ผมได้รับอีเมลฉบับนี้ เมื่อเช้าวันนี้เอง จากกัลยาณมิตรท่านหนึ่งของผมใน Facebook ผมมองว่า บทความที่เขียนความในใจตรงไปตรงมา เป็นความรู้สึกของคนไทยคนหนึ่ง ที่รักชาติ รักแผ่นดิน

บันทึกนี้เป็นมุมมองที่น่าสนใจทีเดียวครับ หากท่านเปิดใจให้กว้างในการอ่าน ในการวิเคราะห์อย่างใจเป็นกลาง 

เเม้ว่าสถานการณ์จะร้อนเเรงจนฝุ่นตลบช่วงนี้ เหตุผลที่อยู่เบื้องหลังความจริงคนละชุด ของคนหลากกลุ่มที่มีมุมมองต่าง บางทีใช้เหตุผลไม่มีข้อยุติด้วยเหตุผล 

ช่วยกันคิดในระยะยาวด้วยนะครับ ว่า "ความเหลื่อมล้ำ" นั้นเป็นความจริงในสังคมไทย แต่เราจะช่วยกันทำอย่างไรให้ช่องว่างระหว่างผู้คนลดลง (แคบลง) ตามที่บันทึกนี้ได้นำเสนอ ผมว่าหากจะปฏิรูปประเทศไทย ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่ควรพิจารณาครับ

อย่างไรก็ตาม อีเมลที่ส่งมาหาผม เเจ้งว่า สามารถนำเสนอเรื่องราวเหล่านี้ และยินดีเปิดรับการเเลกเปลี่ยนความคิดเห็น...ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการทำให้ประเทศไทยเราเดินต่อไป

 


 

เสียงหนึ่งจากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

sophat

 

เมื่อวานนี้ผมได้ไปร่วมการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อหลากสีที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ จริงๆ ตั้งใจไปเพื่อเป็นห่วงพี่ชาย อยากไปดูกับตาว่ามีคนดูแลความปลอดภัยให้กับเขาแค่ไหน ก็ดีใจและภูมิใจที่ได้เห็นคนจำนวนมากชื่นชมพี่ชายตัวเอง ขอขอบคุณมา ณ ที่นี้ด้วยครับ

ผมเข้าใจคนกรุงเทพที่ได้รับผลกระทบจากการที่กลุ่มเสื้อแดงมาชุมนุมที่กรุงเทพ ปิดถนน มากันอย่างยืดเยื้อและหลายครั้ง แต่ตราบใดที่เราชาวกรุงเทพและคนไทยโดยเฉพาะในหัวเมืองใหญ่ไม่เข้าใจว่า ทำไม ทำไมคนต่างจังหวัดโดยเฉพาะในชนบทจึงยอมมาชุมนุมกันเพื่อทักษิณ เราจะไม่มีวันแก้ไขปัญหานี้ได้ และสงครามชนชั้นที่กลุ่มเสื้อแดงปลุกปั่น มันจะเป็นจริงใ < script src="http://gotoknow.org/javascripts/tinymce/jscripts/tiny_mce/themes/advanced/langs/en.js?1264282527" type="text/javascript"> นวันหนึ่งไม่ไกลข้างหน้านี้

คนชนบทจำนวนมากจงรักภักดีต่อในหลวง ต่อราชวงศ์ แต่พวกเขาก็ชื่นชมและรักทักษิณในฐานะนักการเมือง ในฐานะนายกรัฐมนตรี ที่ช่วยให้พวกเขาสามารถมีชีวิตประจำวันที่พอจะอยู่ต่อไปได้ในสภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ นั่นเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เมื่อมีการเรียกชุมนุม พวกเขาจึงออกมา ใช่ส่วนหนึ่งพวกเขาอาจจะรับเงินมา แต่คนชนบทนะครับ ถ้าไม่ลำบากจนเลือดตากระเด็น เขาไม่ย้ายถิ่นหรอกครับ พวกเขาติดที่ครับ ทำไมพวกเขาต้องอพยพมาใช้แรงงานอยู่กรุงเทพ ทำไมพวกเขาต้องยอมรับเงินมาชุมนุม เพราะเขาไม่มีจะกิน แต่สำหรับพวกเขา ทักษิณเป็นนายกฯ คนแรกและคนเดียวที่ทำให้พวกเขาเข้าถึงแหล่งเงินได้ ทำให้พวกเขาต่ออายุชีวิตตัวเองได้ แม้ว่าจะเป็นการชั่วคราวก็ตาม

