ชีวิตที่สมบูรณ์ ครอบครัวที่พร้อมพรั่ง จะเกิดไม่ได้เลยสำหรับผู้ที่จบการศึกษาชั้นสูงสุด แต่ละเลยการศึกษาชีวิตและจิตใจ

การศึกษาชั้นสูงสุด คือ การศึกษาเพื่อให้เข้าใจตนเอง เมื่อเราสามารถเข้าใจตนเองอย่างถ่องแท้แล้วนั้น เราจึงจะสามารถเข้าใจใน “สรรพสิ่ง...”

ถ้าเราพิจารณาถึงความเป็นจริงในข้อหนึ่งซึ่งบ่งถึงผู้ที่สำเร็จการศึกษาในทางโลกซึ่งเขาสมมติว่าเป็น “ดร.” หรือจบปริญญาเอกนั้น รวมถึงผู้ที่สำเร็จการศึกษาสูงสุดในทางธรรมโดยของประเทศไทยนั้นก็คือ การสำเร็จ “เปรียญธรรม ๙ ประโยค...”

บุคคลทั้ง ๒ ทั้งทางฝ่ายโลกและฝ่ายธรรมที่สังคมนั้นสมมติให้เขาสำเร็จการศึกษาสูงสุด ก็มักจะมามี “ปัญหาชีวิต” ที่เป็นข่าวดังฮือฮาตามหน้าหนังสือพิมพ์...

การสำเร็จการศึกษาชั้นสูงสุดนี้ ไม่ได้ช่วยให้ชีวิตเราปราศจากปัญหาอย่างนั้นหรือ...?
คำตอบก็คือ “ไม่...”
ถึงแม้นว่าเราสำเร็จการศึกษาชั้นสูงสุดในสาขาวิชาใด หากเราไร้ซึ่งการเข้าใจตนเองแล้วไซร้ชีวิตก็ยังต้องมี “ปัญหา” อยู่...

การเรียน การศึกษาในปัจจุบัน เขาวางระบบไว้ให้เราเน้นศึกษาความเป็นไปของ “สิ่งภายนอก” ดิน ฟ้า อากาศ เศรษฐกิจ สังคม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็น “ปัญหา” ซึ่งจะติดตามมาไม่ช้าก็เร็ว

คนที่เข้าใจว่าเรียนจบสูง มักจะเข้าใจว่าตนเองนั้นเข้าใจอะไรต่อะไรมากกว่าคนที่เรียนจบชั้นต่ำกว่า
ความคิดเป็นนี้นี่เอง เป็นสาเหตุหลักในการปิดกั้นตนเองที่จะทำความเข้าใจ “จิตใจ” ของผู้อื่น...

หลายครั้งที่คนจบปริญญาเอกด้านจิตวิทยาต้องทิ้ง ต้องลาจากงานที่มีเกียรติ มาหลบ มาพัก ด้วยเหตุเพราะ “อกหัก” หรือผิดหวังจนรับไม่ได้...


ดังนั้น “พุทธศาสนา” ที่แท้จริงแล้วท่านให้หันย้อนกลับมาศึกษาที่ตัวเรา ที่ตัว ที่ตน ที่จิต ที่ใจของเรา
ป่าไม้นั้นมีต้นไม้หลากหลาย การศึกษาเรื่องภายนอกนั้น เราต้องตีวงให้กว้างที่สุด เพื่อให้รู้มากที่สุด แต่ความรู้นั้นก็ยังไม่มีที่สิ้นสุด เขาเลยสมมติให้จบ ณ จุด ๆ หนึ่งแล้วให้ “ปริญญา”

คนเราในสังคมทั้งหลายก็เลยมีความรู้ มีความคิดกันคนละจุด
บางคนรู้แก่น บางคนรู้กระพี้ บางคนรู้ดอก บางคนรู้ใบ บางคนรู้เรื่องสัตว์ บางคนรู้เรื่องแมลง บางคนรู้เรื่องฟ้า บางคนรู้เรื่องอากาศ ฯลฯ แล้วแต่ละคนก็มาถก มาเถียงกัน “ทั้งชีวิต...”
การศึกษาจากภายในนั้น เป็นการศึกษาเฉพาะสิ่งที่จำเป็นต้องรู้ ต้องศึกษาเฉพาะสิ่งที่จำเป็นต้องใช้ และเป็นสิ่งที่เรานั้นไซร้ควรศึกษาเป็นลำดับแรก

