ผมเห็นทาง GotoKnow จัดกิจกรรมให้บล๊อกเกอร์มีกิจกรรมด้วยกันด้วยการถอดบทเรียนตามหัวข้อที่สนใจ ก็ติดตามอ่านด้วยความสนใจ ขณะเดียวกันก็อดไม่ได้ที่จะรอคอยอย่างจดจ่อที่จะได้เห็นหนังสือที่ใช้วิธีเขียนด้วยกันอย่างมีประเด็นร่วมด้วยวิธีนี้ ซึ่งเป็นการเขียนหนังสืออย่างมีส่วนร่วมและเคลื่อนไหวสังคมแห่งการเรียนรู้ที่จะมีผลลัพธ์ออกมาให้เห็นเป็นผลงานการเขียนบทเรียนออกมาร่วมกันอีกด้วย ผมเห็นพลังของการริเริ่มเล็กๆแต่มีความน่าสนใจมากนี้ เลยขอมีส่วนร่วมผ่านการเป็นพลังใจและเป็นแรงเชียร์ด้วยการบันทึกเรื่องราวเหล่านี้ไว้ไปด้วยสัก ๒ ตอน

ประสบการณ์ของผมเองนั้น ผมรู้จักและคุ้นเคยกับคำว่า ‘บทเรียน’ มานานพอสมควร นับแต่การเรียนปริญญาโทสาขาเทคโนโลยีทางการศึกษา ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งผมประทับใจทรรศนะและบทสรุปของนักจิตวิทยาการศึกษาในอดีต โดยเฉพาะ ธอร์นไดค์ นักการศึกษาชาวอเมริกันที่เป็นที่รู้จักในวงการศึกษาดีท่านหนึ่ง ที่กล่าวโดยนัยว่า หากเราสามารถทำประสบการณ์และกิจกรรมต่างๆที่ต้องการให้เป็นวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมและอยู่ในรูปของบทเรียนได้ เราก็จะสามารถจัดประสบการณ์สร้างการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนเพื่อส่งเสริมให้เขาสามารถบรรลุจุดหมายในสิ่งที่ต้องการได้ ขณะเดียวกันก็สามารถออกแบบและพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษาเพื่อนำเสนอสถานการณ์เงื่อนไขเพื่อการเรียนรู้ ตลอดจนสถานการณ์เพื่อการเรียนการสอนและกระบวนการเรียนรู้ของผู้คนกลุ่มต่างๆให้เหมาะสมได้

หลักคิดดังกล่าวนี้จึงเปรียบเสมือนสมการแม่บทที่ดีอย่างหนึ่ง สำหรับนำไปริเริ่มสร้างสรรค์ ออกแบบ และจัดวางองค์ประกอบต่างๆ เพื่อทำให้วิธีคิดที่ว่า ชีวิตเป็นการเรียนรู้และทุกสิ่งเราสามารถเรียนรู้เพื่อแปรไปสู่การปฏิบัติที่เป็นจริงในเงื่อนไขแวดล้อมต่างๆได้ อีกทั้งเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้ผมมุ่งอ่านและศึกษาค้นคว้าจิตวิทยาการศึกษาในทุกสำนักคิดอย่างจริงจัง ซึ่ง ณ เวลานั้น (ไม่ใช่ตอนนี้แล้วซึ่งขาดความรู้อีกมาก) ก็ได้ความเข้าใจที่พอจะเล่นแร่แปรธาตุและเดินออกจากตำรา สามารถพึ่งตนเองและใช้ทำงานต่างๆได้อย่างสนุกสนานมากพอสมควร

