ช่วงรอยต่อสิ้นปีงบประมาณกับขึ้นปีงบประมาณใหม่ต่อไปดังในช่วงเดือนกันยายนต่อตุลาคมอย่างนี้ เป็นที่ทราบกันดีว่าหน่วยงานต่างๆ ก็มักมีการจัดงานให้กับผู้ที่เกษียณ งานที่จัดขึ้นก็มักจะใช้ชื่องานที่ใช้ตามๆกันมาว่า งานแสดงมุทิตาจิต แด่...(ตามด้วยชื่อบุคคลหรือกลุ่มคนที่เกษียณอายุราชการ) รวมทั้งหนังสือเชิดชูเกียรติและสิ่งต่างๆ ที่อาจจะทำเป็นหมายเหตุและบันทึกเหตุการณ์ไว้ก็เช่นกัน ก็มักจะมีการระบุว่าจัดทำขึ้นเนื่องในงานแสดงมุทิตาจิตแด่.....

ผมเคยได้รับมอบหมายให้จัดงานในหน่วยงาน และเมื่อเห็นชื่องานอย่างนี้แล้ว ก็ขอเปลี่ยนชื่องานเกษียณจากใช้ชื่องานว่า 'งานแสดงมุทิตาจิต' เป็น 'งานแสดงกตเวทิตาจิตแด่ผู้เกษียณ... ' โดยเมื่อให้ข้อสังเกตและชี้แจงให้ทราบความหมายแล้วทุกคนก็เห็นด้วย งานอย่างนี้ หากทำแล้ว ก็ควรทำอย่างมีความหมายที่สุดจะดีกว่า เลยขอนำมาแบ่งปันไว้อีก เพื่อที่ผู้สนใจจะได้นำไปทำสิ่งที่มักต้องทำกันในสังคมอยู่แล้วให้มีความหมายสอดคล้องกับที่ต้องการกว่าเดิมยิ่งๆขึ้น 

ที่เชื่อว่าใช้ว่า 'งานแสดงกตเวทิตาจิต แด่..' จะเหมาะสมกว่า ก็ด้วยเหตุผล ๒-๓ ประการ ดังนี้ครับ ..

๑. คำว่า 'มุทิตาจิต' นั้น มีความหมายว่า ภาวะจิตใจอันน้อมไปสู่การมีความชื่นชมยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดีหรือมีความสำเร็จ ดังนั้น หากว่าไปตามความหมายแล้ว การแสดงความยินดีเมื่อผู้เกษียณ ครบวาระเกษียณ ต้องจากหน่วยงาน ต้องอำลาเพื่อนร่วมงาน อำลาผู้บังคับบัญชาและผู้ใต้บังคับบัญชา แล้วทุกคนในงานเลยมาแสดงความยินดีนั้น โดยความหมายแล้วก็จะเห็นว่าไม่น่าจะสอดคล้องกับความต้องการจัดงานเพื่อมอบเป็นเครื่องแสดงคารวะต่อผู้เกษียณเท่าไหร่นัก  

๒. คำว่า 'มุทิตา' นั้น เป็น ๑ ใน ๔ องค์ธรรมของพรหมวิหารธรรม อันประกอบด้วย เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ซึ่งพรหมวิหารธรรมนั้น ผู้ที่อาวุโสกว่าหรือมีชาติวุฒิและคุณวุฒิสูงกว่า น้อมนำมาแสดงต่อผู้ที่อ่อนอาวุโสน้อยกว่า จึงจะเหมาะสม แต่ถ้าหากผู้อ่อนอาวุโสหรือผู้ที่เสมอกัน นำไปแสดงต่อผู้ที่อาวุโสกว่า โดยความหมายและในบริบทสังคมวัฒนธรรมไทยแล้วก็นับว่าเป็นการทำไม่ถูกกาลเทศะ 

