สวัสดีวันหยุดค่ะอาจารย์
วันก่อนแม่ชีท่านหนึ่งทราบว่าดิฉันวาดสีน้ำแนวพฤกษศาสตร์อยู่ ท่านจึงบอกว่าให้สอนท่านบ้าง ท่านกำลังทำงานเกี่ยวกับวิปัสสนาแนวใหม่ ที่ใช้ศิลปะเป็นจุดเริ่ม จึงนึกขึ้นได้ว่า ดิฉันใช้ประโยชน์จากสมาธิที่ได้จากศิลปะแขนงนี้อยู่ แต่ไม่ได้สรุปเป็นเรื่องเป็นราว แต่ท่านเห็นแนวทางแล้ว จึงคิดสานต่อให้เป็นรูปร่าง
ดิฉันเห็นว่าเชื่อมโยงกับเกษตรศิลปะได้ จึงอยากเรียบเรียงและนำมาเรียนเสนอค่ะ เพราะเป็นสิ่งที่เราจะได้จากศิลปะแนวนี้โดยอัตโนมัติเมื่อทำงานไปได้ระยะหนึ่ง นั่นคือการวิปัสสนาโดยใช้จิตที่เป็นสมาธิอันได้จากวิธีธรรมชาติ (ซึ่งไม่ใช่ได้จากการบังคับเอาด้วยกรรมฐาน)
ในขณะที่ทำงานศิลปะจากการถ่ายทอด "ธรรม" คือความจริงตามธรรมชาติ ตามที่ตามองเห็น ปราศจากการแต่งเติม (สังขาร) เราย่อมต้องใช้สมาธิระดับหนึ่ง (ขณิกสมาธิ) เมื่อตัดนิวรณ์ต่างๆได้ จิตจดจ่อกับลมหายใจและอิริยาบทปัจจุบัน (กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน) เมื่อมีประสบการณ์มากขึ้น ทั้งด้านพัฒนาการทางศิลปะ และทางจิต วันหนึ่งย่อมสร้างผลงานออกมาได้ตามที่จิตหวัง
เมื่อได้งานตามที่ต้องการ คือถ่ายทอดงานศิลป์ออกมาตามธรรม ย่อมเกิดปราโมทย์
ปราโมทย์เป็นองค์ธรรมเริ่มต้น ที่นำไปสู่สมาธิ (ปราโมทย์ - ปิติ - ปัสสัทธิ - สุข - สมาธิ) หากสมาธิที่ได้ครั้งหลังนี้ เป็นสมาธิที่หนาแน่นขึ้น เราสามารถใช้จิตที่เป็นสมาธิในระดับนี้ไปสอดส่องและหยิบธรรมใดธรรมหนึ่ง (ธัมวิจยะ) ขึ้นมาพิจารณาได้
ซึ่งจิตที่เป็นสมาธิระดับอุปจารสมาธิสามารถพิจารณาธรรมต่างๆได้อย่างชัดเจน หากประกอบด้วยการมีกัลยาณมิตตา จะสามารถแจ้งในธรรมนั้นๆได้
จึงเป็นผลประโยชน์อีกด้านที่ได้จากการทำงานศิลปะโดยปราศจากการปรุงแต่งค่ะ
แต่อย่างไรก็ดี ดิฉันมองว่าเป็นดาบสองคม คือในระหว่างการฝึก หากเด็กไม่ทราบเหตุผลที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง เด็กอาจบั่นทอนจินตนาการของตนไป เพราะชินกับการถ่ายทอดความจริงตามธรรมชาติ (ซึ่งเราอาจจะเรียกว่า การลอกภาพ ก็น่าจะได้มังคะ)
หรือถ้าเด็กอดทนไม่พอ (วิริยะ) ไม่รอให้การพัฒนาทางด้านฝีมือ และทางธรรม (คือไม่มีการแสวงหาความรู้ทางธรรมเพิ่มเติม ไม่มีการสนทนาแลกเปลี่ยนความเห็น ไม่มีการปรับทัศนคติให้ถูกต้องตามธรรม ไม่มีโยนิโสมนสิการ) ให้ผสมผสานกัน และก้าวล่วงนิวรณ์ไม่ได้ ก็อาจไม่บรรลุผล จนอาจละทิ้งไปได้เสียก่อน
จึงเรียนเสนอมาตามประสาตนว่างงานค่ะ