เมื่อสองวันก่อน (อังคาร ๒ สิงหาคม ๒๕๕๔)น้ำยังสูงอย่างภาพบนอยู่เลย เมื่อเย็นวานน้ำค่อยๆลดลงอย่างรวดเร็ว เช้านี้ ๕ สิงหาคม นำลดลงมากขนาดนี้ ดังภาพล่าง

 

ทว่าไม่ได้หมายความว่าเราจะพ้นจากวิกฤตน้ำหลากแล้ว เพราะข่าวบอกว่า น้ำก้อนใหญ่จากเหนือจะค่อยๆล่องลงมาในสามสี่วันนี้แหละ ก็ต้องคอยดูกันต่อไป

เดี๋ยวนี้พอพูดถึงน้ำท่วม เรามักได้ยินภาษาทางการพูดถึงน้ำที่ท่วมหลากว่าเป็น “ก้อน” เช่น น้ำก้อนใหญ่จากภาคเหนือหลายจังหวัดกำลังเดินทางล่องลงมา จังหวัดที่อยู่ในทางน้ำผ่านต้องเฝ้าระวังระลอกน้ำก้อนนี้ แปลกดี แต่ก็ทำให้เห็นถึงพลานุภาพของน้ำที่จะลงมา

อย่างที่เคยเล่าว่าบ้านผู้เขียนอยู่ริมแม่น้ำป่าสัก เราจึงต้องเตรียมพร้อมมีเรือไว้พร้อมใช้งาน คนข้างกายผู้เขียนเห็นคุณค่าของเรือไม้ที่ไม่ค่อยมีคนใช้กันแล้วเพราะมักหันไปใช้เรือไฟเบอร์กลาสกันหมด เขาจึงซื้อเรือไม้หลายชนิด หลายขนาด มีมากกว่าห้าสิบลำ ไม่เชิงสะสมเพราะชอบ แต่เพราะเสียดายที่เรือสวยงามด้วยฝีมือคนรุ่นก่อนจะผุพังไปอย่างไร้ค่า ผู้เขียนได้มารู้จักเรือไม้หลากหลายชนิดก็ตอนมาใช้ชีวิตที่นี่แหละค่ะ

ได้เรือมาแล้วเขาก็มักทยอยหาคนมาซ่อมไปเรื่อยๆ ซึ่งหาคนมาซ่อม-ยาเรือยากมาก เพราะคนที่ซ่อม-ยาเรือเป็น มักเป็นคนแก่ คนหนุ่มๆไม่มีความรู้ด้านนี้  ทำให้เราต้องเลือกซ่อมเรือที่จะเอามาใช้จริงๆก่อน

หลายปีมาแล้วเคยเขียนเล่าเรื่องการยาเรือไว้ครั้งหนึ่ง

http://www.gotoknow.org/blog/riverlife/128103

ครั้งนั้นลุงโชติและลุงเป้ ซ่อมเรือที่มีรอยแตกลึก ต้องใช้เส้นด้ายดิบอัดลงไปในรอยแตก

ครั้งนี้เป็นการซ่อมรอยแตกที่ไม่กว้างและค่อนข้างตื้น วิธีการแตกต่างกันเล็กน้อย

วันนี้มีลุงๆ ๓ คนจาก อำเภอเสนา มาซ่อมเรือ ๓ ลำที่วางรอซ่อมมานานเกินครึ่งปีแล้ว เลยได้โอกาสไปพูดคุยและได้ความรู้ทั้งการยาเรือและเรื่องราวชีวิตจากลุงๆที่น่านำมาถ่ายทอด

ทีมสามหนุ่ม(น้อย) มาจากบ้าน สามตุ่ม อำเภอเสนา ประกอบด้วย ผู้นำทีม คือ ลุงประยูร อายุ ๖๒ ปี ลุงอำนวย อายุเท่ากัน ลุงอำนวยนี้เป็นใบ้และหูหนวก ทว่ายิ้มแย้มอารมณ์ดี และ ลุงสวิง ที่น่าเรียกว่า ปู่ เพราะอายุมากถึง ๘๓ ปีแต่แข็งแรง ความจำ พูดจายังเฉียบมาก

ลุงๆยิ้มและท่าทางดีใจที่ผู้เขียนสนใจไปไถ่ถามและขอถ่ายภาพการทำงาน บอกว่า “พวกเราชาวนาแท้ ซ่อมเรือเป็น”