ผมได้มีโอกาสไปร่วมทำงานวิจัยของหลักสูตรปริญญาโทและเอกของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยรองศาสตราจารย์ ดร อัจฉรา จันทร์ฉาย ท่านรับงานวิจัยนี้มาจากมูลนิธิชัยพัฒนา ที่ต้องการทราบว่าชาวบ้านที่ตำบล..... อำเภอ...... จังหวัด.......มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นไหม หลังจากมูลนิธิฯ ได้เข้าไปพัฒนา ตำบลอยู่ติดกันกับตัวเมืองที่มีไก่ย่างชื่อดังของประเทศ แต่จนมากครับ จนจริงๆ ไม่เคยคิดเลยว่าใกล้วิเชียรบุรีขนาดนี้ ยังจนได้แบบนี้ แล้วที่ติดชายแดนไปเลย มันไม่อดตายกันไปแล้วเหรอเนี่ยะ

จากการลงพื้นที่ ผมได้พบว่าพื้นที่เกือบทั้งตำบลไม่มีโฉนด มีแต่ใบเหยียบย่ำ ชาวบ้านมีอาชีพทำนา ปัญหา Classic ตลอดกาลคือขาดแหล่งน้ำ ขาดปุ๋ย ขาดไปหมด ชาวบ้านหลายคนรู้จักการเกษตรทฤษฎีใหม่ แต่ไม่สามารถทำได้เพราะไม่มีแหล่งน้ำ หลายคนอยากเลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา แบ่งพื้นที่อย่างที่ในหลวงท่านสอน แต่ทำไม่ได้ เพราะอะไร เพราะท้องนาอยู่ห่างจากบ้านที่พวกเขาอยู่ เช้าขึ้นพวกเขาต้องนั่งรถอีแต๋นเข้าไปนาของตัวเอง ถ้าเลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา ก็คงมีคนมาช่วยเก็บไปตอนกลางคืนหมดครับ คนใจดีมีเยอะ เอาไปเฉยเลย ขนาดเกี่ยวข้าวตากไว้ข้างนา ยังมีคนใจดีมาเก็บขึ้นรถไปตอนกลางคืน เรียบ

การทำนาของพวกเขา เริ่มจากการต้องไปกู้ยืมเงินจาก ธกส. เพื่อมาซื้อพันธุ์ข้าว ซื้อปุ๋ย ซื้อยาฆ่าหญ้า ซื้อยาฆ่าแมลงศัตรูพืช จ้างรถไถ รถหว่าน แต่เนื่องจากพื้นที่ทั้งหมดเป็นใบเหยียบย่ำ เงินกู้ที่ได้จาก ธกส. จะได้น้อยกว่าโฉนด หรือ นส. 3ก อย่างมาก เงินที่ได้มาแค่เพียงพอต่อการใช้จ่ายที่บอกมาข้างบนนั่นแหละครับ ไม่เหลือมาไว้กินประจำวันด้วยซ้ำ เมื่อเวลาจะเก็บเกี่ยว ต้องจำเป็นต้องจ้างรถมาเกี่ยวอีกนะ ต้องหาลานตากข้าว แถมต้องลุ้นอีกว่าฝนมักจะตกเอาตอนใกล้เก็บเกี่ยวนี่แหละ ทำให้ข้าวชื้น ขายไม่ได้ราคา เงินทองที่ขายข้าวได้ แค่พอสำหรับใช้หนี้ ธกส ครับ แล้วก็กู้ยืมกันใหม่ เป็นวงจรแบบนี้ ปัญหาคือแล้วแต่ละวันที่กินอยู่จะเอาที่ไหนกิน

