ค่อยๆเรียนรู้ไปกับผมและอย่ามองให้การเรียนเป็นแบบตำรา
ผมจะไปพูดที่ มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงใหม่วันที่ 31 พฤษภาคม และ 1 มิถุนายน 2549 ผมจึงขอเริ่ม Blog ใหม่โดยใช้ชื่อว่า “ ราชภัฎ km ” ผมอยากเรียนว่าคำว่า “KM” เป็นคำพูดที่ไร้สาระเพราะเน้นด้านวิชาการมากเกินไป ผมจึงจะสรุปง่ายๆให้เห็นว่ามหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงใหม่ สามารถเรียนเรื่อง KM จากผมแบบง่ายๆโดยเน้นว่า อาจารย์ 100 คนที่มาให้เกียรติผม
ผมจะเริ่มให้อาจารย์สนใจนำเอาความรู้ที่มีอยู่แล้วไปสู่มูลค่าเพิ่มให้มากขึ้นโดยค่อยๆเรียนรู้ไปกับผม
และเชื่อว่าถ้าทุกคนเอาใจใส่ก็จะเพิ่มคุณค่าได้ไม่มากก็น้อย
และไม่อยากมองให้การเรียนเป็นแบบตำรา เพราะ KM
เน้นตำรามากเกินไป
คนคือทรัพยากรที่มีค่าขององค์กร ต้องยกย่องให้เกียรติซึ่งกันและกัน ดังนั้นทรัพยากรที่มีค่าของคณะฯ ก็คือ ครู-อาจารย์ และบุคคลากรฝ่ายสนับสนุน ครู-อาจารย์ต้องตระหนักในการพัฒนาตนเองโดยพัฒนาความรู้ให้ทันสมัย - สด มีประโยชน์ กับนักศึกษา และคนภายนอก สอดคล้องกับความจริงของโลกปัจจุบัน ความรู้นั้นต้องเชื่อมโยงกับศาสตร์อื่นได้ โดยเฉพาะทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง บัณฑิตที่จบออกไปต้องสามารถนำความรู้ไปปรับใช้ในชีวิตจริงได้เป็นอย่างดี
ในคณะวิทย์-เทคโน ต้องทำลายกำแพงที่ขวางกั้นระหว่างภาควิชา หรือสาขาวิชาให้ได้ การเชื่อมโยงของศาสตร์จึงจะเกิดขึ้นได้ ควรมีการ share ความรู้ระหว่างกันและกัน มีการถ่ายทอดประสบการณ์จากผู้มากประสบการณ์สู่อาจารย์รุ่นใหม่ ขณะเดียวกันอาจารย์รุ่นใหม่ก็ต้องเคารพและรับฟังความคิดเห็นด้วย
การบริหารจัดการของคณะฯ ต้องไม่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาตนเองของอาจารย์และองค์กร (เช่นสนับสนุนการเดินทางไปราชการ เพื่อฟังสัมมนาดี ๆ ) ทรัพยากรหรือแหล่งความรู้ (เช่นคอมพิวเตอร์) ควรมีจำนวนเพียงพอเพื่ออำนวยความสะดวกในการค้นหาองค์ความรู้ใหม่ ๆ
KM สรุปได้ 3 หัวข้อใหญ่
1. วิธีการหาความรู้ ต้องแสวงหาความรู้ที่สด ใหม่ ทันสมัย มีประโยชน์กว้างลึก ความรู้ต้องแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในยุกโลกาภิวัฒน์ได้ ต้องเรียนรู้ร่วมกันระหว่างสาขาในคณะ แล้วจึงเรียนรู้ข้ามคณะ และมีความสัมพันธ์กับต่างประเทศมากขึ้น
2. วิธีการถ่ายทอดความรู้ โดยใช้ทฤษฎี 4L และ 8K
3. ทำอย่างไรจึงจะใช้ความรู้ให้เป็นประโยชน์สูงสุด ซึ่งจะขึ้นกับการบริหารและวัฒนธรรมขององค์กร
สรุปจากการดู VDO
1. ในการที่จะสร้างสรรค์นวัตกรรม ต้องเรียนรู้แนวคิดแบบดั้งเดิมอย่างถ่องแท้ และในขณะเดียวกันก็ต้องแสวงหาความรู้ใหม่และแนวคิดที่แตกต่างออกไปซึ่งมีความง่ายและเห็นผลสัมฤทธิ์อย่างชัดเจนในการปฏิบัติ
2. ในการแสดงความคิดเห็น จะต้องดูผู้ร่วมสนทนาว่ามีแนวคิดอย่างไร ซึ่งบางครั้งกลุ่มบุคคลที่มีแนวคิดแบบดั้งเดิมอาจจะไม่ยอมรับในแนวคิดแบบนอกกรอบ ซึ่งเราก็อาจต้องสนทนาบนพื้นฐานแนวคิดเดิมเป็นส่วนใหญ่และสอดแทรกแนวคิดใหม่บ้างเล็กน้อย จึงจะทำให้งานสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้
1.ได้อะไรจากการเรียน KM
KM คือ การบริหารทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งมีหลัก 3 ประการ คือ
1. acquired คือ คนมีการแสวงหาความรู้และการพัฒนาความรู้อย่างไร
2. share คือ คนมีการถ่ายทอดความรู้อย่างไร
3.useful คือ ผู้ใช้นำความรู้ที่ได้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างไร
ซึ่งหลักทั้ง 3 ประการ จะต้องยึดหลัก 2R's คือ Reality และ Relevance
2.เราจะนำวิทยาศาสตร์มาช่วยได้อย่างไร
1.ทางด้านคอมพิวเตอร์จะนำคอมพิวเตอร์มาช่วยเป็น Tools เช่น E-commerce E-Education E-Banking Database DSS และ ฯลฯ เพื่อช่วยสร้างคุณค่าเพิ่มให้กับสินค้าของท้องถิ่น เช่น OTOP SME และช่วยให้มีโอกาสในการกระจายสินค้ามากขึ้น มีการหมุนเวียนเศรษฐกิจดีขึ้น
2. มีการนำความรู้ทางด้าน GIS มาช่วยในการแจ้งเตือนเกี่ยวกับภัยธรรมชาติ และวิเคราะห์ผลผลิตทางด้านเกษตรกรรม
3. มีการสร้างพื้นที่บนเครือข่ายอินเตอร์เน็ตสำหรับแสดงความคิดเห็น ในด้านต่างๆ
4. สามารถนำความรู้ทางด้านคอมพิวเตอร์มาพัฒนาสารสนเทศที่แสดงให้เห็นถึงพิษภัยของการทำสงครามและความสูญเสียที่จะเกิดขึ้น
5.พยายามที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้เรียนจากสังคมผู้บริโภคไปสู่สังคมผู้ผลิต (One Person One Program :OPOP)
KM มีความสำคัญและมีความจำเป็นอย่างมากที่จะต้องนำไปปฏิบัติอย่างจริงจังในโลกยุคโลกาภิวัฒน์ เพราะโลกมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาและมีความรู้ใหม่ๆ เกิดขึ้นและพัฒนาไปในทิศทางใหม่ๆ อย่างรวดเร็ว บุคลากรของคณะฯ ทุกคนจำเป็นต้องปรับปรุง เปลี่ยนแปลงแนวคิดเดิมที่เน้นการเรียนการสอนความรู้แบบบอกให้นักศึกษาท่องจำความรู้เก่าๆ อย่างเดียวเป็นการสอนนักศึกษาให้ทราบความรู้พื้นฐานและปรับใช้ได้กับความรู้ใหม่ๆ ให้คิดและวิเคราะห์ปัญหาให้เป็น และแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงประเด็น ก็จะทำให้นักศึกษาเป็นผู้มีความรู้ และมีคุณภาพ เป็นการเพิ่มคุณค่า ไม่ใช่เป็นเพียงตัวเลือกหนึ่งของผู้ประกอบการ
อาจารย์เป็นบุคคลแรกที่จำเป็นต้องพัฒนาคุณภาพของตนเองก่อน เพื่อให้เป็นบุคคลที่มีคุณภาพขององค์กรซึ่งจะสามารถสร้างประโยชน์สูงสุดให้เกิดขึ้นกับองค์กรได้ โดยอาศัยกระบวนการ KM ทั้ง 3 ขั้นตอน คือ การแสวงหาและสั่งสมความรู้ (ด้วยความอยากรู้จริงๆ ไม่เกี่ยวกับวุฒิการศึกษา) จากแหล่งข้อมูลทุกชนิดอย่างไม่มีวันสิ้นสุด และการนำความรู้ความเชี่ยวชาญไปแลกเปลี่ยน หรือการสร้างร่วมมือทางความรู้ ทั้งในองค์กรและนอกองค์กร (สาขาวิชาอื่น หรือสถาบันอื่น) อย่างสร้างสรรค์ จากนั้นนำความรู้ไปสู่การพัฒนาสังคมโดยประยุกต์ความรู้ไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มหรือการบริการชุมชนอย่างมีวิสัยทัศน์ (ไม่ใช่ทำเพื่อให้ได้ Paper ขอผลงานวิชาการอย่างเดียว) ซึ่งจะต้องอยู่บนพื้นฐานของความจริง (อาจมีจินตนาการดีแต่ต้องทำได้จริง) ตรงกับความต้องการของผู้รับ และเกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาสังคมได้ หากบุคคลากรท่านใดตระหนักว่า KM คือแนวปฏิบัติเพื่อการเพิ่มคุณภาพของอาจารย์เอง และยินดีปฏิบัติตามอย่างไม่รู้สึกอึดอัดใจ ก็จะทำให้เราไม่ล้าหลังและไม่หลุดโลก และมั่นใจได้ว่าเราได้กลายเป็นทรัพยากรทรงคุณค่าต่อองค์กรและจะมีความสุขกับการทำงานต่อไป
สิ่งที่ได้จากการอบรมความรู้เรื่อง Super Teachers and Knowledge Management ในวันแรก พอสรุปได้ถึงสิ่งที่ควรนำมาใส่ใจในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้คือ
1.ได้ความรู้ด้วยวิธีอะไร?