ทุกคนมีความรู้ความชำนาญในการซ่อม-ยาเรือ เพราะวิถีชีวิตเดิมก็ใช้เรือกันมาตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ ปู่ย่าตายาย เมื่อใช้ในชีวิตประจำวันก็ต้องรู้จักวิธีดูแลรักษา ซ่อมบำรุง ได้เห็นพ่อแม่ทำ ได้ลงมือช่วย ก็ได้เรียนรู้ นี่แหละคือการถ่ายทอดความรู้ภูมิปัญญาจากรุ่นสู่รุ่น แถมลุงประยูรยังบอกว่า “ลุงทำลอดช่อง ทำขนมปลากริมไข่เต่าก็เป็นนะ เห็นแม่ทำ แล้วได้ช่วย เลยทำเป็น” พูดแล้วลุงก็หัวเราะ ท่ามกลางบรรยากาศการทำงานที่ผ่อนคลาย ลมพัดเอื่อยๆ

ลุงประยูรนั้น มีอาชีพทำนา ยังทำนาอยู่กับลูกชาย มีนา ๓๐ ไร่ ที่ สามตุ่ม ข้าวกำลังตั้งท้อง แต่ฝนที่ตกและน้ำที่ท่วมหลากมาระลอกแรกก็เข้าท่วมข้าวเสียหายมาก ลุงบอกว่า “ต้องทำใจ ทำยังไงได้ คนอื่นเขาก็โดน ไม่ใช่เราคนเดียว หากไม่ทำใจไปกลุ้มใจ ก็จะบ้าตายซะเปล่าๆ รออีกไม่กี่วันจะเกี่ยวข้าวขึ้น ไม่ได้ทำนา ก็มาทำงานนี่ไง”  ฟังแล้วให้รู้สึกเห็นใจลุงประยูรและชาวนาและเกษตรกรทั้งหลายที่ประสบภัยน้ำท่วมทำลายพืชผล ในขณะเดียวกันก็ชื่นชมทัศนคติของลุงประยูรที่ไม่เศร้าจมทุกข์กับสิ่งที่นอกเหนือการควบคุมของตน

ปัญหาน้ำท่วมทุกปี พืชผลเสียหาย เป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องการความเข้าใจในการแก้ปัญหาระยะยาว

ลุงอีกสองคนนั้นไม่ได้ทำนาแล้ว มีอาชีพรับจ้างทั่วไป แล้วแต่ใครจะว่าจ้างให้ไปทำอะไรที่ไหน

การเตรียมเรือ

เรือที่จะซ่อม จะทำการยา ต้องวางคว่ำให้มั่นคง เรือที่รอซ่อมนี้เก่าแก่น่าดูอายุกว่าร้อยปี นี่คือ รอยแผลเก่า

 

คนข้างกายให้ข้อมูลว่านี่เป็นเรือขุด ขุดจากไม้ตะเคียนทั้งต้น เป็นเรือมาด ๒ ลำ เรือพายม้า ๑ ลำ เรือพวกนี้ลำใหญ่นั่งได้ราว ๘ คน สมัยก่อนชาวนาจะใช้ขนคน ขนข้าวเข้าออกนา

ขั้นแรกต้องสำรวจว่าบริเวณใดที่จะต้องทำการยา โดยดูจาก รู และ ร่อง ที่ปรากฏให้เห็น แล้วขูดชันเก่าออก ก่อนนำชันยาใหม่ ยาลงไปตรงรอยนั้น

 

 

การขูดใช้เครื่องมือสองแบบ เรียกว่า เหล็กขูด ลุงๆจะนำเครื่องมือนี้ติดตัวมาเอง

แบบหนึ่ง เป็น เหล็กปลายกลมแหลม เพื่อจิก หรือขูดลึกลงไปในเนื้อไม่ได้

อีกแบบเป็นขอปลายบานแบน เพื่อขูดเป็นบริเวณกว้าง

เมื่อขูดชันเก่าออก ก็จะทำการล้างให้สะอาด แล้วผึ่งเรือให้แห้งสักพัก

การเตรียมส่วนผสม

ลุงบอกว่าคนข้างกายผู้เขียนสั่งไว้ว่าให้ซ่อมอย่างดี แข็งแรงทนทาน ผู้เขียนยังสงสัยว่าที่ซ่อมแล้วไม่แข็งแรง ไม่ทนเป็นอย่างไร

ลุงประยูร และ ปู่สวิง ช่วยกันเล่าว่า “ยาแบบเอาเร็วเข้าว่า ยาเสร็จเอาเรือลงน้ำได้เลยก็ทำได้นะ แต่มันไม่ทนหรอก นอกจากฝีมือก็ยังอยู่ที่ ส่วนผสม...”