ช่วงนั้น เมื่อเกือบ ๒๐ ปีผ่าน ผมถึงกับกล่าวกับน้องๆในทีมทำงานซึ่งส่วนใหญ่เพิ่งอยู่ในวัยต่ำกว่า ๓๐ ปีทั้งนั้นว่าจะทำให้มหิดลเป็นเวทีทางด้านสื่อเพื่อการพัฒนาสุขภาพของประเทศ ด้วยการทำงานและพัฒนาความเป็นวิชาการบนงานประจำหรือเติมมิติวิชาการกับกระบวนการเรียนรู้ลงไปในภาคปฏิบัติการต่างๆของงานบริการวิชาการ และภายใน ๑๐ ปี เราจะเป็นเวทีในระดับภูมิภาคอินโดจีน จากนั้นก็อาเซียน ผมเขียนแผนความคิด ๑๕ ปีนำเสนอกับเพื่อนร่วมงานและผู้บังคับบัญชาโดยไม่มีเงินอยู่ในมือเลย ผมจะบริหารจัดการทรัพยากรจากงานบริการวิชาการและจะพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือกับภาคธุรกิจเอกชน อหังการ์ขนาดนั้น เพราะมั่นใจมากว่าด้วยการลงมือและหาบทเรียนต่างๆมาพัฒนาการเรียนรู้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตนเองอยู่ตลอดเวลาไปด้วยนั้น ก็เชื่อว่าไม่ไกลเกินจะเรียนรู้เพื่อทำให้เป็นจริงและงอกเงยไปบนงานทุกอย่างที่ทำ คุณค่าและความหมายของการเดินทางในชีวิตนั้นอยู่ตรงที่ไม่ว่าจะอยู่ตรงไหนและทำอะไร ก็เป็นบทเรียนให้เรียนรู้และได้ปัญญาเข้าใจโลกเข้าใจชีวิต อยู่กับปัญญาและความลึกซึ้งในตนได้ดียิ่งๆขึ้นอยู่เสมอ ผมคิด

                         

ขอขอบคุณภาพถ่ายโดย : ณัฐพัชร์ ทองคำ มีนาคม ๒๕๕๔

ผมได้รู้จักว่า ‘บทเรียน’ หมายถึง ‘องค์รวมของหน่วยประสบการณ์’ ชุดหนึ่ง ที่อาจจะอยู่ในตัวคนและเก็บไว้อย่างเป็นระบบที่สามารถนำมาเรียนรู้ ถ่ายทอด ส่งต่อ ต่อยอดและขยายผล ให้ผู้ที่สนใจสามารถเข้าถึงประสบการณ์ดังกล่าวนั้นได้ทั้งผ่านกระบวนการทางปัญญาภายในตนเองและจากแหล่งให้ประสบการณ์ที่อยู่ภายนอก แต่จะได้ด้วยวิธีการและกระบวนการอย่างไรนั้น ก็จะมีสมมุติฐานเพื่อการปฏิบัติแตกแขนงไปได้อีกหลากหลาย

บ้างก็มุ่งการพัฒนาศาสตร์และศิลป์ในการสอน, ศาสตร์และศิลป์ของการเป็นครู, บ้างก็พัฒนาวิธีเรียนรู้, บ้างก็พัฒนากระบวนการทางปัญญาและการใช้ความคิด, พัฒนาความเป็นพ่อแม่ ความเป็นกัลยาณมิตรและสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมความเติบโตงอกงามของชีวิตการเรียนรู้, บ้างก็พัฒนาระบบปฏิบัติการและบริหารจัดการเทคโนโลยีและทรัพยากรเพื่อการเรียนรู้เข้าสู่ประสบการณ์ด้วยตนเองของผู้เรียน, บ้างก็มุ่งพัฒนาหนังสือตำรา, หลักสูตรและการสอน,การวัดผลและการสอบการประเมิน, บ้างก็มุ่งพัฒนาระบบการศึกษาทั้งในและนอกภาคที่เป็นทางการ

บ้างก็ชอบที่จะพัฒนาระบบสังคมและปัจจัยแวดล้อมที่ส่งเสริมการแสดงออกของพลเมือง,บ้างก็เชื่อในการมีประสบการณ์ทางสังคมอย่างมีเสรีภาพ,บ้างก็เชื่อวิธีให้สถานการณ์เงื่อนไขและความบันดาลใจให้การเรียนรู้เกิดขึ้นจากภายในตนเองของผู้คน,บ้างก็เชื่อในวิธีอันเป็นศิลปะและพลังอำนาจทางวรรณกรรมที่ให้จิตวิญญาณแห่งการเรียนรู้,บ้างเชื่อในการให้ประสบการณ์พื้นฐานและเครื่องมือเพื่อการเรียนรู้เอาเอง เป็นอาทิ 

กล่าวได้ว่า หากเข้าถึงหลักคิดดังที่กล่าวถึงในข้างต้นซึ่งอยู่ภายใต้เทคนิควิธีการอันหลากหลายเหล่านี้แล้ว เราก็จะสามารถพิจารณาสิ่งต่างๆให้มีความเหมาะสมและยืดหยุ่นไปตามเหตุปัจจัยและริเริ่มสร้างสรรค์พลิกแพลงออกไปได้อย่างไม่มีขีดจำกัด ไม่จำเป็นว่าจะต้องเบ็ดเสร็จและเหมือนหรือแตกต่างกันไปอยู่ตลอดเวลาอย่างตายตัวในทุกสถานการณ์

