".....ดังนั้น กระบวนการเรียนรู้ที่มีความเป็นบูรณาการและมุ่งพัฒนาผู้เรียนอย่างเป็นองค์รวม จึงเป็นหนทางหนึ่งของการศึกษาเรียนรู้เพื่อนำไปสู่การปฏิรูปสังคมอย่างรอบด้าน ลดภาวะปัญหาและมีความยั่งยืนในการพัฒนามากขึ้น .."

เมื่อ ๓-๕ กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ผมได้ร่วมกับคณาจารย์และหลักสูตรปริญญาโท สาขาการบริหารจัดการการศึกษา (หลักสูตรนานาชาติ) [๑] ของภาควิชาศึกษาศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล พานักศึกษาไปศึกษาดูงาน ซึ่งเป็นการรวมเอาการศึกษาดูงานภาคสนามกับการฝึกประสบการณ์เพื่อนำเอาสิ่งที่เรียนรู้เชิงทฤษฎีในห้องเรียนไปใช้จริง มาดำเนินการด้วยกัน ผมได้รับมอบหมายจากทีมให้เป็นผู้ออกแบบกระบวนการนี้พร้อมกับเป็นผู้นำกิจกรรมให้ทีมได้ทำด้วยกันทั้งนักศึกษาและคณาจารย์

เมื่อดำเนินการไปแล้วก็ได้พบกับสิ่งที่น่าสนใจหลายอย่าง จึงอยากนำมาบันทึกและรายงานเก็บรวบรวมไว้เพื่อเป็นแนวการพัฒนาทั้งสำหรับตนเองและผู้สนใจ ต่อไป

 แนวคิดหลักและวัตถุประสงค์ของบันทึก

ส่วนที่น่าสนใจที่จะนำมาถ่ายทอดไว้นี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของกิจกรรมที่ได้ศึกษาดูงานกัน คือ   เกษตร-ศิลปะ   จากห้องเรียนธรรมชาติ ของ โรงเรียนปิยชาติพัฒนา ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โรงเรียนในสังกัดเขตพื้นที่การศึกษานครนายก บทความนี้จะนำมาเล่าให้เห็นถึงภาพสะท้อนของเรื่องที่สังคมไทยและสังคมโลกให้ความสำคัญ แล้วงานด้านการศึกษาได้นำมาแปรสู่โครงการปฏิบัติในโรงเรียน เช่น แนวคิดและปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง การพัฒนาอย่างยั่งยืน รวมทั้งนวัตกรรมการศึกษาเรียนรู้ที่นำเอาศิลปะ สุนทรียภาพและมิติด้านในของมนุษย์มาเป็นแกนบูรณาการสาระการเรียนรู้ในทุกด้านทั้งศาสตร์และศิลป์ มิติจิตใจและความละเอียดอ่อนของมนุษย์ สะท้อนออกมาเป็นผลงาน เกษตร-ศิลปะ รวมทั้งการพัฒนาอย่างเป็นองค์รวมของเด็กและเยาวชน ชุมชน ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ดุลยภาพของความเป็นท้องถิ่นและโลกาภิวัตน์

  การฝึกประสบการณ์และกระบวนการเรียนรู้เป็นทีม (Team Approach and Coaching

การจัดกิจกรรมครั้งนี้ ต้องทำให้นักศึกษาได้สิ่งสำคัญ ๒ อย่างคือ การศึกษาดูงานภาคสนาม กับการได้ฝึกประสบการณ์ที่เสริมความเป็นนักบริหารการศึกษาและคนทำงานด้านการศึกษา รวมทั้งบางส่วนควรจะได้สัมผัสกับกิจกรรมให้รู้จักความเป็นครูและผู้สอน

ความสำคัญของการศึกษาดูงานนั้น ก็จะเป็นโอกาสเรียนรู้ประสบการณ์ของประเทศไทย ในด้านการบริหารจัดการการศึกษาภายใต้สภาวการณ์ต่างๆ นักศึกษาจะได้เห็นตัวอย่างตามความสนใจหลากหลายจากแหล่งศึกษาดูงานที่ได้เลือกสรรให้เป็นกรณีศึกษา

ส่วนในด้านการฝึกประสบการณ์และได้เรียนรู้อย่างบูรณาการนั้น นักศึกษาก็ควรได้มีประสบการณ์ต่างๆแก่ตนเองเพื่อจะได้มีความมั่นใจและมีความเป็นผู้นำในความเป็นคนทำงานการศึกษาและเป็นนักบริหารการศึกษา เช่น การได้วิเคราะห์และตัดสินใจแก้ปัญหาจากสภาพความเป็นจริงของสังคม การได้มีโอกาสพูด ถ่ายทอด เพื่อพัฒนาบุคลิกภาพการเป็นผู้สอน การวางแผนและบริหารจัดการกิจกรรมทางการศึกษา รวมทั้งได้นำเอาความรู้เชิงทฤษฎีทุกด้านมาใช้ในสถานการณ์จริง การเก็บรวบรวมข้อมูลและการเขียนรายงาน

