาน
>คุณแม่ คือ ครู คนแรกที่เรารักที่สุด
>ไม่ว่าเราจะเป็นลูกศิษย์ที่เลวขนาดไหน ครูคนเดียวที่ดูแลเราตลอด 24
>ชั่วโมง หัวเราะ ร้องไห้ และหลั่งน้ำตาเพราะเราเป็นลูกศิษย์เป็นประจำ
>คุณแม่ คือ โดเรมอนภาคพิเศษ
>(เป็นคนไม่ใช่แมว)
>แม่ไม่มีกระเป๋าเหมือนโดเรม่อนแต่สองมือของแม่ก็มหัศจรรย์ไม่แพ้กระเป๋าโดเรม่อน
>สองมือของแม่สร้างทุกสิ่งทุกอย่างให้กับชีวิตเรา
>แล้วยังเงี้ยไม่รักไม่ได้แล้ว
>คุณแม่ คือ ตู้ ATM เจอหน้าเป็นกด
>เฮ้ย! ไม่ใช่ เป็นขอ
>แล้วแม่ก็ให้เราแทบทุกครั้งบางทีแม่ให้ทั้งที่ไม่มี
>ช่างตรงข้ามกับลูกบางคนที่มีก็ไม่ให้ต้องมีมากจริงๆ
>แล้วบางทีก็ไม่ให้อยู่ดี
>คุณแม่ คือ พระประจำบ้านที่เราไหว้ได้สนิจใจ
>พระประจำใจที่คอยเตือนสติให้เราทำแต่ความดีงามอยู่เสมอ
>พระแท้ในยุคพระเทียมระบาด
>เหตุผลที่เราควรรักแม่มากกว่าแฟน
>-แม่อาจจะตีเราให้เจ็บตัว แต่ไม่เคยทำให้เราเจ็บใจ
>-แม่ส่งเสียเรา แต่เราต้องส่งเสียแฟน
>-แม่มีคนเดียวในโลก แต่แฟนมีถมเถไปหาเมื่อใหร่ก็ได้
>-แม่ไม่เคยบอกเลิก
>-แม่เป็นแบงค์ส่วนตัวที่เราผม้ไม่เคยคิดดอกเบี้ย และไม่เคยทวงคืน
>-แม่เห็นเราเดินแก้ผ้าตั้งแต่เล็ก โดยไม่เคยติเรื่องรูปร่าง
>-แม่ยอมตัดสะดือตัวเองเพื่อให้เราเกิดมา
>-แม่สอนให้เราพูดได้ เพื่อจะไปบอกรักแฟนตอนโต (แย่จัง)
>-แฟนไม่ได้มีนม(เต้านม) ให้เรากินฟรีเหมือนแม่นี่หว่า
>-แม่ยอมเป็นยัยอ้วนลงพุงตั้ง 9 เดือนเพื่อให้เราอาศัยอยู่ข้างใน
>-ก็ในประเทศนี้ไม่มี "วันแฟนแห่งชาติ" อย่างวันแม่ใช่มั้ย

มีคู่รักคู่หนึ่งนั่งรถเมล์ที่กำลังตรงไปในเมืองในหุบเขา มีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่ได้ลงกลาง
ทาง หลังจากที่พวกเขาได้ลงแล้ว รถเมล์ก็วิ่งต่อไป แต่เพียงไม่นานก็มีหินก่อนขนาดมหึมา
ได้ตกลงมาจากที่สูงมาก และทับรถเมล์คันนั้นพังยับเยิน ทุกคนที่อยู่ในรถในเวลานั้นเสียชีวิต
ทั้งหมด คู่รักคู่นั้นเมื่อได้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก็พูดขึ้นว่า "ถ้าพวกเรายังอยู่ในรถคันนั้นก็ดี
น่ะซิ!"

คนส่วนใหญ่น่าจะคิดว่า "ยังดีนะที่เราลงจากรถก่อน!" แต่คู่รักคู่นี้กลับพูดสิ่งที่ต่างจากคน
ส่วนใหญ่ คุณคิดว่าเพราะอะไร
ตอบมาก่อนนะว่าคิดว่าไง แล้วค่อยอ่านเฉลย

ถ้าพวกเขายังคงอยู่และไม่ได้ลงจากรถ รถเมล์คันดังกล่าวก็จะไม่ต้องหยุดรถเพื่อพวกเขา
และจะขับเลยตำแหน่งที่หินถล่มลงมา!!

ในชีวิตของพวกเรานั้น ให้ลองมองด้วยมุมมองที่ต่างจากของตัวเองและพยายามเข้าใจและช่วยเหลือผู้
อื่นมากขึ้น อย่าได้ใช้ชีวิตอย่างขาดสติและเฉยเมย ทำเพื่อตัวเองอีกต่อไปเลย

คุณตอบปริศนาข้างบนถูกมั้ยครับ? ถ้าคุณตอบถูก(โดยไม่เคยอ่านที่อื่นมาก่อนนะ) แปลว่าผมตาถึงมาก
ที่ได้คุณมาเป็นเพื่อน แต่ถ้าคุณตอบผิด ก็ยินดีกับคุณด้วยที่เป็นเหมือนผม และขอให้ช่วยส่งข้อความนี้
ต่อไปให้กับเพื่อนที่คุณรักด้วย
ต้องยอมรับว่าผมเองก็ตอบผิด ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับวันวาเลนไทที่จะมาถึงนะครับ

เรื่องขนมคุ๊กกี้ห่อหนึ่ง......

ที่สนามบินนานาชาติระดับโลก มีนักธุรกิจหญิงแต่งตัวดี
จำเป็นต้องรอเวลาถึง 3 ชั่วโมง
ในการเปลี่ยนเครื่องบินเพื่อไปจุดหมายปลายทาง

เธอจึงตัดสินใจเดินไปซื้อหนังสือ 1 เล่มและคุ๊กกี้ 1 ห่อ
และเตรียมหาที่นั่งเพื่ออ่านและกินฆ่าเวลาไปพลาง ๆ
เธอสอดส่ายมองหาที่นั่งได้ 1 แห่ง เธอสังเกตเห็นว่าข้างๆ
เธอมีชายหนุ่ม
ซึ่งนั่งเหยียดกายอย่างไม่สนใจใคร ว่าจะมีใครนั่งอยู่ข้าง ๆ เขา
สักครู่หนึ่ง ขณะที่เธออ่านหนังสือ
>ชายหนุ่มก็หยิบขนมคุ๊กกี้ออกจากถุง
ซึ่งวางอยู่ระหว่างคนทั้งสอง
แล้วกินมันอย่างละชิ้น เธอมองด้วยความโกรธ
แต่ไม่ต้องการทำเรื่องวุ่นวาย
เธอจึงทำเป็นไม่สนใจ

เธอเริ่มรู้สึกเบื่อที่จะกินคุ๊กกี้และเฝ้ามองนาฬิกา
ในขณะที่ชายหนุ่มซึ่งเป็นผู้ขโมยไร้ยางอาย กำลังกินมันให้หมดสิ้นไป
เธอเริ่มโมโหและคิดในใจว่า
"ถ้าฉันไม่ใช่ผู้ดีมีการศึกษาแล้วละก็..ฉันจะชก
หน้าเจ้าหมอนี้ให้แหลกไปเลย"

ทุกครั้งที่เธอหยิบกิน 1 ชิ้น ชายหนุ่มก็หยิบมันกิน 1 ชิ้น
ทั้งสองส่งสายตามองกัน เมื่อคุ๊กกี้เหลือเพียงชิ้นสุดท้าย
เธอหยุดและอยากรู้ว่าชายหนุ่มจะทำอย่างไร ชายหนุ่มค่อย ๆ
หยิบคุ๊กกี้ชิ้นสุดท้ายแล้วหักออกเป็น 2 ชิ้น
ส่งให้เธอครึ่งชิ้นและกินเองครึ่งชิ้น
เธอรับจากชายหนุ่มอย่างรวดเร็วและคิดในใจว่า "เขาช่างเป็นคนไร้มารยาทสุดๆ
ช่างไร้การศึกษา ไม่มีแม้แต่พูดขอบคุณสักคำ"

เธอลุกขึ้นหยิบข้าวของทั้งหมดแล้วตรงไปยังประตูขึ้นเครื่อง
ไม่แม้แต่เหลียวหลังกลับมามองหัวขโมยผู้ไร้มารยาทซึ่งยังนั่งอยู่ที่เดิม

