นั่งคิดคนเดียวว่า เวลาไปถอดบทเรียนแล้วตั้งคำถามเป็นการเป็นงาน เรียงลำดับขั้นตอนอย่างดี กลับได้ข้อมูลไม่ดีเท่านั่งคุยกันไปเรื่อยๆ หรือถามแค่ว่า "เป็นไงบ้างงานนี้" พูดกันได้พรั่งพรูมาก ลื่นไหลกันดี พยายามทบทวนว่ากระบวนการหรือคำถามเราเป็นปัญหาไหม ?
เอ๊ะ!!! หรือว่านี่เป็นธรรมชาติของนักปฏิบัติที่ไม่ต้องการเรียบเรียง ทำทุกอย่างที่ขวางหน้า ทำงานอย่างเพลิดเพลิน ไม่ต้องการการจัดระบบอะไรทั้งนั้น
นี่ใช่สาเหตุของการที่เวลาถูกถามว่า "ทำอะไรอยู่" หรือ "ทำไปถึงไหนแล้ว บรรลุเป้าหมายที่ต้องการหรือยัง ทำถึงขั้นไหนแล้ว" แล้วก็จะได้รับคำตอบเป็นสายตาใส ๆ หน้างงๆ
กำลังนึกต่อไปว่าทำไมบทเรียน/ข้อมูลที่ได้ต้องอาศัยวิทยากรกระบวนการที่เก่งกาจเท่านั้นหรือ? แล้วคนที่เป็นนักปฏิบัติเองทำไมไม่สามารถ (หรือน้อยมาก)เข้าถึงองค์ความรู้และบทเรียนตนเองได้เล่า?
ผมหมายถึง การดึงออกมาถ่ายทอดสู่คนอื่นได้ด้วยตัวเองเลย
Noppadon Pumyim @ Facebook วันศุกร์เวลา 16:43 น.
ข้อความข้างตนเป็นข้อความการนำเสนอความคิด หรือ ผมอาจได้ว่าเป็นการถอดบทเรียนแบบ “ปิ้งแว้บ” โดยตั้งคำถามว่า “ทำไม” และ “ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น”
และความคิดเหล่านั้น ทำให้ผมคิดต่อ ว่า เราทำเวทีถอดบทเรียน ทำไปเพื่ออะไร? และ จำเป็นหรือไม่ที่ต้องมีผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้(Facilitators) ในวงเรียนรู้และถอดบทเรียน?
ในหนังสือ “Turning to One Another” * โดย Magaret J.Whealey เธอได้เขียนถึงการสนทนาว่า “การสนทนาที่ดีเชื่อมโยงเราในระดับที่ลึกกว่า เมื่อเราแบ่งปันประสบการณ์ เราได้ค้นพบอีกครั้งซึ่งความรู้สึกของความเป็นหนึ่งเดียว เราระลึกได้ว่าเราเป็นหนึ่งกับส่วนทั้งหมดที่ยิ่งใหญ่กว่า และด้วยปีติสุขที่สมทบเข้ามา เรายังได้ค้นพบปัญญาร่วมหรือสมุหปัญญาของเราทั้งผอง แล้วในฉับพลันนั้นเราก็ได้ประสบว่าเราฉลาดขึ้นอย่างไรเมื่อเราได้อยู่ด้วยกัน”
ทั้งหมดเป็นเหตุผลว่า ทำไมเราต้องมานั่งสนทนากันและการสนทนาที่ดีสุดยอดในความคิดของผมนั้น ก็คือ การสนทนาที่ผู้สนทนาต่างยอมรับกันและกันอย่างเท่าเทียม รวมไปถึง สนใจใคร่รู้ในเรื่องราวของกันและกัน โดยทำหน้าที่เป็นผู้ฟังที่ดีไปด้วย แต่ในความเป็นจริง การสนทนาที่ต้องอาศัยการฟังอย่างลึกซึ้ง บรรยากาศการพูดคุยที่มีความเท่าเทียมอาจจะต้องพึ่งพาคนกลางที่ทำหน้าที่ประคับประคองบรรยากาศนั้น ผมหมายถึง ผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้(Facilitators) ซึ่งในที่นี่ผมรวมความถึงผู้ทำหน้าที่ถอดบทเรียนในเวทีด้วย