ผมเองนั้น เนื่องจากได้ทำงานในหน่วยวิชาการด้านการสาธารณสุขมูลฐานที่เริ่มขึ้นในประเทศไทยเมื่อทศวรรษ ๒๕๒๕ ก็มุ่งให้ความสนใจต่อการเห็นมิติการเรียนรู้ที่บูรณาการอยู่กับการทำงานและกิจกรรมที่อยู่ในชีวิตของประชาชนและชุมชน ทั้งเรื่องสื่อ การพัฒนาการฝึกอบรมและกิจกรรมการเรียนรู้ การวิจัย การพัฒนาเครือข่าย วัฒนธรรมการรวมกลุ่ม และวิธีบริหารจัดการอย่างมีส่วนร่วม จึงมุ่งเรียนรู้ความเชื่อมโยงผ่านการทำงานเหล่านั้นไปให้ได้ว่า งานสุขภาพชุมชน งานสาธารณสุขมูลฐาน และการพัฒนาคุณภาพชีวิตต่างๆ นอกจากจะบรรลุจุดหมายที่มีความสำคัญอยู่ในตนเองได้เป็นอย่างดีแล้ว มิติการเรียนรู้และบทเรียนต่างๆเพื่อการสร้างคนและสร้างศักยภาพการจัดการตนเองของชุมชนที่อยู่ในสิ่งที่ดำเนินการขึ้นนั้น มีและเป็นอยู่อย่างไร ซึ่งก็ทำให้เห็นโอกาสพัฒนาคนและพัฒนาการเรียนรู้ของตนเอง เพื่อพัฒนางานและพัฒนามิติต่างๆของชีวิต สอดแทรกอยู่ในงานและกิจกรรมต่างๆได้อยู่เสมอ หรืออย่างไม่ได้สิ่งใดเลย ก็ได้ตรงที่ไม่ทำให้จิตตกและชีวิตตกต่ำลงไปกว่าที่เป็นอยู่ แม้ท่ามกลางวิกฤติปัญหา ความล้มเหลว และในความสูญเสีย

ต่อมา ในช่วงปี ๒๕๓๓-๒๕๓๗ ผมก็ได้มีโอกาสเข้าเวิร์คช็อปทั้งโครงการหลักสูตรในประเทศและนานาชาติหลายครั้งทางด้านการพัฒนาสื่อและโครงการปฏิบัติการทางการเรียนรู้ด้านสุขภาพ ด้านการจัดอบรมและการเป็นวิทยากร การพัฒนาชุมชน และการวิจัยชุมชน ซึ่งแทบทั้งหมดเป็นการปฏิบัติการและเรียนรู้ โดยกลุ่มผู้เกี่ยวข้องจะมีการอบรมและประชุมสัมมนาอย่างเป็นวงจรหนึ่งที่จะได้ผ่านเข้ามาระหว่างทำงานและปฏิบัติการเคลื่อนไหวสังคมเพื่อมุ่งไปสู่อุดมการณ์ของการสาธารณสุขมูลฐานซึ่งเน้นสุขภาพเพื่อปวงชนและปวงชนเพื่อสุขภาพกับการพัฒนาคุณภาพชีวิต

ดังนั้น ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การวิเคราะห์ประสบการณ์การทำงาน ตลอดจนการสร้างความรู้ความเข้าใจเพื่อระดมพลังปฏิบัติของสังคมอย่างหลากหลาย ก็มักจะปรากฏคำว่า ‘บทเรียน’ ‘การให้การเรียนรู้’ รวมทั้งคุ้นเคยกับคำว่า ‘Facilitator’ หรือ ‘วิทยากรกระบวนการ’ และคำถามในลักษณะที่ให้สะท้อนบทเรียนออกจากตนเองว่า ‘กิจกรรมและปรากฏการณ์เหล่านี้ให้บทเรียน ความคิด และความบันดาลใจอย่างไรแก่เราบ้าง ?’ ซึ่งจะปรากฏอยู่เสมออย่างเป็นวัฒนธรรมของการทำงานด้วยกันอย่างมีส่วนร่วมทั้งในหมู่คนไทยและคนทำงานชาวต่างประเทศที่ทำงานมุ่งชุมชน การบูรณาการทางการปฏิบัติในเชิงพื้นที่หลายๆมิติที่จำเป็น และการมุ่งความเป็นท้องถิ่น ทั้งในขอบเขตท้องถิ่นและเครือข่ายนานาชาติทั่วโลก