ภายหลังจากขึ้นเครื่องและนั่งประจำที่อย่างสบายแล้ว
เธอก็หยิบหนังสือที่อ่านค้างอยู่ขึ้นมาอีกครั้ง
ในขณะที่หยิบหนังสือจากกระเป๋า ก็พบว่ามีขนมคุ๊กกี้ 1 ห่อ เธอตกใจมาก
ถ้าคุ๊กกี้ของฉันยังอยู่ที่นี่ ก็แปลว่า.....
คุ๊กกี้ห่อนั้นเป็นของชายหนุ่มที่แบ่งให้เธอกินเธอลุกขึ้นทันที
แล้ววิ่งออกจากเครื่องบินไปยังที่นั่งของชายหนุ่ม
แต่คงเหลือแต่ที่นั่งว่างเปล่า
มันสายไปเสียแล้วที่จะได้ขอโทษชายหนุ่ม
ระหว่างเดินกลับเข้าเครื่อง
เธอรู้สึกเจ็บปวดหัวใจ เธอนั่นเองที่ไร้มารยาท
เป็นหัวขโมยที่ไร้การศึกษาตัวจริง

มีกี่ครั้งในชีวิตของคนเรา ที่ค้นพบในภายหลังว่า
สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมันไม่ใช่เรื่องจริงมันเป็นการเข้าใจผิด
มีกี่ครั้งในชีวิตที่เราขาดความไว้วางใจผู้อื่น
และทำให้เราตัดสินผู้อื่นจากความคิดเย่อหยิ่งของเราเอง
ซึ่งห่างไกลจากความเป็นจริงมากมาย
นี่แหละที่ทำให้เราต้องคิดซ้ำแล้วซ้ำอีกก่อนตัดสินผู้อื่นหลาย ๆ
สิ่งไม่ได้เป็นอย่างที่เห็น ควรมองผู้อื่นในแง่ดี
แล้วคอยสังสัยตัวเองว่า

"เรามองโลกในแง่ดีพอแล้วหรือยัง?
เราเคยแบ่งปันอะไรแก่คนอื่นบ้างหรือไม่"

คนเรามีความรู้สึกรัก ชอบ โกรธ เศร้า ไม่ต่างกัน

ขึ้นอยู่กับว่าเวลาไหนมันจะแสดงออกมามากน้อยเพียงใดเท่านั้น

" คนที่จะหัวเราะได้เสียงดัง ข้างในคงต้องขำบ้างพอสมควร

คนที่น้ำตาจะไหลได้ ข้างในคงมีเรื่องปวดร้าว....
ถ้าไม่นับการร้องไห้ที่มาจากความปิติ "

โลกสอนมนุษย์ว่าทุกสิ่งต้องมีการเปลี่ยนแปลง...
แต่โลกก็กลับสอนให้มนุษย์ผูกพัน

เด็กๆ จะมองว่าผู้ใหญ่ซีเรียส
ในขณะที่ผู้ใหญ่จะบอกว่า เด็กไร้สาระ

เพราะเด็กไม่เคยเป็นผู้ใหญ่มาก่อน
วันหนึ่งเค้าคงจะรู้ว่า ทำไมถึงต้องมีเรื่องซีเรียส

สำหรับผู้ใหญ่ซึ่งได้ผ่านวัยเด็กมาแล้วอาจจะลืมไปว่า
ณ วันที่ผ่านมา" สาระ " ในชีวิตของเค้า คืออะไร

คนที่ตลกหัวเราะสดใส ก็คือ
คนเดียวกับคนที่สามารถร้องไห้ฟูมฟายได้

เพียงแต่คุณจะได้เห็นหรือเปล่าเท่านั้น อาจจะเคยได้ยินว่า
" คนที่หัวเราะได้ดังที่สุด ก็คือคนที่สามารถร้องไห้ได้ดังที่สุดเช่นกัน"

ก่อนที่วันนี้ .. คุณจะทำความรู้จักกับผู้คนใหม่ๆ
อย่าลืมสำรวจตัวเองก่อนว่า ในช่วงเวลาที่ผ่านมา...

" คุณทำใครหล่นหายไปจากชีวิตหรือเปล่า "
ครอบครัวไทย ... มักจะเลี้ยงลูกผู้หญิงให้เป็นฝ่ายถูกเลือก

คอยสั่งสอนให้ทำตัวเรียบร้อย ไม่อย่างนั้นจะไม่มีใครเลือกไปเป็นคู่ครอง
แต่ความจริงแล้วผู้ชายและผู้หญิง เราต่างเลือกซึ่งกันและกันมากกว่า

เพื่อนที่ดีที่สุด คือ

คนที่คุณสามารถนั่งอยู่ริมระเบียงด้วยกันโดยไม่พูดอะไรกันซักคำ
แต่สามารถเดินจากไป ด้วยความรู้สึกเหมือนได้คุยกันอย่างประทับใจที่สุด

ใครหลายคนไม่กล้าเข้าไปปลอบโยนให้คำปรึกษากับเพื่อน
เพราะคิดว่าเราไม่รู้จะบอกเค๊ายังไง เพราะเราเป็นแค่เพื่อน
แต่ความจริงแล้ว...คุณเป็นเพื่อนต่างหาก

ผู้ชายที่ร้องไห้ และยอมรับว่าตัวเองร้องไห้ เค้าคือสุภาพบุรุษที่สุด
อย่างน้อยการซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตัวเอง... คือความกล้าหาญสุดยอด

เงินไม่ใช่พระเจ้าแต่....ทำให้เรามีทางเลือกมากขึ้น
มีสติ สตางค์อยู่...ก็ปลีกเวลาไปใช้เสียบ้าง

อีกหน่อยไม่มีสติแต่มีสตางค์...ก็สายไปเสียแล้ว

เวลาที่เรารักใคร เราจะรู้สึกตัวเล็กเหลือเกิน...
เวลาใครรักเรา เราจะรู้สึกตัวใหญ่เหลือเกิน...

แต่..ถ้าเราเจอคนที่เรารักเค้าและเค้าก็รักเรา
เราจะผลัดกันตัวเล็ก ตัวใหญ่

วันที่คุณเข้มแข็งและแข็งแรงพอ
อย่าลืมเป็นผู้ฟังที่ดีให้กับคนที่มีปัญหาด้วย

"เอาไหล่ให้เค้าพิง เอามือให้เค้าจับ"

100 คำพูดดี ดี ไม่เท่ากับ 1 สัมผัสที่มีค่าหรอกนะ

คุณรู้ไหมว่า อายุคนเราเฉลี่ย 76 ปีนั่นคือแค่ 3952 อาทิตย์เท่านั้น
คุณหมดเวลาไปกับการนอนถึง 1317 อาทิตย์ ซึ่งเท่ากับว่า....
คุณเหลือเวลาที่ใช้ดำเนินชีวิตแค่ 2635 อาทิตย์เท่านั้นเอง

ลองฉลองวันเกิดกับครอบครัวสักปี
แล้วคุณจะได้รู้ว่า......
เมื่อตอนที่คุณร้องไห้จ้าในวันเกิดวันแรก
คนในครอบครัวคุณมีความสุขกันขนาดไหน

นมสดหนึ่งแก้ว

เมื่อหลายปีมาแล้ว ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา
เด็กชายเคลลี่ ซึ่งอยู่ในครอบครัวที่มีฐานะยากจน
เขาต้องหาเงินไปโรงเรียนเองด้วยการนำสิ่งของใส่กระเป๋าเดินไปขายตามบ้านที่อยู่ในเมืองใกล้เคียง

วันหนึ่งเขาพบว่าเมื่อจ่ายค่ารถและค่าสินค้าแล้ว เขามีเงินในกระเป๋าเหลือเพียง 10 เซ็นต์เท่านั้น
ขณะนั้นเขากำลังหิวมาก
แต่เงินสดที่เขามีอยู่นั้นไม่พอที่จะซื้ออาหารแม้แต่เพียงมื้อเดียว
ดังนั้นเขาจึงคิดจะไปขออาหารจากบ้านที่กำลังเดินไปถึง
แต่เมื่อกดกริ่ง หญิงสาวเจ้าของบ้านมาเปิดประตู
เด็กชายเคลลี่ กับเกิดความละอายใจที่จะขออาหารเหมือนกับขอทาน
เขาจึงขอเพียงน้ำเปล่าเพียงแก้วเดียวเท่านั้น
แต่เจ้าของบ้านสาวสังเกตุเห็นท่าทางของเด็กชายเคลลี่ว่าคงจะกำลังหิว
เธอจึงได้นำเอานมสดแก้วใหญ่มาให้เคลลี่ดื่ม เด็กชายเคลลี่ดื่มนมอย่างกระหาย
จนหมดแก้วแล้วถามว่า "ผมต้องจ่ายเงินค่านมถ้วยนี้ให้คุณเท่าไหร่ครับ"

