ขอขอบคุณ GotoKnow แห่งนี้ ที่ให้โอกาสต่อความรู้สึกกรณีดังกล่าว เนื่องในวันครู..อยากพูดคุยเกี่ยวกับครูและการจัดการศึกษาครับ ในหัวใจตัวเองค้างคาเรื่องเหล่านี้อยู่หลายประการ ตามประสบการณ์ที่ได้รับ

เคยรู้สึก! เมื่อได้ชมรายการทีวี ที่มีสัมภาษณ์บุคคลต่างๆ ผู้ชมต่างนิ่งฟังเรื่องราวเหล่านั้นอย่างสนอกสนใจ ทั้งคนในรายการ คนทางบ้าน(อย่างผม) ยิ่งผู้ดำเนินรายการด้วยแล้ว ดูจะสนใจกว่าคนอื่น สีหน้าฉงน คำถามซึ่งสอดแทรกเป็นระยะ บอกความเอาใจใส่ต่อสาระนั้นได้เป็นอย่างดี ช่างแตกต่างกับตัวเองราวฟ้า-ดิน หลายเรื่องที่พยายามพูด นำเสนอ หาคนตั้งใจฟังยาก ถึงอย่างไรก็ตาม ความเชื่อมั่นก็ยังพอหลงเหลืออยู่ คงจะมีบ้างสักคนอาจเห็นประโยชน์

ขอขอบคุณ GotoKnow แห่งนี้ ที่ให้โอกาสต่อความรู้สึกกรณีดังกล่าว เนื่องในวันครู..อยากพูดคุยเกี่ยวกับครูและการจัดการศึกษาครับ ในหัวใจตัวเองค้างคาเรื่องเหล่านี้อยู่หลายประการ ตามประสบการณ์ที่ได้รับ 

ครูเมื่อก่อนกับครูวันนี้เป็นไง? 

หลายคนเปรียบเทียบนะครับว่า ครูเมื่อก่อนทุ่มเท ใกล้ชิด ดูแลลูกศิษย์กว่าครูในปัจจุบัน เรื่องจริงคงไม่ต่างไปจากนั้น แต่ลองมองบริบท สภาพรอบข้างที่เปลี่ยนไปจากแต่ก่อน การแข่งขันที่สูงขึ้น สภาพเศรษฐกิจ ทุนนิยมที่แข่งกันผลิต แข่งกันทำเป้า แข่งตัวเลข สถิติต่างๆ วัฒนธรรมต่างชาติไหลบ่า บ้านเราขึ้นชื่อว่าปรับตัวได้ดี ยืดหยุ่น จึงรับวัฒนธรรมต่างๆเข้ามาอย่างง่ายดาย โดยไม่เลือก ไม่ไตร่ตรอง รับหมด ดีหรือไม่ดี พิจารณากันในภายหลัง ความสัมพันธ์ระหว่างครูกับศิษย์จืดจางลง นักเรียนต้องการเพียงความรู้ ครูต้องการเพียงรายได้ ขณะทั้งสองมีเรื่องอื่นต้องขวนขวาย อาชีพรอง อาชีพเสริม เงินทองชักหน้าไม่ถึงหลัง 

รวมถึงระบบการศึกษาที่ในโรงเรียนต้องสอนอย่างหนึ่ง แต่เด็กใช้จริงหรือเหมาะกับการไปใช้สอบเรียนต่อกลับเป็นอีกวิธีสอนหนึ่ง การติว การสอนพิเศษอันเฟื่องฟู น่าจะเป็นปัจจัยของการเปลี่ยนแปลงนี้ด้วย

เด็กๆล่ะ คำถามเดิม “เมื่อก่อนกับเดี๋ยวนี้” 

เด็กๆสมัยนี้ มีความพร้อมสูงในเรื่องสื่อ ที่จะเข้าถึงความรู้ต่างๆ ถ้าเพียงอยากรู้ เด็กจะรู้อะไรได้เร็วมาก แต่ปัญหากลับมาวนอยู่ที่ “แล้วทำไมไม่ค่อยอยากรู้กัน” ความตั้งใจ หรือความพยายามของเด็กปัจจุบัน น่าจะสู้แต่ก่อนไม่ได้ หรือเพราะความพร้อม ความสะดวกในการเข้าถึงนี้แหละ เป็นดาบสองคมหันมาทำร้ายเอา สะดวก ง่ายจนชิน จนสั่งสม 

สมัยก่อนไม่ดิ้นรน ก็อดเรียน อดรู้ ต้องเดิน ต้องปั่นจักรยาน เพื่อไปเรียนในโรงเรียนที่แสนจะไกลจากบ้าน ต้องจุดตะเกียงอ่านหนังสือ งั้นก็ไม่ได้อ่าน ไม่ทันเพื่อน สู้เขาไม่ได้ แต่เดี๋ยวนี้เพียงปลายนิ้ว แค่คลิ้ก! ความรู้ก็พรั่งพรูออกมาให้เสพจนล้นเหลือ การเรียนการสอนของครูแทบเคี้ยวป้อน ไม่ต้องทำอะไร รอแต่รับ รอแต่กลืน นโยบายเรียนฟรีของรัฐบาลในปัจจุบันหรือที่ผ่านมา ก็ดำเนินไปภายใต้แนวคิดนี้ อย่างนี้หรือเปล่า? ทำให้เด็กสมัยนี้ ดูเอาใจใส่การเรียนน้อยลงกว่าแต่ก่อน 

โรงเรียนดีๆ ครูดีๆ ควรเป็นอย่างไร? 

