ในปีการศึกษา ๒๕๕๕ ครูตุ๋มพบว่านักเรียนพิเศษที่ส่งไปตรวจเพื่อรับรองผลจากโรงพยาบาล ทั้งหมด ๙ คน ซึ่งได้รับการดูแล จากครูและนักเรียนจิตอาสาตามหลักสูตรฯมีพัฒนาการด้านการอ่าน การเขียนได้อย่างชัดเจนตามบริบทของแต่ละคนที่แตกต่างกันไป หายเป็นเด็กปกติ๕คน หลังจากผ่านกระบวนการแล้ว ๒ ภาคเรียน อย่างไรก็ดี ครูตุ๋มบอกว่า ... เด็กที่หายเป็นปกติยังต้องดูแลต่อเนื่องให้เขาหายเป็นปกติ แบบถาวร เพราะถ้าไม่ดูแลต่อเขาอาจกลับมาเป็นเด็กพิเศษอีก โดยออกแบบเนื้อหาใหม่โดยเพิ่มหลักภาษาไทยเข้ามาในกระบวนการ ๖ ขั้นเหมือนเดิม เพื่อให้นักเรียนมีความรู้เรื่องหลักภาษาไทย

ในปีการศึกษา ๒๕๕๖ นักเรียนที่เข้าร่วมโครงการมีผลการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องสามารถอ่านหนังสือเรียนได้คล่อง การเขียนสามารถเขียนคำศัพท์ที่ยากได้มากขึ้น จากการตรวจการเขียนอิสระการความคิดสร้างสรรค์พัฒนามากขึ้น และได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เขาสามารถอ่านออกเขียนได้ในระดับดีมากขึ้น ส่วนการตรวจอย่างเป็นทางการของนักเรียนพิเศษเรียนร่วม ขณะนี้กำลังรอผลตรวจจากโรงพยาบาล

การสังเกตและการบันทึกแบบสังเกตนักเรียนรายบุคคลของครูตุ๋ม ทำให้ท่านทราบถึงพัฒนาการของนักเรียนแต่ละคนอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและด้านพฤติกรรมอันเป็นคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของหลักสูตร เรื่องเล่าต่อไปนี้ เป็นส่วนหนึ่งของแบบสังเกตนักเรียนพิเศษที่เข้าร่วมโครงการในปี ๒๕๕๕ ซึ่งเป็นร่องรอยยืนยันถึงความภาคภูมิใจของครูตุ๋มได้อย่างดี

แต่ตอนนี้ครูตุ๋มบอกเกี่ยวกับพวกเขาว่า “...ต้นกล้าแห่งความดีที่งดงามของครูได้เติบโตแล้วอย่างมั่นคงแข็งแรงมีภูมิคุ้มกันที่ดีเยี่ยมในสังคมปัจจุบันอย่างสง่างามแล้ว...” และบันทึกพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียนแต่ละคนไว้อย่างน่าสนใจ ดังตัวอย่างต่อไปนี้

"ต้นกล้าที่อ่อนแอที่มีความขยันและมุ่งมั่นที่สุดคือ ด.ญ.กฤตยา ขานเกตุ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ เป็นเด็กติดอ่างไม่กล้าแสดงออก ไม่มีความเชื่อมั่นในตนเอง ไม่ค่อยยิ้ม ครูรับมาดูแลครั้งแรกเห็นความบกพร่องหลายอย่างทั้งการอ่านการเขียน และด้านอารมณ์ ครูใจดีที่ได้เริ่มเขามาดูแลแต่เนิ่นๆ เพราะปกติครูจะดูแลเฉพาะนักเรียนชั้นประถมศึกษาที่ ๔-๕ เพราะหลังจากที่ครูจากที่ครูดูแลได้เห็นความตั้งใจมุ่งมั่นในตัวเธอ แววตาที่เริ่มมีรอยยิ้มกล้าพูด กล้าแสดงออก จากเดิมเธอมีแววตาเศร้าๆ การอ่านได้คล่องถ้าคำไหนอ่านไม่ออกเธอก็จะอ่านจากรูปคำเองแล้วก็อ่านเป็นคำ คำบางครูไม่นึกว่าเธอจะอ่านได้เธอก็อ่านได้ ดารเขียนเธอก็พัฒนาแบบก้าวกระโดด เขียนลายมือสวยสะอาด เขียนเล่าเรื่องได้เร็วมากและเขียนสะกดคำได้ถูกต้องสื่อความหมายได้ในระดับดีขณะนี้ ด.ญ. กฤตยา ได้รับการตรวจจากโรงพยาบาลรับรองผลเป็นเด็กปกติแล้วแต่ยังต้องดูแลเรื่องการอ่าน การเขียนให้ดียิ่งกว่านี้เพื่อให้หายสนิทจากความบกพร่อง"