2.ถ่ายทอดความรู้ด้วยวิธีอะไร?
3.คนที่ได้รับการถ่ายทอดความรู้จากเรานำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างไร?
สิ่งที่อยากเพิ่มเติมประเด็นของการนำคณิตศาสตร์ไปพัฒนาประเทศชาติที่มีทั้งหมด 8 ข้อนั้น จะขอยกตัวอย่างสิ่งที่พอจะนำมาปฏิบัติได้จริงก็คือ ในประเทศไทย(ในโลก)ในยุคปัจจุบันนี้มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูง มีผู้ประกอบการมากขึ้น หากผู้ประกอบการมีปัญหาเรื่องการคิดผลกำไรที่จะได้หลังจากมีการลงทุนไปแล้วว่าจะคุ้มทุนหรือไม่ ในทางคณิตศาสตร์สามารถช่วยผู้ประกอบการเหล่านี้ได้ กล่าวคือถ้าผู้ประกอบการมีปัญหาว่า มีต้นทุนเท่านี้ มีจำนวนของที่เป็นต้นทุนจำนวนเท่านี้ ใช้ระยะเวลาเท่านี้ ขายราคาเท่านี้ ถ้าขายของหมดไปแล้ว จะขาดทุนหรือได้กำไร เราอาจจะประกาศใน web ของคณะวิทยาศาสตร์หรือของมหาวิทยาลัยเลยว่าเรารับแก้ปัญหาเหล่านี้ โดยคิดราคาบ้างเล็กน้อย เพื่อเป็นการหารายได้เข้าคณะ
ขอเสริมเรื่องการพัฒนาบุคลากรของคณะวิทย์ไม่ว่าจะเป็นสาขาวิชาใดการพัฒนาที่ดีก็คือการให้อาจารย์ทำวิจัย เพราะจะเป็นการช่วยให้ขัดเกลาความคิดอยู่เสมอ ช่วยให้ทันโลก และเป็นการพัฒนาสาขาวิชาของตัวเองให้พัฒนาเทียบเท่านานาชาติในอนาคตต่อไป อีกเรื่องที่เห็นด้วยกับอาจารย์จีระ ก็คือมีการร่วมคิดทำวิจัยกับมหาวิทยาลัยอื่นๆ ซึ่งก็ควรเริ่มจากมหาวิทยาลัยในไทยก่อนแล้วค่อยขยายไปนานาชาติต่อไป แบบนี้คณะวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่จึงจะพัฒนาเทียบเท่ามหาวิทยาลัยระดับนานาชาติได้
ได้มีโอกาสเข้ารับฟังอาจารย์จีระ หงส์ลดารมภ์ ที่คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงใหม่ พวกเรารู้สึกประทับใจในการถ่ายทอดความรู้ของอาจารย์ โดยเฉพาะการกล่าวถึงอาจารย์อาวุโส กับอาจารย์รุ่นใหม่ อาจารย์ได้พยายามเน้นให้เห็นถึงคุณค่าของคน และการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง และได้กล่าวถึงเสน่ห์ในความเป็นไทย ที่คนรุ่นใหม่ ควรเรียนรู้จากคนรุ่นเก่า ขนบธรรมเนียมของไทยบางอย่างก็ใช่ว่าจะล้าสมัยถ้าเรารู้จักการหยิบเอาความเป็นไทยมาใช้ให้ถูกกาละเทศะ หรือใช้ให้ถูกกับโอกาส ก็จะทำให้สังคมเราอยู่อย่างพี่อย่างน้อง มีความเอื้ออาทรต่อกัน นอกจากนี้อาจารย์ยังได้ชี้ให้เห็นถึงระบบเศรษฐกิจ ที่ต้องมีการพัฒนาคนให้เรียนรู้เท่าทันกับเศรษฐกิจในระบบต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม พวกเรามีความคิดว่า นโยบายเศรษฐกิจพอเพียงของพระเจ้าอยู่หัวยังคงเป็นตัวอย่างที่ดีในการดำรงชีวิตในยุคปัจจุบัน.
การจัดการความรู้ knowledge management เป็นวิธีการที่ มุ่งเน้นการพัฒนาทรัพยากรบุคคล โดยในมหาวิทยาลัยก็ได้แก่ อาจารย์ เจ้าหน้าที่ โดยจะต้องมีกระบวนการ 3 ขั้นตอนใหญ่ คือ
เนื่องจากในปัจจุบันทุกมหาวิทยาลัย ต้องมีการประเมินคุณภาพทางการศึกษา โดยจาก สมศ ดังนั้น การจัดการความรู้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดในปัจจุบัน เนื่องจากมหาวิทยาลัยจะต้องมีคุณภาพ โดยขั้นตอนที่เป็นไปได้มากที่สุดที่จะทำให้มีคุณภาพได้แก่ การพัฒนาบุคลากรของมหาวิทยาลัย นั่นเอง เนื่องจากปัจจุบัน มหาวิทยาลัยไม่ได้มีหน้าที่เพียงผลิตบัณฑิต เท่านั้น ต้องมีการทำงานวิจัย และการบริการวิชาการแก่ท้องถิ่น หรือชุมชน โดยการทำวิจัยนั้น ต้องมีการร่วมมือกันระหว่างโปรแกรมวิชา เพื่อให้การทำวิจัยเป็นไปในภาพรวม และแก้ปัญหา หรือพัฒนาในทุกจุด และอาจารย์ในคณะต้องร่วมมือกัน โดยไม่มีการแบ่งแยกเป็นภาควิชา หรือโปรแกรมวิชา (ความคิดเห็นส่วนตัว)
๑. การจัดการความรู้เป็นสิ่งที่ดีถ้าทุกคนทำได้ อย่างที่ท่านวิทยากรให้ความรู้มา แต่ก็ยังมีข้อสงสัยว่า การจัดการความรู้เป็นเรื่องส่วนบุคคลหรือขององค์กร เพราะหลายคนก็หาความเป็นเลิศให้กับตนเองโดยไม่สนใจองค์กร หรือบางคนก็ทุมเทให้กับองค์กรโดยไม่ให้ความสำคัญของความเป็นเลิศของแต่ละบุคคล
๒. การที่จะได้มาซึ่ง ๘ ทุน ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะกบที่อยู่ในกะลา และรวมถึงกบที่อยู่นอกกะลา (ที่รู้เรื่องของคนอื่นแต่ไม่รู้เรื่องของตนเอง) ส่งผลให้เกิดอัตตาสูง ก็จะทำให้ขาดทุนทางจริยธรรม (การเข้าใจ เห็นใจ และยอมรับ) โดยเฉพาะราชภัฏที่มีความหลากหลายสาขาวิชา สาขาที่ไม่กี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์อาจไม่จำเป็นต้องลงทุนสูงในการบริการลูกค้าก็จะได้กำไร(เป็นเนื้อเงินหรือปริญญา) มากกว่า (มีคุณภาพหรือไม่ อาจเป็นอย่างที่ท่านอาจารย์ว่า) ในขณะที่สาขาทางวิทยาศาสตร์ต้องใช้ต้นทุนสูงกว่าเพราะต้องใช้เครื่องมือมาก ก็จะถูกมองว่าไม่ทำกำไรให้องค์กรที่เป็นบริษัทเดียวกัน หรือแม้แต่ในกลุ่มวิทยาศาสตร์ด้วยกันก็อาจจะไม่ยอมรับในธรรมชาติวิชาของสาขาที่ต่างไปจากตน ก็เกิด GAP ขึ้น สิ่งที่ยากคือทำอย่างไรที่จะให้ช่องว่างนี้หายไป คนที่เด่นกว่าทำอย่างไรจึงจะดึงคนที่ด้อย คนที่ด้อยทำอย่างไรที่จะมีคนช่วยผลักให้เด่น บริษัทซึ่งจะได้กำไรสูงสุด
การจัดการความรู้ KM ที่คุยกันในวันนี้ จะม่งประเด็นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งจะต้องเกี่ยวข้องกับ
ขอบคุณครับ
เนื่องจากในปัจจุบันทุกมหาวิทยาลัย
๑. การจัดการความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมเป็นสหวิทยาการที่ต้องใช้องค์ความรู้หลายสาขามาบูรณาการร่วมกันในการศึกษาปัญหา แก้ไขปัญหา และการถ่ายทอดความรู้ เช่น ปัญหา Global worming ที่ส่งผลกระทบต่อทุกชีวิตบนโลก ต้องใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการสังเกต ตรวจวัด การให้ความรู้แก่ผู้ได้รับผลกระทบ และการแก้ไขปัญหาตั้งแต่ระดับท้องถิ่น ประเทศ และนานาชาติ ปัญหาสิ่งแวดล้อมส่วนใหญ่จึงเป็นปัญหาที่เป็นข้อมูลหรือความรู้ที่"สด" เนื่องจากส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตทุกชีวิตบนโลก
๒. การนำความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมไปใช้จึงเป็นการเชื่อมโยงระหว่าง ปัญหา สถานที่เกิดปัญหา และวิธีการแก้ไขปัญหาทั้งในระยะสั้นและการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน
๓. บทบาทหน้าที่ของอาจารย์สิ่งแวดล้อมคือการจัดการเรียนรู้ในมหาวิทยาลัย การวิจัย และการให้บริการชุมชน ที่ต้องเชื่อมโยงความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมในระดับชุมชนท้องถิ่นในพื้นที่บริการของมหาวิทยาลัย เพื่อถ่ายทอดให้เกิดสติหรือการรู้ (awareness) ในปัญหาสิ่งแวดล้อม และการแก้ไขปัญหาแก่นักศึกษาและประชาชน เป็นเครือข่ายความรู้ที่สามารถพัฒนาขึ้นโดยใช้แหล่งทุนและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับต่างประเทศได้
การจัดการความรู้ด้สนสิ่งแวดล้อมจึงเป็นการเชื่อมโยงองค์ความรู้สาขาต่าง ๆ มาใช้ เนื่องจากสามารถนำปัญหา และฐานทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ข้ามสาขาไปสู่สังคมศาสตร์ และศึกษาศาสตร์ซึ่งจะเป็นการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมได้อย่างบูรณาการและมีความยั่งยืน
ขอขอบพระคุณอาจารย์และคณะเป็นอย่างสูงที่ได้สละเวลามาให้ความรู้และได้ให้โอกาสแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน วันนี้ได้แนวคิดเป็นอย่างมากที่ ทั้งเอกสาร บรรยาย ข้อคิดเห็น ดู VDO ดังเช่น
1. การดึงศักยภาพความสามารถของบุคคลซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีค่า มาจัดการและพัฒนาในการนำความรู้ สร้างปัญญา นำไปปัญญาไปใช้ให้เกิดประโยชน์
2. มีการบูรณาการความรู้ ข้ามสาขาวิชาตามธรรมชาติ เพื่อความสมบูรณ์ในการจัดการองค์ความรู้ให้สมบูรณ์แบบ สถิติสามารถไปร่วมพัฒนากับสาขาอื่นได้มาก ตลอดจนการบริการและให้คำปรึกษาทางสถิติแก่บุคลากร ชุมชน หน่วยงาน ฯลฯ
3. การสร้างผู้เรียนไม่ใช่มีแต่ความรู้ แต่ต้องให้ผู้เรียนเกิดปัญญา และนำปัญญาไปใช้ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ดึงความสามารถของผู้เรียน ผู้เรียนเกิดความคิดอย่างสร้างสรรค์ สอดคล้องกับหลักคำสอนพระพุทธเจ้า ที่สอนให้คิดเป็น ผู้สอนต้องมีความรู้ที่สด ถ่ายทอดได้ดี ผู้เรียนอยากเรียน เรียนอย่างมีความสุข
4. ในฐานะทางสถิติประยุกต์ช่วยได้มากในเรื่อง Data Management ที่ทันสมัย สะดวกใช้ ถูกต้อง IT ฯลฯ การนำข้อมูลให้มีคุณค่า ทั้งทางสร้างสรรค์ปัญญา เศรษฐกิจ สังคม ฯลฯ ส่งเสริมให้มีการพัฒนาความรู้โดยใช้กระบวนการวิจัยเป็นฐาน
5. ความสามารถ เกิดจากความรู้บวกด้วยประสบการณ์ที่ปะทะของจริง ความรู้จะเกิดเป็นปัญญาต้องหมั่นฝึกฝนเป็นประจำทุกวัน ดังนั้นต้องหมั่นศึกษาความรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ศึกษาดูงาน ฯลฯ ทำความรู้ให้มีมูลค่า จับต้องได้
6. จากทฤษฎี 8 K’s … ตามที่อาจารย์… “ถ้าเราไม่มีความสุข ไม่มีวันที่จะทำอย่างอื่นได้สำเร็จ” นั้น แนวคิดนี้ ความสุขที่จะทำก็คือ ไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน
7. จากVDO ทำให้เกิดแนวคิดว่าการพัฒนาจากจุดเล็กๆ พัฒนาการจัดการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ จะเกิดค่ามากในอนาคต ถ้าทุกคนช่วยกัน ปัญหา 8 อย่างในสังคมไทยคงน้อยมาก
มีอะไรอีกมากที่ได้รับความรู้ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากอาจารย์ ภูมิใจที่เกิดเป็นคนไทย ใต้ร่มพระบารมีของในหลวง และเป็นถิ่นฐานที่ถูกมองว่ามีทุนทางจริยธรรมสูง จะรักษา และทำให้เกิดมูลค่าเพิ่ม
การทำ KM ต้องคำนึงถึงบริบทขององค์กร
ผมเชื่อในคุณค่าของทรัพยากรณ์มนุษย์ ประสิทธิภาพของสมาชิกในองค์กรทุกคน และเชื่อว่าหลายๆ คน เข้าใจและกำลังพยายามปฏิบัติอยู่แล้ว แต่ยังไปไม่ได้เท่าไรนัก เนื่องจากบริบทขององค์กร เป็นตัวบีบให้เป็นอย่างที่เป็นเช่น
1.ภาระงานสอนที่ค่อนข้างหนัก บางคนสอน 16 คาบต่อสัปดาห์ และมีสอนภาคพิเศษ เสาร์-อาทิตย์ก็ยังมีสอนอีก จำนวนนักศึกษาก็ 50 คน ต่อ ห้อง ส่งสัยว่าเอาเวลาที่ไหนมาตรวจงาน เอาใจใส่เด็กอย่างใกล้ชิด
2.โดยธรรมชาติขององค์กรเกิดจากความไม่พร้อม เช่นเปิดสอนไปก่อนการอนุมัติหลักสูตร บางหลักสูตรนักศึกษาใกล้จะจบแล้วยังไม่ได้อนุมัติหลักสูตร แล้วใช้ช่วงเวลาบีบ หรือเปิดสอนขณะที่เครื่องมือยังไม่พร้อม หรือไม่เพียงพอ
3.ในสมัยก่อนที่จะเป็นมหาวิทยาลัย ผู้บริหารมีนโยบายส่งคนไปเรียนต่อน้อยมาก เมื่ออนาคตมาถึงจึงไม่มีบุคลากรที่มีคุณวุฒิเพียงพอ ต่อการขยายงานและการแข่งขัน ซึ่งส่งผลการจะพัฒนาต้องเสียเวลาไปอีกระยะหนึ่งซึ่งต้องเข้าใจบริบทนี้
4.วัฒนธรรมองค์กรที่ไม่พึงประสงค์ ที่จริงไม่ควรเรียกวัฒนธรรม ขอเรียกเป็นพฤติกรรมจะเหมาะสมกว่า เช่น มาสาย กลับก่อน กลับป่าหวายระหว่างประชุมหรือสัมมนา หรือเห็นความสำคัญของงานอื่นมากกว่า หรือเข้าเข้าออก ออก ห้องประชุม หรือจัดประชุมซ้อนกัน ขาดการจัดเวลาที่เหมาะสมเป็นต้น
5.การเรียนรู้ทฤษฏีย่อมกระทำได้ไม่ยากนัก แต่การเปลี่ยนพฤติกรรมยากมาก
6.ความจำเป็นทางเศรษฐกิจ ของตัวเอง/ครอบครัว จึงต้องสอนภาคพิเศษมาก
7.บริบทของนักศึกษาของมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่
7.1 เป้าหมายการเข้าเรียนแตกต่างกัน เช่น มาเรียนเพื่อเอาวุฒิ เอาความรู้จริงๆ ตามเพื่อน
7.2 ผู้เรียนส่วนใหญ่ยากจน และคุณภาพผู้เรียนถูกกรองออก ก่อนมาถึงมหาวิทยาลัยหลายชั้น ทำให้ได้คุณภาพต่ำ
ฯลฯ
ดังนั้น
1. การแสวงหาองค์ความรู้ใหม่ ค่อนข้างเป็นไปได้ดวยความยากลำบากต้องใช้ความพยายามมาก
2. การแชร์ความรู้ค่อนข้าง จัดยากเนื่องจากเหตุผลข้อ 1 4 5 6
