บ่าวบ้านนอก (บ้านยางขี้นก)

Usernamepomynk
สมาชิกเลขที่93526
เป็นสมาชิกเมื่อ
เข้าระบบเมื่อ
ติดตาม{{ kv.owner.followee_count }}
ผู้ติดตาม{{ kv.owner.follower_count }}
สมุด{{ kv.user_statistic.blogs }}
บันทึก{{ kv.user_statistic.posts }}
อนุทิน{{ kv.user_statistic.journal_entries }}
ไฟล์{{ kv.user_statistic.files }}
ความเห็น{{ kv.user_statistic.comments }}
ดอกไม้{{ kv.user_statistic.given_votes }}
คำถาม คำตอบ
แพลนเน็ต
ประวัติย่อ

เด็กบ้านนอกคนหนึ่ง เริ่มเดินทางจากบ้านยางขี้นก ต.ยางขี้นก อ.เขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี (แค่ชื่อหมู่บ้าน มาจาก อดีตมีต้นยางนาจะเยอะมากและมีนกกระยางเกาะอยู่เยอะ จุดเด่นคือมีหนองน้ำ ชื่อหนองพี่-หนองน้องอยู่ระหว่าง ซ้ายขวาของเส้นทาง ก่อนเข้าหมู่บ้านฯ เป็นวัดป่าหนองสองพี่น้อง (สาขาวัดหนองป่าพงที่ 116 จากถนนแจ้งสนิทระหว่าง จ.ยโสธร ไป จ.อบุลฯ)

พ่อ แม่ น้อง เข้า กทม เมื่อเด็กคนนั้นเริ่มเรียน ชั้นประถมปีที่ 1 (ขอฝากตัวเป็นเด็กวัด) ใช้วัดเป็นบ้าน และอาศัยอยู่กับ ญาติ ๆ บ้าง บางวัน แต่ส่วนใหญ่อยุ่กับหลวงตาที่วัด จบ ป4. ตามพ่อ แม่ เข้า กทม เพื่อแสวงหาโอกาสเข้าเรียน โรงเรียนสายสามัญหลังจบ ป.4 (สถานะตอนนี้คือเด็กบ้านนอกเต็มความภาคภูมิ)

แต่โอกาสไม่อำนวยให้ได้เรียนต่อ เพราะสนใจอยากบวชเณรภาคฤดูร้อน โดยพ่อแนะนำให้บวชเณรที่ สำนักจิตตภาวันวิทยาลัย(ชลบุรี) ช่วงเริ่มต้นสำนักเรียนของหลวงพ่อกิตติวุฆโฒ เพื่อหวังว่าจะขอบวชก่อนสักเดือนค่อยหาสมัครเรียนต่อ อุบัติเหตุแห่งดวงดาว คราวต้องจากจิตภาวันวิทยาลัย ไปหาที่เรียนต่อทางธรรมพอผสมทางโลกบ้างที่วัดบ้านผักแว่น (โดยพระครูสุจิตตา อาจารย์เลิง) ต.ยางขี้นก อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี

 พอมีโอกาสเรียนหนังสือเป็นนักธรรมชั้น ตรี โท เอก สอบนักธรรมชั้นตรี โท ที่บ้านกอก และ นักธรรมชั้นเอกที่วัดเขื่องกลาง และเรียน กศน (ตามสภาพความขาดแคลน ครูผู้สอน) สึกจากสามเณร เข้า กทม อีกครั้ง อายุ 15 ปี หาที่เรียนไม่ได้ เหตุเพราะว่าไร้วุฒิการศึกษาทางโลก พ่อช่วยขอฝากเข้าเรียนโรงเรียนสารพัดช่างของกรมพัฒนาผีมือแรงงาน ที่อนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิ สาขาช่างซ่อมมอเตอร์ไซด์ (ติดกับคอมพิวเตอร์ BCC สาขาแรกเลย)เรียนจบ โชคเข้าข้างสอบฝีมือช่างได้มีโอกาสเข้าทำงานที่ บริษัท SP International สุขุมวิท 71 (วัดธาตุทอง) ทำงานได้ 3 เดือน เพื่อเตรียมบรรจุเป็นพนักงานประจำ บังเอิญว่าอาจารย์ที่โรงเรียนสารพัฒช่างเดิม ชวนไปเปิดอู่ซ่อมมอเตอร์ไซด์ที่ ถนนตก คลองเตย เปิดได้ 1 เดือนกว่า ๆ อาจารย์โดนรถชนเสียชีวิต อนาคตจบสิ้น สำหรับการที่จะเป็นช่างซ่อมมอเตอร์ไชด์ฝีมือเยี่ยม