โดยปรกติแล้วการฝึกประสบการณ์ของนักศึกษาจะต้องใช้เวลาหลายเดือนและต้องมีค่าใช้จ่ายสำหรับนักศึกษาสูง นักศึกษาที่ได้รับทุนที่อุดหนุนกิจกรรมอย่างนี้ด้วยจากบางแหล่งทุนเท่านั้นที่จะสามารถฝึกประสบการณ์ในลักษณะดังกล่าวได้

แต่เนื่องจากระยะเวลาสั้น อีกทั้งเป็นกลุ่มนักศึกษานานาชาติ การที่จะนำทั้งสองอย่างมาดำเนินการด้วยกันจึงเป็นเรื่องยาก ทว่า การที่จะต้องทำให้กระบวนการเรียนการสอนที่นักศึกษาจะได้มีคุณภาพและมีความหมายดีที่สุดต่อการสร้างคนให้ออกไปเป็นผู้นำการพัฒนาของสังคมนั้น แม้นมีข้อจำกัดทั้งเวลาและทรัพยากรแทบทุกด้าน ก็จะทำไปตามบุญตามกรรมให้หย่อนไปจากความรู้ที่เราเองก็รู้ดี ไม่ได้ ดังนั้น เลยก็ต้องนำเอาข้อจำกัดทั้งหลายมาคิดและออกแบบดำเนินการต่างๆให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำกันได้ ผมเห็นสปิริตของทีมในครั้งนี้ว่าเป็นการช่วยกันแก้ปัญหาด้วยวิชาการ ความรู้ และความเป็นครูอย่างแท้จริง 

ผมออกแบบให้ตลอดกระบวนการเป็นกระบวนการสอนซึ่งทีมอาจารย์ทั้งหมดจะมีบทบาทเป็นกลุ่มพี่เลี้ยงและจัดกระบวนการเรียนรู้เป็นทีม(Team Approach and Coaching) สอดแทรกอยู่ในเกือบทุกกิจกรรม ทีมอาจารย์พี่เลี้ยงจะเป็นทีมสหวิทยาการที่คอยประกบนักศึกษาทั้งเรียนรู้ไปด้วยกันและได้ปฏิสัมพันธ์ทางวิชาการให้ได้ทรรศนะทางวิชาการต่อกรณีต่างๆที่ลุ่มลึกและรอบด้าน แม้จะมีข้อจำกัดมากแต่ด้วยกระบวนการในลักษณะดังกล่าวนี้ ก็จะทำให้นักศึกษาได้ประสบการณ์จริงและอยู่กับสถานการณ์ซึ่งมีเงื่อนไขการเรียนรู้ผสมผสานไปด้วยอย่างเข้มข้น

ผมจัดเวิร์คช็อประดมความคิดทั้งอาจารย์และนักศึกษาให้พัฒนาแกนหลักของเนื้อหาการศึกษาดูงาน จนได้หัวข้อหลักที่สะท้อนประเด็นอนาคตทั้งของสังคมไทยและสังคมโลกหลายอย่าง คือ การพัฒนาอย่างยั่งยืนและการเรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของสถานศึกษา จากนั้น เพื่อเห็นการแปรไปสู่ภาคปฏิบัติของสังคมในเรื่องเหล่านี้ ก็เลือกแหล่งเรียนรู้ ๒ แห่งคือ โรงเรียนปิยชาติพัฒนา จังหวัดนครนายก และโรงเรียนสาคลีวิทยา อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ใช้เวลา ๓ วัน ๒ คืน

                             

                              ภาพที่ ๑ คณาจารย์และกลุ่มนักศึกษานานาชาติ หลักสูตรการบริหารจัดการการศึกษา (หลักสูตรนานาชาติ) ภาควิชาศึกษาศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ศึกษาดูงานโรงเรียนปิยชาติพัฒนา สพท.นครนายก โรงเรียนในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี คุณครูฐิติพงศ์ ชาติทอง หัวหน้าห้องเรียนธรรมชาติเกษตร-ศิลปะ กับ ดร.วารุณี ศุภบัณฑิต ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงเรียนปิยชาติพัฒนาและหัวหน้าหมวดวิชาภาษาต่างประเทศ เป็นวิทยากรบรรยายและนำชม 

