บันทึกต่อจาก การนิเทศงานในช่วงเช้าที่ รพ.สต.รังกาใหญ่  สำหรับช่วงบ่ายนั้นเราก็ได้  มานิเทศ  รพ.สต. หนองจิก  ซึ่งอยู่ห่างจากที่แรกประมาณ 15 กม. เป็น รพ.สต.ขนาดใหญ่  ช่วงบ่ายผู้รับบริการบางตาลงแล้ว  เจ้าหน้าที่อยู่พร้อมหน้า  

หัวหน้า รพ.สต.คือพี่อิ๋ว (กระโปรงดำข้างแพทย์อธิคม)   มีพี่นาง  สังวาลย์  (กระโปรงลายดอกไม้ขาวดำ) เป็นหัวหน้าทีมในการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรัง   อีก 2 ท่านคือน้อง รัตน์ และน้องตา  ( ยืถัดจากพี่อิ๋ว ตามลำดับ )  เป็นกำลังแข็งขันในการดูแลผู้ป่วย  ที่นี้แทบจะไม่มีจุดบกพร่อง  ในการให้บริการบน รพ.สต.เลย  ด้วยความพร้อมของบุคลากร  ที่ทุ่มเททั้งกำลังกายใจจึงน่าจะเป็น รพ.สต.ต้นแบบได้อย่างสบาย  

       เริ่มต้นการนิเทศนั้น  พี่นางได้นำประวัติผู้ป่วยที่เป็นปัญหาว่า  การให้ยานั้นถูกต้องเหมาะสมหรือยัง  มาให้แพทย์อธิคมทวนสอบ  ซึ่งจุดนี้ถือว่า เป็นสิ่งที่ดี ที่ จนท.รู้สังเกต ความผิดปกติของคำสั่งการรักษาของแพทย์  ให้สอดคล้องกับผลการตรวจเลือด  การตรวจร่างกาย  เพื่อพัฒนาคุณภาพการดูแลผู้ป่วยที่ดีขึ้น  

    จากนั้นเราก็ได้ไปเยี่ยมบ้านผู้ป่วยที่ขาดนัดบ่อย  รายแรกนี่เป็นผู้ป่วยโรคเบาหวาน  คุมไม่ได้  Hba1c =12.6%  ซึ่งถือว่าสูงมากการควบคุมได้มีเลย  รายนี้โหดมาก  แกไปอยู่ที่ทุ่งนา  ในตอนแรกนี่แวะไปที่บ้านแล้วญาติบอกอยู่ทุ่งนาตลอด  แพทย์อธิคมจึงบอกว่าตามไปทุ่งนาเลย ( ว๊าย...ชลัญคิดในใจ แกไม่สงสาร pks เลยนะ อธิคม )  

ทางเข้า รถเข้าไปไม่ถึง  คิดดูสภาพชลัญ  เฮ้ย 

สอบถามได้ความว่า  ทำงานเพลินลืมกินยาบ่อยๆ  แพทย์ อธิคม จึงเน้นให้กินยาให้ครบ  ให้กำหนดตัวเองให้ได้ ว่าจะกลับไปติดตมอาการเมื่อไร  ผู้ป่วยบอกขอเวลา 2 สัปดาห์เพื่อ  จัดการธุระให่เสร็จ  แล้วจะกลับไปติดตามอาการ ตอนนี้ยายังไม่หมด  เมื่อตกลงตามนี้แพทย์ก็มอบหมายให้ พี่นางและน้องตาติดตามต่อ  

      รายที่ 2 นี่  อยู่ในหมู่บ้าน  แต่สภาพ โหย เนานหนอนมาก  นอนเป็นผัก ตั้งแต่  อายุ 28 ปี  สาเหตุน่าจะเกิดจาก  arrhythmia แล้วทำให้สมองขาดออกซิเจน  (คล้ายๆกับโรคไหลตาย)  ไปดูแล้น่าสงสารมาก  

