ภาพที่ ๑ สามารถเล่นให้สนุกและบูรณาการเรียนรู้ได้อยู่ตลอดเวลา  การเตรียมความพร้อมโดยการแบ่งกลุ่มและพากันสวดมนต์ไหว้พระก่อนแยกย้ายไปเรียนรู้ตามฐานต่างๆอีก ๕ ฐานซึ่งจัดฐานการเรียนรู้โดยนิสิตอาสาสมัครจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน และกลุ่มครูพี่เลี้ยงจากในพื้นที่ ดร.ขจิต ฝอยทอง ใช้กิจกรรมแบ่งกลุ่มที่กระตุ้นผู้เรียนให้เกิดการเรียนรู้รอบด้านแบบ Active Learner ได้แข่งกันนับเลข เล่น Action Song เพื่อเรียนทักษะภาษาอังกฤษทั้งคำศัพท์ การฟัง การพูด ได้พัฒนาความกล้าคิดกล้าแสดงออก

ภาพที่ ๒ พระครูสุวรรณประชานุกูล (พระมหากมลศิลป์) รองเจ้าคณะอำเภอ และเจ้าอาวาสวัดเขากำแพง ได้กล่าวเปิดโครงการกิจกรรมและแสดงธรรมกถา ให้แนวคิด เสริมกำลังใจ และย้ำให้สังคมตื่นตัวต่อการพัฒนาการศึกษาเรียนรู้ของเด็กเพื่อสร้างสุขภาวะสังคมในอนาคต

ความเป็นมาบนความเป็นเครือข่ายคนทำงานเพื่อสังคมและการศึกษา

ผมได้รับการติดต่อจากท่านอาจารย์ ดร.ขจิต ฝอยทอง ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสนอยู่เสมอในหลายโอกาส ทั้งทางเครือข่ายสื่อสารและแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างคนทำงานด้วยกันผ่านบล๊อก การบอกกล่าวและรักษาการติดต่อกันไว้ทางโทรศัพท์ แวะไปเยือนและนั่งกินข้าวด้วยกัน  รวมไปจนถึงการบอกกล่าวกิจกรรมที่กำลังทำเพื่อจะได้แวะไปดูและเป็นกำลังใจให้กัน ครั้งนี้ก็เช่นกัน ท่านก็บอกกล่าวและทาบทามผมว่า อยากขอแรงผมไปช่วยจัดฐานการเรียนรู้ให้กับคุณครู นิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และกลุ่มนักเรียน โรงเรียนประถมศึกษาในเขตพื้นที่การศึกษาอำเภออู่ทองและอำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นทั้งถิ่นฐานบ้านเกิดและเป็นเครือข่ายพี่ๆน้องของอาจารย์ ดร.ขจิตอีกด้วย  

กิจกรรมที่ชวนผมไปช่วย เป็นกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ การพัฒนาการสอนและการจัดการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนมีความสุข ระหว่างวันที่ ๑๒-๑๓ สิงหาคม  พุทธศักราช ๒๕๕๔ ณ ศาลาวัดสระยายโสม และโรงเรียนวัดสระยายโสม อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี  จัดว่าเป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นในพื้นที่ซึ่งอาจารย์มีทุนทางสังคม อีกทั้งกลุ่มคนที่เข้ามาร่วมเวทีด้วยกันนี้  ส่วนใหญ่ก็มาร่วมด้วยน้ำใจผูกพันต่อสังคมส่วนรวมของตนเอง มากกว่าเข้ามาร่วมเพียงเป็นสิ่งที่จะต้องทำอย่างเลี่ยงไม่ได้

กลุ่มครูที่เข้ามาร่วมกิจกรรมเวที ประกอบด้วยเครือข่ายผู้ที่เห็นความสำคัญด้วยตนเองต่อการพัฒนาการศึกษาของเด็ก โรงเรียน และชุมชน ประกอบด้วยกลุ่มครูซึ่งส่วนใหญ่ขอสมัครมาด้วยความสนใจของตนเอง ๑๓๐ คน บางส่วนเป็นผู้บริหารและครูของโรงเรียนเอกชน  นักเรียนระดับประถมศึกษา ๒๐๐ คน  ผู้บริหารสถานศึกษา  ศึกษานิเทศน์ ผู้อำนวยการสำนักงานประถมศึกษา รวมทั้งอีกกลุ่มหนึ่งที่สำคัญมากคือ กลุ่มนิสิตจากคณะศึกษาพัฒนศาสตร์ สาขาภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน ซึ่งขออาสามาทำงาน พัฒนาประสบการณ์วิชาการ สาธิตการจัดการเรียนการสอนในแนวทางใหม่ๆที่สนุกและมีความสุขทั้งเด็กและครู และพัฒนาความเป็นผู้นำในวิชาชีพ เป็นกลุ่มเล็กๆ ๗-๘ คน งานนี้ได้รับการสนับสนุนด้านสถานที่และการมีส่วนร่วมในทุกกิจกรรมของโรงเรียนวัดสระยายโสม