เชื่อไหมครับ ชาวบ้านบอกว่าหน่วยราชการแทบจะไม่เคยเข้ามาเหลียวแลพวกเขาเลย พวกเขาโชคดีมากที่ชาวบ้านคนหนึ่งเป็นคนขับรถหรือทำงานให้กับนางสนองพระโอษฐ์สมเด็จพระเทพรัตน์ฯ ท่านได้รับฟังแล้วก็เสด็จพระราชดำเนินมาเมื่อปี 2550 (ถ้าผมจำไม่ผิด) ชาวบ้านดีใจมาก และหน่วยราชการก็แห่กันเข้ามาตามเสด็จ สิ่งที่เรารับทราบจากการคุยกับชาวบ้านคือ พวกเขาไม่แน่ใจว่าหลังจากเสด็จแล้ว ราชการจะยังสนใจพวกเขาอีกต่อไปไหม หรือแค่มาเอาหน้ารับเสด็จเท่านั้น อาศัยว่ามูลนิธิชัยพัฒนาเข้ามาประจำที่ตำบลเลย ก็คงพอใจชื้นได้หน่อย เลยร้ายกว่านั้น เขาบอกเราว่า อบต ทำโครงการรับเสด็จ ซื้อป้ายผ้า ซื้อธงรับเสด็จไป 600,000 บาทครับ ใช่ครับ หกแสน มันอะไรกันนี่ เอากันทุกเม็ดจริงๆ

กลับมาเรื่องการดำรงชีวิตประจำวันของพวกเขา นี่เป็นจุดที่ทำให้พวกเขารักทักษิณ กองทุนหมู่บ้านครับ เขาสามารถกู้เงินประมาณ 20,000 – 40,000 บาทได้เพื่อเอามาเลี้ยงดูชีวิตตัวเองและครอบครัวในระหว่างที่ยังเกี่ยวข้าวไม่ได้ มันอาจจะเป็นเงินจำนวนน้อยสำหรับคนกรุงเทพ แต่มากมายสำหรับเขา มันคือการต่อชีวิต เชื่อไหมครับว่ามีบางบ้านไม่มีจะกิน ต้องรอเวลาวัดมีงานบุญงานบวช เพื่อจะได้ไปกินข้าววัด หลายบ้านเลี้ยงปลาตามที่มูลนิธิแนะนำ แต่ต้องเลี้ยงในตุ่มครับ อาหารจะกินยังไม่ค่อยจะมี แล้วจะเอาอาหารไหนไปเลี้ยงปลา เราไปทำวิจัยแล้วเรามีปลากระป๋อง 1 กระป๋องและไวไว 1 ซองให้พวกเขา อยากให้ทุกคนเห็นหน้าพวกเขาจริงๆ หน้าตาดีใจสุดๆ ว่าวันนี้มีอาหารกินแล้ว มันเศร้านะครับ ประเทศเดียวกันนะเนี่ยะ ทำไมมันต่างกันขนาดนี้

ด้วยสถานะทางสังคมและเศรษฐกิจของพวกเขา ไม่มีทางที่จะไปหาเงินกู้ถูกกฎหมายได้เลย เงินกู้นอกระบบตอนที่เราไปเจอเนี่ยะ ร้อยละ 5 ต่อเดือนนะครับ 60% ต่อปีครับ ตายชัวร์ พวกเขาเจ็บป่วย 30 บาทรักษาทุกโรค เขาไม่รู้หรอกครับว่ามันสร้างปัญหาให้กับโครงสร้างการเงินของระบบสาธารณสุขโดยรวมของประเทศอย่างไรบ้าง แต่มันทำให้พวกเขารอดและมีชีวิตต่อไปได้ครับ มีชาวบ้านบางคนบอกเราว่าทักษิณเป็นนายกฯ คนแรกและคนเดียวที่ทำตามสัญญาจริงๆ ว่าจะมีเงินมาถึงมือพวกเขา และพวกเขาได้จับต้องเงินนั้นจริงๆ และที่สำคัญเมื่อเก็บเกี่ยวได้ เขาไม่เคยเบี้ยวหนี้นะครับ เอาไปใช้หนี้กองทุนหมู่บ้าน แล้วกู้ต่ออีกรอบ

