ครูเฉลิมจิตต์ (ศิริสวัสดิ์) เภกะนันทน์ แห่งโรงเรียนสตรีประจำจังหวัดนครสวรรค์เมื่อ ๗๕ ปีก่อน คือแม่ผู้เป็นครูของลูกๆทั้ง ๘ คน ที่ พลตรี พงศ์ เภกะนันทน์ พ่อของพวกเราตั้งใจเลือกสรรผู้หญิงคนนี้ ให้มาเป็นแม่ศรีเรือนด้วยความรักและไว้วางใจตลอดชั่วชีวิต ตามคติโบราณแห่งการถือไม้เท้ายอดทอง กระบองยอดเพชร..

<h1 “=””></h1>

ด้วยความที่แม่เป็นลูกกำพร้าพ่อ (รองอำมาตย์โท ขุนอรรควันวิจารณ์ (ต่วน ศิริสวัสดิ์) รับราชการเป็นป่าไม้จังหวัดนครสวรรค์) ตั้งแต่อายุเพียง ๘ ปี และเป็นลูกสาวคนสุดท้องจากจำนวน ๖ คน ที่พี่ๆทยอยออกเรือนไปตามลำดับ แม่จึงเป็นลูกสาวติดบ้านที่ใกล้ชิดกับคุณยายของเรา (ปริก ศิริสวัสดิ์) ผู้ถ่ายทอดความเข้มแข็ง ขยันทำมาหากินในการดูแลเรือกสวน ที่อุดมด้วยผลไม้ตามฤดูกาล สำหรับค้าขาย และการแปรรูปเป็นขนมจำหน่ายตลอดทั้งปี ในขณะเดียวกับที่แม่มุ่งมั่นเรียนหนังสือจนจบหลักสูตรวิชาครู ได้รับประกาศนียบัตรประโยคมัธยม(ปม.) เพื่อประกอบอาชีพนี้ตลอดมาในช่วงก่อนแต่งงานกับพ่อ ซึ่งมียศทางทหารเป็นนายร้อยโท ในตอนปลายสงครามโลกครั้งที่สอง

<h1 “=””></h1>

วิธีสั่งสอนอบรมของแม่ ที่ฝังแน่นจดจำในจิตใจของลูกๆ คือ

... ทำให้ดู อยู่ให้เห็น ในวิถีพอพียง ดังนั้นทุกครั้งที่พวกเราตั้งใจจะทำสิ่งใดในชีวิต แบบอย่างดีๆที่แม่ปลูกฝังไว้อย่างเป็นรูปธรรมจะเป็นเสมือนแสงส่องนำทางเสมอ

...ไม่นิยมใช้ไม้เรียวเฆี่ยนตี หรือจู้จี้บ่นว่าให้ช้ำใจ แม่บอกว่าวิธีนั้นแม่เจ็บปวดกว่าลูก และไม่เชื่อว่า การลงโทษด้วยความรุนแรง จะทำให้ลูกหลาบจำ หากแต่เลือกกลยุทธ์แบบใช้น้ำเย็นเข้าลูบให้ตายใจ ค่อยๆสอดแทรกคำสอนศีลธรรมแบบเนียนๆ และหยิบยกนิทานเปรียบเทียบมาเล่าให้ฟังอย่างเพลิดเพลิน พวกเราจึงคล้อยตามอย่างสมัครใจ ..(ยกเว้นกรณีเผลอเล่นกันเอะอะเสียงดังจนน้องคนเล็กตกใจตื่น แม้เตือนแล้วยังไม่เงียบอีก แม่จะขอความช่วยเหลือจากพ่อ ให้ใช้วินัยทหารมาจัดการกับลิงทะโมนกลุ่มนี้ ไปกักบริเวณนอนเรียงกันหน้าโต๊ะทำงาน สร้างความอึดอัดคับที่ จนต้องหลับไปด้วยความเซ็งในอารมณ์มาก..ลูกๆเข็ดไปอีกนาน)

.. กล่าวถ้อยคำไพเราะให้กำลังใจ และหมั่นให้ศีลให้พร โดยหยิบยกความดีงามที่แม่ค้นพบได้ในตัวลูกๆแต่ละคน มาพูดยกย่องภายในครอบครัว และแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน วิธีนี้ของแม่ ทำให้พี่น้องมีความรักใคร่ เคารพซึ่งกันและกันตราบจนทุกวันนี้

... สร้างความสุขในครอบครัวด้วยการดึงทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมในทุกเรื่อง เป็นการวางรากฐานของระบอบประชาธิปไตย และความสามัคคีจากภายในบ้านของเราเอง.. หนึ่งเสียงจากทุกคน มีความเท่าเทียมกันตั้งแต่พ่อบ้าน แม่บ้านลงมาจนถึงลูกชายคนสุดท้อง

... สอนให้เจริญจิตด้วยความเมตตา ไม่เอารัดเอาเปรียบเพื่อนมนุษย์ แต่เชื่อผลของความสุขที่เกิดจากการให้ตามกำลังความสามารถของตน

... ไม่ลืมตัว กลัวตาย ให้เตรียมพร้อมไว้ทุกขณะจิตด้วยสติแห่งความไม่ประมาท ในครอบครัวเราจึงมักพูดถึงความตายกันแบบทีเล่นทีจริงจนเป็นเรื่องธรรมดา

ในที่สุด แม่ได้ละสังขารด้วยความสงบเมื่อกว่าสิบปีมาแล้ว ในวัย ๘๒ (ก่อนพ่อแปดปี)ตามวาระของความเสื่อมแห่งสภาพบนเตียงนอนภายในบ้านท่ามกลางการเฝ้าปรนนิบัติของลูกๆพร้อมหน้า ที่ได้เห็นวิธีตายแบบของแม่ที่เป็นครูให้พวกเราประจักษ์ว่า ความตายคือ ความยินดีในการละวางภาระทางกายทั้งปวง ที่แบกไว้ตลอดช่วงหนึ่งจนถึงที่สุดแห่งความเป็นมนุษย์ ด้วยจิตที่ฝึกมาดีแห่งสติ ย่อมเป็นอานิสงส์สู่สุคติในภพหน้าต่อไป

<h1 “=””></h1>