ตัวตนของเรา จิตใจของเรานั้นคือ “ฐานแห่งการเรียนรู้”
เมื่อเรารู้จริงเรื่องกายของเรา อันเป็นเหตุเป็นปัจจัยส่งผลให้รู้ซึ้งถึงจิตใจภายในของเรา ก็เท่ากับเรา “จบการศึกษาชั้นสูงสุด”

หมอถึงแม้นจะรู้จักสรีระและสามารถรักษาอาการป่วยของคนอื่น ๆ ได้ แต่หมอนั้นก็ยังต้องพึ่งหมออีกท่านในการรักษาตนเอง...
ฉันใดก็ฉันนั้น ตนเองนั้นแลจักเป็นที่ตนของตนได้ หากเรารู้จักให้เวลาในการศึกษา “กายและจิต” นี้ เราจึงจะสามารถมี “อิสระ” และเสรีในความรู้...

ครั้นเมื่อเรารู้จักกายโดยเฉพาะอย่างยิ่งรู้จักจิตของเราแล้ว
เมื่อนั้น เราสามารถเข้าถึงขุมกำลังแห่งความรู้ทุก ๆ “ศาสตร์” ในโลกนี้
เมื่อจิตใจของเราเปิดกว้าง เพื่อรับความรู้แล้ว จึงไม่มีความรู้ใดใหญ่เกินกว่าจิตใจของเรา

กำแพงหรือศัตรูตัวสำคัญที่ปิดกั้นการเรียนรู้นั้นคือ “จิตใจที่คับแคบ”
คับและแคบเกินไปกว่าที่ความรู้ของใครต่อใครจะเข้ามา
ไม่มีอะไรที่คนเราหรือใครจะเรียนรู้ไม่ได้
และไม่มีอะไรที่จะเราเรียนรู้ได้ถ้าหากจิตใจของเราไม่เปิดกว้าง...

เด็กนักเรียน นักศึกษา ครู อาจารย์ นักวิชาการ และประชาชนในสังคมโลกใบกลม ๆ นี้กำลังประสบปัญหาเรื่องความคับแคบแห่งจิตใจ
ศาสตร์จากภายนอกนั้นเป็นด่าน เป็นปราการสำคัญที่กั้นขวางจิตใจนี้จาก “ปัญญา” อันสูงสุดนั้น

กระดาษแผ่นน้อย ๆ คือ “ใบปริญญาบัตร” มักจะเป็นตัวสกัดความรู้ที่พร้อมจะมุ่งสู่จิตใจ
ซึ่งเมื่อใดที่เราคิดว่าเราจบการศึกษาสูงสุดทางโลก เมื่อนั้นกำแพง “อัตตา” ก็จะเกิดขึ้นมาเพื่อขวางกั้น ชีวิตของเรานั้นกับ “ความจริง...”

ความจริงที่เราควรเรียนรู้ของตัว เรื่องตน
ความจริงที่เราควรเรียนรู้เรื่องจิต เรื่องใจ
ความจริงที่เราควรเรียนรู้เรื่องลมหายใจที่เข้าและออกอย่างสบายเพื่อชีวิตที่ “สมบูรณ์...”

ชีวิตที่สมบูรณ์ ครอบครัวที่พร้อมพรั่ง จะเกิดไม่ได้เลยสำหรับผู้ที่จบการศึกษาชั้นสูงสุด แต่ละเลยการศึกษาชีวิตและจิตใจ

การศึกษาชั้นสูงสุดในชีวิตที่เราควรมี ควรหวังให้เกิดมีขึ้นมานั้นคือ การศึกษาชั้นสูงสุดเรื่อง “ชีวิต...”
ชีวิตนี้ประกอบด้วย “กายและจิต” เป็นสิ่งที่เราต้องเริ่มคิด เริ่มศึกษา
ความรู้แห่งชีวิตนี้หนอจักนำพา ความสุขที่ค้นหาได้แท้จริง...