ความยากมันอาจจะอยู่ที่กลไกเหล่านี้มันเป็นของใครของมัน พอเราจะถอด mechanism ออกเป็นสากลมันก็เลยติดๆขัดๆ

และที่ว่าของใครของมันนี้ ก็ไม่ง่ายอีกเหมือนกันที่จะพูดออกมาดังๆว่าของเราคืออะไร "บ้าง" ถ้ารีบพูดออกมา ว่ากินข้าวมันไก่เพราะ "อร่อย" แต่ในสภาพความเป็นจริง แม้แต่สิ่งที่เรียบง่ายที่สุดอย่างกินข้าวมันไก่ มันก็ไม่ได้ถูกผลักดันเพราะ "อร่อย" เพียงแค่นั้น

ในหนังสือ Theory U ของ Otto Scharmer ได้บรรยายถึงมีคนพยายามไปศึกษาศิลปินที่เป็นเซนมาสเตอร์ว่า ทำไมลายภู่กันเซนมันถึงได้เปี่ยมปรัชญา สวยงาม สุนทรีย์ปานนั้น ก็ตั้งหน้าตั้งตาขอไป observe "วิธี" หน่อย เซนมาสเตอร์ก็ไม่ว่าอะไร นั่งๆกินๆเดินๆนอนๆไม่เห็นทำอะไรอยู่เกือบอาทิตย์ อยู่มาวันหนึ่งขณะนั่งที่ริมระเบียง มองอาทิตย์ตก เซนมาสเตอร์ก็จู่ๆลุกพรวดพราดหยิบภู่กันสะบัดๆลงบนผืนผ้าใบที่แขวนไว้

ออกมาเป็นมาสเตอรพีซอีกชิ้นหนึ่ง...

Internal motivation ไม่ใช่อะไรที่ภาษาที่เรามีจะบรรยาย พรรณนาได้สมบูรณ์แบบ หรือในหลายๆครั้ง แม้กระทั่งจะให้ใกล้เคียง เรื่องนี้ Otto Scharmer ใช้คำว่า "connect to the source"

และ the source นี้เป็นของใครของมัน

การตอบคำถาม "ทำไม" จึงทรงพลัง และไม่ควรเร่งรัดคำตอบ แต่การค้นหาคำตอบนั้น อาจจะทำให้ผู้ค้นหา พลอยค้นพบตนเองด้วย นี่คือสิ่งที่ coach ทำ คือ "ถามคำถาม" ไม่ใช่ "หาคำตอบ"

เราถามคำถามเพื่อที่จะ empower ผู้คน และเพื่อให้เกิดการใช้วิถีชีวิตที่ "ถามตนเอง ใคร่ครวญตนเอง มีสติตนเอง" ส่วนคำตอบจะมี จะได้ตอนไหนนั้น เป็น bonus สิ่งสำคัญคือ ชีวิตที่มีสติ ใคร่ครวญสิ่งต่างๆ โดยเฉพาะตนเองภายในตลอดเวลา คือ "วิถี"

ส่วน report การถอดความรู้นั้น ก็ให้เป็นทุกข์ของผู้ให้ทุนผู้อยากได้คำตอบไป ความสุขที่แท้บางทีมันอยู่ที่ตอนค้นหา มากกว่าตอนที่ได้คำตอบ ลองดูสิว่าตอนเล่นกีฬานั้น ตอนไหนกันแน่ที่เรามีความสุขที่แท้ ตอนกำลังเล่น ตอนกำลังพยายาม หรือตอนได้ถ้วย คำตอบแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่จะ shape วิถีชีวิต และการคิดได้เยอะทีเดียว