ผมได้ ดร.ภัทรียา กิจเจริญ มาเป็นทีมทำไปด้วยกัน ซึ่งดร.ภัทรียานี้เป็นอาจารย์รุ่นใหม่จบการศึกษาจากต่างประเทศ มีความรอบด้าน และเป็นข่ายการทำงานกับศูนย์จิตตปัญญา มหาวิทยาลัยมหิดล ก่อนพานักศึกษาและคณาจารย์ไปนั้น ผมกับ ดร.ภัทรียาก็ช่วยกันออกแบบกระบวนการทั้งหมด ให้ครอบคลุมการศึกษาดูงานและจะทำให้นักศึกษาได้ฝึกประสบการณ์ไปกับทีมอาจารย์ไปด้วยหลายด้าน ประกอบด้วยการฝึกประสบการณ์การวิจัย การวิเคราะห์สังคมมิติกับการวางแผนและบริหารจัดการทีมอย่างมีส่วนร่วม การเรียนรู้การบริหารจัดการและการจัดการศึกษาของสถานศึกษา ๒ แห่งในทุกมิติ การถอดบทเรียนและนำเสนอผลการเรียนรู้เป็นกลุ่ม การประเมินผลโดยสังเคราะห์บทเรียนและเขียนรายงานถ่ายทอดออกมาอย่างเป็นระบบ รวมทั้งการทำโครงการจัดสัมมนาและนำเสนอบทเรียนร่วมกันซึ่งทั้งหมดจะทำให้นักศึกษาได้ผ่านประสบการณ์ภาคปฏิบัติอย่างเข้มข้นตามวัตถุประสงค์ของหลักสูตร

หลังผ่านกระบวนการดังกล่าวแล้วผมก็จะให้นักศึกษาประเมินผลโดยการเขียนถ่ายทอดบทเรียนอย่างมีโครงสร้างที่จะสามารถสะท้อนการสังเคราะห์ประสบการณ์ทั้งมวลของนักศึกษาออกมาเป็นรายงานตนเอง ๒-๓ หน้ากระดาษ A4 หลังประชุมปรึกษาหารือและช่วยกันปรับแต่ง กระทั่งลงตัวอย่างที่ทุกคนต้องการแล้ว ทุกอย่างก็ดำเนินการไปตามที่วางแผนไว้ได้ทุกประการ

  โรงเรียนปิยชาติพัฒนา สพท.นครนายก และโครงการนำร่องการศึกษาเพื่อการปฏิรูป 

โรงเรียนปิยชาติพัฒนา เป็นโรงเรียนมัธยม ๑-๖ ก่อตั้งเมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๓๒ ตามพระดำริในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อจัดเป็นสวัสดิการทางการศึกษาให้แก่ลูกหลานของครอบครัวทหาร ตั้งอยู่ในชุมชนด้านหน้าของโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ณ เขาชะโงก จังหวัดนครนายก ทว่า เมื่อดำเนินการจริง นักเรียนของโรงเรียนปิยชาติพัฒนาก็มีทั้งลูกหลานครอบครัวทหารและลูกหลานชาวบ้านจากชุมชนโดยรอบและจังหวัดใกล้เคียง

ในปีการศึกษา ๒๕๕๓ นี้โรงเรียนปิยชาติพัฒนามีนักเรียนจำนวน ๑,๐๗๓ คน มีครูทั้งหมด ๕๓ คน เป็นครูชาวไทย ๔๙ คน ครูฟิลิปปินส์ ๒ คน ครูญี่ปุ่น ๑ คน และครูอาสาสมัครชาวจีน ๑ คน ผู้อำนวยการของโรงเรียนคนปัจจุบัน คือ นายสรยุทธ สืบแสงอินทร์ โรงเรียนมีวิสัยทัศน์มุ่งการเป็นโรงเรียนเพื่อชุมชนที่จัดการศึกษาอย่างมีมาตรฐานและสนองแนวพระดำริในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี เด็กๆ ที่เดินมาสมัครเข้าเรียนโรงเรียนปิยชาติพัฒนานั้นโรงเรียนจะรับเข้าเรียนทั้งหมด

กระบวนการเรียนรู้ต่างๆของโรงเรียนปิยชาติพัฒนาจะเน้นการเรียนรู้อย่างบูรณาการและมีการเรียนรู้จากการทำโครงงานที่บริหารจัดการโดยนักเรียน มีทางเลือกให้นักเรียนได้เรียนรู้และพัฒนาตนเองไปได้หลายแนวทาง ไม่ชอบเรียนวิชาการก็มีการเรียนรู้พัฒนาอาชีพให้เลือกเพื่อให้เด็กได้ออกไปเป็นพลเมืองที่ดี พึ่งตนเองในการดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพได้ แต่ก็จะบูรณาการพื้นฐานทางวิชาการเพื่อที่เด็กจะสามารถพัฒนาการศึกษาเรียนรู้ให้แก่ตนเองได้ภายหลัง

