ผลกระทบของการถูกจองจำต่อผู้ต้องขัง

ผลกระทบของการถูกจองจำต่อผู้ต้องขัง

นัทธี จิตสว่าง

สังคมของผู้ต้องขังเป็นสังคมที่มีลักษณะพิเศษแตกต่างไปจากสังคมภายนอกอยู่หลายประการ  ที่สำคัญก็คือสังคมของผู้ต้องขังเป็นสังคมของการถูกจำกัดสิทธิและเต็มไปด้วยกฎเกณฑ์  นอกจากนี้ยังเป็นสังคมที่ถูกตัดความสัมพันธ์กับสังคมภายนอก  จึงทำให้สังคมของผู้ต้องขังของผู้ต้องขังเป็นสังคมเพศเดียวและโดดเดี่ยว  ดังนั้นการพิจารณาถึงผลกระทบของการถูกจองจำที่มีต่อผู้ต้องขังจึงเป็นสิ่งจำเป็น  เพราะลักษณะพิเศษของสังคมผู้ต้องขังดังกล่าว   จะมีผลกระทบทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจของผู้ต้องขัง  ซึ่งนักทัณฑวิทยาและนักสังคมวิทยาหลายคนเชื่อว่า  ผลกระทบดังกล่าวจะนำไปสู่การปรับตัวของผู้ต้องขังในรูปแบบต่างๆ  ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงทัศนคติ  และแบบพฤติกรรมของผู้ต้องขังในเวลาต่อมาด้วย 

Gresham Sykes (1958) เป็นคนแรกที่ได้ศึกษาถึงผละกระทบของการจองจำต่อผู้ต้องขังอย่างจริงจัง  โดยได้เรียกผลกระทบดังกล่าวว่าเป็น  “ความเจ็บปวดของการถูกจองจำ”

Sykes ได้กล่าวถึงการถูกจำกัดในด้านต่างๆ  ของผู้ต้องขัง  ซึ่งก่อให้เกิดความกดดัน  และเป็นความเจ็บปวดของการจองจำ  การถูกจำกัดดังกล่าวมีอยู่  5 ประการด้วยกันคือ

                 ก.  การถูกจำกัดด้านเสรีภาพ

การสูญเสียเสรีภาพเป็นสภาพความกดดันประการแรกที่ผู้ต้องขังประสบเมื่อถูกจองจำ  เพราะเมื่อผู้ต้องขังถูกส่งเข้าเรือนจำก็หมายความว่า เขาจะถูกจำกัดให้อยู่ในเรือนจำไม่สามารถที่จะไปไหนมาไหนได้ การถูกจำกัดด้านเสรีภาพนี้ นอกจากจะถูกจำกัดการเคลื่อนไหวมิให้ออกนอกเรือนจำแล้ว  ยังหมายถึง การถูกจำกัดภายในเรือนจำอีกด้วย  ผู้ต้องขังจะไม่สามารถเดินจากแดนหนึ่งไปยังอีกแดนหนึ่ง หรือจากตึกหนึ่งไปยังอีกตึกหนึ่งได้ตามใจชอบ นอกจากนี้การถูกจองจำในเรือนจำยังหมายถึง การถูกตัดขาดจากครอบครัว  และญาติมิตรอีกด้วย โดยที่การแยกจากกันนี้มิใช่เป็นการแยกจากกันธรรมดา  แต่เป็นการแยกจากญาติมิตรในฐานะของผู้กระทำผิดกฎหมายและถูกลงโทษ และด้วยเหตุนี้เอง  Sykes เน้นว่า สิ่งที่ทำความเจ็บปวดมากที่สุดก็คือ  ความจริงที่ว่า การถูกจองจำเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการถูกปฏิเสธจากสังคมผู้ต้องขังจะถูกปฏิเสธจากสังคมภายนอกและถูกตีตราว่า  เป็นนักโทษนับตั้งแต่ที่เข้ามาอยู่ในเรือนจำ  ซึ่งผู้ต้องขังจะต้องตัดผมสั้น  แต่งชุดนักโทษ  มีเลขหมายประจำตัว  และทำความเคารพเจ้าพนักงาน  ทำให้ผู้ต้องขังรู้สึกว่าตนนั้น ได้สูญเสียสถานภาพของสมาชิกในสังคมและสถานภาพของคนธรรมดาไป  สภาพดังกล่าวเป็นผลมาจากการถูกจำกัดด้านเสรีภาพ  เป็นส่วนสำคัญของความเป็นมนุษย์  และเป็นผลให้ผู้ต้องขังได้รับความกดดันอย่างมาก