การถอดบทเรียน อาจต้องการผลลัพธ์คือ “บทเรียน” นอกจากบทเรียนที่แทรกซึมอย่างเป็นธรรมชาติในวงเรียนรู้แล้ว บทเรียนเหล่านั้นอาจจำเป็นต้อง “คว้าและจับประเด็น” สังเคราะห์สู่บทเรียนเพื่อเป็นองค์ความรู้ในการขับเคลื่อนการพัฒนาต่อ ตรงนี้เองที่ผมคิดว่าเวทีถอดบทเรียนจำเป็นต้องมี Facilitators
การตั้งคำถามของ Facilitators นั้น จำเป็นไหมที่จะต้องตั้งคำถามตามโครงสร้างคำถาม(ที่เตรียมมา หรือ เรียบเรียงในใจ) ผมมองว่าการถามตามโครงสร้างคำถาม เป็นตัดตอนบรรยากาศของการเรียนรู้ให้อึดอัดอย่างที่ผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ไม่รู้ตัว ผมตระหนักเสมอว่าคำถามนั้นสำคัญเพื่อให้ได้มาซึ่งคำตอบที่เราต้องการก็จริงอยู่ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคำถามก็คือ “กระบวนการถาม” ว่าควรจะถามอย่างไร? เพื่อไม่ให้ผู้ร่วมกระบวนการเรียนรู้ รู้สึกว่าถูกถาม(เหมือนสัมภาษณ์) การตั้งคำถามแล้วนิ่งรอฟังคำตอบในวงสนทนา ของผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ อาจทำให้เกิดบรรยากาศของความตึงเครียด ในที่สุดคำถามนั้นอาจไม่ได้คำตอบอย่างที่ควรจะเป็น หรือคำตอบจริงๆของผู้ปฏิบัติ เพราะความตึงเครียดของบรรยากาศภายใต้การจู่โจมของคำถามนั้นเอง...
ส่วนบทบาทการทำหน้าที่ผู้ถอดบทเรียนการ “จับประเด็น” ก็สำคัญ ในบันทึกก่อนผมเขียนถึงการจับประเด็นของ Facilitators ว่า “ไม่ตั้งใจแต่ได้ผล” ก็คือ “การมุ่งการจับประเด็นมากเกินไปทำให้เราพลาดอะไรบางอย่างเพราะเรื่องราวที่ปรากฏไม่ใช่เรื่องของประเด็นเท่านั้น และการจับประเด็นที่ดีคือ การไม่มุ่งมั่นที่จะจับประเด็น แต่เป็นการเปิดออกให้ประเด็นปรากฏขึ้นมาเอง” (จากหนังสือ “สุนทรียสนทนา” โดย วิศิษฐ์ วังวิญญู)
ในที่สุด “วงสนทนาที่ดี” จะช่วยก่อรูปของพลังความรู้ ผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นภายในทั้ง ผู้เข้าร่วมกระบวนการเรียนรู้ รวมไปถึงผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้(Facilitators) แน่นอนว่าคนที่เป็นนักปฏิบัติเองสามารถเข้าถึงองค์ความรู้และบทเรียนตนเอง ผ่านการเล่าเรื่องที่ลุ่มลึกถึงระดับปัญญาปฏิบัติจะถูกคลี่ออกมาผ่านการสนทนาที่เป็นธรรมชาติ
* หันหน้าเข้าหากัน,บุลยา แปล,สำนักพิมพ์สวนเงินมีมา,๒๕๔๙ อ้างอิงใน “สุนทรียสนทนา” โดย วิศิษฐ์ วังวิญญู
แวะมารับฟังความรู้และประสบการณ์ครับ ;)
ขอบคุณครับ อ.Was มีงานที่เชียงใหม่ อีกไม่นานนี้ จะชวนมาร่วมวงสนทนานะครับ (ที่สารภี)
แวะมาแลกเปลี่ยนครับผม...
ผมว่ากระบวนการถอดบทเรียนเป็นทั้ง "ศาสตร์" และ "ศิลป์" นะครับ...
โดยมีเป้าหมายของกระบวนการคือ "บทเรียน" เพื่อการเรียนรู้และพัฒนานะครับ...