ขณะเดียวกัน ก็จะเป็นการแก้ปัญหาพื้นฐานเพื่อการพัฒนาด้านต่างๆให้แก่เด็กไปด้วย ทั้งต่อปัญหาความยากจน ปัญหาทุพโภชนาการและพัฒนาการของเด็ก รวมทั้งปัญหาสังคม อนามัยเจริญพันธุ์ และการสร้างประสบการณ์ชีวิต เช่น โครงการสวนพฤษศาสตร์โรงเรียน | ศูนย์ศึกษาและอนุรักษ์พันธุกรรมพืช | โครงการเษตร-ศิลปะและเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน | โครงการอาหารกลางวัน | ห้องสมุดและศูนย์วิทยบริการ | ศูนย์การเรียนรู้คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ | ธนาคารและบริษัทนักเรียน | เหล่านี้เป็นต้น สิ่งต่างๆเหล่านี้เป็นสิ่งที่พลเมืองและสังคมไทยยังขาดแคลน การเรียนรู้โดยการแก้ปัญหาพร้อมกับลงทุนไปที่การสร้างเด็ก จึงเป็นทั้งการแก้ปัญหาและการวางพื้นฐานเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

                             

                             ภาพที่ ๒ หน้าโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า เขาชะโงกและโรงเรียนปิยชาติพัฒนา แวดล้อมด้วยชุมชนและสภาพที่เป็นธรรมชาติ เหมาะสมต่อการหล่อหลอมและกล่อมเกลาให้เด็กได้พัฒนาการเรียนรู้เพื่องอกงามเติบโตอย่างเป็นองค์รวม

                            

                             ภาพที่ ๓ ห้องเรียนธรรมชาติ เกษตร-ศิลปะ โรงเรียนปิยชาติพัฒนา เขาชะโงก จังหวัดนครนายก

                            

                             ภาพที่ ๔ นักเรียนเดินเรียนเป็นกลุ่ม พัฒนาทักษะสังคม การทำงานและดำเนินชีวิตร่วมกับผู้อื่น พร้อมกับเป็นกลุ่มนักสำรวจ ผจญภัยและเล่นเพื่อความงอกงามเติบโตอย่างเป็นตัวของตัวเองร่วมกับผู้อื่น  

นอกจากนี้ ก็มีโครงการที่ดำเนินการเป็นโครงการเพื่อศึกษาและพัฒนาสำหรับการขยายผลการพัฒนาตามแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี การศึกษาเรียนรู้บางส่วนได้รับความร่วมมือทางวิชาการจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า และมหาวิทยาลัยศรีนครรินทรวิโรฒ ประสานมิตร การบริหารจัดการโรงเรียนเน้นการมีส่วนร่วมของเครือข่ายผู้ปกครองและโรงเรียน

  เกษตร-ศิลปะ โรงเรียนปิยชาติพัฒนา  

โรงเรียนปิยชาติพัฒนามีโครงการห้องเรียนธรรมชาติเกษตร-ศิลปะ จัดเป็นสาระการเรียนรู้เพิ่มเติมโดยพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ให้เป็นฐานการเรียนรู้อย่างบูรณาการจำนวน ๑๔ ฐานด้วยกัน ประกอบด้วย ฐานการเรียนที่ ๑  ฐานการเรียนศิลปะพื้นฐาน แบ่งออกเป็น ๒ ฐานย่อย วาดรูปให้ง่ายๆ  กับวาดเส้นพื้นฐาน | และฐานการเรียนรู้ที่ ๒ ฐานการเรียนรู้พุนธุ์ไม้น้ำ แบ่งออกเป็นฐานย่อย ๒ ฐานการเรียนรู้ คือ ไม้น้ำกินได้ และไม้น้ำสวยงาม | ฐานการเรียนรู้ที่ ๓ พิพิธภัณฑ์ชาวนา | ฐานการเรียนรู้ที่ ๔ สวนผักสวยงาม | ฐานการเรียนรู้ที่ ๕ สมุนไพรใกล้ตัว | ฐานการเรียนรู้ที่ ๖ เพาะพันธุ์ปลา | ฐานการเรียนรู้ที่ ๗ สวนเฟิร์นนานาชนิด | ฐานการเรียนรู้ที่ ๘ ไม้ใบได้ประโยชน์ | ฐานการเรียนรู้ที่ ๙ ศึกษารวบรวมพันธุ์ดอกหน้าวัว | ฐานการเรียนรู้ที่ ๑๐ รวบรวมพันธุ์ลั่นทม | ฐานการเรียนรู้ที่ ๑๑ สวนกล้วย | ฐานการเรียนรู้ที่ ๑๒ เรียนรู้คู่บ้านเกิด | ฐานการเรียนรู้ที่ ๑๓ รวมพันธุ์เฮลิโดเนียและตระกูลเบิร์ด | ฐานการเรียนรู้ที่ ๑๔ สวนหินทั่วถิ่นไทย      