พัฒนาเครือข่ายครูเพื่อศิษย์ : สร้างปัจจัยทุนมนุษย์เพื่อสุขภาวะสาธารณะพอเพียง

เวทีระดับเครือข่ายเชิงพื้นที่ครั้งนี้ เป็นรูปแบบการเดินทำงานด้วยกันในแนวราบอีกวิธีหนึ่งของเครือข่ายคนทำงานในภาคการศึกษา จุดหมายจำเพาะนั้นก็อยู่ที่การพัฒนาเครือข่ายครูเพื่อเป็นผู้นำในการปฏิรูปการศึกษาและปฏิรูปสังคม ระดมสังคมทั้งมวลเพื่อการศึกษา และมุ่งจัดการศึกษาเพื่อคนทั้งมวล เน้นให้ตัวบ่งชี้ความสำเร็จในทุกด้าน เกิดขึ้นอย่างเป็นองค์รวมที่ตัวเด็ก ซึ่งในหลายแห่งก็มีวิธีดำเนินการที่อาจแตกต่างกันบ้างในรายละเอียด และในส่วนของอาจารย์ดร.ขจิต ฝอยทองกับเครือข่ายชุมชนเชิงพื้นที่ของสุพรรณบุรีในครั้งนี้ มุ่งดำเนินการตามแนวคิดของเครือข่ายครูเพื่อศิษย์ของแผนงานพัฒนาเครือข่ายครูเพื่อศิษย์โดยมูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ ซึ่งเน้นการพัฒนาต่อยอดขึ้นจากเครือข่ายครูที่สอนเก่ง ให้มีโอกาสเพิ่มพูนศักยภาพและได้ถ่ายทอดความรู้ความสามารถของตนเองไปสู่ผู้อื่น พร้อมทั้งเสริมกำลังความเข้มแข็งให้ได้มีโอกาสทำงานเพื่อสร้างเด็กด้วยความเก่งของตนเองได้มากยิ่งๆขึ้น

ในเวทีนี้ อาจารย์ ดร.ขจิต ฝอยทอง ได้รับคำแนะนำจากหลวงพ่อวัดกำแพง ในการนำเอาประเด็นการสอนและการจัดการเรียนรู้อย่างมีความสุข มาเป็นวาระการจัดกระบวนการเวที ท่านอาจารย์ ดร.ขจิต ฝอยทองและเครือข่ายจะใช้การเรียนรู้ภาษาอังกฤษเป็นแกน  แต่เวทีนี้เป็นเวทีที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรก ยังไม่รู้ว่าจะสามารถบูรณาการกิจกรรมการเรียนการสอนต่างๆ เพื่อทำให้ผู้เรียนมีความสุข รักและได้ความสนุกกับการเรียนภาษาอังกฤษ พร้อมทั้งสามารถได้ประสบการณ์อย่างรอบด้านแบบไหน

การออกแบบกระบวนการ

อาจารย์ ดร.ขจิต ได้ให้ข้อมูล บอกเล่าแนวคิด และกรุณายกร่างกำหนดการเวทีแบบกว้างๆ เปิดโอกาสให้ผมสามารถออกแบบกระบวนการต่างๆให้ยืดหยุ่นไปตามความเหมาะสมได้ แต่เราก็ไม่เคยร่วมเวทีด้วยกันในแนวนี้โดยตรงเลย ยิ่งไปกว่านั้น ผมเคยสอนแต่นักวิชาการและนักพัฒนาสาธารณสุข นักพัฒนาสังคมและงานพัฒนาคุณภาพชีวิตประชากร ครู เครือข่ายผู้ปกครอง กับเจ้าของและผู้บริหารสถานศึกษา ซึ่งโดยมากก็เป็นผู้ใหญ่ทั้งกลุ่มปริญญาโท-เอก กลุ่มบุคลากรประจำการ และกลุ่มกำกับนโยบายขององค์กรต่างๆทั้งสิ้น พอจะเคยได้สอนเด็กๆบ้างก็ในกระบวนการทำวิจัย ได้มีโอกาสจัดกิจกรรมกับเด็กๆเหมือนกัน แต่เป็นกิจกรรมในวิถีชุมชน หรือเป็นการเรียนรู้ที่กลมกลืนอยู่ในวิถีชีวิต ไม่เคยสอนเด็กๆลูกหลานตัวน้อยๆของเราอย่างมืออาชีพแบบที่คุณครูทุกคนมีอยู่เลย

ดังนั้น การสอนของผมกับอาจารย์ณัฐพัชร์ หากใช้วิธีถ่ายทอดความรู้อย่างเดียว ฤาจะดีเท่ากับการที่ผู้เข้าร่วมเวทีจะได้สร้างความรู้และได้ตัวปัญญาเป็นของตนเอง ด้วยการเรียนรู้จากประสบการณ์ของตนเอง และได้วิเคราะห์ประสบการณ์ในสิ่งเดียวกันแต่ข้ามบริบทอันหลากหลายกับคนอื่น เงื่อนไขนี้ ผมนำมาเป็นฐานในการออกแบบกระบวนการ เพื่อทำเวทีให้เป็นวัฒนธรรมการเรียนรู้ของคนทำงาน และมุ่งเติมเต็มให้กันในด้านที่จะช่วยกันได้  