การวางกรอบ "คำถาม" ไว้ก็เพื่อเป็นแนวทางให้การดำเนินกระบวนการไม่หลุดไปจาก"ฐานคิด" และ "วัตถุประสงค์" ที่ได้ออกแบบไว้ล่วงหน้านะครับ...
แต่กรอบคำถามก็คงต้องสามารถยืดหยุ่นได้โดยขึ้นอยู่กับ "บรรยากาศ" และ "บริบท"ของสมาชิกในวงสนทนานะครับ..
"แข็ง" ไปหรือ "หย่อน" ไปก็คงไม่ดีนะครับ เอาแบบพอเหมาะพอดีแบบทางสายกลาง...
ซึ่งตรงนี้แหละครับคือความสำคัญของ Facilator ที่ต้องใช้ทักษะและความสามารถเพื่ออำนวยความสะดวกให้เกิดกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ขึ้นในวงสนทนาครับผม...
สวัสดีค่ะ
มาแก้คำผิด facilator facilitator ...
และมาทักทายพี่คิมด้วยครับ...
สวัสดีค่ะMr.Direct
จริงเหรอครับ พี่ครูคิม ยายคิม ;)...
มาซะหน้าหนาวเลยนะครับ คุณเอก อิ อิ
สวัสดีค่ะอาจารย์ Wasawat Deemarn
คัด "นางงามกางจ้อง" หรือเปล่าครับ อิ อิ ;)
สวัสดีค่ะอาจารย์Wasawat Deemarn
มันเป็นไป Concept ของบันทึก พลังของวงสนทนาที่ดีเเละกระบวนการถอดบทเรียน ไงครับพี่ครูคิม ;)
เรากำลังสร้างกำลังภายในกันอยู่ครับ อิ อิ
สวัสดีครับ Mr.Direct
หลายครั้งที่เราทำงาน ผ่านการเป็น FA เพื่อถอดบทเรียน หรือ เพื่อการเรียนรู้ร่วมกันก็เเล้วเเต่การที่เราปล่อยกลุ่มให้เติบโตตามธรรมชาติของการสนทนา ก็ไม่ใช่การเพิกเฉยของ FA เเต่เป็นความตั้งใจให้เป็นแบบนั้น ทุกอย่างมีเวลา เเละผลลัพธ์ที่ดีก็จำเป็นต้องรอเวลา
เป็น "ศาสตร์" เเละ "ศิลป์" อย่างที่บอกมาครับ :)
ขอบคุณ ครูคิม ยายคิม เเละอ. Wasawat Deemarn ครับ >>ก็ถือว่าเป็นพลังของการสนทนาครับ อย่างน้อยก็กระชับมิตร รู้จิตรู้ใจกันมากขึ้น
มีความสุขกับทุกวันของชีวิตครับ
จตุพร
ความยากมันอาจจะอยู่ที่กลไกเหล่านี้มันเป็นของใครของมัน พอเราจะถอด mechanism ออกเป็นสากลมันก็เลยติดๆขัดๆ
และที่ว่าของใครของมันนี้ ก็ไม่ง่ายอีกเหมือนกันที่จะพูดออกมาดังๆว่าของเราคืออะไร "บ้าง" ถ้ารีบพูดออกมา ว่ากินข้าวมันไก่เพราะ "อร่อย" แต่ในสภาพความเป็นจริง แม้แต่สิ่งที่เรียบง่ายที่สุดอย่างกินข้าวมันไก่ มันก็ไม่ได้ถูกผลักดันเพราะ "อร่อย" เพียงแค่นั้น
ในหนังสือ Theory U ของ Otto Scharmer ได้บรรยายถึงมีคนพยายามไปศึกษาศิลปินที่เป็นเซนมาสเตอร์ว่า ทำไมลายภู่กันเซนมันถึงได้เปี่ยมปรัชญา สวยงาม สุนทรีย์ปานนั้น ก็ตั้งหน้าตั้งตาขอไป observe "วิธี" หน่อย เซนมาสเตอร์ก็ไม่ว่าอะไร นั่งๆกินๆเดินๆนอนๆไม่เห็นทำอะไรอยู่เกือบอาทิตย์ อยู่มาวันหนึ่งขณะนั่งที่ริมระเบียง มองอาทิตย์ตก เซนมาสเตอร์ก็จู่ๆลุกพรวดพราดหยิบภู่กันสะบัดๆลงบนผืนผ้าใบที่แขวนไว้
ออกมาเป็นมาสเตอรพีซอีกชิ้นหนึ่ง...