เจ้าของบ้านสาวตอบว่า
"ไม่ต้องจ่ายเงินหรอก แม่ของฉันสอนไม่ให้รับสิ่งตอบแทนจากการให้น้ำใจไมตรี"

เคลลี่ซาบซึ้งใจมากและตอบว่า
"ถ้าเช่นนั้น ผมขอขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง จากหัวใจของผมก็แล้วกันนะครับ"

ขณะที่เด็กชายเคลลี่ได้เดินออกจากบ้านหลังนั้น เขาไม่เพียงแต่
รู้สึกว่ามีกำลังแข็งแรงขึ้นจากนมสดแก้วโตเท่านั้น
แต่เขาได้มีความเข้าใจในเรื่องของน้ำใจไมตรีเพิ่มขึ้นด้วย......

อีก30 ปีต่อมา มีหญิงคนหนึ่ง ป่วยหนักด้วยโรคหัวใจ
ซึ่งแพทย์ท้องถิ่นไม่สามารถรักษาได้ จึงส่งไปให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ ด้านโรคหัวใจทำการรักษา

เมื่อได้อ่านประวัติผู้ป่วยแล้ว.....

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญท่านนั้นได้สะดุดใจกับชื่อหมู่บ้านของผู้ป่วยคนนั้น
จึงตั้งใจรักษาด้วยการผ่าตัดหัวใจอย่างพิเศษ โดยใช้อุปกรณ์ทันสมัยที่สุด
และยาราคาแพงที่ดีสุด จนผู้ป่วยหายเป็นปกติพร้อมจะกลับบ้าน
ผู้ป่วยมีความกังวลว่าค่ารักษาพยาบาลคงจะมีราคาแพงหลายหมื่นดอลลาร์
ซึ่งเธอเข้าใจว่าคงจะต้องทำงานทั้งชีวิตกว่าเธอจะหาเงินค่ารักษาพยาบาลได้
เพราะเธอไม่มีประกันสุขภาพ และยังไม่สามารถไปเบิกได้จากที่ไหนได้

แต่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญคนนั้น ได้บอกเจ้าหน้าที่แผนกบัญชี
ให้นำใบเก็บเงินไปให้เขา แล้วหมอก็ใช้ปากกาเขียนข้อความสองบรรทัด
แล้วยื่นให้เจ้าหน้าที่บอกให้ผู้ป่วยกลับบ้านได้ โดยไม่ต้องจ่ายเงินเลย

ข้อความที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญท่านนั้นเขียนในใบเรียกเก็บเงินนั้นมีว่า
"จ่ายค่ารักษาพยาบาลเรียบร้อยแล้ว ด้วยนมสดหนึ่งแก้ว"

ลงนาม นายแพทย์โฮเวอร์ด เคลลี่

"ราคาของนมสดหนึ่งแก้ว" เป็นเหตุการณ์จริงที่เกี่ยวกับน้ำใจไมตรีในต่างประเทศ

(ข้อมูลจากคณะทำงานกลุ่มน้ำใจไมตรี ประเทศสิงคโปร์ จากจดหมายของนายแพทย์โฮเวอร์ด เคลลี่)

คุณรู้หรือไม่ว่าบริการ Free E-Mail ยอดนิยมของโลกคือฮอตเมล์ดอตคอมนั้นมีที่มาที่คุณคาดไม่ถึงทีเดียว

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในปี พ.ศ. ๒๕๓๗ ท้าวบุนหลาย ทองตัน นักศึกษาวิศวกรรมหนุ่มจากประเทศลาว ได้รับทุนจากสถาบัน MIT ประเทศสหรัฐอเมริกา ให้ไปศึกษาต่อในวิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ที่สถาบัน

ความที่หนุ่มบุนหลายของเราเป็นคนชั้นปัญญาชน และยังเป็นนักศึกษาวิศวกรรมระดับหัวกะทิความหวังของประเทศ จึงเป็นหนึ่งในคนลาวไม่กี่คนในสมัยนั้นๆที่มี อีเมล์ ใช้ และมีคอมพิวเตอร์ต่ออินเตอร์เน็ทใช้ที่บ้าน บุนหลายตั้งใจจะใช้ อีเมล์ เพื่อรับส่งข้อความเล่าสารทุกข์สุขดิบของเขาให้พ่อแม่ทางบ้านฟัง โดยเฉพาะถึง "อีแมว" สาวคนรัก
หนุ่มบุนหลายเอา อีเมล์แอคเคาน์ จากลาวมาหมายจะใช้อเมริกา หากว่าแต่ก่อนนั้นระบบ อีเมล์ นั้นเป็นไปโดยยุ่งยากซับซ้อน และต้องตั้งค่าต่างๆมากมาย อาทิเช่นใส่ค่า POP3 Server ค่า SMTP Server และค่าอื่นๆอีกมาก กว่าจะสามารถเซ็ตโปรแกรมส่งเมล์ให้สามารถรับส่งเมล์จากพ่อแม่พี่น้อง (และอีแมว) ได้ก็เล่นเอาเหงื่อท่วม แถมพอเซ็ตไว้กับเครื่องไหน ก็จะสามารถใช้ได้อยู่เครื่องเดียว พอเอาไปใช้ที่เครื่องอื่นก็ต้องเช็ตค่าใหม่ แถมไม่สามารถดูเมล์เก่าๆที่อยู่ในเครื่องอื่นได้ด้วย
หนุ่มบุนหลายของเราจึงนั่งคิดนอนคิดว่า จะมีวิธีไหนหรือไม่ ที่คนทั่วไปสามารถใช้ อีเมล์ ของตัวเองจากที่ไหนก็ได้ที่มีอินเตอร์เน็ทโดยไม่ต้องเซ็ตค่าต่างๆให้ยุ่งยาก เพียงจำ อีเมล์ และ Password ของตัวเองได้ก็พอ และสามารถใช้ได้ทุกเครื่องโดยสามารถย้อนดูเมล์เก่าได้ด้วย โดยไม่ต้องโหลดไว้ในเครื่องใดเครื่องหนึ่ง

บุนหลาย ได้พบกับ Willaim Scottbrigth นักศึกษารุ่นพี่จากที่เดียวกัน ที่กำลังศึกษาระบบการโปรแกรมมิ่งบนเวบอยู่ บุนหลายจึงขยายไอเดียของ "อีเมล์ที่ใช้ที่ไหนก็ได้" ของตนให้วิลเลียมฟัง วิลเลียมเกิดไอเดียที่จะทำระบบ Webbase E-mail ขึ้นเพื่อให้การใช้เมล์สามารถใช้ได้ผ่านเวบไซต์ ดังนั้นคอมพิวเตอร์เครื่องใดก็ตามที่สามารถต่อเนทเข้าเวบได้ ก็สามารถใช้ระบบเมล์ของวิลเลียมได้ด้วย
ครั้งแรกทั้งคู่ตั้งชื่อเมล์นี้ว่า Anywhere Mail แต่ต่อมาเห็นว่าเยิ่นเย้อไม่ได้ความ อีกทั้งวิลเลียมเองก็ไม่มีหัวทางอักษรศาสตร์ด้วย จึงมอบหมายให้บุนหลายเป็นคนคิดชื่อบริการอีเมล์ที่กำลังจะเปิดบริการ
บุนหลายจึงตั้งชื่อเมล์นั้นว่า "ฮอดเมล์" ซึ่งเป็นภาษาลาวผสมกับภาษาอังกฤษ (เนื่องจากการคิดค้นร่วมกันของลาวและอเมริกัน) แปลว่า "จดหมายแห่งความคิดถึง" อีกนัยหนึ่งก็ยังเป็นคำพ้องเสียงที่ฟังได้ว่า "ฮอดแมว" หรือคิดถึงอีแมวสาวคนรัก วิลเลียมเห็นพ้องด้วย จึงเสนอให้สะกดว่า "hotmail" ซึ่งก็ยังคงอ่านได้ว่าฮอดเมล์อยู่ หรือจะแปลว่า "จดหมายร้อนๆจ้า" ก็ได้
บริการของฮอตเมล์ดำเนินการมาจนทุกวันนี้ แม้ว่าจะเปลี่ยนมือไปมาหลายเที่ยวจนกระทั่งตกอยู่ภายใต้เครือข่าย MSN ของไมโครซอฟต์ และบุนหลายก็ไม่ได้มีบทบาทอะไรกับ "ฮอดเมล์" ในช่วงหลังๆแล้วก็ตามที แต่กระนั้นก็ตาม ความ "คิดฮอด" ของเขาก็เป็นที่มาให้คนทั่วโลกสามารถส่งความ "คิดฮอดอีหลี" ไปถึงผู้อื่นได้ทั่วโลกเป็นล้านๆครั้งต่อวัน