พูดยาก! ถ้าระบบในปัจจุบันเป็นเช่นนี้ หมายถึง ควรจะเป็นอย่างหนึ่ง แต่ระบบเป็นอีกอย่างหนึ่ง ดูที่การปฏิบัตินะครับ ถ้าดูแค่นโยบาย หลักสูตร ดูตัวหนังสือ หรือเอกสาร คงมองไม่ออก..ก็เป็นไปในแนวทางเดียวกัน 

เพื่อความยั่งยืน ความอยู่รอด หรือความอยู่ดีมีสุขของทุกๆคน โรงเรียนดีต้องมุ่งความสำคัญไปยังการจัดการเรียนการสอน ไม่ใช่อ้อมวนไปในเรื่องอื่นๆจนสับสน เน้นสอนให้นักเรียนคิดวิเคราะห์เป็น ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ มีเหตุผล ครูต้องทุ่มเทกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ลักษณะนี้ โดยได้รับการสนับสนุนจากสังคมอย่างเต็มที่ 

ทว่าในความเป็นจริง การเรียนการสอนลักษณะนี้ต้องใช้เวลา ไม่เหมาะกับการเรียนรู้เนื้อหามากมายตามหลักสูตร หรือเพื่อให้ทำข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ อันเป็นที่หมายปองทั้งของนักเรียนเองและผู้ปกครอง โรงเรียนติว โรงเรียนกวดวิชา หรือสอนพิเศษทั้งหลาย จึงขยายตัวไม่หยุด พูดยากครับ..ถ้าระบบยังเป็นเช่นนี้ 

แนวทางการพัฒนาครู 

เห็นด้วยกับ“ครูเพื่อศิษย์”ของ ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช มากครับ เพราะน่าจะถูกต้อง ยั่งยืน แก้ไขปัญหาคุณภาพครูได้เบ็ดเสร็จ ครูต้องเรียนรู้ การแบ่งปันประสบการณ์ของเพื่อนครูด้วยกันเอง ซึ่งเก็บเกี่ยวมาตลอดชีวิตการทำงาน น่าจะสำคัญสุด ใครเป็นครูจะรู้ กิจกรรมลักษณะนี้ในบ้านเราเกิดขึ้นน้อยมาก แม้ระยะหลังเริ่มตระหนัก เรื่องของครูแห่งชาติในอดีต หรือ Best Practice เดินมาในแนวนี้แล้ว แต่ยังจริงจังน้อยไป อาจเพราะวิถีการทำงานเน้นกันที่เอกสาร สำเร็จหรือไม่สำเร็จ พิจารณาเอกสารเป็นหลัก จนละเลยหรือลืมความจริงที่ปรากฏ ทั้งที่สำคัญกว่า อย่างเทียบกันไม่ได้ 

ทฤษฎี หลักการ หรือนวัตกรรม ซึ่งต่างสรรหากัน เพียงนำมาอวด มาเผยแพร่ ด้วยการระดมครูให้ไปรับรู้หรือไปอบรม หลายเรื่องและ/หรือบ่อยครั้งขัดกับการปฏิบัติจริงในโรงเรียน ครูและโรงเรียนคลุกคลีอยู่กับปัญหาเองแท้ๆ แต่ต้องไปเรียนรู้วิธีแก้จากใครไม่ทราบ ซึ่งอาจจะไม่เคยสอนนักเรียนเลยด้วยซ้ำไป น่าคิดมั้ยล่ะครับ 

มีความสุขกับชีวิตครูดีอยู่หรือ? 

ถ้าว่ากันตามจริงเรื่องสอนหนังสือ หรือสอนนักเรียนในชั้นเรียน ยังคงเพลิดเพลินเสมอ เหมือนจะชอบขึ้นกว่าแต่ก่อน แต่สำหรับเรื่องอื่น หรืองานอื่นที่เกี่ยวข้องทั้งหลาย นับวันจะยิ่งสงสัยครับ ว่าเกิดประโยชน์กับเด็กจริงล่ะหรือ? จะว่าไม่เกิดประโยชน์เลยก็ดูอคติไป เอาแค่คุ้มมั้ยดีกว่า น่าคิดนะครับ ครั้งบรรจุเป็นครูใหม่ ไม่เห็นต้องทำอะไรมากมายขนาดนี้ แค่สอน ออกข้อสอบ ทำสมุดประเมินผล เด็กๆดูตั้งใจ ดูเอาใจใส่ต่อการเรียน มากกว่าที่ครูทำสารพัดอย่างในวันนี้เสียอีก อย่างไรก็ตาม เมื่อหักลบกลบหนี้กันทั้งหมดแล้ว(ฮา) ถือว่าตัวเองยังมีความสุขกับชีวิตครูพอสมควรครับ 

สำหรับวันครูปีนี้ ส่งกำลังใจให้เพื่อนครูทุกท่าน ขอให้มีความสุขกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อพัฒนานักเรียนให้เป็นคนดี คนเก่ง เพื่อชาติบ้านเมือง ตามหน้าที่ของเราอย่างมั่นคงต่อไป  

(ภาพประกอบ : ภายในบริเวณโรงเรียนบ้านกร่างวิทยาคม ต.บ้านกร่าง อ.เมือง จ.พิษณุโลก)