...."ทางแก้ปัญหาของชาติบ้านเมืองในขณะนี้ มีอยู่หนทางเดียวเท่านั้น ...คือการใช้ความรัก ความเมตตา ปรารถนาดีต่อกัน หันหน้าปรึกษาหารือกัน ....ความรัก (Love) เท่านั้นแหละครับที่จะช่วยแก้ปัญหาที่พวกเรากำลังเผชิญหน้าอยู่นี้ได้ ....หาใช่การพึ่งพาศาลเพื่อให้ท่านตัดสิน "ถูกผิด" แต่ประการใด ตัวบทกฎหมาย (Law) แก้ปัญหาได้แค่ระดับหนึ่งเท่านั้นครับ"....

        ในวันที่ 8 มิถุนายน เมื่อผมได้ทราบว่าแม่ผมกำลังเดินทางมาจากต่างจังหวัด เข้ามากรุงเทพฯ เพื่อจะมาร่วมงานที่ลานพระบรมรูปฯ ในวันรุ่งขึ้นนั้น . . .ใจผมได้แต่นึกว่า ...ทำไมแม่ต้องเดินทางมาให้ลำบากด้วย เพราะที่จริงแล้วการแสดงความจงรักภักดีต่อในหลวงของเรานั้น สามารถทำได้หลายทางไม่จำเป็นว่าเราต้องไปปรากฎตัวอยู่ที่ตรงนั้นในขณะที่พระองค์ท่านเสด็จออกมาหรอก ...นอกจากนั้นผมยังเชื่อว่า ถ้าดูการถ่ายทอดสดอยู่ที่บ้าน น่าจะเห็นพระองค์ท่านได้ชัดเจนกว่าการไปยืนอยู่ที่ลานพระรูปฯ อย่างแน่นอน

        แต่แล้วผมก็ไม่สามารถเปลี่ยนความตั้งใจของแม่ผมได้ ....ที่จริงแล้วท่านก็ยอมเปลี่ยนบางอย่างตามคำร้องขอของผมเหมือนกัน คือจากที่ท่านตั้งใจว่าจะไปตั้งแต่เช้ามืด  ...ยอมเชื่อผมว่าถ้าออกจากบ้านไม่เกิน 8 โมงเช้าก็น่าจะทัน โดยที่ผมสัญญาว่าจะพาท่านไปให้ใกล้กับพระที่นั่งอนันต์ฯ ให้มากที่สุด ...ผมตัดสินใจขับรถไปเอง เพราะเกรงว่าถ้าไปแท๊กซี่ ขากลับอาจจะเรียกรถยาก คณะที่ไปกันนั้นประกอบด้วย แม่ น้าสองคน ผมและภรรยา รวม 5 คน ผมพยายามขับเข้าไปให้ใกล้บริเวณลานพระรูปฯ ให้มากที่สุด จุดที่ผมให้แม่และน้าลงคือตรงบริเวณวัดเบญจมบพิตร โดยที่ผมและภรรยาขับรถอ้อมวังสวนจิตรฯ มาจอดรถตรงข้างวังอีกด้านหนึ่ง ซึ่งอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟสวนจิตรฯ บริเวณด้านหลังมหาวิทยาลัยมหิดล (โรงพยาบาลรามา)

        หลังจากนั้นก็เรียกรถตุ๊กๆ ให้ไปส่งยังจุดที่ใกล้ที่สุด ซึ่งรถตุ๊กๆ ก็ขับไปตามถนนราชวิถี ไปจนถึงทางแยกที่ตัดกับถนนพระราม 5 (บริเวณใกล้กับสวนสัตว์ดุสิต) มีผู้คนเตรียมรับเสด็จอยู่สองข้างทาง รถไปได้ไกลสุดแค่นั้น  ผมและภรรยาจึงต้องลงจากรถ แล้วเดินแทรกฝูงชนเพื่อมุ่งหน้าต่อไปยังวัดเบญจฯ ....แต่เดินลัดเลาะมาได้แค่ครึ่งทางก็เดินต่อไปไม่ได้ เพราะติดขบวนรับเสด็จที่ตั้งแถวโค้งรับกับทางเข้าประตูวัง ซึ่งเป็นเส้นทางที่ในหลวงกำลังจะเสด็จพระราชดำเนินในเวลาไม่ช้านี้ ผมและภรรยาจึงยืนอยู่กับขบวนรับเสด็จตรงบริเวณเชิงสะพานด้านหน้าประตูวัง

        หลังจากยืนอยู่ได้ไม่นาน ประตูวังก็เปิดเพื่อรับขบวนรถที่มาจากข้างนอกเข้าสู่ในบริเวณวัง ได้ยินคนพูดกันว่าเป็นขบวนรถสมเด็จพระบรมฯ ผมเองมองเห็นแต่พระองค์ภาฯ ครั้นใกล้เวลา 10 นาฬิกา ประตูวังก็เปิดอีกครั้งหนึ่ง ได้ยินเสียงแตรจากกองทหารมหาดเล็กที่ตั้งแถวอยู่ตรงประตูวัง เห็นขบวนรถออกมาจากวัง ผมสาละวนอยู่กับการเตรียมกล้องถ่ายรูป มัวแต่มองผ่านกล้องทำให้ไม่ได้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้าในขณะนี้น ....ปรากฏว่าทุกอย่างผ่านไปรวดเร็วมาก มารู้ตัวอีกที ขบวนเสด็จก็ได้ผ่านไปแล้ว !!