                  ข.  การถูกจำกัดด้านเครื่องอุปโภค  บริโภค  และบริการ

ในเรือนจำ ผู้ต้องขังจะได้รับการตอบสนองต่อความต้องการขั้นพื้นฐานด้านวัตถุ เช่น อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่หลับนอน ซึ่งคนโดยทั่วไปอาจจะคิดว่า ผู้ต้องขังยังได้เปรียบคนจนในสังคมภายนอกในเรื่องเหล่านี้  อย่างไรก็ตาม  Sykes ได้ชี้ให้เห็นว่า ผู้ต้องขังนั้นถูกจำกัดสิทธิในการที่จะ  “เลือก”  พวกเขาไม่มีสิทธิที่จะเลือกรายการอาหารประจำวัน  ไม่มีสิทธิที่จะคำนึงถึงรสชาติของอาหาร  ไม่มีสิทธิที่จะดื่มสุรา  หรือสูบบุหรี่ได้ตามชอบใจ  ไม่มีสิทธิที่จะใส่เสื้อ  กางเกงส่วนตัวที่ชอบ  ไม่มีที่พักผ่อนเป็นส่วนตัว  ไม่มีเครื่องใช้  อุปกรณ์เป็นของตนเอง  ไม่มีแม้กระทั่ง  “เวลา”  ที่จะเป็นตัวของตัวเองที่จะเลือกทำในสิ่งที่ชอบ  เหมือนดังเช่นที่เคยมีเมื่ออยู่นอกเรือนจำ  การถูกจำกัดในการับบริการและเลือกอุปโภคบริโภคเช่นนี้  ทำให้มองตนเองว่าเป็นผู้สูญเสีย  โดยเฉพาะการสูญเสียสิทธิในทรัพย์สินส่วนบุคคลไป  ในขณะที่สิ่งที่มีอยู่ในตัวเขาคือ  “แรงงาน”  กลับถูกรรัฐนำไปใช้ภายใต้ชื่อที่เรียกว่า  “การฟื้นฟูแก้ไขฝึกอาชีพ”  สภาพการดังกล่าวนี้จึงเป็นความกดดันและเจ็บปวดอีกประการหนึ่งที่ผู้ต้องขังได้รับ

                        ค. การถูกจำกัดด้านความสัมพันธ์ทางเพศ

การถูกจองจำหมายถึง การที่ผู้ต้องขังต้องถูกตัดขาดจากเพศตรงข้าม โดยเฉพาะการถูกตัดขาดจากการมีเพศสัมพันธ์และการคบหาสมาคมกับเพศตตรงข้ามติดต่อกันเป็นเวลานาน  จึงทำให้ผู้ต้องขังได้รับความกดดัน ความกดดันที่ว่านี้มิได้เกิดจากการขาดการตอบสนองต่อความต้องการทางเพศเท่านั้น แต่เป็นความกดดันทางด้านจิตใจ  ซึ่งเกิดจากการที่ต้องอยู่รวมกับเพศเดียวกัน  ทำให้ผู้ต้องขังเกิดความวิตกกังวลว่าความเป็นชายของเขากำลังถูกคุกคาม  ทั้งการถูกยั่วยวนให้เขาหันเหไปสู่ความสัมพันธ์แบบรักร่วมเพศ  หรือถูกข่มขืนโดยผู้ชายด้วยกันก็ตาม ความวิตกกังวลเหล่านี้แทบจะไม่บังเกิดขึ้นในโลกที่มีสตรีอยู่ด้วย แต่ในเรือนจำเป็นโลกของผู้ชายเพศเดียว ทำให้ไม่แน่ใจว่าจะเกิดความด่างพร้อยกับตนขึ้นเมื่อไร