ผมอาจะมีเทคนิคและวิธีการหลายอย่างที่จะสามารถเป็นเครื่องมือขยายพลังการเรียนการสอนของครู ผู้บริหาร พัฒนาความสามารถการเรียนรู้ให้กับเด็กๆ โดยเฉพาะเรื่องสื่อ เทคโนโลยีการศึกษาเพื่อจัดการความรู้แบบบูรณาการชุมชน ศิลปะเพื่อบูรณาการการเรียนรู้และพัฒนาการคิด การออกแบบและจัดกระบวนการเรียนรู้อย่างมีส่วนร่วม การเรียนรู้ด้วยกิจกรรมและเกมส์ อีกทั้งได้ชวนอาจารย์ณัฐพัชร์ ทองคำ จากสถาบันพัฒนสุขภาพอาเซียน มหาวิทยาลัยมหิดล ไปด้วย ซึ่งท่านเป็นมือหนึ่งคนหนึ่งของการบูรณาการกิจกรรมและเกมส์ เพื่อทำการเรียนรู้ให้มีความสุขทั้งครูและผู้เรียน แต่ดูระยะเวลาเพียง ๒ วัน ขนาดกลุ่มที่ใหญ่พอสมควร และความเป็นกลุ่มเพิ่งเริ่มต้นจัดกิจกรรมด้วยกัน ของเวทีครั้งนี้แล้ว ก็คิดว่าคงจะไม่เหมาะสำหรับการเรียนรู้เชิงทักษะและเทคนิคปฏิบัติซึ่งต้องใช้เวลามาก

เมื่อคะเนดูแล้ว เวทีแรกอย่างนี้ อาจจะทำกิจกรรมเพื่อให้มีบทบาทสำคัญ ๒ อย่างสำหรับเครือข่ายครูเพื่อศิษย์ คือ ทำหน้าที่เป็นสื่อกิจกรรมเชื่อมโยงเครือข่ายครูเพื่อศิษย์ในพื้นที่การศึกษาอำเภออู่ทองและอำเภอสองพี่น้อง กับเป็นเวทีเรียนรู้เพื่อได้เห็นศักยภาพและต้นทุนประสบการณ์ของเครือข่ายเพื่อพัฒนาตนเองได้อย่างเหมาะสมในอนาคต โดยใช้กิจกรรมพัฒนาการสอนและการจัดการเรียนรู้เพื่อผู้เรียนมีความสุขนั่นเอง ให้เป็นกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาเครือข่ายไปในตัว

ผมกับอาจารย์ณัฐพัชร์เตรียมหลายอย่างไปด้วย แต่เมื่อไปถึงแล้ว ก็มีความจำเป็นที่จะต้องออกแบบและจัดกระบวนการกันใหม่ ซึ่งก็ไม่ยุ่งยากและไม่ติดขัดแต่อย่างใด เพราะผมคาดเดาได้พอสมควรแล้วว่าอาจจะต้องปรับกระบวนการต่างๆไปตามสภาพความเป็นจริงของกลุ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มครูที่มาร่วมเวทีนั้น เป็นจำนวนถึง ๑๓๐-๑๕๐ คน หากจะแบ่งเป็นกลุ่มย่อยๆเพื่อประจำตามฐานการเรียนรู้ต่างๆ ซึ่งมีอยู่ ๕ ฐานและเตรียมไว้ตามห้องเรียนต่างๆของโรงเรียนวัดสระยายโสมแล้ว ก็คงจะทำให้ดำเนินการกันลำบาก ผมกับอาจารย์ขจิต จึงแยกจัดกิจกรรมให้กลุ่มครูบนศาลาวัด แต่ออกแบบกระบวนการทั้งหมดให้เชื่อมโยงกับฐานปฏิบัติการเรียนรู้ และสาธิตการเรียนการสอนในแนวทางใหม่ๆโดยกลุ่มนิสิตและเครือข่ายครูพี่เลี้ยง ดังภาพ

ภาพที่ ๓ การออกแบบระเบียบวิธีและจัดกิจกรรมการเรียนรู้บูรณาการหลายมิติ

สาธิตการจัดการเรียนการสอน
และฐานสำหรับร่วมกันเรียนรู้ทั้งนักเรียนและครูผู้สอน

ในวันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๕๔ ได้ออกแบบกระบวนการจาก ๐๙.๐๐-๑๗.๐๐ น. เพื่อให้ฐานสาธิตการสอนและการเรียนรู้ภาษาอังกฤษเป็นแกนกลางของกระบวนการทั้งหมด ขณะเดียวกัน เครือข่ายครูในพื้นที่ก็ได้เรียนรู้อย่างบูรณาการ โดยนำประสบการณ์ตนเองของเครือข่ายในพื้นที่มาทบทวนเรียนรู้ เตรียมตนเองเพื่อเรียนรู้จากทีมวิทยากรแบบสหวิทยาการ จากนั้น ก็เรียนรู้การสาธิตการสอนจากฐานการเรียนรู้ของกลุ่มนิสิตและเครือข่ายครูพี่เลี้ยง เห็นตัวอย่างของการสอนและการเรียนรู้เพื่อผู้เรียนมีความสุข และนำประสบการณ์มาวิเคราะห์ เรียนรู้เพื่อมุ่งสู่การพัฒนาครูเพื่อศิษย์