ส่งความ "คิดฮอด" ของคุณวันนี้ ด้วยบริการ www.hotmail.com …

วันหนึ่ง ชายผู้หนึ่งซึ่งคงจะเป็นช่างปูน โดยสังเกตดูจากเศษปูนที่เกาะเป็นแผ่นแข็งบนเสื้อของเขา ได้คอยอย่างอดทนเพื่อที่จะได้มีโอกาสพูดกับเจค็อบ เสียงของเขากระด้าง หากกิริยาท่าทางไม่ใช่

"เจค็อบ ตลอดเวลาที่ผ่านมา ข้าได้ปลูกบ้านให้ใครต่อใครมามากแล้ว ตอนนี้ก็กำลังเตรียมสร้างบ้านให้ตัวเองซะที ท่านมีอะไรจะแนะนำข้าบ้างมั้ย"
เจค็อบหัวเราะ "เจ้าเจค็อบคนทำขนมปังนี่เป็นใครกันที่จะไปผสมปูนก่ออิฐได้"


แต่แล้วเจค็อบก็ชูนิ้วข้างซ้ายขึ้นประหนึ่งว่ากำลังสัมผัสความทรงจำเก่าแก่แล้วก็โบกมันไปมาเป็นทีท่าให้รู้ว่าอาจจะมีคำแนะนำข้อหนึ่งที่เขาจะให้ได้

"มีกล่าวไว้ในพระคัมภีร์ของเราว่า บ้านจะเป็นบ้านก็ต่อเมื่อมีหน้าต่างและประตู"

ชายผู้นั้นอมยิ้ม "เจค็อบ สิ่งนี้แม้แต่ข้าเองก็รู้" ผู้คนที่ยืนอยู่ข้างหลังก็พากันหัวเราะหึ ๆ เช่นกัน

"แต่ว่า" เจค็อบพูดต่อราวกับไม่ได้ยินเสียงหัวเราะเหล่านั้น "ท่านรู้มั้ยว่า ทำไมข้าถึงคิดว่าบ้านต้องมีหน้าต่างและประตู"

ทันใดนั้น ความเงียบก็เข้าครอบงำอีกครั้งหนึ่ง ผู้คนที่นั่นต่างก็ตระหนักในความไม่รู้ของตน และพากันชะเง้อเงี่ยหูฟังเจค็อบพูด

"บ้านของข้าต้องมีประตู เพื่อที่ว่าข้าจะได้เข้าไปในตัวตนของข้าเองได้ และต้องมีหน้าต่างเพื่อที่ว่าข้าจะได้มองไปได้ไกลกว่าตัวข้าเอง"

"ก็ถ้ามันไม่มีล่ะ" ชายคนเดิมถาม

ความโศกเศร้าอันยิ่งใหญ่แผ่เงาของมันครอบคลุมเจค็อบ ถ้อยคำของเขาค่อย ๆ เปล่งออกมา

"เราต้องจำให้มั่นว่า" เจค็อบพูด
"สิ่งเดียวที่ทำให้บ้านกับโลงศพแตกต่างกัน ก็คือประตู"

กฎของเมล็ดพันธุ์ -- The Apple Tree

Take a good look at an apple tree.
มองดูต้นแอปเปิ้ลต้นหนึ่งให้ดี

There might be five hundred apples on the tree, each with ten seeds.
That’s a lot of seeds!
มันอาจจะมีผลแอปเปิ้ลอยู่ 500 ผล แต่ละผล มีเมล็ดพันธุ์อยู่ 10 เมล็ด
มันจึงเมล็ดพันธุ์จำนวนมากมาย

We might ask,
“Why would you need so many seeds to grow just a few more trees?”
เราอาจจะถามว่า
“ทำไมคุณถึงต้องใช้เมล็ดพันธุ์มากมายเพื่อที่จะปลูกต้นแอปเปิ้ลเพียงไม่กี่ต้น"

Nature has something to teach us here.
It’s telling us: “Most seeds never grow."
ธรรมชาติมักจะบอกอะไรเราบางอย่าง..
มันกำลังบอกเราว่า “มีเมล็ดพันธุ์จำนวนมากไม่ได้เจริญงอกงาม”

So if you really want to make something happen,
you had better try more than once.”
ฉะนั้น ถ้าคุณปรารถนาจะให้บางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้น
คุณน่าจะลองทำสิ่งนั้นมากกว่าแค่ 1 ครั้ง

This might mean: นี่อาจจะหมายถึง

You’ll attend twenty interviews to get one job.
คุณอาจจะต้องสอบสัมภาษณ์ถึง 20 ครั้งเพื่อจะให้ได้งานสักงานหนึ่ง

You’ll interview forty people to find one good employee.
คุณอาจจะต้องสัมภาษณ์คน 40 คนเพื่อที่จะได้ลูกจ้างดี ๆ สักคน

You’ll talk to fifty people to sell one house, car, vacuum cleaner,
insurance policy, idea......
คุณอาจจะต้องพูดกับคน 50 คนเพื่อจะได้ขายบ้านหนึ่งหลัง, รถยนต์, เครื่องดูดฝุ่น,
กรมธรรม์ประกัน หรือไอเดีย

And you might meet a hundred acquaintances to find one special friend.
และคุณอาจจะได้พบปะคนเป็นร้อยเป็นร้อยเพื่อที่จะเจอเพื่อนดี ๆ สักคน

When we understand the “Law of the Seed”, we don’t! get so disappointed.
เมื่อเราเข้าใจ "กฎของเมล็ดพันธุ์" เราก็จะไม่ต้องมาคอยผิดหวัง

We stop feeling like victims. Laws of nature are not things to take personally.
We just need to understand them - and work with them.
เราจะไม่รู้สึกว่าเราเป็นเหยื่อ กฎของธรรมชาติ
ไม่ใช่สิ่งที่จะเอามาใช้ได้เองตรงๆ เราเพียงแค่ต้องเข้าใจและลองค่อย ๆปฏิบัติดู

IN A NUTSHELL สั้น ๆ ง่าย ๆ ก็คือ
Successful people fail more often. They plant more seeds.
ผู้คนที่ประสบความสำเร็จก็ล้มเหลวได้บ่อย แต่พวกเค้าก็ใช้เมล็ดพันธุ์มากกว่า
(ถึงจะประสบความสำเร็จ)

When Things Are Beyond Your Control here’s a recipe for permanent misery….......
เวลาอะไร ๆ ไม่ได้เป็นอย่างที่คิด… สูตรสำเร็จของคนที่ไร้ซึ่งความสุขก็คือ

a) Decide how you think the world SHOULD be.
1) ตัดสินว่า โลกมันควรจะเป็นอย่างนั้น อย่างนี้

b) Make rules for how everyone SHOULD behave.
2) ตั้งกฎเกณฑ์ว่าผู้คนควรจะทำตัวยังไง

Then, when the world doesn’t obey your rules, get angry!
That’s what miserable people do!
และ.. เมื่ออะไร ๆ ไม่เป็นไปตามกฎของคุณ… ก็โกรธซะ !!
นั่นแหละคือสิ่งที่คนไร้ความสุขเค้าทำกัน

Let’s say you expect that: เอาเป็นว่า ถ้าคุณคาดหวังว่า
Friends SHOULD return favours. เพื่อน ควรจะตอบแทนอะไรคุณบ้าง
People SHOULD appreciate you. ผู้คนควรจะชื่นชมคุณ
Planes SHOULD arrive on time. เครื่องบิน น่าจะลงตรงเวลา
Everyone SHOULD be honest. ทุก ๆ คนควรจะซื่อสัตย์
Your husband SHOULD remember your birthday. สามี (แฟน) ควรจะจำวันเกิดคุณได้
These expectations may sound reasonable. ความคิดพวกนี้ ฟังดูเหมือนมีเหตุผล