อีกทั้งให้บทสรุปแก่ตนเองได้อีกอย่างหนึ่งว่า‘บทเรียน’ และ ‘การเรียนรู้’ ที่อยู่ในการงานและการดำเนินชีวิตนั้น เป็นการมุ่งนำเอาความเป็นจริงจากการปฏิบัติชุดหนึ่งกลับมาพินิจพิจารณาให้ได้สติปัญญาอันแยบคายเพื่อกลับสู่วงจรปฏิบัติอีกครั้งให้ได้ความเจริญงอกงาม ไม่ว่าจะในระดับกิจกรรมและระดับความเข้าใจต่อโลกต่อชีวิตมากยิ่งๆขึ้น มากกว่าไปสิ้นสุดที่การได้คำตอบและความรู้อย่างเบ็ดเสร็จเท่านั้น

ขณะเดียวกัน ก็ได้ความก้าวหน้าทางวิธีคิดและวิธีทำงานเพิ่มขึ้นอีกขั้นหนึ่งในระยะ ๑๐ ปีต่อมาของตนเองหลังการศึกษาในระดับปริญญาโทว่า นอกจากศาสตร์และศิลป์ของการออกแบบและจัดวางหน่วยประสบการณ์เพื่อนำเสนอสถานการณ์การเรียนรู้ตามจุดหมายต่างๆแล้ว ก็ได้ประจักษ์แก่ตนเองอีกว่า'การตั้งคำถามเพื่อการเรียนรู้' นั้น จัดว่าเป็นเครื่องมือและวิธีการอันทรงพลังในอันที่จะทำให้ทุกคนสามารถค้นพบบทเรียนและพลังแห่งการเรียนรู้จากหน่วยประสบการณ์ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตตนเอง และในอีกด้านหนึ่ง ก็จะนำไปสู่การปฏิบัติซึ่งก็จะก่อให้เกิดบทเรียนและประสบการณ์ชุดใหม่ๆ ต่อเนื่องกันไป

พร้อมกันนั้น ก็นำตนเองให้ร่วมสร้างสรรค์สิ่งต่างๆทั้งเพื่อตนเองและสังคมไปด้วยกัน เรียนรู้เพื่อมีความสำนึกร่วมต่อสังคมและสร้างพลังปัจเจกในการริเริ่มบทบาทความเป็นพลเมืองต่อความเป็นสาธารณะในขอบเขตต่างๆร่วมกันได้ทุกคน ซึ่งจะว่าไปแล้ว ก็ไม่ได้ซับซ้อนมากไปกว่าบทแผ่เมตตาของชาวพุทธที่มุ่งให้ปฏิบัติและเรียนรู้อยู่เสมอว่ามนุษย์และสรรพสัตว์เป็นเพื่อนร่วมทุกข์สุขกัน หรือความมีตัวตนร่วมกับผู้อื่นที่ใหญ่กว่าตนเองและข้ามพ้นตนเองไปได้มากขึ้นเรื่อยๆนั้น เรียนรู้และสร้างให้เกิดขึ้นผ่านการมีประสบการณ์ต่อสังคมและผ่านปฏิบัติการเชิงสังคมได้

การได้เริ่มเห็นแง่มุมดังกล่าวนี้ ทำให้ผมให้ความสนใจกับการทำงานความรู้ที่มีบทบาทในการเชื่อมต่ออย่างมีความลงตัวให้กับ ‘ภาคปฏิบัติ’ กับ ‘ภาคทฤษฎี’ และ ‘การแปรแนวคิดทฤษฎี’ ให้สะท้อนไปสู่ ‘ภาคปฏิบัติ’ ซึ่งก็เป็นภาคขยายของคำว่า ‘บทเรียน’ และ ‘การเรียนรู้’ ที่ให้แง่มุมในการเชื่อมโยงชีวิตการงานเข้ากับประเด็นความเป็นส่วนรวม เห็นการพัฒนาวิถีปฏิบัติให้สะท้อนความมีจิตสาธารณะ รวมทั้งการค่อยๆก้าวเดินออกจาก ‘ความเป็นตัวกูของกู’ แผ่ขยายมิติสู่ ‘ความเป็นเรา’ ผ่านการรู้ร่วมทุกข์สุขกับผู้คนและสรรพสิ่ง ให้เพิ่มพูนความกว้างขวางและมีความสมดุลตามบริบทแห่งตนได้อยู่ตลอดไป 