3. การนำองค์ความรู้ สด ไปใช้สอนผู้เรียนให้ตรงความต้องการของผู้เรียน และนำไปใช้ประโยชน์จริง ก็ต้องใช้ความพยายาม ทำตามข้อ 1 2 ให้ได้เสียก่อนถึงจะเกิดข้อ 3
สรุปแล้วจะให้เกิดผลสำเร็จต้อง อดทน พยายาม และพยายาม
การจะทำ KM ให้ประสบผลสำเร็จได้ จะต้องคิดถึงบริบทขององค์กรเป็นลำดับแรก ระดับความสำเร็จขึ้นกับหัวเรื่อใหญ่ที่มีคณะบดีเป็นผู้คุมหางเสือและขับเคลื่อนด้วยกำลังฝีพายคืออาจารย์ทุกคนในคณะ ถ้าไม่ช่วยกันพาย เรือลำนี้จะไปถึงจุดหมายปลายทางได้อย่างไร คนในเรื่อก็คงเห็นเรือลำอื่นวิ่งแซงไปลำแล้วลำเล่า เอ แล้วเหตุที่ฝีพายในเรือไม่ยอมออกแรงพาย มันเกิดจากอะไร นะ น่าคิดเหมือนกัน หมดแรง? เป็นง่อยเบลี้ย? พายไม่มี? พายหัก? ไม่มีที่ให้นั่งพาย? ไม่มีอาหารนำดื่มเพียงพอ? เลยหมดแรงเลยไม่พาย หรือพายมานานแล้วเรือไม่เคลื่อนเลยพักพายก่อน? หรือการพายเรือก็เหนื่อยอยู่แล้ว ต้องต่อสู้ เพื่อให้ได้พาย ขณะที่คนอื่นหยุดพาย แล้วจะต่อสู้เพื่อจะพายทำไม คนอื่นไม่พายก็สบายดี พายไปเรื่อก็ไม่เคลื่อน? อะไรทำนองนี้
อย่างไรก็ตามขอเอาตัว และใจช่วย ทุกคนในคณะวิทย์ ให้ทำ KM ให้ประสบผลสำเร็จครับ
ขอบคุณครับ
มิสเตอร์ก๊วก
ในยุคโลกาภิวัฒน์สงครามที่เกิดขึ้นจะเป็นสงครามที่มีอาวุธเป็นความรู้ ทั่วโลกจะต้องสร้างคลังความรู้เป็นของตนเองเพื่อความอยู่รอดในสภาวะการที่มีการแข่งขันในทุก ๆ ด้านที่สูง ซึ่งการได้มาซึ่งความรู้ นั้น เราจะต้องรู้จักสร้างความรู้ ทุกวันนี้เราได้ความรู้จากไหน ความรู้เกิดจาก ข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่อยู่บนโลกใบนี้หรือจักรวาลนี้ก็เป็นได้ มนุษย์ทุกคนที่อยู่บนโลกใบนี้ล้วนผ่านพบข้อเท็จจริงต่าง ๆ นาๆ ที่แตกต่างกันไปตั้งแต่ลืมตาขึ้นมาดูโลก บางคนรู้มาก บางคนรู้น้อย ถ้าเราเอาข้อเท็จจริงที่ทุกคนรับรู้มาร่วมกัน แล้วกลายเป็นข้อเท็จจริงขนาดใหญ่ก็สามารถใช้แก้ปัญหาได้ ประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ เหมือนกับภาพ jigsaw แต่ละชิ้นก็เหมือนหนึ่งข้อเท็จจริงถ้ามันกระจัดกระจายกันอยู่ก็แทบจะไม่มีความหมายอะไรเลยหรือใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้เลย แต่ถ้านำมาร่วมกันเกิดเป็นภาพเป็นข้อเท็จจริงที่ใหญ่ขึ้นแล้ว มันก็จะมีความหมาย สามารถใช้ประโยชน์ได้ สิ่งที่เกิดขึ้นนี้แหละ เราเรียกว่า ความรู้
เพราะฉะนั้นเราจะช้าอยู่ใย รีบหันมาคุยกัน แล้วสร้างความรู้ด้วยกันก่อนที่มันจะสายเกินไป ซึ่งไม่ใช่เรื่องยาก ไม่ต้องมองไกลตัวมากสำหรับการเริ่มฝึกสร้างความรู้ โดยเริ่มจากคนในสาขาเดียวกัน แล้วค่อยขยายไปต่างสาขา ต่างคณะ ต่างมหาวิทยาลัย ต่างประเทศ
ป. ล. ถูกไม่ถูกช่วยชี้แนะด้วย
KM หรือ การจัดการความรู้ นั้นสรุปได้ว่า
เป็นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยเริ่มตนจากตนเองในการใฝ่หาความรู้ (บ้าความรู้) โดยความรู้นั้นต้องเป็นความรู้ที่สด เป็นความรู้ที่มีควาโยงใย มีเครือข่าย (ข้ามศาสตร์) ไม่ใช่เพียงแต่ความรู้แบบกบในกะลา เป็นการจัดการเอาความรู้เหล่านั้น ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสภาพความเป็นจริง ต่อสถานการณ์จริงไม่เพ้อฝัน โดยมีกระบวนการคือ
1. การได้มาซึ่งความรู้ กล่าวคือมีความรู้อะไรบ้าง ความรู้เหล่านั้นได้มาอย่างไร
2. การถ่ายทอดความรู้นั้น ใช้วิธีการใด
3. ความรู้นั้นมีประโยชน์อย่างไร
และสำหรับการทำกิจกรรมเมื่อวานเรื่องวิทยาศาสตร์ในด้านของตนมีส่วนช่วยในเรื่องปัญหาทั้ง 8 ประการอย่างไร กระผมในฐานะตัวแทนได้มีโอกาสได้ฟังการสัมภาษณ์ในรายการถึงลูกถึงคนซึ่งได้ทราบข่าว กรณี จดเครื่องหมายการค้า คำว่า "Russie Duttun" ซึ่งญี่ปุ่นได้ทำการจดคำว่า "ฤาษีดัดตน" เป็นภาษาอังกฤษ และ เป็นภาษาญุ่ปุ่น ซึ่งจากข่าวอยู่ในช่วงระหว่างการขอยับยั้งการจดดังกล่าว แต่ก็ทำให้เห็นถึงการจัดการความรู้ของไทยด้านการแพทย์แผนไทย นั้นทำล่าช้า มาก เห็นได้ว่าหากมีความรู้ด้านการจัดการความรู้แล้ว ปัญหาดังกล่วคงจะไม่เกิดขึ้น หรือแม้แต่ภูมิปัญญาไทย สมุนไพรไทยที่ ต่างชาตินำไปจดสิทธิบัตรแล้ว ไทยก็(โง่) ซื้อมาใช้ทั้งๆ ที่ไทยเองมีดีอยู่แล้ว
ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณอาจารย์จีระและทีมงานทุกคนที่ได้แบ่งปันเวลามาเยี่ยมเยือน ให้ความรู้ แนวคิด แนวปฏิบัติ ที่มีประโยชน์และคุณค่าอย่างยิ่ง ตั้งแต่เริ่มย่างก้าวเข้ามาปฏิบัติงานที่ราชภัฏ เข้าใจเรื่อง KM น้อยมาก ส่วนใหญ่ที่ผ่านมามีแต่การบรรยายแต่ภาคทฤษฎี แต่ไม่เคยได้ฟังหรือได้รับคำแนะนำ ชี้แนะให้เห็นแนวทางปฏิบัติ ที่สามารถเป็นรูปธรรมหรือการนำไปใช้ในการพัฒนาองค์กรและตนเองได้จริง
แต่สำหรับวันนี้ เริ่มตั้งแต่เมื่อวานที่อาจารย์ได้มาแชร์ความรู้และประสบการณ์ที่เกี่ยวกับการพัฒนาตนเอง องค์กร ระบบการศึกษาของไทย ทำให้ได้มีมโนภาพที่ชัดเจน มองเห็นแนวทางในการนำไปใช้ประโยชน์ให้เกิดประสิทธิผลและประสิทธิภาพได้จริง ปัจจุบันการศึกษาของไทยมุ่งผลประโยชน์ทางด้านธุรกิจมากกว่าคุณภาพการศึกษา แต่จะทำอย่างไรให้คุณภาพการศึกษาของไทยอยู่บนพื้นฐานของระบบธุรกิจซึ่งจะเห็นได้ว่ามหาวิทยาลัยต่างๆ แข่งขันการหาลูกค้ากันอย่างมากมาย แต่มีเพียงไม่กี่แห่งที่ยังคงระดับคุณภาพการศึกษาของบัณฑิตที่จบออกไป สายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีถือว่าเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ แต่เหตุฉะไนล่ะคนเรียนทางวิทยาศาสตร์น้อยลง หรือจบออกไปแล้วไม่ได้ใช้ประโยชน์ในวิชาชีพที่ตนเองเรียนมาอย่างแท้จริง นี้แหละน่าสนใจและเป็นวิกฤตที่ราชภัฏเผชิญอยู่ในปัจจุบัน บางแห่งต้องปิดตัวลงเนื่องจากไม่มีผู้เข้าเรียน และพฤติกรรมสอนอย่างเดียว พันธมิตรรอบข้างไม่สนไม่แคร์ ถ้าราชภัฏยังไม่ลุกขึ้นมาร่วมมือกันแก้ไขปัญหาหรือเปลี่ยนพฤติกรรมเหล่านี้ แล้วเมื่อไรท่านจะเห็นราชภัฏเราเติบโต และภาคภูมิใจทุกครั้งเมื่อเหลียวกลับมามอง