But often, these things won’t happen!
So you end up frustrated and disappointed.
แต่บ่อยครั้ง สิ่งพวกนี้ก็ไม่ได้เกิดขึ้น
และ มันก็จบลงที่..คุณรู้สึกรำคาญใจและผิดหวัง

There’s a better strategy. Have less demands. Instead, have preferences!
มันมีหลักเกณฑ์ที่ดีกว่านี้ ลดความต้องการให้น้อยลง แล้วเปลี่ยนเป็นความชอบแทน

For things that are beyond your control, tell yourself:
สำหรับสิ่งต่าง ๆ ที่เกินคาด ก็บอกตัวเองว่า

”I WOULD PREFER AN “A”, BUT IF “B” HAPPENS, IT’S OK TOO!”
เราอยากจะให้เป็น เอ มากกว่า แต่ถ้าเป็น บี … ก็โอเค ได้เหมือนกัน

This is really a game that you play in your head. It is a shift in attitude,
and it gives you more peace of mind ...
มันเป็นแค่เกมของความคิดในหัว คือเปลี่ยนอุดมการณ์
มันจะทำให้จิตใจคุณสุขสงบขึ้น

You prefer that people are polite ... but when they are rude,
it doesn’t ruin your day. You prefer sunshine ... but rain is ok!
คุณอยากให้ผู้คนสุภาพ แต่ถ้าเค้าเกิดหยาบคายขึ้นมา..
มันก็ไม่ได้บ่อนทำลายวันของคุณ
คุณอาจจะอยากให้ท้องฟ้าสดใส แต่ถ้าฝนเกิดตก.. ก็โอเค

To become happier, we either need to ถ้าอยากจะมีความสุขมากขึ้นเราก็เลือกที่
a) change the world, or เปลี่ยนแปลงโลกทั้งใบ หรือ
b) change our thinking. It is easier to change our thinking!
เปลี่ยนแปลงความคิดเราเอง เปลี่ยนความคิดของเราเอง ง่ายกว่านะ

IN A NUTSHELL สั้น ๆ ง่าย ๆ ก็คือ
It’s not what happens to you that determines your happiness.
สิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณ ไม่ใช่สิ่งที่จะกำหนดความสุขของคุณ
It’s how you think about what happens to you.
แต่มันเป็นความคิดของคุณเองต่างหาก ความคิดต่อสิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณ

http://www.saranair.com/article.php?sid=2513

นักลงทุนชาวอเมริกันนายหนึ่ง กำลังยืนอยู่บนท่าเรือ
ของชายฝั่งหมู่บ้านเม็กซิกันแห่งหนึ่ง
ขณะที่มีเรือประมงลำหนึ่งกำลังแล่นเข้ามาจอด
แล้วเขาก็ได้เห็นปลาโอครีบเหลืองตัวโต ๆ
กองอยู่บนเรือลำนั้น

ชาวอเมริกันเอ่ยชมชาวประมงท้องถิ่นที่จับปลาได้เก่ง
ก่อนจะถามว่า "คุณใช้เวลาในการจับปลาพวกนี้นานไหม"
ชาวประมงตอบว่า "ครู่เดียวเท่านั้นแหละครับ"
"อ้าว ถ้าอย่างนั้นทำไมไม่อยู่นานอีกหน่อยเพื่อจะได้ปลามากกว่านี้ล่ะ" เขาสงสัย

คนถูกถามตอบเรียบ ๆ "นี่ก็พอเลี้ยงครอบครัวในวันนี้แล้วครับ"
นักลงทุนผู้มาเยือนถามใหม่ "แล้วคุณเอาเวลาที่เหลือไปทำอะไรล่ะ"
"ผมก็ยุ่งทั้งวันแหละครับ นอนตื่นสาย ๆ จับปลาวันละนิดหน่อย
เล่นกับลูก ๆ นอนพักกลางวันกับภรรยาของผม เดินเล่นในหมู่บ้าน
จิบไวน์ และเล่นกีต้าร์กับเพื่อนฝูงในตอนเย็น ๆ"

คนอเมริกันจึงพูดอย่างกระหยิ่มว่า
"ผมจบเอ็มบีเอจากฮาร์วาร์ด สามารถให้คำแนะนำคุณได้นะ
อันดับแรกก็คือ คุณน่าจะจับปลาให้เยอะกว่านี้ เพื่อที่จะได้ซื้อเรือลำโต ๆ
ผลจากการมีเรือลำโต ก็จะทำให้คุณมีเงินมากพอที่จะซื้อเรือเพิ่มขึ้น
จากนั้น คุณก็นำปลาที่จับได้ไปขายให้โรงงาน
โดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลางอย่างในตอนนี้
หรือไม่ก็สร้างโรงงานเสียเอง ซึ่งคุณก็จะสามารถควบคุมได้ทั้งหมด
นับตั้งแต่กระบวนการผลิต ผลผลิต ตลอดจนการจัดจำหน่าย
ถึงตอนนั้นคุณก็สามารถย้ายจากหมู่บ้านชาวประมงเล็ก ๆ แห่งนี้
ไปอยู่ที่เมืองเม็กซิโกซิตี้ จากนั้นก็ขยับขยายย้ายไปแอลเอ
แล้วไปยังนิวยอร์ก ที่ซึ่งคุณจะสามารถขยายกิจการให้เจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้น"

เมื่อฟังมาถึงตอนนี้ ชาวประมงก็ถามว่า
"แล้วทั้งหมดนี้ต้องใช้เวลาสักกี่ปี"
"15 ถึง 20 ปี"
"จากนั้นล่ะ"
คนอเมริกันหัวเราะร่วนและบอกว่า
"ทีนี้ก็จะถึงช่วงสำคัญที่สุดในชีวิตล่ะ เมื่อโอกาสเหมาะ
คุณก็ควรจะทำหนังสือชี้ชวนขายหุ้น
เพื่อขายหุ้นทั้งหมดแก่สาธารณะ แล้วคุณจะกลายมาเป็นมหาเศรษฐี
อาจทำเงินได้เป็นล้าน ๆ เหรียญเลยก็ได้นะ"
"เป็นล้านๆ ... แล้วยังไงล่ะ"
คนอเมริกันแจกแจงต่ออย่างเพลิดเพลิน
"จากนั้นคุณก็ค่อยเกษียณตัวเอง ย้ายไปอยู่ที่หมู่บ้านชาวประมงเล็ก ๆ
นอนตื่นสาย ๆ ตกปลาวันละเล็ก ๆ น้อย ๆ เล่นกับลูก ๆ
นอนพักกลางวันกับภรรยาที่บ้าน ตอนเย็นก็เดินเล่นในหมู่บ้าน
จิบไวน์ และเล่นกีต้าร์กับเพื่อนฝูง..."

1. บทเรียนสำคัญบทแรก - คนทำความสะอาด

เมื่อครั้งที่ฉันเข้าเรียนในโรงเรียนแห่งหนึ่งได้สองเดือน
อาจารย์ให้พวกเราทำแบบทดสอบอันหนึ่ง
ฉันเป็นนักเรียนที่ตั้งใจเรียน
จึงตอบคำถามได้อย่างสบาย จนมาถึงคำถามสุดท้าย

"สุภาพสตรีที่เป็นคนทำความสะอาดโรงเรียนชื่อว่าอะไร?"

