KM มีความสำคัญและมีความจำเป็นอย่างมากที่จะต้องนำไปปฏิบัติอย่างจริงจังในโลกยุคโลกาภิวัฒน์ เพราะโลกมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาและมีความรู้ใหม่ๆ เกิดขึ้นและพัฒนาไปในทิศทางใหม่ๆ อย่างรวดเร็ว บุคลากรของคณะฯ ทุกคนจำเป็นต้องปรับปรุง เปลี่ยนแปลงแนวคิดเดิมที่เน้นการเรียนการสอนความรู้แบบบอกให้นักศึกษาท่องจำความรู้เก่าๆ อย่างเดียวเป็นการสอนนักศึกษาให้ทราบความรู้พื้นฐานและปรับใช้ได้กับความรู้ใหม่ๆ ให้คิดและวิเคราะห์ปัญหาให้เป็น และแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงประเด็น ก็จะทำให้นักศึกษาเป็นผู้มีความรู้ และมีคุณภาพ เป็นการเพิ่มคุณค่า ไม่ใช่เป็นเพียงตัวเลือกหนึ่งของผู้ประกอบการ
อาจารย์เป็นบุคคลแรกที่จำเป็นต้องพัฒนาคุณภาพของตนเองก่อน เพื่อให้เป็นบุคคลที่มีคุณภาพขององค์กรซึ่งจะสามารถสร้างประโยชน์สูงสุดให้เกิดขึ้นกับองค์กรได้ โดยอาศัยกระบวนการ KM ทั้ง 3 ขั้นตอน คือ การแสวงหาและสั่งสมความรู้ (ด้วยความอยากรู้จริงๆ ไม่เกี่ยวกับวุฒิการศึกษา) จากแหล่งข้อมูลทุกชนิดอย่างไม่มีวันสิ้นสุด และการนำความรู้ความเชี่ยวชาญไปแลกเปลี่ยน หรือการสร้างร่วมมือทางความรู้ ทั้งในองค์กรและนอกองค์กร (สาขาวิชาอื่น หรือสถาบันอื่น) อย่างสร้างสรรค์ จากนั้นนำความรู้ไปสู่การพัฒนาสังคมโดยประยุกต์ความรู้ไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มหรือการบริการชุมชนอย่างมีวิสัยทัศน์ (ไม่ใช่ทำเพื่อให้ได้ Paper ขอผลงานวิชาการอย่างเดียว) ซึ่งจะต้องอยู่บนพื้นฐานของความจริง (อาจมีจินตนาการดีแต่ต้องทำได้จริง) ตรงกับความต้องการของผู้รับ และเกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาสังคมได้ หากบุคคลากรท่านใดตระหนักว่า KM คือแนวปฏิบัติเพื่อการเพิ่มคุณภาพของอาจารย์เอง และยินดีปฏิบัติตามอย่างไม่รู้สึกอึดอัดใจ ก็จะทำให้เราไม่ล้าหลังและไม่หลุดโลก และมั่นใจได้ว่าเราได้กลายเป็นทรัพยากรทรงคุณค่าต่อองค์กรและจะมีความสุขกับการทำงานต่อไป