ครึ่งเช้า เป็นกระบวนการเรียนรู้จุดหมายให้ลึกซึ้งและเตรียมตนเองเพื่อให้สามารถเรียนรู้อย่างบูรณาการ ผ่านการสร้างประสบการณ์จากแหล่งการเรียนรู้ต่างๆ เป็นกลุ่ม ผมให้เวทีเริ่มเดินเข้าสู่ด้านในตนเองเพื่อรู้จักความสุขและลมหายใจแห่งสติซึ่งเป็นพื้นฐานชีวิตของมนุษย์ทุกคนก่อน โดยเริ่มจาก Action Song หรือเพลงประกอบท่าทางเพื่อการเจริญสติแบบเคลื่อนไหวของเสฐียรธรรมสถาน 

ระหว่างนำผู้ร่วมเวทียืนทำสมาธิเคลื่อนไหวไปกับเพลง ก็ให้รู้จังหวะและวิธีน้อมใจไปสัมผัสกับอารมณ์และสำนึกแห่งการเผื่อแผ่แบ่งปันชีวิตกับผู้อื่น ผ่านการกำหนดรู้ลมหายใจแห่งสติ ให้รู้จักวิธีเรียนรู้ไปกับลมหายใจเพื่อคลายตัวตนและตัวกูของกู เพื่อบ่มสร้างจิตสำนึกการอยู่ร่วมกันกับผู้อื่นอย่างไม่จำกัด และไม่เจาะจงต่อสรรพชีวิตอันเป็นเพื่อนร่วมทุกข์สุขต่อกัน

จากนั้น ได้เชิญนั่งล้อมวงและสาธิตการเจริญสติแบบเคลื่อนไหวแนวหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ แห่งวัดป่าสุคโต จังหวัดชัยภูมิ ให้ผู้ร่วมเวทีได้อยู่กับตนเอง สังเกตอาการเพื่อมีประสบการณ์ตรงแก่ตนเองต่อความสุขและจิตใจอันเกษม ลึกซึ้ง สงบ และศานติ เมื่อสัมผัสได้ก็ให้หมายรู้อารมณ์ดังกล่าวของตนเองเพื่อกลับมาอยู่บนฐานจิตใจนี้ ทุกครั้งที่รู้สึกตัว ต่อไป

การเข้าถึงประสบการณ์ต่อความสุขและการหลุดพ้นภาวะแห่งทุกข์ตามเหตุปัจจัยต่างๆที่สามารถพัฒนาตนเองให้ยั่งยืนมากยิ่งๆขึ้นเป็นลำดับนี้ จะทำให้ครูได้บทเรียนเพื่อสื่อสะท้อนคุณค่าและความหมายแห่งความสุขออกจากใจไปสู่การสอนและการจัดการเรียน ได้ดีกว่าการใช้เหตุผลคิดเอาจากความรู้ความจำที่ผู้อื่นถ่ายทอดมาให้ การเรียนรู้ต่างๆในภายนอกในลำดับต่อจากนี้ จึงล้วนจะเป็นเทคนิคและกิจกรรมเพื่อช่วยขยายขีดความสามารถของคุณครูทั้งสิ้น

การเรียนรู้ความเชื่อมโยงและการเสริมเนื้อหาเชิงทฤษฎีแบบบูรณาการ

ผมได้ให้แนวคิด และขยายกรอบความรู้ความเข้าใจ เพื่อเห็นเหตุผลและความกว้างขวางของประเด็นความเชื่อมโยงต่างๆภายใต้การสอนและการจัดการเรียนรู้อย่างมีความสุข อธิบายให้เห็นถึงสภาพปัญหาและแรงกดดันมากมายของสังคมอันเกิดจากการเรียนรู้และการพัฒนาทางด้านต่างๆอย่างแยกส่วนของสังคมไทยและสังคมโลก  แยกจิตใจออกจากวัตถุ แยกประโยชน์ของมนุษย์ออกจากความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติ แยกการเรียนรู้เพื่อสร้างคนเก่งออกจากการสร้างสุขภาวะสังคมและสร้างคนเพื่ออยู่ร่วมกันอย่างเอื้ออาทรต่อกัน แยกเด็กออกจากครอบครัวและชุมชน ทางด้านการจัดการศึกษา ก็แยกความรู้และความจริงจากชีวิตของผู้คน ภูมิปัญญาของตนเอง ออกจากความรู้และความจริงที่คนอื่นสร้าง กระทั่งทำให้ด้อยกว่าความรู้และวิทยาการของต่างประเทศ เน้นรูปแบบที่ทำให้เกิดการแยกส่วนการศึกษาออกจากการสร้างความเป็นจริงให้กับสังคม

ทั้งนี้ ก็เพื่อให้เกิดความตระหนักว่าการจัดการเรียนการสอนให้ผู้เรียนมีความสุขนั้น มิใช่อยู่ที่กิจกรรมเพื่อให้เกิดความสนุกและมุ่งสร้างความสุขอย่างไม่มีความหมาย แต่เป็นกระบวนการเรียนรู้ในกระบวนทัศน์ที่ต่างออกไปจากกระแสหลักที่เป็นอยู่ของสังคม เพื่อสร้างพลเมืองรุ่นอนาคตให้ออกไปเป็นพลเมืองของชุมชนและของสังคม  ร่วมกันนำการเปลี่ยนแปลงของสังคมสู่แนวทางการพัฒนาใหม่ๆที่ดีกว่าเดิม วิธีคิดดังกล่าวนี้ จะช่วยให้เครือข่ายการเรียนรู้พัฒนาครูเพื่อศิษย์ เห็นบทบาทความสำคัญต่อการมุ่งพัฒนาการเรียนรู้ด้วยสำนึกและจิตใจที่ใหญ่กว่าการพัฒนาครูเก่งและเด็กเก่ง