"ต้นกล้าที่อ่อนแอที่เป็นผู้สร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะให้กับเรา ที่สุดคือ ด.ช.ปริพัตร์ สิทธิ์จันทร์ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ เป็นเด็กที่มีอาการเกินแต่เกินแบบน่ารักเขามักจะสร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะให้กับห้องเรียนของเราเสมอ ครูรับเขามาครั้งแรกเขาปฏิเสธที่จะมาเรียน ครูถามว่าทำไมไม่อยากเรียนเขาตอบแบบซื่อๆว่าขี้เกียจ ครูไม่โกรธเขาเลยแต่ยิ้มในความซื่อในความเชื่อของเขามากกว่า แต่ครูก็สามารถโน้มน้าวให้เขามาเรียนและผลการเรียนและผลการอ่านและการเขียนของเขาอยู่ในระดับดี พัฒนาได้เร็วแต่สมาธิสั้น เมื่อเขาเลื่อนชั้นมาเรียนชั้นประถมศึกษา ๔-๖ ครูจะดูแลเธอให้ดีและเชื่อว่าเธอจะสามารถพัฒนาตนเองได้ในระดับดีมาก ขณะนี้เขาได้รับการตรวจจากโรงพยาบาลรับรองผลเป็นเด็กปกติแล้วแต่ยังต้องดูแลเรื่องการอ่าน การเขียนให้เขาดียิ่งกว่านี้"

ต้นกล้าที่อ่อนแอที่น่าเป็นห่วงมากที่สุด คือ ด.ญ.ศศิธร ก้อนชารี เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ เป็นนักเรียนที่มีสภาพร่างกายไม่สมบูรณ์จึงมีผลกระทบระดับสติปัญญา เป็นเด็กสมาธิสั้นผลการอ่านการเขียนอยู่ในระดับอ่อนมาก การเรียนรู้ช้ากว่าเด็กทั่วไป ครูไม่แน่ใจว่าเขาจะสามารถพัฒนาได้หรือไม่แต่ครูก็จะดูแลเธอให้มากที่สุดจน กว่าเธอจะเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ ครูหวังว่าเธอจะสามารถอ่านออกเขียนได้ระดับพอใช้ไม่ต้องดีมาก แต่อะไรก็เกิดได้บางทีเธออาจสร้างปาฏิหาริย์ให้ครูและเพื่อนๆได้เห็น ขณะนี้เขายังไม่ได้รับรองผลว่าเป็นเด็กปกติแล้วและครู ยังต้องดูแลเรื่องอารมณ์และพัฒนาด้านการอ่าน การเขียนอย่างต่อเนื่อง

"ต้นกล้าที่อ่อนแอ ที่น่าเป็นห่วงมากอีกคนหนึ่งคือ ด.ช.พงศธร สังข์พันธ์ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ ที่มีระดับผลการเรียนที่อ่อนมากที่สุดในกลุ่มนักเรียนเรียนร่วม จะมีอาการทางสมองร่วมด้วยคือรับรู้ช้ามาก พัฒนาการด้านต่างๆไม่ค่อยดี แต่ถ้าไม่ได้รับการดูแลจะทำให้เขามีอาการแย่กว่าที่เป็นอยู่และอาจจะกลายเป็นเด็ก LD ถาวร ซึ่งจะมีผลต่อการดำเนินชีวิตในอนาคตของเขา ครูจึ้งต้องการที่จะดูแลเขาให้มากที่สุด อย่างน้อยถ้าเขาเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ ให้เขาสามารถอ่านออกเขียนได้ตามศักยภาพของตนเอง ข้อดีของเขาที่ทำให้ครูไม่ท้อคือเขาเป็นคนอ่อนโยนให้ความร่วมมือดีมาก ขณะนี้ผลการอ่านและเขียนยังไม่ดีอาจเป็นเพราะอายุสมองยังไม่พร้อมคืออายุสมองช้ากว่าอายุในชั้นเรียน ครูจะไม่ทิ้งเธอครูจะดูแลเธอให้ดีที่สุดและครูเชื่อว่าเธอจะต้องหายเป็นเด็กปกติ ขณะนี้เขายังไม่ได้รับรองผลเป็นเด็กปกติแล้วและครู ยังต้องดูแลเรื่องอารมณ์และพัฒนาด้านการอ่าน การเขียนต่อเนื่อง"

"ด.ช.วุฒิไกร จำปาปี เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ เป็นเด็กที่ไม่มีความรับผิดชอบไม่รักษาเวลา ไม่ชอบทำงานที่ครูมอบหมาย และไม่ให้ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาครูมอบหมายให้ ด.ญ.สสิโสม ผิว-ผุย ซึ่งเป็นเพื่อนในชั้นเรียนเป็นผู้ดูแลเขาจะมีผลพัฒนาการด้านการอ่านได้เร็วกว่านักเรียนเรียนร่วมคนอื่นๆ แต่จะไม่ค่อยมาเรียนตามเวลาที่นัดหมายและไม่ร่วมมือในการทำกิจกรรมที่ครูให้ทำ ส่วนการเขียนก็สามารถเขียนสะกดคำได้ถูกต้องแต่ลายมือไม่สวยไม่สะอาด ในปีการศึกษา ๒๕๕๖ ครูเข้มงวดให้มากขึ้นจะปรับปรุงเรื่องความรับผิดชอบ การตรงต่อเวลา จนกว่าเขาจะขึ้นชั้นมัธยมศึกษาครูเชื่อว่าจะต้องแก้ไขให้เขาดีขึ้นในทุกๆด้าน สรุปการพัฒนาว่า ขณะนี้เขาได้รับการตรวจจากโรงพยาบาลรับรองผลเป็นเด็กปกติแล้วแต่ยังต้องดูแลเรื่องระเบียบวินัยความรับผิดชอบ"