ส่วนผสมหลักของการทำชันยาเรือ มีแค่ ๓ อย่าง  คือ ปูนแดง ที่กินกับหมาก ผงชัน และ ตัวทำละลาย

ต้องใช้ กะลามะพร้าวเพื่อเป็นภาชนะผสม เพราะทำให้คนส่วนผสมเข้ากันได้ดี เขาไม่ใช้ภาชนะพลาสติกเพราะจะกวนส่วนผสมยาก พี่น้อยต้องไปขอกะลามะพร้าวคนแถวบ้านมาให้ใช้

การที่ยาเรือแล้วจะอยู่ทนหรือไม่ ทางเทคนิคอยู่ที่ ตัวทำละลาย ให้ปูนแดงและผงชันผสมเป็นเนื้อเดียวกัน

  • หากต้องการเสร็จเร็ว รีบใช้ แต่ไม่ทน ตัวทำละลายที่ใช้ ลุงๆเรียกว่า น้ำมันแก๊ป ปรากฏว่าก็คือ น้ำมันก๊าด แต่คนรุ่นเก่า”ชาวยุดยา”เขาจะเรียกว่า น้ำมันแก๊ป นี่จะทำให้ส่วนผสมแห้งเร็วมาก

 

แบบซ่อมด่วน จะใส่ ปูนแดงลงในกะลา ใส่ผงชัน แล้วเติมน้ำมันก๊าด กวนให้เข้ากันจนเหนียว นำไปยาตามแผล เสร็จแล้วเอาเรือลงน้ำได้เลย แต่ที่ยาจะแตกเร็ว

 

  • แบบซ่อมอย่างดี ทนทาน จะใส่ ปูนแดง  เท น้ำมันยาง ลงผสม แล้วค่อยๆเติม ผงชัน คนไปเติมไป ลุงเขาก็ใช้กิ่งไม้คนๆ ของเราซ่อมอย่างดี ใช้ส่วนผสมแบบนี้ค่ะ

 

         จะรู้ว่าพอดี ใช้ได้ ก็ต้องใช้ สายตา คะเนดูว่าเหนียวพอหรือยัง แล้วใช้ มือสัมผัส

 

การลงมือยา

การยา หมายถึง การนำส่วนผสมมาประสานรอยแตก รูรั่วให้ไม้เรือไม่รั่ว ไม่แตกอีกต่อไป

ลุงๆจะนำ กะลาส่วนผสม และ กะลาใส่น้ำมันยาง มาวางใกล้กัน เอามือแตะน้ำมันแล้วมาหยิบส่วนผสม ใช้นิ้วมือบี้ๆให้เนื้อส่วนผสมเนียนเข้ากันอีกครั้ง แล้วป้าย อัดลงบริเวณที่ต้องการยา ทำจนหมดรอยแผลที่ต้องการยา

 

ทำเสร็จแล้ว ก็พักสักหน่อย มาทำการผสมส่วนผสม ปูนแดง ผงชัน น้ำมันยางอีกครั้ง ทีนี้ผสมให้พอข้น ทำปริมาณมากหน่อยเพื่อนำมาไล้ทาให้ทั่วพื้นผิวด้านนอกของลำเรือที่ทำการยาเสร็จแล้ว

ลุงๆภูมิใจนำเสนอว่านี่จะทำให้เรือทนทานไปอีกนานทีเดียว

 

นี่คือปู่สวิง(อายุ ๘๓ ปี) ทำงานใจเย็นมาก

พรุ่งนี้ลุงๆยังต้องมาอีกเพื่อยาด้านในลำเรือทั้งสามลำ เรือที่ยาเรียบร้อยต้องปล่อยให้แห้งราวหนึ่งสัปดาห์ก่อนจะนำลงน้ำได้อีกครั้ง

ภาวนาขอให้น้ำที่จะมาจากเหนือ รีบๆมา รีบๆไป อย่าให้เดือดร้อนกันมากนักเลย