ต้องเป็นเรื่องตลกอะไรสักอย่างแน่
ฉันเคยเจอคนทำความสะอาดหลายครั้ง
เธอเป็นคนตัวสูง ผมดำ และอายุกว่า 50
แต่ฉันจะรู้ชื่อเธอได้อย่างไร?
ฉันส่งกระดาษคำตอบ โดยไม่ได้ตอบข้อสุดท้าย
ก่อนหมดคาบเรียน เพื่อนคนหนึ่งถามว่า
คำถามข้อสุดท้ายจะถูกคิดรวมในคะแนนของผลการเรียนด้วยหรือไม่

"แน่นอน" อาจารย์ตอบ "เมื่อเธอเข้าทำงาน
เธอจะต้องพบกับคนมากมาย
ซึ่งทุกคนมีความสำคัญพอ
ที่สมควรจะได้รับความสนใจและเอาใจใส่
แม้ว่าพวกเธอจะทำได้แค่เพียงยิ้มให้และกล่าวสวัสดีก็ตาม"

ฉันไม่เคยลืมบทเรียนนั้นเลย
และได้รู้ว่าชื่อของสตรีคนนั้นคือ โดโรธี

2. บทเรียนสำคัญที่สอง - รับคนกลางฝน

คืนหนึ่ง เวลา 23:30 น.
สตรีสูงอายุเชื้อสายแอฟริกันคนหนึ่ง ยืนอยู่ริมทางหลวง สาย อลาบามา พยายามต้านฝนที่ตกหนักอยู่
รถของเธอเสีย และเธอต้องการเดินทางต่อไปอย่างมาก แม้จะเปียกโชก เธอตัดสินใจโบกรถคันที่วิ่งผ่านมา ชายหนุ่มผิวขาวผู้หนึ่งหยุดรถเพื่อช่วยเหลือเธอ
ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ในยุคที่มีความขัดแย้ง
เรื่องการเหยียดผิวอย่างทศวรรษที่ 60
ชายหนุ่มช่วยเหลือให้เธอได้รับความปลอดภัยและส่งเธอขึ้นรถแท๊กซี่

แม้ว่าเธอจะเร่งรีบมาก แต่ก็ขอบคุณเขา
และจดที่อยู่ของเขาไปด้วย
เจ็ดวันหลังจากนั้น ก็มีชายคนหนึ่งมาเคาะประตูบ้านของเขา ด้วยความประหลาดใจ
โทรทัศน์สีจอยักษ์เครื่องหนึ่งถูกนำมาส่งยังบ้านของเขาและมีข้อความแนบมาด้วย ใจความว่า:

"ขอบพระคุณมากสำหรับความช่วยเหลือบนทางหลวงในคืนนั้น ฝนไม่ได้ชะแต่เพียงเสื้อผ้าของฉันเท่านั้น
แต่ชะเอากำลังใจของฉันไปด้วย

แต่เมื่อคุณผ่านมา เป็นเพราะคุณ
ฉันจึงสามารถไปทันดูใจสามีที่กำลังจะเสียชีวิต
ทันเวลาก่อนที่เขาจะสิ้นลมพอดี ขอพระเจ้าอวยพรคุณ สำหรับการช่วยฉัน
และการช่วยเหลือผู้อื่น อย่างไม่เห็นแก่ตัวของคุณ"

ด้วยความจริงใจ นาง แนท คิง โคล


3. บทเรียนสำคัญที่สาม - ระลึกถึงคนที่ให้บริการเสมอ

ในสมัยที่ไอศครีมซันเดยังมีราคาถูกอยู่มาก
เด็กชายอายุสิบขวบคนหนึ่งเข้าไปในคอฟฟี่ชอปของโรงแรมแห่งหนึ่งแล้วนั่งที่โต๊ะ
เมื่อพนักงานเสริฟวางแก้วน้ำลงตรงหน้า เด็กชายก็ถามว่า
"ไอศครีมซันเดราคาเท่าใหร่ครับ?"

"ห้าสิบเซ็นต์" พนักงานเสริฟสาวตอบ
แล้วเด็กชายก็ดึงมือออกจากกระเป๋า
แล้วก็นับเ หรียญในมือ

"งั้น ไอศครีมเปล่าๆล่ะครับราคาเท่าใหร่?" เด็กชายถามอีก

ตอนนี้เริ่มมีคนรอโต๊ะมากขึ้นและพนักงานเสริฟสาวก็เริ่มจะหมดความอดทน

"สามสิบห้าเซ็นต์" เธอตอบห้วนๆ
เด็กชายนับเหรียญในมืออีกครั้ง

"ผมขอไอศครีมเปล่าครับ" เด็กชายบอก
แล้วพนักงานเสริฟสาวก็เอา
ไอศครีมมาให้ เอาใบเสร็จมาให้แล้วก็เดินหนีไป
เด็กชายทานไอศครีมหมดแล้ว ก็จ่ายเงินแล้วก็จากไปเมื่อพนักงานเสริฟเดินกลับมา
เธอก็เริ่มร้องให้เมื่อเธอเช็ดโต๊ะบนโต๊ะนั้น
มีเหรียญนิกเกิลราคาห้าเซ็นต์สองเหรียญและเหรียญเพนนีอีกห้าเหรียญวางอยู่อย่างบรรจงข้างจานเปล่านั้น

เห็นไหมว่า เด็กชายไม่ทานไอศครีมซันเด
เพราะเขาต้องเหลือเงินไว้ทิปพนักงานเสริฟสาวคนนั้น


4. บทเรียนสำคัญที่สี่ - สิ่งที่กีดขวางทางของเรา

ในยุคโบราณ มีหินผาตกลงมาขวางถนนเส้นหนึ่ง
เมื่อพระราชามาพบเข้าจึงซ่อนพระองค์อยู่
เพื่อคอยดูว่าจะมีใครมาเอาหินใหญ่ก้อนนั้นออกไปจากทาง เมื่อเสนาบดีในราชสำนักของพระองค์และพ่อค้าผู้ร่ำรวยผ่านมา ก็เพียงแต่อ้อมหินผาก้อนใหญ่นั้นไป

พวกเขากล่าวตำหนิพระราชาต่างๆนานา
ที่พระองค์ไม่ใส่พระทัยที่จะดูแลทางนั้นให้ดี
แต่ก็ไม่มีใครทำอะไรที่จะเอาหินนั้นออกไปให้พ้นทาง

จนกระทั่งชาวบ้านคนหนึ่งแบกผักกองใหญ่ผ่านมา
เมื่อเขาเดินมาถึงหินผานั้น เขาก็วางสัมภาระลง
แล้วพยายามที่จะขยับก้อนหินนั้นให้พ้นทาง
หลังจากทั้งผลักทั้งดึงหินก้อนนั้น
ในที่สุดเขาก็ทำสำเร็จ

เมื่อเขาหยิบสัมภาระของเขาขึ้นมา
เขาก็เห็นถุงเงินวางอยู่ตรงจุดที่ก้อนหินผาเคยอยู่
ในถุงนั้นมีเหรียญทองและจดหมายจากพระราชา เขียนไว้ว่า
ทองในถุงนั้นเป็นของผู้ที่เอาหินผาออกไปจากถนน
ชาวบ้านคนนั้นได้รู้สิ่งที่เราไม่เคยได้รู้

ทุกๆอุปสรรคที่กีดขวางทางนั้น จะมอบโอกาสที่ราจะดีขึ้น ให้กับเรา


5. บทเรียนสำคัญที่ห้า - ให้เมื่อมีค่า

หลายปีมาแล้ว
เมื่อฉันไปทำงานเป็นอาสาสมัครที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งฉันได้รู้จักกับเด็กหญิงคนหนึ่งชื่อ ลิซ
ซึ่งป่วยเป็นโรคร้ายที่มีน้อยคนที่จะเป็น
โอกาสที่เธอจะหายจากโรคนี้ได้คือต้องทำการถ่ายเลือดจากน้องชายอายุห้าขวบของเธอ

ผู้ซึ่งรอดจากโรคร้ายนี้ได้อย่า งปาฏิหารย์
จึงทำให้เขาร่างกายเขาสร้างภูมิคุ้มกันโรคร้ายนี้ขึ้นมา
หมออธิบายสถานการณ์ให้น้องชายของเธอฟัง และถามเด็กชายว่า
เขาต้องการจะให้เลือดของเขาแก่พี่สาวหรือไม่
ฉันเห็นเขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะสูดหายใจลึกแล้วพูดว่า

"ได้ครับ หากมันช่วยพี่สาวผมได้"
เมื่อทำการถ่ายเลือด เขานอนยิ้มอยู่ที่เตียงข้างๆพี่สาว ในขณะที่เราเริ่มจะเห็นสีสันคืนสู้แก้ม
ของเธอ หน้าของเด็กชายก็เริ่มซีดและรอยยิ้มก็จางหายไป

เด็กชายมองไปที่หมอและถามด้วยเสียงสั่นเครือ

"ผมกำลังจะตายใช่ไหม?"
ด้วยความเป็นเด็ก เขาเข้าใจหมอผิดไป
เด็กชายคิดว่าเขาต้องให้เลือดทั้งหมดของเขาให้แก่พี่สาวเพื่อช่วยชีวิตเธอ