                        ง.      การถูกจำกัดด้านอิสรภาพ

ผู้ต้องขังได้รับความกดดันจากการถูกจำกัดด้านอิสรภาพเพราะต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์  และคำสั่งของเจ้าพนักงานที่คอยควบคุมการเคลื่อนไหวของตนอยู่ทุกเวลา การตรวจตราเฝ้าดูทุกฝีก้าว  การตรวจจดหมาย   การกำหนดให้กินเป็นเวลา  นอนเป็นเวลา  การเข้าแถวไปทำงาน และการห้ามนำอาหารเข้าไปในห้องนอน เป็นต้น กฎเกณฑ์และคำสั่งเหล่านี้ทำให้รู้สึกกว่าถูกจำกัดอิสรภาพ แต่สิ่งที่ทำให้เกิดความกดดันก็คือ การไม่มีเหตุผลของกฎเกณฑ์หรือระเบียบต่างๆ  ในหลายๆ เรื่องซึ่งจะหาคำอธิบายไม่ได้และเจ้าหน้าที่ก็มักจะปฏิเสธที่จะอธิบายคำตอบที่ผู้ต้องขังจะได้รับก็คือ มันเป็นกฎของเรือนจำ   ผู้ต้องขังไม่ทราบว่าทำไมจดหมายถึงล่าช้า  ทำไมสิ่งของที่ส่งมาถึงไม่ได้รับ  และทำไมถึงต้องมีกฎเกณฑ์เรื่องนั้นเรื่องนี้ ผลก็คือผู้ต้องขังจะเกิดความรู้สึกว่า ตัวเขาถูกจำกัดทุกสิ่งทุกอย่างและทำให้เกิดความรู้สึกสิ้นหวัง  อ่อนแอ  และช่วยตัวเองไม่ได้  นับเป็นความกดดันทางจิตใจที่ก่อให้เกิดความเจ็บปวดมากกว่าความกดดันทางร่างกายเสียอีก

                     จ.  การถูกจำกัดด้านความปลอดภัย

การที่ผู้ต้องขังต้องอยู่รวมกับผู้ต้องขังอื่นๆ ซึ่งแต่ละคนมีประวัติอาชญากรร้ายๆ มาทั้งสิ้น  ทำให้เกิดความวิตกกังวลว่าตนอาจจะถูกกลั่นแกล้ง  ลักขโมย  ทำร้าย  ฆาตกรรม  หรือข่มขืนได้สักวันหนึ่ง  พวกเขารู้ตัววาในวันหนึ่งข้างหน้าจะต้องถูก ทดสอบ จากพวกเจ้าถิ่นหรือจากคนใหม่ว่า จะอยู่ในคุกต่อไปในฐานะผู้แข็งแรง  หรือผู้อ่อนแอ  ในบรรยากาศของการแข่งขนกันเป็นเจ้าในเรือนจำ  ผู้ชนะจะใช้กำลังข่มขู่ผู้แพ้หรือผู้ที่อ่อนแอกว่า  ในขณะที่เจ้าหน้าที่จะให้การดูแลไม่ทั่วถึง จึงทำให้ผู้ต้องขังเกิดความวิตกกังวลว่าสักวันหนึ่งเขาจะต้องประสบกับการท้าทาย พวกเขาจะรู้สึกว่าพวกเขาได้สูญเสียหลักประกันในด้านความปลอดภัยไปสิ้น