                             

                              ภาพที่ ๕ การจัดหน่วยเรียนรู้เป็นประสบการณ์เบ็ดเสร็จชุดย่อยๆ แล้วพัฒนานวัตกรรมการศึกษาแบบฐานการเรียนรู้ (Learning Modules) จำนวน ๑๔ ฐานการเรียนรู้ ทุกฐานมีวัตถุประสงค์ ใบงาน และคู่มือการศึกษาเรียนรู้ด้วยตนเองของกลุ่มผู้เรียน [๒]

ห้องเรียนธรรมชาติเกษตร-ศิลปะ เป็นห้องเรียนกลางแจ้งและศึกษาเรียนรู้จากการทำจริงบนพื้นที่เกือบ ๔ ไร่ ออกแบบและจัดวางองค์ประกอบต่างๆโดยทำการเกษตรที่สามารถได้ผลผลิตซึ่งนำไปสู่การทำโครงการอาหารกลางวันและโครงการเรียนรู้เพื่อประกอบอาชีพได้ด้วยตนเองของนักเรียน ผสมผสานการจัดสิ่งแวดล้อม ธรรมชาติ และแหล่งประสบการณ์หลากหลายรูปแบบเพื่อบูรณาการการเรียนรู้และพัฒนาผู้เรียนอย่างสมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ คุณธรรมจริยธรรม สำนึกความเป็นส่วนรวม ทักษะสังคม ทักษะการบริหารจัดการและความรับผิดชอบตนเองด้วยสำนึกความเป็นพลเมืองทั้งต่อเรื่องสิ่งแวดล้อม ความเป็นอยู่อย่างพอเพียง และความสามารถดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข

                        

                        ภาพที่ ๖ ห้องเรียนใต้ร่มไม้ นักเรียนจะนั่งเรียนพื้นฐานทางทฤษฎีใต้ร่มไม้ที่ร่มรื่นของห้องเรียนธรรมชาติ

                        

                          ภาพที่  ๗ นั่งเรียนด้วยบรรยากาศสบายๆ แวดล้อมด้วยความเป็นธรรมชาติและผู้เรียนก็มีโอกาสพัฒนาวิธีเรียนรู้ที่ได้ใช้ศักยภาพการเรียนรู้ตามธรรมชาติของมนุษย์ได้อย่างเต็มที่

                        

                         ภาพที่  ๘ บางส่วนนั่งรวมกลุ่มทำงาน ผลงานและการทำกิจกรรม  เป็นการแสดงออกทางการเรียนรู้และได้ใช้ความรู้ในสถานการณ์จริง เอื้อให้เกิดโอกาสได้พัฒนาอย่างเป็นองค์รวมมากขึ้น ทั้งทางด้านพัฒนการทางกาย ทักษะการปฏิบัติและเคลื่อนไหว ทักษะสมองทั้งความรอบด้านและความแตกฉานเชิงลึกในสิ่งที่ปฏิบัติได้ จิตใจ จิตวิญญาณ การรวมกลุ่ม คุณธรรมและจริยธรรมทั้งต่อตนเองและต่อส่วนรวม รวมไปจนถึงสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติ

  ปฏิรูปการศึกษาเพื่อสร้างพลเมืองอย่างเป็นองค์รวม 

กระบวนการเรียนรู้แบบบูรณาการและการพัฒนาผู้เรียนอย่างเป็นองค์รวมในลักษณะดังกล่าวนี้ เป็นการศึกษาแนวปฏิรูปเพื่อสนองตอบต่อวิกฤติปัญหาหลายอย่างของสังคมที่สืบเนื่องกับความเป็นโลกแห่งการแยกส่วน ซึ่งทำให้กระบวนทรรศน์การพัฒนาสุดขั้วไปในทางเป็นกลไก แยกส่วนกายกับจิตใจ ความเป็นวัตถุและมิติคุณค่า รวมทั้งลดทอนพลังการเรียนรู้ซึ่งทำให้ผู้คนมีทักษะที่จำกัดอยู่กับเพียงบางด้าน สามารถแข่งขันทำงานเพื่อให้ได้เงินและบรรลุความสำเร็จทางวัตถุ แต่ไม่สามารถมีความสุขและไม่สามารถพัฒนาตนเองให้ยกระดับสู่คุณค่าของชีวิตที่สูงขึ้นอยู่เสมอ ก่อให้เกิดสังคมที่เต็มไปด้วยการแข่งขันเพื่อเอาตัวรอด แยกส่วนความสุขของปัจเจกออกจากสวัสดิภาพและความสุขของส่วนรวม ขาดพลังการดูแลสังคมเพื่อการอยู่ร่วมกัน สูญเสียความสมดุลในสุขภาวะสาธารณะ