 

ภาพที่ ๔ กรอบแนวคิดแสดงการจัดความสัมพันธ์ของมนุษย์กับระบบนิเวศที่มีความบูรณาการและเป็นองค์รวม ( จากแผนภาพ บรรยายเสริมความรู้ให้กับเวทีเครือข่ายศูนย์ศิลปวัฒนธรรมเพื่อการเรียนรู้อิงถิ่นฐาน โรงเรียนหนองบัว จังหวัดนครสวรรค์, บรรยายเสริมความรู้ให้กับเวทีเครือข่ายครูเพื่อศิษย์ในครั้งนี้, และเขียนตำราในชุดวิชามนุษย์กับระบบนิเวศ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช : วิรัตน์ คำศรีจันทร์) 

จากภาพ เมื่อมนุษย์เป็นปัจจัยสำคัญต่อการแก้ปัญหา รวมทั้งเป็นเป้าหมายหลักของการพัฒนาอย่างบูรณาการ หากเริ่มต้นจากการเรียนรู้อย่างมีความสุขและการพัฒนาอย่างไม่แยกส่วน ก็จะทำให้การสร้างคนมีโอกาสเกิดเครือข่ายผู้นำการเปลี่ยนแปลง ผ่านการจัดความสัมพันธ์ของมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมต่างๆในหลายขอบเขต

การจัดความสัมพันธ์ของมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมทางชีวภาพ ทำให้เกิดระบบวิธีคิดเกี่ยวกับความเจ็บไข้ได้ป่วย เกิดระบบสุขภาพ โรงพยาบาล ระบบสาธารณสุข ซึ่งถ้าหากเริ่มต้นด้วยวิถีเรียนรู้และจิตใจที่แยกส่วน มนุษย์ก็มีแนวโน้มที่จะพัฒนาวิธีเอาชนะธรรมชาติ มุ่งเอาชนะโรค ขจัดปัจจัยทางชีวภาพ ทุ่มเทวิทยาการและเทคโนโลยีการรักษาแบบตั้งรับจนสุดขั้ว ส่งผลให้เกิดรูปแบบการดำเนินงานทางสุขภาพ การผลิตยารักษาโรค และอื่นๆ ที่ถือเอาการชนะธรรมชาติเป็นตัวตั้ง ซึ่งเมื่อถึงระดับหนึ่ง ก็จะมีความจำกัดต่อสุขภาวะสังคมของมนุษย์

แต่จากกรณีเดียวกัน เมื่อเปลี่ยนวิธีพัฒนาด้านในของมนุษย์ ส่งเสริมการเริ่มต้นจากการพัฒนาความสุข วิธีคิดก็จะมีความสมดุลมากขึ้น แทนที่จะมุ่งขจัดปัจจัยภายนอกและมุ่งเป็นนายธรรมชาติ ก็ทำให้เกิดวิถีเรียนรู้ที่มุ่งปรับเปลี่ยนตัวเองของมนุษย์ให้สมดุลกับสิ่งแวดล้อม วิธีคิดและระบบสุขภาพ ตลอดจนความรู้และภูมิปัญญาต่างๆที่นำมาใช้ ก็เปลี่ยนแปลงไปในอีกแนวทางหนึ่ง ต่างจากวิถีทรรศนะแยกส่วนดังในข้างต้น ดังนี้เป็นต้น

ดังนั้น การเรียนรู้อย่างมีความสุข จึงนำไปสู่การปฏิรูปการเรียนรู้และปฏิรูประบบต่างๆในสังคมที่มุ่งเน้นการแก้ปัญญาด้วยปัจจัยมนุษย์ ไม่ใช่เป็นเพียงเทคนิคเพื่อแยกส่วนเด็กๆออกจากครอบครัวและวิถีชีวิตชุมชน ไปทำให้บางส่วนเป็นเด็กเก่งๆ เรียนได้คะแนนดีๆ แข่งขันเอาตัวรอดได้ดีที่สุดในโลก ไหลขึ้นไปเสริมกำลังให้กับกระแสหลักการพัฒนาที่สังคมไทยและทั่วโลกต่างก็กำลังอยากเปลี่ยนแปลง ซึ่งเข้าถึงโอกาสและทรัพยากรต่างๆได้ดีอยู่แล้วให้กลับเข้มแข็งและล้นเกินมากยิ่งขึ้นไปอีก ขณะที่กลับเชื่อมโยงกับสังคมเพื่อสุขภาวะคนส่วนใหญ่ที่ไร้โอกาส ที่ต้องการคนรุ่นใหม่ไปเป็นกำลังนำการเปลี่ยนแปลงทุกด้านไม่ค่อยได้ ให้ยิ่งอ่อนแอและกลับไร้โอกาสมากยิ่งๆขึ้น 