ความเจ็บปวดที่ผู้ต้องขังได้รับอันเนื่องมาจากการถูกจำกัดในด้านต่างๆ ทั้ง 5 ด้านนั้นมิใช่แต่จะเป้นความเจ็บปวดทางด้านร่างกายเท่านั้น แต่ความเจ็บปวดที่สำคัญก็คือ  ความกดดันทางจิตใจที่ผู้ต้องขังได้รับจากการถูกจำกัดดังกล่าว อันเป็นผลให้ผู้ต้องขังเกิดความรู้สึกไม่สบายใจ  เบื่อหน่าย  เหงา  กลัว  และเกิดความเครียดในจิตใจ  จนทำให้ผู้ต้องขังต้องหาทางออกในการปรับตัว เพื่อที่จะระบายความเจ็บปวดดังกล่าวโดยการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้ต้องขังให้สอดคล้องไปกับข้อจำกัดต่างๆ ของเรือนจำ รวมทั้งพัฒนาวัฒนธรรมย่อยขึ้นในเรือนจำและมีการปรับตัวของผู้ต้องขังประเภทต่างๆ

นอกจาก  Sykes  แล้ว  Goffman  ก็เป็นอีกผู้หนึ่งที่ชี้ให้เห็นถึงผลกระทบของระบบเรือนจำต่อผู้ต้องขัง ซึ่งเป็นผลกระทบที่ก่อให้เกิดความกดดันทางด้านจิตใจอย่างรุนแรง  Goffman  (1960)  ได้ให้ทัศนะว่า  เรือนจำเป็นสถาบันเบ็ดเสร็จ (Total Institution)  ที่สามารถทำลายปัจเจกภาพของผู้ต้องขังที่ถูกส่งเข้าไป เพราะเมื่อ ถูกส่งเข้าไปในเรือนจำผู้ต้องขังจะรู้สึกว่าสูญเสียศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ซึ่งเคยมีอยู่ในขณะที่อยู่ในสังคมภายนอกไปจนหมดสิ้น ทั้งนี้โดยผู้ต้องขังแต่ละคนจะเผชิญกับภาวการณ์สูญสิ้นในสิ่งที่เคยมีอยู่  (Mortification)  ไม่ว่าจะเป็นการสูญสิ้นในเสรีภาพ  อิสรภาพ  และสิทธิต่างๆ  ที่เคยมี  ผู้ต้องขังจะถูกจำกัดการเคลื่อนไหวในเรือนจำไม่สามารถไปไหนมาไหนได้ตามความพอใจ  การผ่านจากตึกหนึ่งไปอีกตึกหนึ่งจะต้องผ่านการตรวจค้น  การเคลื่อนไหวใดๆ  จะอยู่ในสายตาของเจ้าหน้าที่โดยตลอดเวลาแม้แต่การเข้าห้องส้วม ทำให้รู้สึกขาดความเป็นอิสระส่วนตัว ผู้ต้องขังยังไม่มีสิทธิที่จะเลือกรายการอาหารและรสชาติได้ตามความพอใจได้เพียงแต่มีอาหารทานไปวันๆ  เท่านั้น  นอกจากนี้ผู้ต้องขังยังถูกตัดสัมพันธ์กับโลกภายนอก  ขาดการติดต่อจากญาติมิตรและครอบครัว  ทำให้รู้สึกโดดเดี่ยวในขณะที่การติดต่อสื่อสารต้องผ่านการตรวจ ทำให้หมดโอกาสที่จะดำเนินชีวิตเหมือนก่อน ที่สำคัญก็คือผู้ต้องขังจะถูกตีตราว่าเป็น “นักโทษ” นับตั้งแต่การที่ถูกตรวจค้นร่างกายอย่างละเอียดในวินาทีแรกที่เข้าเรือนจำ การสวมใส่เครื่องแบบของนักโทษ การถูกตัดผม  และถูกกำหนดให้มีหมายเลขแทนชื่อ ทำให้ผู้ต้องขังรู้สึกว่า สถานภาพเก่าของเขากำลังถูกเปลี่ยนให้สูญสิ้นไปพร้อมๆ กับที่สถานภาพใหม่ของการเป็นนักโทษได้เข้ามาแทนที่  การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนับว่ามีผลกระทบทางด้านจิตใจของผู้ต้องขังเป็นอย่างมาก