พ่อได้ขอทำเรื่องเทียบวุฒิการศึกษา จากนักธรรมชั้นเอกกับกรมการศาสนา เพื่อจะเป็นใบเบิกทางในการเข้าเรียนต่อ พอมีโอกาสโชค ซึ่งได้วุฒิเทียบเท่า ชั้น ม.3 ซึ่งเอาไปสมัครเรียนต่อที่โรงเรียนใหน ๆ ก็ไม่มีใครรับเข้าเรียน (รู้สึกน้อยใจในวุฒิการศึกษาตัวเองจัง) ต้องขอโอกาสให้ได้เข้าเรียนที่โรงเรียน กรุงเทพการบัญชีวิทยาลัย ทั้งที่ความรู้ไม่มีติดหัวเลยบวกเลขยังผิด ภาษาอังกฤษไม่เคยรู้เลยสักตัว มันจะไปรอดเหรอครับ โรงเรียนให้โอกาสครับ แต่เกรดเฉลี่ยผลการเรียน ต้องไม่ต่ำกว่า 1.5 รวมในชั้นปีที่หนึ่ง ถึงจะมีสิทธิ์เรียนต่อ ไม่งั้นทางเลือกสถานเดียวคือ Retire (ให้ออกครับ)

ยอมรับครับว่ายากมาก ๆ สำหรับการเรียนปี 1 จากเด็กที่ออกจากป่ามาเรียนวิชาการในช่วงนั้น ผมเรียนรอบบ่าย แต่โชคดีมาก ๆ ที่อาจารย์ประจำวิชาคณิตศาสตร์ และ ภาษาอังกฤษช่วยให้โอกาศผมมาเรียนตัวต่อตัวกับอาจารย์ในช่วงเช้า ท่องสูตรคูณใหม่ ฝึกบวก ลบ คูณ หาร และ ต้องมาท่อง A B C D และ ท่องศัพท์ภาษาอังกฤษแบบเด็ก ป.5 สุดท้ายช่วงสอบเทอมใหญ่ ผลเป็นไปตามที่คาดครับ 1.47 ไม่ถึง 1.5  เสียน้ำตาครั้งนี้ในชีวิตด้วยความเสียดายที่จะไม่ได้มีโอกาสเรียนต่อ และคิดว่าคงไม่มีโอกาสให้ผมได้เรียนต่อเสียแล้ว เข้าไปกราบลาครูสอนภาอังกฤษและคณิตทั้งน้ำตา พ่อ และ แม่ไปด้วย ครูพาผมไปหาฝ่ายปรกครอง เพื่อให้โรงเรียนต่อชีวิตการเรียนของผมเอาไว้ ในที่สุดโรงเรียนรับพิจารณาผมเอาไว้ให้มีโอกาสได้เรียนต่อปี 2

เพื่อนในห้องปีแรก 60 คน คัดเหลือแค่ 30 คน ผมเสียดายคนที่มีโอกาสดี ๆ มากกว่าผมทุก ๆ คนที่ต้องโดนให้ออกจากการเรียน เพื่อนร่วมห้องผู้หญิงหลายคนท้อง เพื่อนผู้ชายบางคนเสเพล ติดเล่นสนุก ติดเล่นสเก็ต สมัยที่ลานสเก็ตชั้นใต้ดินห้างเซ็นทรัลลาดพร้าวดัง และ เดอะพาเลชดิสโก้เทคในช่วงเวลานั้น เสียน้ำตาอีกครั้งเมื่อได้มีโอกาสเรียนต่อในชั้น ปวช.2 แต่มันเป็นน้ำตาด้วยความปิติในใจ จากโอกาสครั้งนั้น ทำให้ผมคิดอย่างหนึ่งในใจขึ้นมาทันทีเลยว่า คนทุกคนมีโอกาสที่ต่างกัน ผมก็มีโอกาสของผมแล้ว ผมจะไม่กลัวอะไรอีกในอนาคตข้างหน้า อะไรที่ผมกลัวผมจะต้องเดินเข้าหาให้ได้ ครูให้โอกาสผมทุกคน ผมก็ต้องให้โอกาสตัวเองบ้าง

