จำความได้แม่นยำเลยว่า  เมื่อครั้งยังเด็กนั้น  การท่องจำตำราถือเป็นภารกิจหลักของการเรียนหนังสือเลยที่เดียว  จนบางทีก็ไม่รู้หรอกว่า  วิธีการเช่นนั้น  กำลังปลุกปั้นให้ตัวเองกลายสภาพเป็นเจ้านกขุนทองไปทีละนิดๆ ...


ถึงกระนั้น  ก็ไม่อาจปฏิเสธได้หรอกว่า  นั่นคือสีสันของการเรียนรู้ในวัยเช่นนั้น  และกระบวนวิธีดังกล่าว  ก็หาใช่เปล่าเปลืองซึ่งปัญญาเลยสักนิด 
ดังจะเห็นได้จากมีหลายวาทกรรมเหลือเกินที่ผมจำขึ้นใจและส่งผลต่อการดำเนินชีวิตเรื่อยมาจนบัดนี้  ไม่ว่าจะเป็น  “ป.ปลา นั้นหายาก, มีน้อยใช้น้อยค่อยบรรจง, อย่านอนตื่นสาย อย่าอายทำกิน  และในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” เป็นต้น

 

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว”  นั้น  ถือได้ว่าผมรักและหลงรักแบบโงหัวไม่ขึ้นเลยทีเดียวแหละ  ด้วยความที่ผมเป็นเด็กบ้านนอกคอกนา  เกิดและโตอยู่ตามวิถีทุ่ง  ชีวิตจึงว่ายวนอยู่กับทุ่งนาป่าโคกอย่างไม่รู้เบื่อ  ถึงแม้วันนี้จะไม่ค่อยมีโอกาสได้ไปฝังตัวอยู่กับบ้านเกิดเท่าใดนัก  แต่ก็สัมผัสได้ตลอดเวลาว่า เสียงของหัวใจยังร่ำหาความมีชีวิตของท้องทุ่งเสมอมา 

 

ย้อนความทรงจำไปสู่วัยเด็ก- 
ท้องทุ่งเต็มไปด้วยความมหัศจรรย์ยิ่งนัก
เป็นเหมือนห้องเรียนขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา 
มีฤดูกาลที่ชวนรื่นรมย์และสู้ทนเป็นที่สุด 
บางคราก็เป็นสนามเด็กเล่นที่เต็มไปด้วยพื้นที่อันไพศาลรองรับให้จินตนาการของเราได้กรีดกรายและโบยบินไปอย่างเสรี...

 

ในอดีตนั้น  เมื่อห้วงฤดูแห่งการปักดำย่างเยือนมาถึง  บ่ายคล้อยเมื่อเลิกเรียนแล้ว  ผมมักตรงดิ่งลงทุ่งนาเสมอ  บนเถียงนาจะมีอาหารการกินแบบเรียบง่ายตามวิถีทุ่งให้กินอย่างเอร็ดอร่อย 
หลักๆ ก็ไม่พ้นประเภทส้มตำ  หมกปลาซิว  แกงหน่อไม้  ปลาย่าง  นั่นแหละ  ส่วนพืชผักนั้น  สารภาพเลยว่าตอนยังเป็นเด็กแทบไม่ใส่ใจลิ้มรสกับมันสักเท่าไหร่...

ซึ่งอาหารการกินที่ว่านั้น  ก็ล้วนแล้วแต่สนับสนุนวาทกรรมที่ว่า ในน้ำมีปลาในนามีข้าว  
แทบทั้งสิ้น

 

 

 

ตราบจนบัดนี้  ผมก็ยังหาคำตอบไม่ได้ว่าผมหลงรักฤดูกาลใดในท้องทุ่งมากที่สุด  เพราะไม่ว่าจะเป็นท่วงทำนองของสายฝน  หรือเสียงครวญจากลมหนาว  หรือแม้แต่เสียงโหยไห้จากลมร้อน
ก็ล้วนมีเสน่ห์ในตัวของมันเอง 

ในความเป็นจริงของชีวิต  เราคงไม่อาจเลือกที่จะรักเพียงฤดูกาลใดฤดูกาลหนึ่งได้เป็นพิเศษ  แต่เราคงต้องรักที่จะอยู่อย่างมีความสุข และรักที่จะเข้าใจกับปรากฏการณ์ของฤดูกาลนั้นๆ มากกว่าการเอาชนะคะคานความเป็นธรรมชาติที่เราไม่อาจเอาชนะได้เลย  - แม้เพียงคิดก็ถือว่า
ผิดมหันต์..