แนวความคิดของ Goffman เกี่ยวกับการเปลี่ยนสถานภาพหรือการสูญสิ้นสถานภาพของผู้ต้องขังสอดคล้องกับความคิดของ Harold  Gerfinkel ซึ่งได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องพิธีกรรมลดสถานภาพ (Status degradation ceremonies) ไว้ตั้งแต่ปี 1956 โดย  Gerfinkel (1956) เสนอแนวคิดว่า การจองจำเป็นกระบวนการของพิธีการลดสถานภาพของผู้ต้องขัง ซึ่งพิธีการดังกล่าวนี้จะทำหน้าที่ 2 ประการคือ ทำลายเอกลักษณ์ที่มีมาก่อนของผู้ต้องขัง และหยิบยืนเอกลักษณ์ใหม่ที่มีลักษณะต่ำต้อยกว่าเดิมให้ ต่อมา  Richard Cloward  (1960) ได้ขยายแนวความคิดของ  Gerfinkel ในเรื่องนี้ต่อไปอีกโดยได้ชี้ให้เห็นว่า พิธีกรรมนี้เริ่มต้นตั้งแต่ที่ผู้กระทำผิดถูกตำรวจจับ โดยเฉพาะเมื่อผู้กระทำผิดถูกส่งเข้าเรือนจำ สิ่งที่ผู้ต้องขังต้องประสบก็คือ การถูกลดค่าของความเป็นมนุษย์ด้วยวิธีการต่างๆ จะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม จนทำให้ผู้ต้องขังตกอยู่ในฐานะที่ต่ำต้อยทางสังคมมากที่สุด  ความกดดันที่ผู้ต้องขังได้รับจากพิธีกรรมดังกล่าวนี้เอง  เป็นผลให้ผู้ต้องขังสร้างวัฒนธรรมย่อยของผู้ต้องขังขึ้นมาเป็นเกราะกำบังความกดดันเหล่านั้น ซึ่งเช่นเดียวกับแนวคิดของ Sykes and Messengers  (1960) ที่อธิบายถึงกระบวนการในการที่ผู้ต้องขังถูกลดสถานภาพว่าเป็นการทำลาย ego ของผู้ต้องขัง จนทำให้ต้องหาทางออกในการบรรเทาความเจ็บปวดที่ได้รับ ในขณะที่  Gordon Trasler  (1972:  207)  เน้นว่าการปฏิบัติของผู้คุมต่อผู้ต้องขังนั้น ไม่ว่าจะเป็นการพูดจา การบังคับควบคุม หรือการตรวจค้นเป็นการตอกย้ำการลดสถานภาพทางสังคมของผู้ต้องขังอยู่ตลอดเวลา