                             

                              ภาพที่ ๙ นักเรียนทำงานของตนเองในห้องเรียนธรรมชาติ และกลุ่มนักศึกษาหลักสูตรปริญญาโทนานาชาติ จากมหาวิทยาลัยมหิดล ศึกษาดูงานในห้องเรียนธรรมชาติ ศูนย์การเรียนรู้เกษตร-ศิลปะ ของโรงเรียนปิยชาติพัฒนา

นอกจากนี้ ภาวะที่กล่าวถึงในข้างต้น ก็เชื่อกันว่าเป็นปัญหาที่เชื่อมโยงออกไปสู่วิกฤติอื่นอีกอย่างซับซ้อนทั้งของท้องถิ่นและโลกาภิวัตน์ อีกทั้งเป็นผลสืบเนื่องของการจัดการศึกษาเรียนรู้แบบแยกส่วนด้วยเช่นกัน ดังนั้น หลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้อย่างบูรณาการที่มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้ได้คุณลักษณะพลเมืองที่ถึงพร้อมในการเป็นผู้มีความรู้  เห็นความเป็นจริงที่เชื่อมโยง เป็นระบบ สามารถนำไปปฏิบัติและใช้ดำเนินชีวิตได้ในหลายมิติ รวมทั้งมีความสมดุลทั้งกายใจและความเป็นปัจเจกกับส่วนรวม จึงเป็นหนทางหนึ่งของการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น อีกทั้งมุ่งให้การจัดการศึกษาเรียนรู้ได้เป็นกระบวนการสร้างคนและสร้างพลังปัจจัยชุมชน เพื่อก่อให้เกิดผลกระทบที่นำไปสู่การปฏิรูปสังคมอย่างรอบด้านและส่งเสริมความยั่งยืนในการพัฒนามากยิ่งๆขึ้น

วิธีดำเนินการของโรงเรียนปิยชาติพัฒนาเพื่อสะท้อนแนวคิดและแนวทางดังกล่าวสู่การดำเนินการให้บังเกิดผลทางการปฏิบัติก็คือ เปิดห้องเรียนออกไปสู่ธรรมชาติ และผสมผสานเกษตรกับศิลปะเป็นหน่วยเรียนรู้เกษตร-ศิลปะ ๑๔ ฐานการเรียนรู้ โดยมีครูผู้สอนและดูแลศูนย์การเรียนรู้ดังกล่าวเพียง ๑ คน คือ ครูฐิติพงศ์ ชาติทอง

                       

                       ภาพที่ ๑๐ ฐานการเรียนรู้ศิลปะ ในห้องเรียนธรรมชาติ

ฐานการเรียนรู้ศิลปะในห้องเรียนธรรมชาติ ออกแบบทำเป็น ๒ ฐานการเรียนย่อย โดยเริ่มจากพื้นฐานอย่างง่าย การวาดเส้น แรเงา จากรูปทรงเหลี่ยมเรขาคณิตและแสงเงาแบนๆอย่างง่าย ไปสู่รูปทรงกลมและทรงกรวย ซึ่งต้องใช้ทักษะการวาดเส้นและการแรเงาแบบเกลี่ยที่ซับซ้อนขึ้น จากนั้น ก็เป็นฐานย่อยที่สอง ซึ่งยกระดับไปสู่การวาดหุ่นปูนรูปคนทรงเรขาคณิต กระทั่งไปสู่การวาดหุ่นปูนรูปคนซึ่งมีกายวิภาคมนุษย์ที่สลับซับซ้อน

เมื่อสามารถวาดได้ครบทุกฐานการเรียนรู้ ก็จะได้ผลงานที่สะท้อนความรู้และความสามารถปฏิบัติได้ครบ ได้พื้นฐานทางศิลปะและสุนทรียภาพ ใช้เป็นพื้นฐานถ่ายเทไปสู่การเรียนรู้ เกษตร-ศิลปะ คือการจัดสวนและการวาดภาพหุ่นนิ่งในธรรมชาติ รวมทั้งทำงานความคิดและสร้างสรรค์สิ่งต่างๆออกมาได้อีกต่อไป

                      

                       ภาพที่ ๑๑ สวน แปลงผัก แมกไม้และสิ่งแวดล้อมธรรมชาติ ที่เป็นห้องเรียนของนักเรียนในธรรมชาติ

                      