นอกจากนี้ การเรียนรู้ของเครือข่ายครูเพื่อศิษย์ต้องเรียนรู้อย่างเชื่อมโยงเพื่อเป็นการสร้างเครือข่ายการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบและโครงสร้างที่ต้องดำเนินไปด้วยกันของสังคมทั้งมวล แตกต่างจากการมุ่งระดมความเป็นส่วนรวมเพื่อได้เด็กและโรงเรียนที่เก่งแบบปัจเจกแยกส่วนดังที่กล่าวมา ซึ่งอุปมาดังต้องลงทุนเผาทำลายป่าทิ้งและโค่นกอไผ่ทั้งกอเพียงเพื่อได้หน่อไม้งามๆ ๑ หน่อให้กับความล้นเกินของคนส่วนน้อย ดังเช่นกระแสหลักของการพัฒนาทางด้านต่างๆในปัจจุบัน ทั้งของสังคมไทยและสังคมโลก

ภาพที่ ๕ การบูรณาการการเรียนรู้ด้วยสื่อกิจกรรมพับกระดาษออริกามิ

ภาพที่ ๖ การบูรณาการกลุ่มครูผู้สอนจากต่างกลุ่มสาระการเรียนรู้และต่างประสบการณ์ : การจัดการเรียนการสอนเพื่อให้มีความบูรณาการและมุ่งให้ผู้เรียนเกิดการพัฒนาอย่างสมดุลทั้งความเก่ง ดี มีความสุขพอเพียง สามารถใช้เนื้อหาสำหรับเป็นแกนกลางที่แตกต่างกันไป แต่ต้องสามารถออกแบบให้ผสมผสานและดำเนินไปด้วยกันได้อย่างกลมกลืน การเรียนรู้วิธีทำงานให้เกิดบูรณาการกลุ่ม เป็นจุดเริ่มต้นของความสามารถบูรณาการกันได้ในมิติอื่นๆ 

ภาพที่ ๗ เข้าถึงคุณค่าและความหมายการเรียนรู้อย่างมีความสุขเพื่อเพิ่มพูนออกจากจุดที่ตนเองมีและเป็น ร่วมกันนำเอาประสบการณ์มาเรียนรู้ หลอมรวมความรู้ความเข้าใจ และสำรวจต้นทุนประสบการณ์ที่มีอยู่ในพื้นที่ 

กิจกรรมและปฏิบัติการเพื่อเรียนรู้เป็นกลุ่ม

หลังทำสมาธิ เจริญสติภาวนาแบบตื่นรู้การเคลื่อนไหว เตรียมความพร้อมเพื่อการเรียนรู้ในแนวทางนี้แล้ว ก็ให้เรียนรู้หลักคิดและวิธีใช้แผนที่ระดมความคิด (Mind Mapping) สำหรับใช้พลังบูรณาการกลุ่มให้เป็นวิธีเรียนรู้ความหมายและรู้จักธรรมชาติของ 'ความสุข' กับการสอนและการเรียนรู้เพื่อผู้เรียนมีความสุขให้รอบด้าน นั่งคุยกันและใช้แผนภาพความคิดบันทึกรวบรวมประสบการณ์จากกลุ่มเล็กๆกลุ่มละ ๗-๑๐ คน ๔๐ นาที เสร็จแล้วก็นำเสนอเพื่อวิเคราะห์และสร้างความรู้ขึ้นเองจากการเปรียบเทียบข้ามกลุ่มในเวทีรวม แล้วจึงเสริมความรู้และให้หลักทฤษฎีในภายหลังโดยผมกับอาจารย์ณัฐพัชร์

กระบวนการดังกล่าวนี้ อาจจะคล้ายกับกระบวนการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นตัวตั้ง (PBL : Problem-Based Learning) แต่ในการออกแบบและทำกระบวนการนั้น ผมทำด้วยหลักคิดของการจัดกระบวนการให้กับชุมชนที่รวมตัวกันปฏิบัติการวิจัยอย่างมีส่วนร่วม หรือ CO-PAR : Community Organizing Through Participatory Action Research ซึ่งมุ่งตั้งคำถามสำหรับการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ รวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ และสามารถเกิดภาพเพื่อตั้งคำถามและกำหนดความสนใจเพื่อปฏิบัติการได้อย่างแยบคายกว่าเดิม ผมเคยทดลองใช้กระบวนการนี้ถอดบทเรียนสหกรกล้วยไม้ของชุมชนข้างอ่าวรามอนแมกไซไซ กรุงมะนิลา ในระหว่างเข้าอบรมเชิงปฏิบัติการของนักวิจัยชุมชนนานาชาติครั้งหนึ่งในโครงการ Canada-Asia Partnership Programme เมื่อประมาณปี ๒๕๓๕ จากนั้น ก็เป็นวิธีหนึ่งที่ใช้ทำงานอยู่เสมอมา

ข้อดีของการนำเอาประสบการณ์มาเรียนรู้ผสมผสานกับการวิเคราะห์และให้ความรู้เพิ่มเติมจากวิทยากรแบบสหวิทยาการอย่างนี้ นอกจากจะไม่เป็นการเริ่มต้นที่ศูนย์ และนำเอาความรู้จากภายนอกมาปิดทับความรู้ของคนทำงานด้านเดียวแล้ว  ก็นับว่าเป็นการทำให้เวทีเรียนรู้และการให้ความรู้ ไม่เป็นการมองข้ามประสบการณ์ตรงที่มีเป็นทุนเดิมของผู้ร่วมเวทีทุกคน การบรรยายและการให้หลักคิด ทฤษฎี รวมทั้งการเพิ่มพูนความรู้และประสบการณ์ใหม่ๆจากทีมวิทยากรให้แก่ผู้เข้าร่วมเวที จึงเป็นการต่อเติมขึ้นจากประเด็นและหัวข้อที่มีอยู่ในประสบการณ์ของคนทำงานอยู่แล้ว ทำให้เป็นการจับมือกันเดินออกจากจุดที่ทุกคนมีโอกาสพึ่งตนเองและสามารถคิดริเริ่มสิ่งต่างๆด้วยความเป็นตัวของตัวเองได้ดีที่สุด