ผมจึงเริ่มได้เห็นวิธีปฏิบัติสำหรับตนเองดังคำกล่าวของพุทธทาสภิกขุที่ให้ลองค้นพบดูว่า ‘การทำงานเป็นการปฏิบัติธรรม’นั้นว่าคืออะไรและเป็นอย่างไร ได้เห็นว่าการต่อสู้กับตนเองและขัดเกลาอัตตาตนเองให้เบาบางได้อย่างเป็นลำดับนั้นเป็นสิ่งเดียวกันของกระบวนการเรียนรู้เพื่อสร้างความเป็นส่วนรวมร่วมกับคนอื่นได้ด้วยวิธีเรียนรู้ประสบการณ์ต่างๆในชีวิตให้แยบคายนั่นเอง

รวมทั้งเห็นความสอดคล้องกันของ ‘ความมีจิตสาธารณะ’ และ ‘ความเอาธุระต่อส่วนรวม’ ว่าเป็นปัจจุบันขณะและอาการเดียวกันของ ‘การรู้ละวางตัวตน’ อย่างยิ่งอยู่อย่างไร เห็นพัฒนาการและความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงไปบนความเป็นและไม่เป็นทั้งสองอย่างที่เกิดขึ้นเป็นสายธารและมรรควิถีแห่งชีวิต รวมทั้งเห็นบางมิติของ ‘ความรู้’ และ ‘บทเรียน’ ว่ายากที่จะสามารถเข้าถึงแก่นแท้ได้ผ่านการเรียนความรู้ที่ขาดองค์ประกอบด้านการปฏิบัติ โดยเฉพาะความรู้เชิงสังคมและความรู้เพื่อการอยู่ร่วมกันกับผู้อื่นของมนุษย์ในกลุ่มก้อนและชุมชนระดับต่างๆ

การแสดงโขนรามเกียรติ์ของแต่ละสังคมในอุษาคเนย์นั้นสามารถประดิษฐ์คิดค้นขึ้นอย่างงดงามอลังการด้วยการใช้รหัสนัยจากภูมิปัญญาอันลึกซึ้งของสังคมนั้นๆ ทว่า การสร้างมหากาพย์ภควัตคีตาและการสร้างตัวละครทั้งหลายในรามายนะให้ปรากฏบุคลิก กระทั่งเป็นตัวสร้างเรื่องราวที่สะท้อนความหลากหลายลำดับชั้นและสารพัดลักษณาการของอำนาจแห่งกิเลสและจิตใจมนุษย์ที่ขับเคลื่อนความเป็นจริงในสังคมของมวลมนุษย์ก่อนนำมาทำเป็นบทแสดงโขนไปตามแต่จะสร้างสรรค์ปรุงแต่งได้อีกหลายแนวนั้น ก่อเกิดขึ้นได้จากการมีประสบการณ์การเข้าถึงจิตวิญญาณของมนุษย์อย่างถ่องแท้เท่านั้น ในแง่มุมนี้ ภควัตคีตา จึงเป็นความหมายหนึ่งของวิธีบอกเล่าและนำเสนอบทเรียนจากการมีประสบการณ์ทางจิตวิญญาณเป็นวัตถุดิบของประพันธกรในยุคสมัยหนึ่งนั่นเอง นี้เป็นการอุปมาให้เห็นถึงความแตกต่างกันของ ‘การมีความรู้’ กับ ‘การได้บทเรียน