        ฝูงชนที่อยู่สองข้างทางต่างก็สลายตัว มุ่งหน้าเดินกันไปทางวัดเบญจฯ เมื่อถึงแยกวัดเบญจฯ ผมกับภรรยาเลี้ยวขวามุ่งหน้าไปยังถนนราชดำเนินนอก พบแม่และน้าซึ่งนั่งอยู่บริเวณซุ้มประตู เป็นซุ้มประตูแรก (ถ้านับจากองค์พระรูปฯ) ตอนนั้นเป็นเวลาสิบโมงกว่าแล้ว คนค่อนข้างจะมาก คนส่วนใหญ่ต่างก็นั่งลงกับพื้นถนน มีที่ยังเดินและยืนอยู่บ้างจำนวนหนึ่ง พวกที่นั่งอยู่พยายามร้องขอให้พวกที่ยืนนั่งลง เพื่อว่าจะมองเห็นทีวีจอใหญ่ที่กำลังถ่ายทอดพระราชพิธีอยู่ ...บางคนก็บ่นพวกที่ยืนและเดินว่า... "ทำไมไม่นั่ง ทำไมต้องยืนบังกัน" ....เวลาผมได้ยินคำพูดเหล่านั้น ผมเองก็มีเสียงพูดขึ้นมาในใจว่า..."ถ้าไม่อยากให้คนบัง อยากจะเห็นทีวีชัดๆ ก็น่าจะนั่งดูอยู่ที่บ้าน" ...และยังมีเสียงในใจต่อท้ายอีกด้วยว่า "ที่มาที่นี่ ก็เพราะต้องการจะมาดูผู้คน ไม่ได้มาดูทีวี...."

        เมื่อพระราชพิธีบวงสรวงสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชสิ้นสุดลง เวลาที่ทุกคนเฝ้ารอคอยก็มาถึง ...ในหลวงเสด็จออก ณ สีหบัญชร(ซึ่งเป็นระเบียงชั้นสองด้านหน้าของพระที่นั่งอนันตสมาคม) ได้ทราบว่าพระองค์เคยเสด็จออกตรงนี้สองครั้งแล้ว  ครั้งแรกคือตอนที่เสด็จกลับจากยุโรป ส่วนครั้งที่สองก็เมื่อเจ็ดปีที่แล้ว ตอนที่ฉลองพระชนมายุครบ 6 รอบ ....บริเวณที่ผมยืนอยู่นี้ ถึงจะมองเห็นจุดที่ในหลวงเสด็จออกมาได้ไม่ชัดนัก แต่ก็สามารถดูได้จากจอทีวีจอใหญ่ ซึ่งอยู่ใกล้ๆ บริเวณนั้น

        เมื่อในหลวงเสด็จออกมา ณ สีหบัญชร สมเด็จพระบรมฯ ได้เป็นผู้แทนพระบรมวงศานุวงศ์กล่าวถวายพระพรชัยมงคล จากนั้นนายกรัฐมนตรี ประธานรัฐสภา และประธานศาลฎีกา ก็ได้กราบบังคมทูลถวายพระพรชัยมงคลแทนปวงชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า จากนั้นในหลวงได้มีพระราชดำรัสตอบ พวกเราที่ยืนอยู่ในบริเวณนั้นต่างก็ดูการถ่ายทอดผ่านจอทีวีเหมือนกับที่ประชาชนอีกหลายสิบล้านคนกำลังดูอยู่ที่บ้าน ผมเองก็เคยเลือกที่จะดูอยู่ที่บ้าน.... หากแต่ประสบการณ์ที่ผมได้รับในขณะนั้น ณ สถานที่แห่งนั้น ท่ามกลางคนนับแสนนับล้านกลับกลายเป็นประสบการณ์ที่ยากที่จะบรรยาย ...เป็นความรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันสุดประมาณมิได้ ...เป็นความรู้สึกหวั่นไหวที่เกิดขึ้นภายในใจ... จอทีวีขนาดใหญ่ทำให้พวกเราได้เห็นพระพักตร์ของพระองค์อย่างชัดเจน ได้เห็นแววตาที่เปี่ยมด้วยความสุขของพระองค์ เห็นรอยยิ้มน้อยๆ ที่แสดงออกถึงความปลาบปลื้มใจในพสกนิกรของพระองค์ ทำให้นึกถึงพระราชหัตเลขาที่พระองค์เคยมีถึงพระสหาย ใจความตอนหนึ่งว่า...