จากนั้น ก็ได้ใช้สิ่งที่ทำในช่วงแรกนี้ อันได้แก่ ความรู้ความเข้าใจ, การบูรณาการกลุ่มแตกต่างประสบการณ์, การทำแผนภาพความคิด, และทักษะติดตัวที่มีแต่เดิมของทุกคน ให้เป็นเครื่องมือเพื่อแบ่งกลุ่มออกไปเรียนรู้และร่วมกิจกรรมฐานการเรียนรู้ ๕ ฐาน ได้สังเกตกิจกรรมการสาธิต เห็นตัวอย่าง ได้เพิ่มพูนประสบการณ์และแนวคิดใหม่ๆ ขณะเดียวกัน ก็เป็นการเดินเก็บข้อมูลเพื่อเป็นฐานวิเคราะห์และเรียนรู้เป็นกลุ่มบนศาลาวัดด้วยกันทั้งกลุ่มอีกครั้ง

กระบวนการในขั้นตอนนี้ จัดว่าเป็นสื่อกิจกรรมเพื่อเรียนรู้จากการทำงานจริงๆไปด้วย โดยทางด้านเทคนิคและวิธีเรียนรู้อย่างบูรณาการ ก็จะได้วิธีเรียนรู้เป็นกลุ่มและใช้เครื่องมือง่ายๆที่เตรียมกันแล้วในข้างต้นอย่างผสมผสาน ส่วนทางด้านเนื้อหาจากฐานสาธิตการสอนและการเรียนรู้ซึ่งเป็นเป้าหมายของการเข้าไปสังเกตการณ์และเรียนรู้ ก็ได้แก่การใช้สื่อกิจกรรมบูรณาการการสอนและการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษให้เด็กๆมีความสนุกและมีความสุข

คนรุ่นใหม่จะมีความรู้และทักษะการเข้าถึงความสนุกสนานของเด็กๆ มีศิลปะการสอนที่มีความสด มีพลังความริเริ่มสร้างสรรค์ ซึ่งจะเป็นสื่อกิจกรรมให้เครือข่ายครูในพื้นที่ได้เห็นแบบอย่างในการจัดการเรียนการสอนอย่างบูรณาการและมุ่งให้ผู้เรียนเกิดการพัฒนาอย่างรอบด้านทั้งความเก่ง ดี มีความสุข ขณะเดียวกัน ในส่วนของครูประจำการที่จะเข้าไปเรียนรู้การสาธิต ก็ต้องถือว่าเป็นผู้มีประสบการณ์ชีวิตและได้สัมผัสกับโลกความเป็นจริงจากการทำงาน มีความรู้และภูมิปัญญาปฏิบัติที่อิงอยู่กับบริบทของท้องถิ่นและมีความรู้ความเป็นจริงในบริบทของการปฏิบัติ หากสามารถสร้างการเรียนรู้ขึ้นภายในตนเองให้ทั้งสองส่วนบูรณาการและเสริมกำลังกันได้ ก็จะทำให้ทั้งครูรุ่นใหม่กับครูรุ่นเก่า เป็นเครือข่ายนำการเปลี่ยนแปลงที่ต่างก็เติมเต็มพลังความสร้างสรรค์ให้กันได้อย่างเป็นทวีคูณ เป็นกำลังเครือข่ายที่สะสมความเป็นมวลวิกฤต (Critical mass) สำหรับนำการเปลี่ยนแปลงและสร้างสุขภาวะเชิงระบบ ได้ดีกว่าการพัฒนาคนแบบแยกส่วน

การใช้กระบวนการอย่างนี้ นอกจากจะทำให้เครือข่ายครูเพื่อศิษย์พึ่งธรรมชาติของตนเองและธรรมชาติการอยู่ร่วมกันของมนุษย์ มาเป็นเครื่องมือและวิธีการเรียนรู้สิ่งซึ่งกลุ่มนิสิตและครูพี่เลี้ยงร่วมกันทำให้เด็กๆ ได้อย่างทรงประสิทธิภาพแล้ว ก็นับว่าเป็นการทำให้เกิดการปฏิสัมพันธ์ เรียนรู้ข้ามกลุ่มระหว่างเครือข่ายครูกับฐานการเรียนรู้ ซึ่งหากมองในแง่ความเป็นการปฏิบัติการชุมชน (Community Action)  ก็จัดว่าได้เป็นการทำให้เกิดความเป็นชุมชน ที่ผู้คนในพื้นที่ได้สร้างความเป็นญาติกันทางการงาน มีความเกี่ยวดอง และผูกพันกับความเป็นส่วนรวม ด้วยวิธีการทางความรู้ และในความเป็นการปฏิบัติการเคลื่อนไหวทางสังคม (Social Action and Movement) เพื่อให้ฐานรากของสังคมมีสุขภาพดี ก็ต้องนับว่าเป็นกระบวนการเชื่อมโยงและจัดความสัมพันธ์ให้หน่วยสังคมวิชาการและภาคีทางการศึกษา ได้มีปฏิสัมพันธ์กันในระนาบของพื้นที่ ทำให้กระบวนการทางสังคมวัฒนธรรมด้านการศึกษาและการพัฒนาการเรียนรู้ มีกำลังเคลื่อนไหวเพื่อนำการพัฒนาจากผู้ปฏิบัติในระดับชุมชนและฐานรากของสังคม (Community-Based and Buttom-up Development) ให้สะท้อนขึ้นไปสร้างความเป็นระบบและกระบวนการระดับนโยบายในมิติใหม่ๆได้มากยิ่งๆขึ้น กระบวนการและวิถีปฏิบัติอย่างนี้ มีความเป็นการปฏิรูปและเป็นวิถีวัฒนธรรมอย่างใหม่อยู่ในตัวเอง เพราะในกระแสสังคมส่วนใหญ่นั้น ครูและคนทำงานในพื้นที่มักต้องเป็นผู้รอตั้งรับสถานการณ์ต่างๆ และแนวนโยบายต่างๆทางการศึกษา ก็มักสั่งการจากบนลงล่างอยู่ตลอดเวลา

