วันที่ข้าพเจ้าเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร รัฐศาสตร์บัณฑิต

(เกียรตินิยมอันดับสอง) แห่งจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย จากพระหัตถ์ของ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ ๑๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๑๑ ซึ่งได้พระราชทานพระบรมราโชวาทว่า :

" ความเจริญของประเทศชาติ เป็นความเจริญส่วนรวม ซึ่ง

เกิดจากผลงานหรือผลของการกระทำของคนทั้งชาติ ถือได้ว่าทุก

คนแบ่งหน้าที่กันทำประโยชน์ให้แก่ชาติ ตามความถนัดและความ

สามารถและเกื้อกูลกันและกัน ไม่มีผู้ใดจะอยู่ได้และทำงานให้แก่

ประเทศชาติได้โดยลำพังตนเอง "

ข้าพเจ้าได้น้อมรับพระบรมราโชวาทองค์นี้ ใส่เกล้าใส่กระหม่อม เป็น

แนวทางการดำเนินชีวิตการปฏิบัติงานอย่างมุ่งมั่น ด้วยศรัทธา วิริยะ และ

ความสุข แห่งคุณธรรม ด้วยความรู้อย่างเต็มกำลังความสามารถร่วมกับกลุ่มงานในสถาบันและองค์กรต่างๆที่เกี่ยวข้องโดยยึดหลักการทรงงานของพระองค์ท่าน เป็นแบบอย่างที่ทรง "ทำให้ดู อยู่ให้เห็น" อย่างต่อเนื่องตลอดมา

ในวโรกาสต่อมาหลังเกษียณอายุราชการ ที่ข้าพเจ้าได้รับ

พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่สรรเสริญยิ่ง เหรียญทองดิเรกคุณาภรณ์ ร.ท.ภ. พระราชทานแก่ผู้ถวายเงินโดยเสด็จพระราชกุศลเป็นทุนช่วยเหลือผู้ประสบภัย ของมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งในส่วนของข้าพเจ้านั้น กองทุนชื่อ "พลตรีพงศ์-เฉลิมจิตต์ เภกะนันทน์" ที่รวบรวมจากเงินบำเพ็ญกุศลจากญาติมิตร ในงานพระราชทานเพลิงศพพ่อ-แม่ของขัาพเจ้า และสมทบเพิ่มขึ้นอีกทุกปีจวบจนปัจจุบัน ซึ่งได้เห็นผลานิสงค์การดำเนินงานของมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ในพระบรมราชูปถัมภ์นี้อย่างเป็นรูปธรรม ในการสงเคราะห์ผู้ประสบภัยอย่างกว้างขวางทั่วทุกภูมิภาค


............................................................................