วันที่สองของการอบรม Super teacher เป็นการปฏิบัติการโดยนำเอาทฤษฏี ที่พูดถึงในวันแรกเป็นฐานความรู้ หากลองพิจารณาดู(แบบไม่ได้เข้าข้างตัวเองหรือหลงตัวอยู่ในกะลาว่าฉันเก่งแล้ว) พบว่าในมุมมองเรื่องความเสียสละ-จริยธรรมแล้ว เราก็ไม่แพ้ใคร เราเสียสละสอน เราเหนื่อย โดยไม่ได้มองที่อัตราค่าตอบแทน(ไม่ต้องเทียบกับอัตราค่าสอนที่ กรุงเทพฯ จ่ายกัน) เพราะถ้าเราไม่ทำเช่นนี้แล้ว ใครจะทำ มหาวิทยาลัยก็บอกว่ารับได้จำกัด แล้วเด็กๆที่ สอบเอ็นทรานซ์ไม่ได้จะทำอะไร เรียนที่ไหน จะเกิดปัญหาอะไรขึ้น ซึ่งเราก็ absorb ให้มาเป็นเวลานาน ซึ่งเคยพูด เคยวิเคราะห์กันแล้ว
การทำ KM ให้สำเร็จนั้นจะทำอย่างไร? เป็นปัญหาที่วิทยากรตั้งขึ้นมาให้พวกเราคิดกัน ซึ่งบางกลุ่มมองว่า มันไปสัมพันธ์-สอดคล้อง กับ กระบวนการประกันคุณภาพการศึกษา ที่พวกเราพอมีประสบการณ์ การคิดวิเคราะห์และทำมาจนถึงขีดสุดแล้ว กล่าวคือ เราวิเคราะห์ปัจจัยของปัญหาภายในที่เราควบคุมได้ เราจะทำอย่างไรให้การเรียน การสอนมีคุณภาพ เป็นที่ยอมรับ ตามดรรชนีชี้วัด ซึ่งเราก็ทำกันมามากกว่า 2 ปี และก็ได้ระดมความคิด และดำเนินการแก้ไขปัญหา และปฏิบัติการ กับทรัพยากรณ์(ทั้งทรัพยากรณ์มนุษย์และทรัพยากรณ์สนับสนุนอื่นๆ) เท่าที่มีอยู่ อย่างเต็มที่แล้ว ซึ่งมีผลงาน เอกสาร ปรากฏให้เห็นชัดเจน ผมเชื่อว่าการอบรม KM นั้น เป็นส่วนหนึ่ง กระบวนการคุณภาพ และเชื่อว่าทุกคนก็ทำอยู่แต่มีขอบเขตอยู่ที่รายละเอียดขององค์กร (content)
ในอดีตที่ผ่านมา วิทยากรอบรมหลายๆ คน หรือแทบทุกคนมักชอบบอกว่า มันอยู่ที่ตัวคุณ พัฒนาที่ตัวคุณเองก่อน พัฒนาจากทรัพยากรณ์เท่าที่เรามีอยู่ให้ดีที่สุดเสียก่อน แก้ปัญหาที่ปัจจัยภายในก่อน เราควบคุมได้ วันนี้เราบอกได้ว่าเราทำกันมาแล้ว เฟืองตัวเล็กๆ กลุ่มนี้ หมุนจี๋ จัดจนจะพังแล้ว ซึ่งถ้าเฟืองตัวใหญ่ไม่เริ่มหมุนวันนี้ (การพัฒนาปัจจัยภายนอก) เฟืองตัวเล็กๆ กลุ่มนี้ มันจะพังลงเพราะรับแรงไม่ไหวอีกต่อไป (แม้จะหยอดน้ำมันหล่อลื่น แบบSynthetic ก็ตาม วันนี้ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความฝืด หากแต่อยู่ที่ภาระโหลดของ กลไกขับเคลื่อนที่มากเกินกว่าที่จะรับได้ การใช้เฟืองทดทำงานเกินกว่าภาระที่มันรับได้ เกลียวมันก็ขาด ตามกฏของแรง เป็นธรรมดา)
การทำ KM ให้สำเร็จนั้นจะทำอย่างไร? วันนี้ บริบทนี้ ถึงเวลาแล้วที่ เฟืองตัวใหณ่ต้องหมุนตาม ซึ่งจะ Feedback กลับไปที่ จะ Knowledge Acquired อย่างไร Share อย่างไร Apply อย่างไร ซึ่งเป็นของกล้วยๆ มากสำหรับอาจารย์ที่ปฏิบัติหน้าที่ในส่วนนั้นๆ ผมเชื่อว่าเขาทราบปัญหานี้ดีกว่าผู้อื่นแน่นอน และเป็นเรื่องเล็กมากที่จะดำเนินการ ตามทฤษฏีการบริหารจัดการองค์ความรู้ ของอาจารย์จิระ (ที่เรายอมรับว่าเข้าใจง่าย และสุดยอดจริงๆ)
โดยสรุปก็คือ ขอแค่เพียงแก้ไขปัจจัยพื้นฐานให้ได้ก่อนคือ
วันก่อนเราจัดการกับปัจจัยภายในแล้ว เราหมุนกันจวนจะพังใกล้ถึงขีดสุดแล้ว วันนี้ เฟืองตัวใหญ่ต้องหมุนคือ……การจัดการอาคารสถานที่ การจัดการทรัพยากรณ์มนุษย์ เครื่องมือ อุปกรณ์ ซึ่งเป็นวัตถุ ให้เพียงพอให้ได้ บรรยากาศการทำงานที่ดีจะตามมา
ผมเชื่อในคุณค่าของทรัพยากรณ์มนุษย์
มิสเตอร์ก๊วก
วิทยาศาสตร์ เป็นศาสตร์เฉพาะ ผมเชื่อว่าอาจารย์ทุกคนรู้จริง และลึกซึ้งถึงแก่น ครับ หากแต่อาจจะไม่ค่อยสดนัก เพราะบริบทเฉพาะของเราเท่านั้น และโดยธรรมชาติของครูวิทยาศาสตร์แล้ว และเราเชื่อว่าเราเป็นแม่แบบของครูที่ไม่เป็นรองใคร ถ้ารู้ไม่จริงจะไม่พูดหรือนำไปสอนแน่นอน ต้องไปค้นคว้าและพิสูจน์มาให้ได้เสียก่อน ยิ่งหากข้ามศาสตร์แล้วผมจะให้เกียรติทั้งวาจาและแสดงออก ผู้ที่อยู่ต่างศาสตร์นั้นอย่างมากเสมอ
เรียน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
การวิเคราะห์และพยากรณ์อากาศล่วงหน้าเป็นข้อมูลที่จำเป็นและสำคัญในการวางแผนป้องกัน บรรเทาทุกข์ ภัยธรรมชาติจากฝนตกหนักน้ำท่วมและการใช้ทรัพยากรน้ำจากแหล่งน้ำเพื่อลดปัญหาภัยแล้ง ถ้าอาจารย์มีเวลาว่างลองเข้าไปดูผลงานการพยากรณ์อากาศและเส้นทางพายุของหน่วยวิจัยฟิสิกส์บรรยากาศ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งผมอยู่ในทีมวิจัยด้วยที่ http://physics.science.cmu.ac.th/nwp_index.html ในการดำเนินการต่อไปทางหน่วยวิจัยเรายังขาดทุนสนับสนุนงานวิจัย อาจารย์จะกรุณาบอกแหล่งทุนได้มั้ย
ขอแสดงความนับถืออย่างสูง
ภาคภูมิ รัตน์จิรานุกูล
โปรแกรมวิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์
แก้ไข webside http://physics.science.cmu.ac.th/nwp_index.htm
สวัสดีครับ ศ.ดร.จีระ /ชาวราชภัฎkm และท่านผู้อ่านทุกท่าน
ขณะนี้ ผมเชื่อว่าคนไทยทั่วหน้า ล้วนมีความปิติยินดีและร่วมถวายความจงรักภักดี ด้วยการมุ่งมั่นทำความดี ในวโรกาสที่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงครองราชย์สมบัติมานานครบ 60 ปี ผมได้อ่าน
น.ส.พ.แนวหน้า ฉบับวันที่ 3 มิ.ย. “บทเรียนจากความจริง”
ในบทความดังกล่าว ศ.ดร.จีระ เขียนเกี่ยวกับ องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เกี่ยวกับพระปรีชาสามารถ แนวทางการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ของพระองค์ท่าน ซึ่งพวกเรา บรรดาลูกศิษย์ของ ศ.ดร.จีระ และคนไทยทั้งปวง น่าจะนำไปเป็นแนวทางปฏิบัติ เพื่อเจริญลอยตามฝ่าพระบาทฯ รายละเอียดของบทความเป็นอย่างไร ผมได้ Copy มาไว้ในตอนท้ายของ Blog นี้
ศ.ดร.จีระ ยังมีรายการ ทีวี UBC 7 วันอาทิตย์ ช่วงบ่ายโมงโดยประมาณ และรายการวิทยุ”Knowledge for People” ในทุกวันอาทิตย์ เวลา 18.00-19.00น. สถานีวิทยุ F. M. 96.5 MHz. “คลื่นความคิด " ซึ่งเป็นรายการที่ให้ทุนทางความรู้และทุนทางปัญญาแก่ผู้สนใจได้ดีมาก ท้ายนี้ ขอเชิญชวนท่านทั้งหลาย มุ่งมั่นทำความดี ถวายแด่ในหลวงของเรา และขอให้ความดีที่ท่านทำ จงส่งผลให้ท่านมีความเจริญด้วย ทุนทางศีล สมาธิ สติ ปัญญา นำพาความสุข ความเจริญมาสู่ท่านและครอบครัว