หลังจากรับประทานอาหารกลางวันแล้ว จึงแบ่งกลุ่มครูออกเป็นกลุ่มละประมาณ ๗-๘ คน ให้กระจายออกไปสังเกตการณ์และร่วมกิจกรรมฐานการเรียนรู้เป็นเวลา ๑ ชั่วโมงครึ่ง

จากนั้นก็กลับมารวมกลุ่มบนศาลาและนั่งเป็นวงกลมแลกเปลี่ยนประสบการณ์เป็นรายบุคคลทุกคนใน ๒ ประเด็น คือ (๑) สิ่งที่ได้เรียนรู้และสามารถอภิปรายและเปลี่ยนได้ กับ (๒) ความบันดาลใจจากสิ่งที่ได้รับ ที่อยากแบ่งปันและมอบให้เป็นกำลังใจกันเพื่อกลับออกไปทำงานและดำเนินชีวิต

ภาพที่ ๘ สื่อกิจกรรมเพื่อเรียนรู้เครื่องมือและวิธีทำงานเป็นกลุ่ม บูรณาการการเรียนรู้ผ่านการเรียนรู้เป็นกลุ่มและใช้ผลการเรียนรู้เป็นเครื่องมือและวิธีบูรณาการการเรียนรู้ทุกมิติบนเวที

ภาพที่ ๙ ชุมชนเรียนรู้ของคนทำงาน นอกจากเป็นการทำงานด้วยกันแล้ว กิจกรรมที่ทำด้วยกันก็เป็นการบูรณาการมิติการเรียนรู้ที่จำเป็นต้องใช้ไปด้วยกันอย่างเป็นธรรมชาติ ได้เรียนรู้และสัมผัสเทคนิคการทำสื่อการเรียนการสอน การเชื่อมโยงสาระการเรียนรู้จากต่างเนื้อหาประสบการณ์ การบูรณาการทรัพยากรและเทคนิควิธีการจัดการเรียนการสอน ที่สามารถริเริ่มจากต้นทุนที่มีอยู่ในคนอย่างค่อยเป็นค่อยไป

ภาพที่ ๑๐ นำเสนอและเชื่อมโยงการเรียนรู้ในภาพรวมของทั้งพื้นที่เขตการศึกษา

ภาพที่ ๑๑ นำเสนอและเชื่อมโยงการเรียนรู้ในภาพรวมของทั้งพื้นที่เขตการศึกษา

การวิเคราะห์ สรุปบทเรียน และสะท้อนความมุ่งหวังในอนาคต

ผู้ร่วมเวทีได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ อภิปรายอย่างรอบด้าน รวมทั้งสะท้อนความบันดาลใจเพื่อกลับออกไปทำงานและดำเนินชีวิต ซึ่งรวมทั้งนิสิตของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ที่ได้อาสาเข้ามาทำงานและขอเรียนรู้กับเครือข่ายด้วย

ภาพที่ ๑๒ สรุปบทเรียนและเสริมความรู้

ผมและอาจารย์ณัฐพัชร์ ได้สรุปบทเรียนของเวทีเสริมหลักทฤษฎีในการออกแบบระเบียบวิธีเพื่อจัดการสอนและจัดการเรียนรู้อย่างบูรณาการ โดยให้คุณครูคำนึงองค์ประกอบที่สำคัญ ๓ อย่าง คือ

  • องค์ประกอบด้านบทเรียนและเนื้อหาประสบการณ์
  • องค์ประกอบด้านกิจกรรมและบทบาทผู้สอน
  • องค์ประกอบด้านกิจกรรมและบทบาทผู้เรียน

การสรุปและเสริมหลักทฤษฎี มุ่งผสมผสานสภาพการทำงานของเครือข่ายครูในพื้นที่ กับบทเรียนที่มีเป็นต้นทุนเดิมและหลักวิชาที่ไปด้วยกัน เพื่อเป็นกรอบแนวคิดสำหรับนำเอาปัจจัยและองค์ประกอบที่สำคัญมาออกแบบเชิงระเบียบวิธี พัฒนาการเรียนสอนให้มีความเป็นศิลปะดังที่ต้องการ.