ถึงแม้ว่าบทความนี้จะยาวไปสักหน่อย แต่ฉันก็เชื่อเหลือเกินว่า มันให้ข้อคิดดีๆที่เราลืมเลือนไป

ผมเป็นคนเหนือนะครับ ลงมาทำงานกรุงเทพฯ
งานที่ทำก็เป็นพนักงานธรรมดาทั่วๆไปนี่แหละครับ ไม่ได้ดีเด่นอะไรมากมาย
ทำงานมาปีกว่าแล้ว รู้สึกเบื่อชีวิตกรุงเทพฯ และก็เบื่อตัวเองด้วย
เพราะว่าสังคมที่ทำงานผมมีแต่คนรวย
ผมมักจะเข้ากลุ่มกับเพื่อนๆที่ออฟฟิศไม่ค่อยจะได้เท่าไหร่
เลยเกิดอยากกลับบ้านขึ้นมา
ประมาณสิ้นเดือน เมษายน วันเกิดผม ผมโทรกลับบ้าน
พ่อกับแม่ก็พูดแฮปปี้เบิร์ดเดย์ และได้คุยหลายเรื่องๆด้วยกัน
รวมถึงการหางานใหม่แถวๆบ้านด้วย เพราะผมอยากกลับบ้านแล้ว
ผมบ่นว่า "เบื่อมากเลย รู้สึกตัวเองตัวเล็กลงทุกทีๆ อยากกลับบ้าน
อยู่กรุงเทพฯ
ทำอะไรก็ไม่สำเร็จ โดนเจ้านายด่าประจำ ที่นี่ไม่เหมาะกับเรา
ตอนวันเกิดปีก่อนฝันอยากทำอะไรไว้ วันเกิดปีนี้ก็ยังไม่สำเร็จซักอย่าง
ไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย เสียเวลาเปล่าๆไปเป็นปี"
ผมบ่นต่อ " ไม่รู้เมื่อไหร่จะประสบความสำเร็จกับเขาบ้างเสียที"

พ่อผมเงียบไปซักพัก

แล้วพ่อผมก็พูดว่า
":-)ยังไม่พอใจกับชีวิตอีกเหรอ 20 กว่าปีก่อน
ตอนที่ว่ายแข่งกับน้ำเชื้อหลายร้อยล้านตัวไปเจาะไข่กับแม่:-)ได้"
"ทนอยู่มาตั้งเก้าเดือน ไม่แท้งไปซะก่อน"
"ผ่านช่วงเด็กมาได้โดยไม่ตกน้ำตกท่าตาย หรือเหรียญติดคอตายไปซะก่อน"
"โตมาเป็นวัยรุ่นได้ ไม่ไปติดยา หรือไปตีกับเขาตายซะก่อน"
"สอบเข้าโรงเรียนมีชื่อของจังหวัดแข่งกับเด็กคนอื่นอีกเป็นพันได้"
"เอ๊นติดมอรัฐ แข่งกับคนตั้งเป็นหมื่นเป็นแสน
ช่วยพ่อแม่ไม่ต้องเป็นหนี้เป็นสิ้นได้"
"เรียนมหาลัยจบ มีคนตั้งกี่คนเข้ามหาลัยได้ แต่เรียนไม่จบ"
"ได้เกียรตินิยมอีกต่างหาก จะมีคนซักกี่คนที่ได้แบบนี้"
"เรียนจบแล้วไม่ต้องหางาน เดือนได้มีงานทำ
มีนักศึกษากี่คนที่จบมาแล้วตกงานเป็นปี"
"ได้ทำงานกรุงเทพฯอย่างที่อยากทำ
มีคนอีกตั้งเยอะมาหางานกรุงเทพฯแล้วไม่ได้"
"ได้ทำงานครั้งแรก เงินเดือนสตาร์ท 20,000.-
มีเด็กจบใหม่ซักกี่คนจะได้อย่างนี้"
"ทนทำงานได้ตั้งปีกว่า มีคนตั้งเยอะ พอมาทำงานแล้วไม่ชอบก็ต้องออก
บางคนอยู่ได้แค่วันเดียวออกก็มี"
"ที่สำคัญ ตอนนี้:-)ยังมีชีวิตอยู่ แค่นี้ก็ดีที่สุดแล้ว"
"เพราะมันหมายถึง :-)ยังมีอนาคตอยู่"
"บ่นได้บ่นไป บ่นให้พ่อกับแม่ฟังนี่แหละ อยากพูดอะไรพูดมา
แต่อย่าท้อแท้ ชีวิตยังอีกยาว"

ผมร้องไห้เลยครับ ความสำคัญของตัวเองที่ไม่เคยรู้สึก
สิ่งที่เราเป็นมาตลอด
โดยดูเหมือนเป็นเรื่องปกติธรรมดา จริงๆด้วย
ทุกวันนี้มีเด็กกี่คนที่ไม่ได้เกิด
เด็กกี่คนที่ไม่ได้โต เด็กกี่คนที่ไม่ได้เรียน คนกี่คนที่ไม่มีงานทำ
คนกี่คนที่ไม่มีอนาคต ผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มคนพวกนั้น
แค่นี้ผมน่าจะดีใจได้แล้ว....

หนึ่งปีที่ผ่านมากับการทำงานกรุงเทพฯ ผมได้อะไรเยอะกว่าที่คิด
แต่ผมไม่รู้ตัวเท่านั้นเอง....


ขอบคุณครับพ่อ

ครูคนหนึ่งที่นิวยอร์คตกลงใจจะแสดงความชื่นชมนักเรียนไฮสคูล
ชั้นปีสุดท้ายที่เธอสอนด้วยการบอกเขาเหล่านั้นว่าแต่ละคนมีคุณค่า
พิเศษต่างจากคนอื่นอย่างไรบ้าง เธอเรียกนักเรียนทุกคนไปหน้าชั้นทีละคน



แรกสุดเธอบอกแต่ละคนว่าพวกเขามีคุณค่าเพียงใดทั้งต่อตัวครูและ
ต่อเพื่อนร่วมห้อง จากนั้นเธอก็มอบริบบิ้นสีฟ้าพิมพ์ด้วยตัวหนังสือ
สีทองเป็นของขวัญให้ ข้อความบนริบบิ้นมีว่า "ฉันเป็นคนมีคุณค่า"

จากนั้นครูให้นักเรียนทำงานกลุ่มของชั้นขึ้นมาชิ้นหนึ่ง ด้วยวัตถุประสงค์
เพื่อดูว่าการแสดงความชื่นชมยกย่องผู้อื่นส่งผลอย่างไรต่อคนในชุมชน
เธอมอบริบบิ้นแก่นักเรียนคนละสามเส้น ให้นักเรียนเผยแพร่การรับรู้และ
ชื่นชมคุณค่าผู้อื่นในวงกว้างออกไป จากนั้นนักเรียนจะต้องติดตามผลและ
ดูว่าใครยกย่องใครบ้าง แล้วนำกลับมารายงานในห้องภายในหนึ่งสัปดาห์

นักเรียนชายคนหนึ่งเข้าพบผู้บริหารระดับรองที่ทำงานในบริษัทใกล้ๆ
เพื่อยกย่องที่ชายผู้นี้เคยช่วยเขาวางแผนอาชีพในอนาคต แล้วมอบริบบิ้น
ติดให้บนเสื้อเชิ้ต

จากนั้นก็มอบริบบิ้นอีกสองเส้นที่เหลือพร้อมกับกล่าวว่า....
"เรากำลังทำงานกลุ่มของชั้นเรียนเกี่ยวกับเรื่องการแสดงความยกย่องชื่นชม
ผู้อื่นครับ ผมอยากขอให้คุณช่วยหาใครสักคนที่คุณต้องการยกย่อง"
แล้วให้ริบบิ้นเขาน

ส่วนอีกเส้นก็ให้เขาไว้สำหรับมอบให้คนต่อไปเพื่อเผยแพร่การยกย่องชื่นชม
นี้ให้กระจายต่อไป แล้วช่วยกลับมาบอกผมด้วยครับว่าผลเป็นยังไงบ้าง"

ต่อมาในวันเดียวกัน ผู้บริหารท่านนี้เเข้าพบเจ้านายเขา ซึ่งเป็นคนที่ใครๆ
รู้กันดีว่าเกรี้ยวกราด อารมณ์ร้าย เขานั่งลงคุยกับเจ้านาย บอกเจ้านายว่า
ลึกๆ เขายกย่องชื่นชมเจ้านายว่าเป็นผู้มีหัวคิดสร้างสรรค์ระดับอัจฉริยะ