สวัสดีครับ
ยม
น.ศ. ป.เอก รัฐประศาสนศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต
มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี(กทม.) 2
.............................................................................
สัปดาห์แห่งความปลื้มปีติของปวงชนชาวไทย
[1]
โดย ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมย์(คัดมาจาก น.ส.พ.แนวหน้า วันที่ 3 มิ.ย. 2549)
สัปดาห์นี้คงไม่มีอะไรสำคัญเท่ากับงานเฉลิมฉลองครองสิริราชสมบัติ 60 ปีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของปวงชนชาวไทย
งานเฉลิมฉลองดังกล่าว คงไม่ใช่แค่มีพระราชพิธีเท่านั้น ผมคิดว่า ถ้าเราจะคิดสะท้อนพระปรีชาสามารถของพระองค์ท่านว่า ได้ทรงสะสมความรู้ แสวงหาความรู้โดยตลอดมา ( Acquired ) แบ่งปันให้คนไทย (Share) และนำความรู้เหล่านั้นมาใช้ประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนคนไทยอย่างไร บทเรียนดังกล่าวควรจะสอนให้คนไทยได้เรียนรู้ในพระปรีชาสามารถของพระองค์ท่าน เป็นการสร้างสังคมการเรียนรู้ไปด้วย
สิ่งแรกที่น่าจะพูดถึงคือ วิธีการหาความรู้ของพระองค์ท่าน พระองค์ท่านคิด พระองค์ท่านทรงศึกษามาทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งไม่ใช่วิทยาศาสตร์แบบตำราอย่างเดียว แต่ทรงนำเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์มา apply กับสถานการณ์ความจริง แก้ปัญหาต่างๆ ได้ โดยทำอย่างต่อเนื่องไม่ลดละ ซึ่งทฤษฎีดังกล่าว เรียกว่าทฤษฎีข้ามศาสตร์ เพราะวิทยาศาสตร์ของพระองค์ท่านนั้นผสมผสานกับนิติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ สังคมวิทยาและรัฐศาสตร์ ซึ่งบทเรียนนี้เป็นบทเรียนที่ยิ่งใหญ่ เพราะคนไทยมักจะรู้เฉพาะทาง และสนใจในเรื่องที่ตัวเองรู้ แต่ไม่สนใจศาสตร์อื่นๆ จึงทำให้ปัญหาบางอย่างแก้ไม่สำเร็จ
ประเด็นที่สอง พระองค์ทรงเรียนรู้ตลอดชีวิต เพราะปัจจุบันความรู้เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา หรือที่มีความจริงหนึ่งบอกว่า "ในอดีต ทุก 300 ปี ความรู้จึงจะเพิ่มขึ้นเท่าตัว แต่ปัจจุบัน ความรู้เพิ่มขึ้นเท่าตัวทุก 2 ปี" ความรู้ของพระองค์ท่านเป็นความรู้ที่สด และทันสมัยเสมอ ไม่ว่าจะเรื่องการเมืองหรือภัยธรรมชาติ
อีกประการหนึ่งคือ วิธีการเรียนรู้ของพระองค์ท่าน คือพระองค์ท่านเป็นกษัตริย์ที่สนใจ IT และ Internet ตั้งแต่แรก ปัจจุบันยังมีคนไทยจำนวนมากที่ยังใช้ Internet ไม่เป็น แม้แต่อาจารย์มหาวิทยาลัยบางคน นอกจาก IT แล้ว พระองค์ท่านทรงอ่านหนังสือหลากหลายชนิด ที่สำคัญ ทรงฟังวิทยุ และวิทยุสื่อสารของราชการ พระองค์ท่านทรงเป็นกษัตริย์ที่ทรงรับฟังความคิดเห็นของประชาชนตลอดเวลา เห็นได้จากเวลาเสด็จฯทรงเยี่ยมราษฎร หรือเปิดงาน ทรงสนทนากับผู้รู้เป็นเวลา 3-4 ชั่วโมงอย่างสนพระทัย ด้วยการรับฟังปัญหาจากประชาชน ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายที่สำคัญ ทำให้งานของพระองค์ไปสู่ความสำเร็จอย่างสูง เพราะพระองค์ทรงคำนึงถึงความต้องการของประชาชนเป็นหลัก ไม่เหมือนกับผู้ที่มองตัวเองเป็นหลักว่าตัวเองได้อะไร ไม่ค่อยจะถามว่าประชาชนได้อะไร
สุดท้ายทฤษฎีเศรษฐกิจฐานความรู้ ซึ่งประกอบไปด้วย
ถึงแม้ว่าหลายคนคิดว่า เศรษฐกิจ Knowledge based society ของตะวันตก จริง ๆ แล้ว น่าจะพูดได้ว่ามาจากพระองค์ท่านก่อน เพราะอย่างเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง หรือเศรษฐกิจทฤษฎีใหม่ พระองค์ท่านได้ทรงทดลองเก็บข้อมูล จากศูนย์ศึกษา 6 แห่งของท่าน คือ
- ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้
อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เชียงใหม่
- ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
สกลนคร
- ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน
อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จันทบุรี
- ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
ฉะเชิงเทรา
- ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทราย
อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพชรบุรี
· ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ นราธิวาสและค่อย ๆ นำมาเป็นข่าวสาร มาเป็นฐานความรู้ และนำไปใช้ ในที่สุดไปสู่ Wisdom การที่พระองค์ท่านทรงได้ความรู้ดังกล่าว ก็คือข้อมูลที่ได้วิเคราะห์เป็นวิทยาศาสตร์ หลายครั้งหลายหน จนเป็นที่แน่ใจแล้ว ที่สำคัญที่สุดคือ ในช่วงสัปดาห์นี้ ประชาชน คนทั่วโลกจะได้เรียนรู้แนวคิดและปรัชญาของพระองค์ท่านมากขึ้น ไม่ใช่มองเพียงแต่รางวัล Human Development Prize ได้รับการถวายจากองค์การสหประชาชาติ โดยโคฟี อันนัน เท่านั้น นับเป็นเกียรติประวัติที่คนไทยภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง
ผมเชื่อว่าปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์ท่านจะขยายวงเป็นที่แพร่หลายไปในต่างประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ
การขยายปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปต่างประเทศ ขอพูดในส่วนที่ผมและมูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศได้ทำไป และเป็นรูปธรรมชัดเจน
เมื่อ 4 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ เริ่มไปทำการทูตภาคประชาชนที่กัมพูชา เป็นประเทศแรก ได้เริ่มการสร้างสังคมการเรียนรู้ โดยใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในครั้งแรกมีองคมนตรีนายแพทย์เกษม วัฒนชัย ไปร่วมบรรยายที่พนมเปญ และได้ทำกิจกรรมอย่างต่อเนื่องให้ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ประชาชน และเกษตรกรของกัมพูชารวมทั้งหมด 4 ครั้ง