 %e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%87%20004-1

 

ผมมีความทรงจำที่แจ่มชัดเสมอกับมหกรรมแห่งท้องทุ่ง 
ในทุกฤดูกาลจะมีห้วงทำนองที่ต่างกัน 
และห้วงทำนองที่ว่านั้นก็คือสีสันของชีวิตนั่นแหละ 
ยกตัวอย่างเช่น  หน้าฝนเราก็มักเห็นท้องทุ่งเจิ่งนองไปด้วยน้ำฝน 
กบเขียดอึ่งอ่างแข่งขันตะเบ็งเสียงร้องเพลงอย่างไม่รู้เหนื่อย 
ต้นข้าวสีเขียวระบัดใบทั่วทุ่งกว้าง 
ในแปลงนามีแมงดานา หรือแม้แต่งูเงี้ยวเขี้ยวขอให้ชวนตื่นเต้น 
เฉกเช่นกับมีปลา ให้เราได้วางเบ็ดอย่างแสนสนุก ...

 

ครั้นถึงฤดูกาลแห่งการเก็บเกี่ยวผลผลิต  ผมชอบน้ำค้างในรุ่งสางที่โรยตัวห่มคลุมท้องทุ่ง
เป็นที่สุด  ผมชอบสีเหลืองเรืองรองของรวงข้าว   เพราะมันคล้ายกับการย้ำบอกว่านั่นคือความฝัน
อันเรืองรองของชาวนาผู้เป็นกระดูกสันหลังของชาติ 

ผมชอบบรรยากาศของการลงแขกเกี่ยวข้าวที่มักจะมีเสียงหยอกเอินกันอย่างคึกคักในแปลงข้าว  บางทีก็มีเสียงเพลงจากวิทยุทรานซีสเตอร์มาบรรเลงอยู่บนคันนาชวนให้หายเหนื่อย  ผ่านไปสักห้วงนิดๆ  ก็คิดถึงคืนเดือนหงายที่ผู้คนลงนานวดข้าวและนอนนากันอย่างอบอุ่น...มีต้มไก่ร้อนๆ
ให้ซดคลายหนาว  มีไก่อบฟางเป็นกับแกล้มในยามดึก  สุดท้ายก็ปิดฤดูกาลด้วยการขนย้ายข้าวเปลือกขึ้นสู่ยุ้งฉางอย่างสามัคคี

 

เฉกเช่นกับห้วงฤดูแล้งนั้น  ถึงแม้จะเป็นห้วงเวลาอันแสนสั้นก็เถอะ  แต่มันก็เต็มไปด้วยพลังแห่งชีวิตเป็นยิ่งนัก  เพราะมันคือการปิดภาคเรียนใหญ่ที่ช่วยให้ชีวิตในวัยเด็กได้ท่องเล่นอย่างไม่ต้องพะว้าพะวงกับการบ้านและการเคี่ยวเข็ญของครูประจำชั้น...

 

และหน้าแล้งที่ว่านี้  ผมก็หลงรักการเดินเท้าขึ้นสู่ป่าโคกท้ายหมู่บ้านมากเป็นพิเศษ  เพราะผม
และเพื่อนๆ มีกิจกรรมหลายอย่างให้เราได้ผจญภัยและแสดงศักยภาพของตัวเอง  ทั้งในระบบหมู่
และเฉพาะตน  ไม่ว่าจะเป็นการจับกิ้งก่า  ยิงนก  หรือแม้แต่การหลบลมร้อนไปนอนกลางวันบนเถียงนาตามชายทุ่ง  และการขุดเจาะบ่อน้ำเล็กๆ  เพื่อประทังความกระหายอันเกิดจากลมแล้งอันแสนร้อนของฤดูกาล...