หลังกรณีเดือนพฤษภาคม ๒๕๓๕ ซึ่งส่งผลให้เกิดการตื่นตัวของภาคประชาสังคมอย่างกว้างขวางโดยเฉพาะทางด้านบทบาทของภาคความรู้ สื่อ พลังของปัจเจก ชุมชน และองค์กรภาคประชาสังคม และต่อมาหลังวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศปี ๒๕๔๐ ผมก็ได้มีโอกาสเดินออกไปทำงานกับเครือข่ายนักวิชาการแนวประชาสังคมและองค์กรภาคประชาชนที่เคลื่อนไหวประเด็นส่วนรวมด้วยความสนใจอันหลากหลาย เพื่อหาบทเรียนและเสริมสร้างพลังของภาคประชาสังคมให้เป็นอีกตัวเลือกหนึ่งในการนำการเปลี่ยนแปลงสังคมที่หลากหลายออกไปจากกระแสหลักของการพัฒนา ทำให้ได้รู้จัก ‘การถอดบทเรียน’ ซึ่งเป็นวิธีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ดึงประสบการณ์ที่มีต่อเรื่องต่างๆของปัจเจกและชุมชนออกมาวิเคราะห์และหาแนวทางปฏิบัติการเพื่อเคลื่อนไหวเชิงยุทธศาสตร์โดยใช้บทเรียนและภูมิปัญญาที่มีอยู่มาเป็นเครื่องชี้นำการปฏิบัติ ถักทอเครือข่ายผู้คนให้ได้ร่วมแรงร่วมใจกัน สานความแตกต่างหลากหลายให้เป็นสุขภาวะของความเป็นส่วนรวมที่ทุกคนไม่ต้องเหมือนกันไปหมดก็ได้

ในบริบทนี้ 'การถอดบทเรียน' จึงหมายถึงการนำเอาทุนประสบการณ์ทางการปฏิบัติ ทุนมนุษย์ ทุนศักยภาพ ทุนทางปัญญา ตลอดจนสิ่งที่ปัจเจกและชุมชนมีอยู่เป็นทุนเดิมซึ่งมั่นคงยั่งยืนกว่าทุนเงินตราและสิ่งอื่นตราบเท่าที่มีคนและมีพลเมืองประชากรอยู่ในสังคม มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อก่อเกิดความมีเป้าหมายร่วมกันและสามารถเชื่อมโยงจุดหมายอันแตกต่างกันให้สามารถส่งเสริมและเกื้อหนุนกันได้อย่างไม่เป็นทางการ ดังนั้น ในอีกแง่หนึ่ง จึงมีความเป็นเครื่องมือและวิธีการทางความรู้เพื่อบริหารจัดการปัจจัยมนุษย์ ปัจจัยชุมชน ตลอดจนปัจจัยความเป็นประชาคมและประชาสังคม ให้เป็นกระบวนการเรียนรู้ทำประสบการณ์เพื่อแก้ปัญหาเชิงปฏิรูประบบต่างๆของสังคมไทย

เป็นต้นว่า จากการถือเอาความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจเงินตราเป็นตัวตั้งสู่การมุ่งให้การพัฒนาทางสังคมและสิ่งแวดล้อมเป็นตัวตั้ง จากการรวมศูนย์อำนาจและเน้นบทบาทที่ผูกติดอยู่กับภาครัฐสู่การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นโดยเน้นชุมชนและการมีส่วนร่วมของประชาชนมากขึ้น จากการมุ่งเน้นทุนทางวัตถุและเงินตราก็มุ่งเน้นคุณค่าทางจิตใจและทุนมนุษย์ จากการมุ่งใช้อำนาจและความรุนแรงเข้าแก้ปัญหาสู่การให้ความสำคัญต่ออำนาจของสติปัญญาความรู้  Soft Culture และคุณธรรมความเป็นพลเมือง มากขึ้น เหล่านี้เป็นต้น

ใครดำเนินชีวิตและทำหน้าที่ต่อสังคมอยู่ตรงไหนก็สะท้อนสู่การปฏิบัติลงไปตรงนั้นตามกำลังและเหตุปัจจัยในชีวิตตน แต่ให้มีการเรียนรู้ที่จะสานความคิดและเชื่อมโยงการปฏิบัติเพื่อเป็นพลังเคลื่อนไหวสิ่งยากๆเปลี่ยนแปลงและสร้างสังคมให้ก่อเกิดภาวะอันพึงประสงค์ไปด้วยกัน ทำด้วยความมีจิตสาธารณะและด้วยจิตสำนึกพลเมืองที่จัดความสัมพันธ์กับความเป็นส่วนรวมของสังคมกันได้ด้วยการปฏิบัติ