ดูเหมือนเจ้านายเขาจะประหลาดใจอย่างยิ่ง เขาถามเจ้านายว่าจะยินดี
รับริบบิ้นสีฟ้าเป็นของขวัญแสดงความชื่นชม และอนุญาตให้เขาติดริบบิ้น
ให้ได้หรือไม่ เจ้านายผู้ประหลาดใจตอบว่าได้

เขาจึงติดริบบิ้นสีฟ้าเส้นนั้นบนปกเสื้อนอก บริเวณเหนือหัวใจ เมื่อเขาม
มอบริบบิ้นเส้นสุดท้ายแก่เจ้านาย

เขาบอกเจ้านายว่า ช่วยอะไรผมสักอย่างได้ไหมครับ ผมอยากให้ว
เจ้านายช่วยส่งต่อริบบิ้น เส้นสุดท้ายนี่ด้วยการยกย่องชื่นชมใครสักคน
พ่อหนุ่มที่ให้ริบบิ้นผมมาเป็นคนแรก กำลังทำงานกลุ่มของชั้นอยู่
เขาอยากให้ช่วยกระจายการยกย่องชื่นชมนี้ให้เผยแพร่
ในวงกว้างออกไป แล้วดูว่าการทำแบบนี้ส่งผลต่อใครๆ ยังไงบ้าง

ค่ำวันนั้น ชายผู้เป็นเจ้านายกลับบ้านไปหาลูกชายวัยรุ่นอายุสิบสี่
เขาเรียกลูกชายให้นั่งลง แล้วกล่าวว่า

วันนี้เกิดเรื่องเหลือเชื่อที่สุดกับพ่อ ตอนอยู่ห้องทำงาน
ลูกน้องคนหนึ่ง เข้ามาบอกว่าเขาชื่นชมพ่อ
แล้วให้ริบบิ้นเส้นหนึ่งเป็นการยกย่องว่าพ่อเป็นอัจริยะเรื่อง
ความมีหัวคิดสร้างสรรค์

ลองนึกดูเขาคิดว่าพ่อมีหัวคิดสร้างสรรค์เข้าขั้นอัจฉริยะเชียวนะ
แล้วเขาก็เอาริบบิ้นเส้นนี้ที่เขียนว่าฉันเป็นคนมีคุณค่า
ติดให้บนปกเสื้อนอกตรงหัวใจนี่แล้วยังให้ริบบิ้นพ่อมาอีกเส้น
ให้พ่อมองหาใครสักคนที่จะยกย่องชื่นชมต่อ

ระหว่างที่พ่อ ขับรถกลับบ้าน ก็คิดว่าริบบิ้นเส้นนี้จะให้ใครดี แล้วพ่อก็นึกถึงแก
พ่ออยากชื่นชมแกนะ วันๆ พ่อทำงานยุ่งเหยิงมาก พอกลับมาบ้านก็ไม่ค่อยได้ใส่ใจแกสักเท่าไร

บางทียังอาละวาดอีก เรื่องแกเรียนได้เกรดไม่ดี เรื่องทำห้องนอนรก

แต่ยังไงไม่รู้สิ วันนี้พ่อกลับอยากนั่งลงตรงนี้กับแก
อยากบอกว่าแกมีค่ากับพ่อมากแค่ไหน นอกจากแม่แกแล้ว
ก็มีแกนี่แหละที่เป็นคนที่สำคัญที่สุดในชีวิตพ่อ แกเป็นเด็ก่า
ที่ยอดเยี่ยมเลยแหละ แล้วพ่อก็รักแกนะ...

เด็กหนุ่มผู้ตื่นตะลึงเริ่มสะอื้น แล้วก็สะอื้น เขาไม่อาจหยุดร้องไห้
ร่างสั่นเทาไปทั้งตัว เขาเงยหน้ามองผู้เป็นพ่อแล้วกล่าวทั้งน้ำตา

"พ่อครับ เมื่อตอนเย็น ผมอยู่บนห้อง นั่งเขียนจดหมายถึงพ่อกับแม่
เพื่ออธิบายว่าทำไมผมถึงฆ่าตัวตาย แล้วก็ขอให้พ่อยกโทษให้ผม
ผมตั้งใจจะฆ่าตัวตายคืนนี้ตอนพ่อหลับ ผมคิดว่าพ่อไม่เคยแคร์ผมเลย
จดหมายอยู่บนห้องครับ แต่ผมคิดว่าผมคงไม่ต้องการมันแล้วล่ะ"

พ่อของเด็กหนุ่มเดินขึ้นไปบนห้องพบจดหมายข้อความสะเทือนใจ
บรรยายถึงความเจ็บปวดและทุกข์ทรมาน จดหมายฉบับนั้นจ่าหน้า
ถึงพ่อกับแม่

ชายผู้เป็นเจ้านายกลับไปที่ทำงานอย่างเปลี่ยนไปเป็นคนละคน
เขาเลิกเป็นคนขี้โมโหแต่จะพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้พนักงาน
ใต้บังคับบัญชารู้ว่าพวกเขามีค่าอย่างไรบ้าง

ส่วนชายผู้เป็นนักบริหารระดับรองก็ช่วยให้คำแนะนำเด็กหนุ่มอื่นๆ
ต่อมาอีกหลายคนเรื่องการวางแผนอาชีพในอนาคต
แล้วก็ไม่เคยลืมบอกเด็กเหล่านั้นว่าแต่ละคนมีคุณค่าต่อชีวิตเขา
อย่างไรบ้าง

หนึ่งในนั้นก็คือเด็กหนุ่มลูกชายเจ้านายเขา
ส่วนเด็กหนุ่มกับเพื่อนร่วมชั้นก็ได้เรียนรู้บทเรียนที่มีค่าเรื่องหนึ่งนั่นคือ
เราต่างเป็นคนที่มีคุณค่าด้วยกันทั้งนั้น

คุณไม่จำเป็นต้องส่งเมล์ฉบับนี้ต่อให้ใครแม้แต่คนเดียว..
อย่าว่าแต่สองคนหรือสองร้อยคนเลย
สำหรับฉัน(ผู้เขียนเรื่องนี้) คุณอาจจะลบเมล์ฉบับนี้ทิ้ง
แล้วไปเปิดดูเมล์ฉบับต่อไป
แต่ถ้าคุณมีใครสักคนที่มีความหมายกับคุณมาก
ฉันขอสนับสนุนให้คุณส่งข้อความนี้
ไปให้เขาหรือเธอผู้นั้น เพื่อให้เขาได้รับรู้ความรู้สึกของคุณ
คุณไม่มีทางรู้หรอกว่า
การให้กำลังใจเล็กๆน้อยๆ มีคุณค่าแค่ไหนกับคนสักคน

ส่งเรื่องนี้ไปยังคนทุกคนที่คุณเห็นว่ามีความหมายต่อคุณ
มีความสำคัญต่อคุณ
หรืออาจส่งไปให้คนหนึ่ง..สอง..หรือสามคนที่มีความหมายต่อคุณมากที่สุด
หรือคุณอาจจะแค่ยิ้มที่ได้รู้ว่ามีใครบางคนคิดว่าคุณเป็นคนสำคัญ
ไม่งั้น คุณก็คงไม่ได้รับเมล์ฉบับนี้แต่แรก

จำไว้นะ ฉันให้ริบบิ้นสีฟ้าแก่คุณแล้ว

สนง.ตำรวจแห่งชาติ แนะนำกลุ่มเด็กหญิงและสาววัยรุ่นที่มักตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางเพศด้วยข้อคิดใน 10 อย่าเพื่อใช้เป็นแนวทางสำหรับการดูแลตนเอง ประกอบด้วย
1. อย่านุ่งกระโปรงสั้น
2. อย่าดื้อรั้นลองยา
3. อย่าพึ่งพาคนแปลกหน้า
4. อย่าคบเพื่อนไม่ดี
5. อย่าหลีกหนีพ่อแม่
6. อย่าพ่ายแพ้ความฟุ่มเฟือย
7. อย่าเฉื่อยแฉะเที่ยวเตร่
8. อย่าเกเรไม่กลับบ้าน
9. อย่าเผาผลาญเงินทอง
10. อย่ามัวแต่มองเพื่อนชาย