 

 

ทั้งหลายทั้งปวงนั้น  คือภาพชีวิต หรือฉากชีวิตที่ผมคุ้นเคยและยังมองเห็นอย่างแจ่มชัด ราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน  หากแต่วันนี้ หลายอย่างพลิกผันเปลี่ยนไปจนแทบไม่เหลือร่องรอยเหล่านั้นให้พบสัมผัสอีกต่อไป

 

วันนี้  หากทอดเท้าลงสู่ท้องทุ่ง  เราคงไม่กล้าพอที่จะบอกว่าในทุกท้องทุ่งยังคงมีมนต์ขลังดัง
วาทกรรม  “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” อีกแล้ว ... เพราะความอุดมสมบูรณ์ของท้องทุ่งผิดแผกไปจากอดีตอย่างมากมาย  หรือแม้แต่การจะพบพานกับมิตรภาพการลงแขกที่ปราศจากค่าแรงนั้น 
ก็หาได้ยากยิ่งด้วยเหมือนกัน  ทุกอย่างเปลี่ยนรูปไปสู่การแลกเปลี่ยนด้วยเงินตราแล้วทั้งนั้น...

 

ทุกวันนี้  หากท้องทุ่งใด  ยังคงกระหึ่มก้องด้วยเสียงกบเขียดหรืออึ่งอ่าง  นั่นย่อมแสดงว่า ผืนดินแห่งทุ่งนานั้น ยังคงไม่ถูกรุกทำลายด้วยสารเคมีและยากำจัดวัชพืชหรือแมลงสักเท่าไหร่  จึงยังพอให้สิ่งมีชีวิตเหล่านั้น เหลือรอดมาเป็นมโหรีแห่งท้องทุ่งได้บ้าง...ซึ่งนั่นก็รวมถึงนก-หนู-ปู-ปลา-หอยก็เช่นกัน  ก็ยังคงพอเหลือให้เราได้จับมาเป็นอาหารการกินตามวิถีดั้งเดิมได้บ้าง

 

ทุกวันนี้  การลงแขกเกี่ยวข้าวถูกเบียดหายออกไปจากท้องทุ่งจนสิ้นแล้ว  มีก็แต่รถเกี่ยวข้าวเท่านั้นที่คำรามเสียงราวสัตว์ตัวใหญ่ที่ย่างเหยียบบนแปลงนาอย่างไม่รู้เหนื่อย  โดยการทำหน้าที่จัดการกับกระบวนการทุกอย่างให้เสร็จสรรพ  รวดเร็ว  และสะดวกสบาย...
 

 

ครับ,  ทุกวันนี้  ผมไม่อาจบอกได้ว่า  ในน้ำยังมีปลาในนายังมีข้าวอีกหรือเปล่า...แต่กระนั้นผมก็ยังหลงรักในวาทกรรมที่ท่องจำมาจากอดีตอย่างไม่รู้เบื่อ  ความทรงจำในสิ่งเหล่านี้ยังแจ่มชัดและมีชีวิตเสมอ  (ขณะที่กระดูกสันหลังของชาติกลับเริ่มผุกร่อนโทรมทรุดลงอย่างน่าเห็นใจ)
 

แต่ที่แน่ๆ..หากมุดหัวพาตัวเข้าไปในครัวเรือนใดครัวเรือนหนึ่ง  ไม่ว่าจะยากดีมีจนแค่ไหน  เราต่างก็ย่อมพบสิ่งอำนวยความสะดวกขั้นต่ำเสมอ  ไม่ว่าจะเป็น  ทีวี ตู้เย็น เตารีด และเตาแก๊ช.. (รวมถึงเครื่องเล่นวีดีโอ-คาราโอเกะ)

 

คำตอบเช่นนี้  มันง่ายต่อการหาคำตอบจากคำถามที่ว่า “ในน้ำมีปลา..ในนามีอะไร”  เป็นไหนๆ (ใช่ไหมครับ)