 ... "เมื่อข้าพเจ้าเป็นนักเรียนอยู่ในยุโรป ข้าพเจ้าไม่เคยตระหนักว่า ประเทศของข้าพเจ้าคืออะไร และเกี่ยวข้องกับข้าพเจ้าแค่ไหน ไม่ทราบตราบจนกระทั่งข้าพเจ้าได้เรียนรู้ที่จะรักประชาชนของข้าพเจ้า เมื่อได้ติดต่อกับเขาเหล่านั้นซึ่งทำให้ข้าพเจ้าสำนึกในความรักอันมีค่ายิ่ง ข้าพเจ้าไม่เป็นโรคคิดถึงบ้านที่จริงจังอะไรนัก แต่ข้าพเจ้าได้เรียนรู้โดยการทำงานที่นี่ว่า  ที่ของข้าพเจ้าในโลกนี้ คือ การที่ได้อยู่ท่ามกลางประชาชนของข้าพเจ้านั่นคือ คนไทยทั้งปวง"

        เราทุกคนคือ "คนไทยทั้งปวง" ครับ ....เรา "ทุกคน" เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้พระองค์ท่านมีความสุข ...ผมดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของ "คนไทยทั้งปวง" ที่ได้ทำให้ในหลวงของเรามีความสุข ผมเข้าใจแล้วล่ะครับว่า การที่เราทำให้คนที่เรารักมีความสุขนั้นเป็นเช่นไร ...น้ำตาแห่งความปิติยินดีไหลอาบแก้มทั้งสองข้างอย่างไม่รู้ตัว ผมไม่ได้สนใจที่จะมองคนอื่นว่าพวกเขาเป็นอย่างผมหรือไม่ ....ไม่ได้รู้สึกอาย ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองอ่อนแอแต่อย่างใด ในขณะนั้นใจของผมได้ผสมผสานกับใจอีกหลายสิบล้านดวงทั้งที่อยู่ที่บ้านและที่ยืนอยู่ในบริเวณนั้น ...ทุกครั้งที่ในหลวงทรงยกพระหัตถ์ขึ้นมา ใจของพวกเราต่างก็หวั่นไหวไปตามๆ กัน สิ่งที่อยู่ในดวงใจของพวกเราทุกคนได้หลุดออกมาเป็นเสียงพร้อมๆ กันว่า "ทรงพระเจริญ" ...เป็นเสียงที่เปล่งออกมาจากใจ ไปพร้อมๆ กับน้ำตาที่รินไหลอาบแก้ม

        ....เป็นช่วงเวลาที่ผมรู้สึกว่าโลกหยุดหมุน ...เป็นช่วงขณะที่สรรพสิ่งทั้งหลายได้กลายเป็นหนึ่งเดียวกัน ...ไม่มีการแบ่งเขาแบ่งเรา เป็นช่วงเวลาแห่งความสุข เป็นความสุขที่บริสุทธิ์อันเกิดจากความรัก ความเมตตา และความปรารถนาดีที่มีต่อกัน ...ในขณะนั้น ผมได้ความกระจ่างสว่างวาบขึ้นมาในใจ ....ผมเข้าใจแล้วล่ะครับว่า "ทางแก้ปัญหาของชาติบ้านเมืองในขณะนี้ มีอยู่หนทางเดียวเท่านั้น ...คือการใช้ความรัก ความเมตตา ปรารถนาดีต่อกัน หันหน้าปรึกษาหารือกัน ....ความรัก (Love) เท่านั้นแหละครับที่จะช่วยแก้ปัญหาที่พวกเรากำลังเผชิญหน้าอยู่นี้ได้ ....หาใช่การพึ่งพาศาลเพื่อให้ท่านตัดสิน "ถูกผิด" แต่ประการใด ตัวบทกฎหมาย (Law) แก้ปัญหาได้แค่ระดับหนึ่งเท่านั้นครับ"

        ถ้าคนไทยยังด้อย Love และเน้นแต่การใช้ Law ก็ไม่รู้เหมือนกันครับว่า ....แล้วจะลงเอยกันได้อย่างไร .....ผมอยากให้คนไทยสำนึกในความเป็นไทย และนำความรู้สึกลึกๆ ที่เกิดขึ้นในวันที่ 9 มิถุนายน 2549 มาใช้กับทุกๆ วันครับ!!

ดูภาพปรากฏการณ์ที่ลานพระรูปฯ คลิก ที่นี่