Internal motivation ไม่ใช่อะไรที่ภาษาที่เรามีจะบรรยาย พรรณนาได้สมบูรณ์แบบ หรือในหลายๆครั้ง แม้กระทั่งจะให้ใกล้เคียง เรื่องนี้ Otto Scharmer ใช้คำว่า "connect to the source"
และ the source นี้เป็นของใครของมัน
การตอบคำถาม "ทำไม" จึงทรงพลัง และไม่ควรเร่งรัดคำตอบ แต่การค้นหาคำตอบนั้น อาจจะทำให้ผู้ค้นหา พลอยค้นพบตนเองด้วย นี่คือสิ่งที่ coach ทำ คือ "ถามคำถาม" ไม่ใช่ "หาคำตอบ"
เราถามคำถามเพื่อที่จะ empower ผู้คน และเพื่อให้เกิดการใช้วิถีชีวิตที่ "ถามตนเอง ใคร่ครวญตนเอง มีสติตนเอง" ส่วนคำตอบจะมี จะได้ตอนไหนนั้น เป็น bonus สิ่งสำคัญคือ ชีวิตที่มีสติ ใคร่ครวญสิ่งต่างๆ โดยเฉพาะตนเองภายในตลอดเวลา คือ "วิถี"
ส่วน report การถอดความรู้นั้น ก็ให้เป็นทุกข์ของผู้ให้ทุนผู้อยากได้คำตอบไป ความสุขที่แท้บางทีมันอยู่ที่ตอนค้นหา มากกว่าตอนที่ได้คำตอบ ลองดูสิว่าตอนเล่นกีฬานั้น ตอนไหนกันแน่ที่เรามีความสุขที่แท้ ตอนกำลังเล่น ตอนกำลังพยายาม หรือตอนได้ถ้วย คำตอบแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่จะ shape วิถีชีวิต และการคิดได้เยอะทีเดียว
สวัสดีค่ะ
แวะมาเยี่ยมค่ะ อ่านแล้วก็ปิ๊งว่า พรุ่งนี้ผู้บริหารโรงเรียนในอำเภอมหาราชจะไปผ่อนคลายกันที่เขื่อนขุนด่านปราการชล เรามีเวลาที่จะสนทนากันอย่างไม่เป็นทางการ เป็นไปได้ไหมที่จะถอดบทเรียนกันลองดู นานแล้วที่ไม่ได้จับเรื่องนี้ มัวแต่ถอดใจ
ขอบคุณนะคะสำหรับสิ่งดีๆ ที่นำมาเผยแพร่
ศิริวรรณค่ะ
เห็นด้วยหลาย ๆ ค่ะ แต่จะผลักดันกระบวนการแบบเนี้ยให้เป็นรูปธรรมได้น่าจะดีนะคะ ดีกว่าจะให้ครูไปนั่งตัวเกร็งอบรมกับวิทยากร..ตั้งเยอะ.....
มีท่านผู้มีประสบการณ์เคยกล่าวว่า
"คุยกับคนไม่ธรรมดา ได้ผลลัพธ์ไม่ธรรมดา"
บางทีการร่วมกลุ่มคุยกัน หากไม่มี FA ที่ชำนาญการดำเนินกระบวนการ
ก็คงจะได้อะไรไม่มากอย่างที่หนังสือเสนอแนะไว้
อีกกรณีคือ ผู้ที่มาร่วมวงเสวนากัน น่าจะมีต้นทุนทางสังคมและ/หรือ
ต้นทุนทางปัญญาที่สามารถนำมาใช้ในเรื่องที่กำลังเสวนาได้...
จึงจะเกิดพลังความคิดสร้างสรรค์
ขอบคุณเรื่องดีๆ ที่นำมาแลกเปลี่ยนกันคะ..ในนี้มีแต่จอมยุทธ์ทั้งน้านนนนน...:D:D
เป็นเรื่องราวที่น่าสนใจมาก ได้ประโยชน์และแง่คิดดีดีค่ะ