ตราบใดที่หน่วยราชการยังคงไม่ทำงานตามที่ตัวเองต้องกระทำ หรือประสานงานกันระหว่างหน่วยงานเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน เมื่อนั้นความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจก็จะห่างออกไปเรื่อยๆ ในหลวงและพระบรมวงศานุวงศ์ทำงานไม่ไหวหรอกครับ มูลนิธิชัยพัฒนามีคนทำงานไม่ถึงร้อยมั้ง และถ้าคนกรุงเทพเองไม่เข้าใจว่าทำไม พวกเขาก็จะถูกปลุกปั่นให้ออกมาแบบนี้ได้ง่ายมากครับ เพราะเราไล่คนที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นคนที่ทำให้ชีวิตเขาดีขึ้นได้ไปนอกประเทศ เราบอกว่าพวกเขาเป็นควายโง่ ผมว่าพวกเขาจำนวนมากไม่ได้โง่หรอกครับ แต่เพราะเหตุผลที่เล่ามาทำให้พวกเขายอมมากันครับ ไม่ได้มีใครบนเวทีนั่นบอกตรงๆ หรอกครับว่ามันจะมาล้มล้างราชวงศ์ ลองบอกดิ คงไม่เหลือคนชุมนุมเท่าไหร่หรอกครับ แต่มันพูดถึงช่องว่าง พูดถึงชีวิตที่ลำบาก พุดถึงโครงการที่ทักษิณทำให้ แล้วต่อไปนี้จะไม่มีแล้วนะ เพราะเราไล่เขาไป พุดแบบนี้คนมันก็ของขึ้นซิ เขาก็มาซิ แถมได้เงินทองกลับบ้านไปต่อชีวิตด้วย ก็มาแน่ครับ

เรื่องราวของตำบล.....ยังมีอีกมาก เพราะนิสิตปริญญาโทและเอกไปกันเกือบ 60 คน ผมคนเดียวจำไม่หมด แต่มันก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ไม่อยากจะเชื่อว่ายังเหลืออยู่ ผมอยากจะบอกว่าตราบใดที่คนกรุงเทพไม่เข้าใจปัญหาชนบทอย่างแท้จริง หน่วยราชการไม่ทำงานอย่างเต็มที่ ตราบนั้นมันก็จะเป็นช่องว่างให้นักการเมืองใช้เป็นเหตุผลในการระดมคน ในการตอกลิ่มสงครามชนชั้นให้ถ่างออกไปได้ครับ และมันจะยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ การแย่งชิงทรัพยากรจากชนบทมาให้คนเมือง การทิ้งขยะอุตสาหกรรมที่เมืองสร้างไปไว้ที่ชนบท สิ่งเหล่านี้ตอกย้ำความแตกต่างทางชนชั้นนี่แหละครับ ถ้าเราไม่ช่วยกันทำความเข้าใจ ไม่ช่วยกันกดดันรัฐบาลและหน่วยราชการทุกหน่วยให้เข้าใจประชาชน อ่อนน้อมต่อประชาชน ร่วมกันพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ปัญหานี้ก็จะมีอยู่ต่อไป ไม่มีทางจบหรอกครับ ในหลวงท่านทำมาตลอดพระชนม์ชีพ ถ้าพวกเราไม่ร่วมมือช่วยเหลือท่านในการทำงาน ในการผลักดัน กดดันนักการเมืองและราชการเพื่อให้พี่น้องชนบทของเรามีชีวิตที่ดีขึ้น มันก็จะเป็นวัฎจักรแบบนี้ต่อไป

มาร่วมมือกันเถอะครับ สถาบันการศึกษาทุกระดับชั้น องค์กรรัฐ องค์กรธุรกิจ คนกรุงเทพทุกท่าน อย่าทำ CSR กันแบบฉาบฉวยเลยครับ มาร่วมมือกันทำอย่างถาวรเถอะ มาร่วมกันคิดว่าจะทำอย่างไร ความเหลื่อมล้ำนี้จะลดลง มันไม่หมดไปหรอกครับ ไม่มีทางหรอก และเป็นไปไม่ได้ด้วย แต่มันต้องแคบลง มันต้องดีขึ้น เมื่อนั้นประเทศนี้จะเป็นของพวกเราทุกคน เป็นที่ที่เราทุกคนภาคภูมิใจว่านี่คือประเทศที่เราร่วมกันสร้างขึ้นมาครับ

 


 

 

*** ขออนุญาตแก้ไข ดัดแปลงต้นฉบับโดยตัด ชื่อสถานที่ออกไป


ขอบคุณ อีเมลจากคุณ sophat  กัลยาณมิตรท่านหนึ่งของผมใน Facebook