โดยทั่วไปนั้น ในวาระงานเกษียณ คนร่วมงานที่ยังไม่ถึงเกณฑ์เกษียณอายุราชการ ก็ย่อมจะอ่อนอาวุโสกว่าผู้เกษียณเป็นส่วนใหญ่เสียมากกว่า ดังนั้น การใช้คำว่า 'มุทิตาจิต' ซึ่งมีความหมายเชิงยกตนขึ้นไปใช้พรหมวิหารธรรม กับผู้อาวุโสกว่าในงานอย่างนี้ จึงไม่น่าจะเหมาะสม เพราะมีความนัยถึงการตีเสมอหรือยกตนขึ้นเหนือกว่า ทั้งที่ตนเองอยู่ในอาวุโสที่ต่ำกว่า หากจะใช้โดยไม่คำนึงถึงแง่นี้ ก็แสดงว่าเราจัดงานและใช้ชื่องานที่ดูหรูหราโดยไม่รู้ความหมายหรือจัดอย่างไม่ใส่ใจว่าจะมีความหมายอย่างไร ซึ่งก็จะทำให้การได้จัดงานเกษียณกันไม่สมแก่ประโยชน์ดังที่ควรจะได้

แต่ความหมายอันแท้จริงของงานเกษียณนั้น เป็นงานแสดงความขอบคุณ รำลึกถึงความดีงาม น้อมคารวะต่อผู้อาวุโสที่ครบวาระเกษียณในฐานะที่เป็นคนรุ่นมาก่อน ได้สร้างคุณูปการต่อหน่วยงานและต่อสังคม จึงถือว่าเป็นผู้มีคุณต่อหน่วยงาน ต่อหมู่คณะ และต่อสังคมประเทศชาติ นัยสำคัญของงานจึงเป็นการน้อมรำลึกถึงบุญคุณและคุณูปการของผู้เกษียณ มากกว่าเป็นการแสดงความยินดีที่เขาได้เกษียณและจะไม่ได้อยู่ในองค์กรเป็นเพื่อนร่วมงานกับผู้ที่ยังอยู่ต่อไปอีกแล้ว

การที่จะทำให้ผู้คนเข้าถึงความหมายของงานในแง่มุมที่ว่า การได้เกษียณและไม่ได้ทำงานด้วยกันอีกแล้ว เป็นการบังเกิดสิ่งดี จนต้องมาร่วมแสดงความยินด้วยกัน และจึงใช้ชื่องานว่า 'งานแสดงมุทิตาจิต' เหมือนอย่างที่พบเห็นโดยทั่วไปนั้น ก็สามารถเชื่อมโยงไปได้เหมือนกัน แต่ต้องอาศัยความมีวิธีคิดที่ลึกซึ้งหลายชั้นมาก แต่หากเราถอดความการใช้ชื่องานเกษียณว่าเป็นงานแสดงมุทิตาจิตอย่างตรงไปตรงมาตามคำที่ใช้ โดยไม่ได้คิดหลายชั้นแล้วละก็ ก็จะได้ความหมาย งานแสดงมุทิตาจิตในวาระเกษียณว่า เป็นงานที่มาช่วยกันแสดงความดีใจที่มีเพื่อนร่วมงาน ผู้บังคับบัญชา หรือผู้ใต้บังคับบัญชา ได้ครบวาระเกษียณและออกไปจากหน่วยงานสักที นั่นเอง  

 

ดังนั้น จึงไม่ควรใช้คำว่า 'งานแสดงมุทิตาจิต' เหมือนอย่างที่เห็นอยู่ทั่วไป (ในช่วงนี้ ในเฟซบุ๊ค Gotoknow และสื่อออนไลน์ต่างๆ ก็เริ่มปรากฏให้เห็นแล้ว) แต่ควรใช้คำว่า 'งานแสดงกตเวทิตาจิต แด่(ผู้เกษียณ)....' จึงจะเหมาะสมกว่าครับ.