มีแผลกดทับแย่มาก  แพทย์อธิคมก็ได้ไปให้คำแนะนำในการดูแล และฝากให้  จนท.รพ.สต. ติดตามในเรื่องใบรับรองแพทย์ เพื่อออกบัตรผู้พิการ  แพทย์จะออกไว้ให้ในวันจันทร์  ชลัญรับหน้าที่ในการประสานงานเพื่ออำนวยความสะดวกในการรับใบรับรองแพทย์  

      แต่ที่น่าสงสารสุดคือ  ผู้ป่วยมีลูกอีก 1 คน  ภรรยานั้นอายุ 25 ปี  หน้าตาน่ารัก  ดีมาก เลยอยู่ดูแลสามีตลอด  แต่ที่สำคัญคือ  น้องไม่มีอาชีพอะไรเลย  ยายแม่ของผู้ป่วยเองก็เป็นเบาหวานและความดันโลหิตสูง  รายได้ก็ได้จากการรับจ้างเล็กๆน้อยๆ  และ เงินผู้สูงอายุเดือนละ 500 บาท  เท่านั้น กับ 4 ชีวิต ถือว่าเป็นรายได้ที่กระท่อนกระแท่นพอสมควร  โดยเฉพาะเด็กวัย 5 ขวบนั้น บางวันไม่มีค่าขนมไปโรงเรียน  

     แพทย์อธิคมจึงมาคุยกับชลัญว่าเราจะช่วยเขาอย่างไร  ชลัญเสนอว่าคงจะต้องส่งเสริมอาชีพที่อยู่บ้านกับสามีแล้วทำไปดูแลสามีไปได้  นี่ก็เป็นโจทย์ที่ชลัญ ต้องเอากลับมาคิดต่อว่าจะสอนเขาทำอะไรดี  จะว่าไปตอนนี้ก็คิดออกแล้วแหล่ะ  อีกสัก 1 สัปดาห์น่าจะต้องกลับไปสอน ส่วนเงินทุนนั้นแพทย์อธิคมบอกเดี๋ยวมาบอกจะพยายาม  ขอบริจาคให้ แต่เราเน้าไม่ให้เป็นเงิน  คือต้องทำงานเพื่อให้ได้เงิน  ซึ่งข้อนี้ชลัญเห็นด้วย  

       สำหรับการคิดเรื่องเตียงที่่ช่วยลดแผลกดทับนั้นชลัญเกิดแรงฮึดขึ้นมาอีกรอบ  ดีใจที่ รศ.ดร.ทวิช  จิตรสมบูรณ์ (คนถางทาง) เข้ามาช่วยเสร็จแล้วคงช่วยชาวบ้านได้มาก 

     กลับมา รพ.วันนี้เหนื่อยสุด  แต่ก็ดีใจที่ชาวบ้านเขาดีใจที่เราไป  เหนื่อยกายแต่ใจชื้นก็ o.K

         กลับมามีเรื่องที่ทำให้จิตตก อีกแล้วเฮ้ย  คน  .... นี่หลากหลายอารมณ์จริง  งานนี้หนักไม่น้อย  ขอนั่งร้องไห้ทำใจคนเดียวสักพัก  โดยฝังตัวเองอยู่ที่ทำงาน ให้คุณป๊ากลับไปก่อน เพราะไม่อยากให้ใครเห็นความอ่อนแอในใจเรา  กว่าจะปรับความรู้สึกได้  ก็ปาไป 3 ทุ่ม  ถึงกลับบ้าน  

     แต่วันนี้จิตใจก็เริ่มเข้มแข็งขึ้นแล้ว  คงต้องปล่อยให้เป็นไปตามกรรม  "กรรมลิขิต" ชาติที่แล้วชลัญคงทำกรรมไว้มากชาตินี้จึงต้องชดใช้แบบไม่ได้หยุดหย่อน  มันคงไม่มีอะไรที่เลวร้ายไปกว่านี้หรอก  นี่แหล่ะชีวิต พักนี้จึงไม่ค่อยได้ไปเม้นท์กวนใจใครเท่าไร  ขอใช้เวลาอยู่กับตัวเองก่อนล่ะกัน  

 

 

ชลัญธร  ตรียมณีรัตน์