                       ภาพที่ ๑๒ คุณครูฐิติพงศ์ ชาติทอง กำลังอธิบายวิธีสร้างความรู้ การวิจัยและทดลอง พัฒนาผู้เรียนอย่างบูรณาการ ทั้งศึกษาค้นคว้าสีสันจากธรรมชาติ การบันทึกต้นไม้และวัตถุดิบทั้งในแง่ของการเกษตรและการศึกษาผลต่อการนำไปทำเป็นวัตถุดิบให้สีเพื่อทำงานศิลปะ นักเรียนได้วิธีบันทึกและเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงของสีจากใบไม้และธรรมชาติ ทั้งจากชนิดที่แตกต่างกันและจากการเปรียบเทียบตามระยะเวลาต่างๆ

                      

                       ภาพที่ ๑๓ การจัดห้องเรียนธรรมชาติ เป็นทั้งห้องเรียนเกษตร-ศิลปะ และก่อให้เกิดสิ่งแวดล้อมของโรงเรียนที่ร่มรื่น ผู้เรียนไม่เพียงเข้าถึงปรัชญาชีวิตและปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอย่างลึกซึ้งยิ่งกว่าการอธิบายจากการสอนในห้องเรียน ที่สำคัญคือ สำนึกในความเป็นพลเมืองที่สามารถรับผิดชอบสิ่งต่างๆได้อย่างกว้างขวางด้วยความจริงจัง 

  สร้างการเข้าถึงความเป็นตัวของตัวเอง การประเมินจากกิจกรรมที่ไปไกลกว่าการประเมินและการทดสอบ 

การประเมินผลของศูนย์การเรียนรู้เกษตร-ศิลปะนั้นทั้งสร้างสรรค์และก้าวหน้าในทางวิชาการอย่างยิ่ง ผู้เรียนจะมีโอกาสทำงานแสดงผลงานของตนเองจากของจริง ทั้งการทำสวน การดูแลพืชผักสวนเกษตรและห้องเรียนกลางแจ้ง ที่สำคัญคือ การให้ผู้เรียนได้ทำผลงาน ศิลปะของการจัดสวนและการจัดแสดงผลงานทางเกษตร-ศิลปะ

                             

                              ภาพที่ ๑๔ ผลงานของผู้เรียนผสมผสานทั้งผลงานทางศิลปะและผลงานทางด้านเกษตร ผลงานศิลปะสะท้อนออกถึงการใช้ความรู้พื้นฐานทั้งทางด้านเรขาคณิต คณิตศาสตร์ ความสัมพันธ์เชิงมิติ การบันทึกและศึกษาค้นความธรรมชาติ ภูมิปัญญาท้องถิ่น สมนุไพร รวมทั้งการดูแลสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติ ผลงานด้านเกษตร แสดงออกถึงการใช้ความรู้ทางวิยาศาสตร์ การอนุรักษ์พันธุกรรมพืช สมุนไพร ภูมิปัญญาท้องถิ่น

โรงเรียนโดยศูนย์การเรียนรู้เกษตร-ศิลปะ มีห้องนิทรรศการแสดงผลงานของผู้เรียนอยู่ในห้องเรียนธรรมชาติ เมื่อผู้เรียนได้ฝึกฝนประสบการณ์จากฐานการเรียนรู้ต่างๆแล้ว ก็จะมีกิจกรรมให้บูรณาการทักษะและประสบการณ์จากการเรียนรู้โดยให้ทำผลงานวาดรูปหุ่นนิ่งและจัดสวน ผู้เรียนทุกคนที่ทำผลงานออกมาได้ ก็จะได้คะแนน A ทุกคน โดยไม่มีการเปรียบเทียบกับเกณฑ์ผู้อื่น

                             

                              ภาพที่ ๑๕ ห้องแสดงผลงานของนักเรียน เป็นอาคารจัดแสดงผลงานอย่างเป็นสัดส่วนอยู่ในสวนเกษตรและแวดล้อมด้วยธรรมชาติที่ร่มรื่น ในอาคารดังกล่าวมีประติมากรรมพระพิฆเนศ องค์เทพแห่งศิลปวิทยา ผู้เรียนจึงอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ให้ประสบการณ์ทางด้านจิตวิญญาณ ลึกซึ้งไปถึงคุณธรรมและจริยธรรมวิชาชีพ

                         

                               ภาพที่ ๑๖ เกษตร-ศิลปะ : หลังจากการฝึกปรือทั้งการดูแลสวนเกษตรและพื้นฐานทางด้านจิตรกรรม นักเรียนก็จะได้ทำกิจกรรมสะท้อนผลการเรียนรู้สู่การทำงานงานจริงโดยการจัดสวน ใช้พื้นฐานทางศิลปะ สุนทรียภาพ ตลอดจนการเข้าถึงจิตวิญญาณของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมาสะท้อนสู่ผลงานการจัดสวน ซึ่งฝีมือของนักเรียนได้รับรางวัลระดับประเทศต่อเนื่องหลายปี อีกทั้งสามารถนำไปประกอบอาชีพสร้างรายได้และเป็นพื้นฐานในการศึกษาสายอาชีวศึกษาให้เด็กได้อย่างดี