หลังจากนั้นได้ไปทำสัมมนาเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงที่พม่า เน้นเรื่องการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน โดยใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ให้พม่าเดินสายกลาง มองการขยายตัวเรื่องการท่องเที่ยว ตัวอย่างที่ไม่ดีของไทยคือ ขยายตัวเร็วเกินไป ทำให้สิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม ได้รับการยอมรับมากในประเทศพม่า และจะทำต่อในปีนี้
นอกจากนี้ ผมยังได้ไปทำการบรรยายเรื่อง เศรษฐกิจพอเพียงกับประเทศจีน เมืองคุนหมิง โดยได้เชิญ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ไปร่วมการบรรยายด้วย ได้รับการยอมรับจากประเทศจีนอย่างสูงในครั้งนั้น
ส่วนในเดือนหน้า จะจัดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงในประเทศเวียดนาม
เรื่อง APEC ซึ่งผมเป็นประธานคณะทำงานพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (HRD Working Group) ผมเคยนำผู้แทน APEC ไปดูงานที่เขาหินซ้อน เมื่อมีการประชุมประจำปีของคณะทำงานด้านพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของ APEC ครั้งที่ 27 วันที่ 20-24 มิถุนายน 2548 ที่พัทยา ซึ่งทำให้ผู้แทน APEC ได้เข้าใจเศรษฐกิจพอเพียงอย่างลึกซึ้ง
สุดท้ายนี้ ผมเพิ่งกลับมาจากการประชุม APEC SOM II ที่ Ho Chi Minh ได้รายงานให้ที่ประชุมว่า ในการประชุม HRD Minister ครั้งที่ 5 ซึ่งจะจัดที่กรุงเทพฯ ในปลายเดือนตุลาคมนี้ จะมีการเทิดพระเกียรติพระองค์ท่าน ในเรื่องพระเจ้าอยู่หัวกับ HRD ซึ่งทาง APEC ได้เห็นชอบและอนุมัติ แสดงให้เห็นว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ของคนไทยเป็นบุคคลที่โลกยอมรับอย่างแท้จริง
ดังนั้น คนไทยควรต้องศึกษาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์ท่านอย่างรอบคอบชาวต่างชาติ ให้ความสนใจปรัชญาดังกล่าว รวมทั้งนักวิชาการของมหาวิทยาลัยต่างประเทศหลายแห่ง เป็นมุมมองที่ทำให้โลกอยู่ได้อย่างยั่งยืน ยิ่งนับวัน ภัยธรรมชาติคุกคามมนุษย์เรา ยิ่งต้องเดินสายกลาง
ผมวิงวอนให้คนไทยในสัปดาห์นี้ ตั้งใจที่จะหาความรู้ในปรัชญาของพระองค์ท่าน ศึกษาให้แท้จริง และนำความรู้มาใช้ เพราะปรัชญาดังกล่าว จะช่วยให้โลกเดินสายกลางและทำให้ประชากรโลก ไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย และจะทำให้โลกของเรายั่งยืน
ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน
จีระ หงส์ลดารมภ์
[email protected]โทร.
</strong> 02-273-0180, 0-2619-0512-3
โทรสาร 0-2273-0181
สวัสดีครับ ศ.ดร.จีระ และท่านผู้อ่านทุกท่าน
ผมติดตามสาระน่ารู้จาก ศ.ดร.จีระ จาก น.ส.พ.แนวหน้า ฉบับวันที่ 10 มิ.ย. 2549 อาจารย์เขียน บทความเรื่อง "การทูตภาคประชาชนที่เวียงจันทน์" มีสาระน่าสนใจมากครับ ผมอ่านแล้วจับประเด็นได้ มีดังนี้ ครับ
ผมอ่านแล้ว รู้สึกว่าได้สาระความรู้ และเหมือนกับได้ไปลาวกับอาจารย์ด้วย ที่น่าสนใจ มากคือเรื่องเกี่ยวกับ Talent Management ที่สั้น เข้าใจง่าย แบบภูมิปัญญาไทย ซึ่งท่านผู้อ่าน หรือ นักบริหาร นักพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยเฉพาะกลุ่มที่เข้าร่วมการอบรมกับ Asia business forum สามารถนำไปเป็นแนวทางในการปฏิบัติได้ง่าย
นอกจากนี้ ท่านผู้อ่านที่มีครอบครัวยังสามารถนำแนวคิดเกี่ยวกับ Talent Management ไปบริหารจัดการลูกหลานได้อีกด้วย เช่น ศ.ดร.จีระ กล่าวว่า องค์ประกอบของ Talent มี 3 อย่างอยู่ในตัวคนเดียวกัน คือ KSM, knowledge(ความรู้) Skill (ทักษะ ความชำนาญ) Mindset (ทัศนคติ) 3 อย่างนี้ ท่านสามารถนำไปกำหนดยุทธศาสตร์ในการสร้างบุตรหลานของท่าน ให้เป็นมรกดกแก่แผ่นดินได้ เป็นอย่างดี ส่วนการทูตภาคประชาชน ก็เป็นตัวอย่างที่ดีในการสร้างทุนทางสังคม ให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศ ผู้อ่านสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการสร้างเครือข่าย สร้างสัมพันธ์กับเพื่อนบ้าน เพื่อนร่วมงาน ได้
รายละเอียดบทความของ ศ.ดร.จีระ ในเรื่อง ดังกล่าว ผมคัดมาให้ไว้ตอนท้ายนี้ครับ ขอให้ท่านโชคดี
สวัสดีครับ
ยม
การทูตภาคประชาชนที่เวียงจันทน์ *
สัปดาห์นี้ เป็นสัปดาห์มหามงคลแห่งความปลื้มปีติของคนไทย นอกจากที่สหประชาชาติ ทูลเกล้าฯถวายรางวัลแด่พระองค์ท่านแล้ว ยังมีรางวัลของ European Union เรื่องสิทธิบัตร "ฝน หลวง" ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นสิริมงคลและเป็นเกียรติประวัติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของปวง ชนชาวไทย ในยุคโลกไร้พรมแดนนี้
ในสัปดาห์นี้ สีเหลืองเป็นสีที่ทุกคนภาคภูมิใจและหล่อหลอมรวมดวงใจของคนไทยด้วย แต่มีพ่อค้าบางคนยังเอาเปรียบสังคม ขายราคาแพง ยุคนี้คนไทยต้องหันกลับมาสู่คุณธรรม จริยธรรม หากรัฐบาลใดยังเน้นเรื่อง growth การเจริญเติบโต เรื่องความร่ำรวย การบริโภคนิยม และวัตถุนิยม โดยไม่มองมิติอื่นๆ ก็จะทำให้สังคมไทยเต็มไปด้วยความรุนแรง เพราะแข่งขันกัน และเอารัดเอาเปรียบกันตลอดเวลา ยิ่งนานไป เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น จะเป็นบทเรียนราคาแพง ให้คนไทย ฉะนั้นคนไทยต้องวิเคราะห์ให้เป็น คิดให้เป็น ต้องรู้ว่าอะไรสำคัญ อะไรไร้สาระ และ อะไรคือความดีคุณธรรมที่จรรโลงสังคม ในที่สุดแล้ว ความดีน่าจะสำคัญกว่าความเก่ง ซึ่งไปเพิ่ม ผลประโยชน์ให้แก่กลุ่มตัวเอง โดยไม่คำนึงถึงส่วนรวมคงไม่ได้