แนวความคิดเกี่ยวกับผลกระทบของระบบเรือนจำที่ได้กล่าวข้างต้นส่วนใหญ่ เป็นผลมาจากการศึกษาในเรือนจำที่มีระดับความมั่นคงแข็งแรงสูงสุดของสหรัฐ เมื่อประมาณต้นทศวรรษ 1960 ซึ่งมีระยะเวลากว่า 50 ปีผ่านมาแล้ว ปัญหามีอยู่ว่า แนวความคิดดังกล่าวจะสามารถอธิบายระบบสังคมเรือนจำในปัจจุบันได้หรือไม่ เพราะหากจะพิจารณาถึงระยะเวลาที่ผ่านมาแล้วน่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังไปในทางที่เป็นมนุษยธรรมยิ่งขึ้น และมีการคำนึงถึงสิทธิมาตรฐานขั้นต่ำในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังมากยิ่งขึ้น ดังนั้นข้อเท็จจริงในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังบางอย่างจากการศึกษาในช่วงปี 1960 จึงไม่น่าจะสอดคล้องกับข้อเท็จจริงในปัจจุบัน  เช่นการห้ามผู้ต้องขังซื้ออาหารภายนอกมา  หรือรับประทาน  การให้ผู้ต้องขังตัดผมสั้น  เป็นต้น  ปัจจุบันกล่าวได้ว่าผู้ต้องขังในสหรัฐมีสิทธิและเสรีภาพมากขึ้นกว่าเดิม  มีการผ่อนปรนด้านกฎระเบียบต่างๆ  มากขึ้น  อย่างไรก็ตามหากจะพิจารณาจากการศึกษาของ Sykes และคนอื่นๆ แล้ว จะพบว่าแม้ข้อเท็จจริงในบางอย่างเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังเปลี่ยนแปลงไป แต่โครงสร้างของระบบสังคมของเรือนจำยังคงอยู่ โดยเฉพาะลักษณะของการจำกัดเสรีภาพและสิทธิต่างๆ  ของผู้ต้องขัง ดังนั้นความเจ็บปวดจากการถูกจองจำหรือผลกระทบจารกการถูกจองจำทั้ง 5  ประการที่  Sykes กล่าวถึงนั้นก็ยังคงปรากฏอยู่ในปัจจุบัน เพียงแต่ลดความรุนแรงลง  ดังที่  Johnson and Toch (1982: 17) กล่าวว่างานของ Sykes ยังสามารถอธิบายสังคมของเรือนจำในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี การถูกจำกัดด้านต่างๆ  ของผู้ต้องขังยังคงเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความเจ็บปวดอยู่เช่นเดิม นอกจากนี้การศึกษาวิจัยในระยะหลังๆ  ก็สามารถยืนยันในเรื่องนี้ได้เช่น Toch (1982) ได้ชี้ให้เห็นถึง  “ความเครียด”  ที่ผู้ต้องขังได้รับจากการถูกจองจำ โดยเปลี่ยนจารกคำว่า  ”ความเจ็บปวด” ของ Sykes มาเป็น “ความเครียด”  เพราะเป็นสิ่งที่เห็นชัดได้ง่ายกว่า Toch  พบลักษณะของสภาพในเรือนจำหลายประการมีผลกระทบต่อความเครียดของผู้ต้องขัง เช่น ความวิตกกังวลเกี่ยวกับอนาคต  หรือการถูกตัดขาดจากญาติพี่น้อง เป็นต้น นอกจากนี้ Smith (1982) ยังพบว่าความแออัดยัดเยียดในเรือนจำมีผลกระทบต่อจิตใจของผู้ต้องขังเป็นอย่างมาก ในขณะที่  Bowker (1982) ได้เห็นว่า ปัญหาการขาดความปลอดภัยในเรือนจำยังเป็นปัญหาสำคัญของเรือนจำในปัจจุบัน โดยเฉพาะปัญหาที่เกี่ยวกับการใช้กำลังและความรุนแรงเช่น  การข่มขืน  การทำร้ายร่างกาย  นอกจากนี้ยังมีปัญหาการรักร่วมเพศ  การแบ่งแยกผิว ปัญหายาเสพติด Bowker สรุปว่า การเอารัดเอาเปรียบและตักตวงผลประโยชน์ยังคงเป็น  “แก่น”  สำคัญของชีวิตในเรือนจำของสหรัฐในปัจจุบัน

 

 

 

 

 

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน นัทธี จิตสว่าง: อาชญาวิทยา กระบวนการยุติธรรม ราชทัณฑ์ และการวิจัยเชิงคุณภาพ



ความเห็น (0)