ครูผู้สอนเชื่อว่าการทำได้และความมีศิลปะนั้นสะท้อนออกมาจากความเป็นตัวของตัวของตัวเอง ของปัจเจกทุกคน จึงไม่ควรนำไปเปรียบเทียบกับใคร จุดหมายการเรียนรู้ของโรงเรียนมุ่งให้ผู้เรียนทำได้และสามารถนำไปใช้เพื่อการดำเนินชีวิตในสังคมได้ ดังนั้น การเรียนรู้และการได้พัฒนาตนเองไปตามความสามารถของตนเองจึงถือว่าเป็นการบรรลุความเป็นตัวของตัวเองได้สูงสุด จึงควรได้คะแนน A ทุกคน.

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

  กิตติกรรมประกาศ   :

ผู้เขียนขอขอบคุณหลายท่านที่ทำให้ได้มีโอกาสเยี่ยมชมและศึกษาดูงานไปกับนักศึกษา รวมทั้งการจัดการเรียนรู้ ห้องเรียนธรรมชาติ เกษตร-ศิลปะ ที่ได้นำมาบันทึกไว้ในบทความนี้ คุณครูฐิติพงศ์ ชาติทอง ครูผู้ดูแลห้องเรียนธรรมชาติ เกษตร-ศิลปะ  ผอ.สรยุทธ สืบแสงอินทร์ ผู้อำนวยการโรงเรียนปิยชาติพัฒนา ดร.วารุณี ศุภบัณฑิต รองผู้อำนวยการ คณะผู้บริหาร ครูและนักเรียนโรงเรียนปิยชาติพัฒนา นอกจากนี้ ผู้เขียนขอขอบคุณ อาจารย์ ดร.สุมาลี นาคประดา ทีมอาจารย์ในหลักสูตรเดียวกันกับผู้เขียนและเป็นศิษย์เก่ารุ่นที่ ๒ ของโรงเรียนปิยชาติพัฒนา ที่ได้ประสานงานการศึกษาดูงานในครั้งนี้เป็นอย่างดียิ่ง ดร.สุมาลีเป็นอาจารย์รุ่นใหม่ที่ได้รับทุนพัฒนาความเป็นเลิศในการสอนวิทยาศาสตร์จนจบการศึกษาปริญญาเอกจากต่างประเทศแล้วกลับมาเป็นครูที่โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ระยะหนึ่ง ปัจจุบันเป็นอาจารย์ประจำหลักสูตรบริหารการศึกษา(หลักสูตรนานาชาติ) ของมหาวิทยาลัยมหิดล

 หมายเหตุและเชิงอรรถ   :

[๑] ปัจจุบัน ได้ปรับปรุงหลักสูตรและเปลี่ยนชื่อ จาก ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต, ศษ.ม. สาขาการบริหารการศึกษา เป็น ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต, ศษ.ม. สาขาการจัดการการศึกษา และจะใช้ชื่อดังกล่าวโดยเริ่มในรุ่นปีการศึกษา ๒๕๕๓

[๒] ข้อดีของการจัดฐานการเรียนรู้ (Learning Module) เป็นหน่วยประสบการณ์ย่อยๆ ก็คือ ทุกฐานเรียนรู้จะมีความสมบูรณ์อยู่ในตัวเอง มีวัตถุประสงค์เฉพาะ ใบงาน คู่มือ และการตรวจสอบการเรียนรู้ด้วยตนเอง ดังนั้น ผู้เรียนแต่ละกลุ่มและแต่ละคนก็จะสามารถออกแบบและจัดกระบวนการเรียนรู้ให้ตนเองและกลุ่มได้ตามความถนัดและความพร้อมที่จะเรียน จะเริ่มต้นเรียนฐานการเรียนรู้ใดลำดับก่อนหลังอย่างไรก็ได้ ชอบที่จะเริ่มจากฐานการเรียนรู้ใดก็หารือ วางแผน และเรียนไปด้วยกัน เมื่อได้ประสบการณ์ครบแล้ว ก็จะสามารถบูรณาการประสบการณ์ให้ปฏิบัติเพื่อใช้ความรู้ได้อีกระดับหนึ่ง จุดแข็งของการเรียนรู้แบบฐานการเรียนรู้จึงได้แก่ความเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นไปตามความพร้อมและเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่มุ่งให้ผู้เรียนได้พัฒนาการรับผิดชอบตนเอง.