ช่วงนี้ คนไทยทุกคนควรจะต้องปรับตัว และคิดให้รอบคอบว่าอะไรจะเกิดกับสังคมไทย ระหว่างที่อ่านบทความนี้เป็นช่วงที่หยุดหลายวัน นอกจากพักผ่อนแล้วก็ขอความกรุณา สนใจข่าวสารและเรียนรู้ในพระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปด้วย
เพราะอีก 2 -3 สัปดาห์ข้างหน้าคงจะมีการต่อสู้ทางการเมืองรุนแรงต่อไป และคงจะเป็น การต่อสู้ที่กำหนดอนาคตของประเทศไทย คนไทยต้องเฝ้ามอง ระวังและตั้งสติให้ดี สัปดาห์นี้ ผมทำงานใหญ่หลายเรื่อง
เรื่องแรกคือ ในการสัมมนาของกลุ่ม Asia business forum เป็นเรื่องการบริหาร Talent หรือ การบริหารดาวดวงเด่นขององค์กร ซึ่งผมมีโอกาสได้ไปแสดงความคิดเห็นด้วย การประชุมเช่นนี้ น่าสนใจที่ว่า ผู้ที่ไปร่วมประชุมจะเป็นเจ้าหน้าที่ระดับค่อนข้างสูงของธุรกิจใหญ่ บางแห่งเป็นธุรกิจ ระหว่างประเทศที่เริ่มเห็นความสำคัญของทรัพยากรมนุษย์และเน้นทรัพยากรมนุษย์เป็น ยุทธศาสตร์มากขึ้น
ผมเน้นว่าการเรียนยุคใหม่ ต้องเรียนกันเป็นทีม style 4 L's ด้วย เพราะฉะนั้นการมีผู้แสดง ความเห็นจำนวนมาก แต่คนละแนว บางครั้งจะได้ประโยชน์ไม่มาก เพราะได้แต่ความคิด แต่ไม่ได้ ปะทะกับความจริง ทฤษฎี 2 R's และไม่ตรงประเด็น เป็นแบบดาวกระจาย แทนที่จะเน้นการเรียน เป็น team work ผมพูดเพียง 1 ชั่วโมง แต่ก็เห็นความสนใจของผู้ฟังที่อยากจะออกความเห็น และ อยากเอาไปใช้ share ความรู้ให้มากขึ้น
เรื่อง Talent management ต้องทำให้ง่ายๆ แบบ Simplicity ซึ่ง Talent ก็คือเรื่องทรัพยากรมนุษย์นั่นเอง แต่ที่สำคัญสุดก็คือ
- องค์กรต้องปรับตัวและแข่งขันมาก ( Change and Innovate )
- customer ในโลกมีความคาดหวังสูง สลับซับซ้อน และมีประสบการณ์ในการบริโภค มายาวนาน
- สินค้าและบริการมีวงจรสั้นลง ต้องปรับตัวทั้งการผลิตและการบริการให้รวดเร็วอยู่ ตลอดเวลา วงจรจะสั้นลงเรื่อยๆ
- สุดท้าย Talent ต้องเน้นการทำงานข้ามชาติ เพราะ performance ผลประกอบการใน การทำงานมี Benchmark มาตรฐานอันเดียวคือ Global benchmark มาตรฐานโลก คือ มีการแย่งตัวกันระดับระหว่างประเทศ สรุป Talent ในความเห็นของผมน่าจะประกอบ 3 เรื่องในตัวคนเดียวกัน ( คนอื่นอาจจะคิด แนวอื่น )
- skill
- ความรู้
- ทัศนคติ mindset
คนที่จะทำงานสำเร็จได้จะต้องเป็นคนที่มีหลายๆอย่างอยู่ในตัวคนเดียวกัน Talent ที่ดี ทำงานคนเดียวไม่ได้ ผมยกทฤษฎี 20/70/10 มาให้ดูว่า ผู้ที่เป็นดาวเด่น 20% จะต้องทำงานกับ คนอื่นๆด้วย
และจะต้องพัฒนาคนในองค์กร 70% ให้เก่งด้วยคือถ้า 20% เป็น Talent อีก 70% จะต้องพัฒนาด้วย และอีก 10% ที่ไม่เอาไหน จะต้องดูแลว่าจะให้เขาอยู่อย่างไร และสุดท้ายการบริหารหรือเก็บเกี่ยว Talent ให้ได้ผลสูงสุดอย่างไร น่าจะอยู่ 3 ขั้น
1) หาได้อย่างไร
2) เก็บรักษาได้อย่างไร
3) บริหารไปสู่ High performance ผลการทำงานอย่างไร
อีกเรื่องหนึ่งที่ผมภาคภูมิใจคือ การที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัย ระดับชาติของไทยได้ไปจัดงานคืนสู่เหย้าที่ เมืองเวียงจันทน์ ประเทศลาว เมื่อคืนวันที่ 6 มิถุนายนที่ ผ่านมา เพราะมหาวิทยาลัยขอนแก่นผลิตบุคลากรคนลาว ที่จบระดับปริญญาทั้งตรี โท เอก ประมาณ 200 คนและมีตำแหน่งสูงในประเทศ หากนับคนลาวที่มาเรียนหลักสูตรระยะสั้นอีก ก็มี ไม่ต่ำกว่า 3,000 คน ซึ่งได้จัดร่วมกับมหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว อธิการบดี ดร.สมกต มังหน่อเมฆ ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการของลาวมาร่วมงานด้วย
ฝ่ายขอนแก่นนำโดยนายกสภามหาวิทยาลัยขอนแก่น พลตำรวจเอกเภา สารสิน ได้ร่วมกัน จัดพบปะศิษย์เก่ากว่า 300 คนในคืนนั้น มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางวิชาการ โดยมีท่านทูต ไทย คุณรัฐกิจ มานะทัต ซึ่งเป็นทูตที่ให้ความสนใจเรื่องการทูตภาคประชาชน แสดงความเห็นเรื่อง การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของไทย /ลาว ร่วมกัน ชี้ให้เห็นถึงการทูตภาคประชาชนยุคใหม่ ซึ่งมี ภาควิชาการมาร่วมทำงานเป็นรูปธรรมมากขึ้น
แนวคิดทางการทูตภาคประชาชน เป็นแนวคิดที่ปฎิบัติได้ และจะช่วยทำความสัมพันธ์ที่ดี สร้างความไว้ใจ trust ระหว่างกัน เมื่อ 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ประเทศลาวได้ประท้วงผู้สร้างหนัง ไทย " หมากเก็บ โลกตะลึง " ที่ไม่ได้มองความละเอียดอ่อนของวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน คนไทย มักจะดูแคลนว่าประเทศลาวยากจน โดยไม่ได้คิดลึกซึ้งในด้านประวัติศาสตร์อันยาวนานและ วัฒนธรรมที่แตกต่าง ผมคิดว่ามหาวิทยาลัยขอนแก่น จะทำหน้าที่การทูตภาคประชาชนต่อไป และ คงขยายความร่วมมือไปยังประเทศเพื่อนบ้านอื่นด้วย เช่น พม่า เขมร จีน เวียดนาม รวมทั้ง มาเลเซีย
อนาคต รัฐบาลไทย น่าจะเพิ่มทุนให้กับรัฐบาลของลาว ให้ส่งนักศึกษามาเมืองไทยมากขึ้น และในระดับปริญญาเอกมากขึ้นด้วย และไปช่วยสร้างอาจารย์ในมหาวิทยาลัยแห่งชาติลาวด้วย จะสร้างความผูกพันที่แน่นแฟ้นมากขึ้น ผมในฐานะเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของสภา มหาวิทยาลัยขอนแก่น และเป็นผู้คิดเรื่องการทูตภาคประชาชน ซึ่งได้ทำอยู่ตลอดเวลาในนามของ มูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ สนับสนุนการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างไทย/ ลาว น่าจะเป็นบันไดไปสู่ความไว้เนื้อเชื่อใจของประเทศ ยิ่งไปกว่านั้น การศึกษาก็เป็นการ แลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมของสองประเทศด้วย ซึ่งในคืนนั้นมีการแสดงวัฒนธรรมของทั้งสอง ประเทศรวมกันอย่างสวยงาม โดยการรำวง
ผมภูมิใจมากครับ
จีระ หงส์ลดารมภ์ [email protected]
โทร. 02-273-0180, 0-2619-0512-3
โทรสาร 0-2273-0181
------------------------------------------
*คัดมาจาก http://www.naewna.com/gotocolumn.asp?ID=97