โชคดีของผมอย่างหนึ่งคือผมได้ทำงานที่ผมชอบ และความชอบของผมคือการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เป็นความชอบที่เริ่มต้นมาจากงานอดิเรกที่ไม่ตรงกับสายงานที่ตัวเองเรียนในสมัยปริญญาตรี (บัญชี) แต่ก็หาหนทางเปลี่ยนแปลงชีวิตไปเรื่อยๆ จนปัจจุบันความชอบนี้กลายเป็นสายงานหลักและสิ่งที่ตัวเองเรียนในปริญญาตรีกลายเป็นสิ่งที่ไม่ได้ทำเสียแล้ว

ผมยังได้ไปเรียนต่อในสิ่งที่ชอบนี้ ซึ่งถ้านับเวลาเรียนปริญญาโทและเอก (Computer Science และ Information Science) รวมกันแล้วมากกว่าสิ่งที่ผมเรียนในสมัยปริญญาตรีเสียอีก แถมผมยังไม่เคยทำงานในด้านที่ผมจบปริญญาตรีด้วย เรียกได้ว่าเนื้อหาที่เรียนในสมัยปริญญาตรีนี่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับชีวิตมากมายเท่าไหร่เลย ได้ใช้เวลาอ่านงบการเงินเวลาซื้อหุ้นหรือกองทุนรวมเท่านั้นเอง

แต่การได้ทำงานในสิ่งที่ตัวเองชอบนั้นมีปัญหาอย่างหนึ่ง คือเราจะไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เราทำงานหรือเมื่อไหร่เราเล่น

อย่างวันนี้วันหยุด เจ้าต้นไม้กับแม่เขาไปซื้อของที่ห้าง ผมก็นั่งเขียนโปรแกรมไปเรื่อยๆ พร้อมจิบชาเขียวที่เขาชงไว้ให้ไปพลาง

การทำอย่างนี้มีโอกาสถูกถามได้สองอย่าง

หนึ่งผมเลือกที่จะทำงานมากกว่าไปห้าง (เพราะบ้างาน) หรือสองผมต้องทำงานจนไม่ได้มีโอกาสไปห้าง (เพราะงานหนัก)

แต่ผมไม่คิดว่าทั้งสองคำถาม (และคำตอบ) จะถูกต้อง

ผมไม่ชอบไปห้าง เพราะผมไม่ชอบไปที่คนเยอะๆ มาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว ก็คงไม่แปลกสำหรับลูกชายคนเดียวที่โตมาในบ้านหลังเดี่ยวกลางทุ่งนาสุดลูกหูลูกตาที่ด้านหน้าเป็นภูเขารกครื้ม

และด้วยข้อตกลงกับทางคณะทำให้ผมได้อยู่บ้านเกือบตลอดเวลา ดังนั้นถ้าออกจากบ้านก็คือไปปั่นจักรยานหรือพาเจ้าต้นไม้ไปเที่ยวภูเขาหรือทะเลเท่านั้นเอง

แล้วถ้าอยู่หน้าเครื่องคอมพิวเตอร์ผมก็จะ "ทำงาน" หรือ "เล่น"

แต่ปัญหาที่น่าคิดคือการทำงานและการเล่นของผมเป็นสิ่งเดียวกัน

ผมไม่ทราบว่าคนอื่นที่ทำงานเขียนโปรแกรมเขาจะพักผ่อนหรือมีงานอดิเรกที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์อย่างไร ผมเดาว่าบางคนเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์ บางคนก็คงดูเว็บไซต์ต่างๆ

แต่ผมก็ยังนั่งเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์

เพราะการเขียนโปรแกรมที่จริงแล้วเป็นเกมส์ประเภทหนึ่ง เป็นเกมส์กลยุทธ์ที่ใช้ตรรกะในการเล่น และเราจะชนะก็ตอนที่เราแก้โจทย์ได้ ยิ่งโจทย์ยิ่งยากก็ยิ่งสนุก ที่จริงแล้วเป็นเกมส์ที่ "ติด" ได้แรงทีเดียว

คราวนี้ผมจะแยกอย่างไรว่าผมกำลังเล่นหรือผมกำลังทำงาน

ที่จริงผมคิดคำตอบได้อยู่นานแล้ว แต่ก็ใช่ว่าคำตอบเหล่านี้ถูกต้องที่สุด

คำตอบก็คือเราจะเล่นก็ต่อเมื่อเราอยู่ในเงื่อนไขเช่นนี้ ได้แก่ อย่างแรกคือเราเลือกโจทย์ที่จะแก้เองได้ อย่างที่สองคือไม่มีกำหนดเวลาส่ง

แต่สองเงื่อนไขนี้ก็มีข้อน่าคิดอยู่มากทีเดียว อย่างโจทย์ที่ผมเลือกที่จะทำตอนนี้คือ ClassStart ซึ่งผมเลือกเองเพราะอยากทำ และการเขียนโปรแกรมแล้วมีคนใช้โปรแกรมที่เราเขียนนี่ก็มีความสุข เหมือนกับคนแต่งเพลงแล้วมีคนฟัง หรือคนทำภาพยนต์แล้วมีคนดู

ปัญหาเมื่อก็คือ ไม่ว่าอย่างไรก็ตามสิ่งที่เราเลือกทำจะกลับกลายเป็นสิ่งที่มีคนใช้ ในที่สุดแล้วเราจะแยกได้อย่างไรว่านั่นไม่ใช่งาน ก็คงเหมือนนักเขียนนิยายที่มีคนรออ่านภาคต่อไป หรือคนทำงานศิลปะต่างๆ ที่เริ่มต้นด้วยใจรักแล้วกลับกลายเป็นงานเลี้ยงชีวิตเมื่อมีคนบริโภคงานศิลป์เหล่านั้นขึ้นมา

ยิ่งในกรณีเขียนโปรแกรมนี้จะเหมือนการทำภาพยนต์ เพราะโปรแกรมที่ใหญ่ขึ้นก็จะทำคนเดียวคงไม่ได้ แต่ต้องมีทีมงานที่จะช่วยเหลือในด้านต่างๆ มันก็จะห่างกับภาพของงานอดิเรกที่ทำอยู่คนเดียวเงียบๆ ไปอีกมากทีเดียว

แล้วตกลงมันคืองานอดิเรกหรืองานจริงๆ แล้วการใช้เวลาในวันหยุดมานั่งทำสิ่งนี้มันคือการทำงานหรือการพักผ่อน

คำถามเหล่านี้อาจจะไม่มีคำตอบที่ถูกที่สุด แต่ผมนึกง่ายๆ ว่าถ้าเรามีความสุขอย่างแท้จริงในการใช้เวลาของเราในการทำสิ่งนั้นเรื่องอื่นก็ไม่ต้องคิดให้มากมาย เอาเวลาไปมีความสุขในการทำจะดีกว่า

เน้นว่า "มีความสุขอย่างแท้จริง" นะครับ ความสุขนี่มี "อย่างแท้จริง" กับ "อย่างที่คิดว่ามี" ด้วยครับ แต่ถ้าจะพูดเรื่องประเภทของความสุขก็คงเป็นเรื่องต่อไปที่ไม่เกี่ยวกับบันทึกนี้ ผมค่อยเขียน ตอนนี้ผมไปเขียนโปรแกรมต่อดีกว่า