จากที่กล่าวมาโดยลำดับนี้ ก็พอที่จะประมาณได้ว่า ‘การถอดบทเรียน’ นั้นมีความผสมผสานกันของการอิงอยู่กับการปฏิบัติกับการทำงานเชิงความรู้เพื่อสร้างความเป็นส่วนรวมด้วยกันในขอบเขตที่ซับซ้อนมากกว่าอดีตของสังคมภาคความรู้กับภาคประชาสังคม ซึ่งในอดีตมักจะมีช่องว่างและแยกส่วนกันมาก ดังนั้น จึงเป็นศัพท์ที่มีความหมายต่อการแสวงหาความพอดีที่ภาคประชาสังคมและภาคประชาชนก็พอจะเข้าถึงมิติความเป็นวิชาการที่นอกจากจะไม่มากเกินไปแล้ว ก็เป็นการยกระดับกิจกรรมเชิงสังคมให้เป็นกระบวนการเรียนรู้และการเคลื่อนไหวที่ใช้ความรู้อีกด้วย ขณะเดียวกัน ภาควิชาการและคนทำงานความรู้ที่ใส่ใจสังคมก็พอจะเข้าถึงความเป็นนักปฏิบัติและเคลื่อนไหวสังคมที่ไม่ใช่เป็นเพียงนักทำกิจกรรมให้เพียงผ่านไปเป็นครั้งคราเท่านั้นได้

จะเห็นได้ว่า ขณะที่วิถีความรู้ในกระแสหลักของสังคมโลกมักมุ่งได้เปรียบ แข่งขันทำลาย สร้างผลงานและผูกขาด พอกพูนตัวตนอันคับแคบไปในทางต่างเอาตัวรอดนั้น ‘การถอดบทเรียน’ กลับเป็นวิถีความรู้เพื่อการเดินเข้าหากัน มีที่ทางให้คนทำงานและชาวบ้านที่ทำมาหากินได้ใช้ชีวิตสร้างความรู้ขึ้นจากประสบการณ์และฐานชีวิต พร้อมกับที่อีกด้านหนึ่งก็เป็นวิธีเปิดกว้างเพื่อส่งเสริมให้งานวิชาการและความรู้เชื่อมโยงกับสังคมผ่านการปฏิบัติ ในแง่ของการบริหารจัดการและการพัฒนาการเรียนรู้ของพลเมือง ก็เป็นแนวทางที่จะช่วยทำให้มิติการเรียนรู้สามารถเข้าไปผสมผสานอยู่ในกิจกรรมชีวิตทั้งระดับปัจเจกและในชุมชนระดับต่างๆได้ตลอดไป

การร่วมกันถอดบทเรียนในหัวข้อต่างๆ ของเครือข่ายบล๊อกเกอร์มือดีหลายคนใน GotoKnow นั้น จึงจัดว่าเป็นการสร้างปฏิสัมพันธ์ของบทเรียนที่แต่เดิมมาจากต่างบริบท และต่างประเด็นความสนใจ ให้เกิดความมีบริบทร่วมกันขึ้นใหม่ในพื้นที่ของสังคมไซเบอร์ผ่านการถอดบทเรียน สร้างและเขียนความรู้ ตลอดจนผุดความคิดและนำเสนอทรรศนะวิพากษ์อันนำไปสู่การเรียนรู้อย่างเชื่อมโยงให้กว้างขวางในสิ่งต่างๆร่วมกัน การถอดบทเรียนในครั้งนี้จึงเป็นการกำลังสร้างประสบการณ์อีกชุดหนึ่งต่างหากในบริบทใหม่ๆ โดยใช้ข้อมูลบันทึกประสบการณ์ของผู้อื่นเป็นวัตถุดิบตั้งต้น

อีกทั้งเริ่มจะเห็นภาพได้ว่าบทเรียนและงานเขียนที่ระดมเขียนแบ่งปันกันขึ้นนี้จะเป็นหนังสือรวบรวมความรู้เล่มแรกของ GotoKnow ที่สร้างเนื้อหาขึ้นโดยสังเคราะห์จากวัตถุดิบที่มีอยู่ในคลังความรู้และคลังบันทึกของ GotoKnow และโดยเครือข่ายของกลุ่มบล๊อกเกอร์ใน GotoKnow ซึ่งมาจากต่างสาขาประสบการณ์ ต่างวิชาชีพ ต่างเงื่อนไขแวดล้อมและต่างบริบทชีวิตกัน นับว่าเป็นการต่อยอดและยกระดับการพัฒนากิจกรรมขึ้นไปอีกขั้นหนึ่งทางด้านความรู้กับวิธีสร้างความเคลื่อนไหวสังคมการเรียนรู้ผ่านเว๊บบล๊อกด้วยแนวทางใหม่ๆ.