พอโรงเรียนให้โอกาสผมได้เรียนต่อในชั้น ปวช2. ผมรู้ตัวว่าภาษาอังกฤษผมออ่นมาก ๆ คณิตศาสน์ก็ออ่นมาก ๆ แต่กลัวสุดคือภาษาอังกฤษกลัวฝรั่ง ช่วงนั้นผมบอกแม่ว่าผมอยากไปพัฒพงษ์ ผมจะลองไปหาคุยกับฝรั่ง แม่คุยกับผมว่า "คิดอะไรบ้า ๆ" ผมบอกว่า "แม่น้าน้อย(สาวประเภทสอง) แกเอาฝรั่งมานอนด้วยได้ทุกวัน แกทำไมพูดฝรั่งได้ แกไม่ได้เรียนภาษาด้วยซ้ำ" ที่ผมต้องพูดแบบนั้นเพราะว่า บ้านผมที่อยู่ กทม ช่วงนั้นคืออยู่ในชุมชน (สลัม) และทุกวัน ๆ ผมก็จะเห็นผุ้หญิงหากินกลางคืน (เค้าว่ากันนะ) ก็จะได้ฝรั่งติดมาค้างอ้างแรมด้วยเกือบทุกคืน ผมบอกแม่ว่าผมตามน้าน้อยไป พัฒพงษ์ได้ไม๊ แม่ก็บอกว่า "เออ ถ้าอยากลองแม่จะถามอีน้อยมันดู" ช่วงนั้นแม่ผมทำงานเป็นแม่บ้านที่กรมศิลปากร และอาชีพเสริมคือขายข้าวเหนียวส้มตำ ไก่ย่าง ขนมจีน อยุ่ในตรอก 3 ซ.อุทัยรัตน์ (ประดิพัทธิ์ 15) สะพานควาย คงไม่มีใครเขียนประวัติไว้ยาวเหมือนผม ขอตัดตอนละกันครับ ผมเรียนจบ ด้วยประการแรกเพราะแต่งกลอน และแต่งเรื่องสั้นให้หนังสือ เธอกับฉัน และ หนังสือทราย วัยน่ารัก เล่มที่ตีพิมพ์ คือหน้าปกของ อธิป ทองจินดา ในหนังสือเธอกับฉันครับ

ที่ผมจำได้ดีเพราะว่า นายแบบท่านนี้ประการแรกคือหล่อมากครับ ในสมัยนั้นสาว ๆ ว่างั้นนะ (นึกอิจฉาเพราะความหล่อเราไม่เท่ากัน) และอีกอย่างเขาเสียชีวิตที่แยกประฎิพัทธ์ ไกล้ปากซอยบ้านผมช่วงนั้นครับ ประสพการณ์กว่าจะเรียนจบยาวมากครับ เนื่องจากภาษาอังกฤษแย่ พอเรียนจบเลยเลือกทำงานเฉพาะบริษัทฝรั่ง ทำหลายบริษัทจนได้มีโอกาสได้ไปทำงานกับบริษัทใน Europe ช่วงหนึ่ง รวมถึงมีโอกาสได้ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ด้านเทคนิคของ UN/CEFACT ในนามประเทศไทย https://www.unece.org/cefact.h... ได้มีโอกาสทำมาตรฐานการชำระเงิน https://www.iso20022.org/ และมาตรฐานการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้วย http://www.wcoomd.org/en/topic... ให้กับหน่วยงานภาครัฐ เพื่อให้อันดับการแข่งขันด้านการค้าของประเทศไทยในสายตาของ World Bankให้ดีที่สุด เช็คข้อมูลอันดับของประเทศไทยได้จาก www.doingbusiness.org ได้รับโอกาสดี ๆ ที่ได้เรียนรู้เกี่ยวกับ EDI (ในยุครุ่งเรือง) เมื่อโลกมีอิเตอร์เน็ตเติบโต ได้มีส่วนร่วมพัฒาระบบ ebXML ใช้กับกรมศุลกากรและหน่วยงานภาครัฐ และธนาคารหลายแห่ง รวมถึงได้ศึกษาเรียนรู้ Blockchain กับ อ.นิด้าที่เมตตา ทั้งยังได้พัฒนาระบบการชำระเงินด้วย QR Code Payment ร่วมกับธนาคารชั้นนำในประเทศหลายแห่ง พร้อมทั้งปัจจุบันได้มีส่วนร่วมพัฒนาระบบชำระเงินกับประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย // ขอบคุณครับ

นามปากกา : บ่าวบ้านนอก // บ่าวโจ่โล่ (หลายนามปากกาแล้วแต่โอกาสจะใช้ ณ เวลาไหนหน่ะครับ)