เรื่องเล่าที่ประทับใจในโรงเรียน
เมื่อปีการศึกษา 2552 ผมเป็นครูประจำชั้น ป.6/1 มีนักเรียนหญิงคนหนึ่งซึ่งมีพฤติกรรมที่เป็นไปในทางที่ไม่เหมาะสม เช่น ชอบทะเลาะกับเพื่อนในห้อง ชอบแบ่งพรรคแบ่งพวก พูดคำหยาบ แต่งกายผิดระเบียบ ก้าวร้าวกับครูบาอาจารย์ที่สอนทุกท่านและไม่ชอบส่งงาน บางครั้งก็ขาดเรียนหลายวันโดยไม่จำเป็น ผมจึงตักเตือนถึง 2 ครั้งและเชิญผู้ปกครองมาพบในครั้งที่ 3 หลังจากที่เขาก่อเรื่อง เมื่อผู้ปกครองมาที่โรงเรียนก็ถึงกับหลั่งน้ำตาและเล่าให้ฟังว่า อยู่ที่บ้านพฤติกรรมก็เป็นเช่นนี้เหมือนกัน ก้าวร้าวชอบด่าและเถียงพ่อแม่ ไม่เคยทำงานบ้าน วันเสาร์ - อาทิตย์ ก็ไม่อยู่บ้านและที่สำคัญ เริ่มออกหนีเที่ยวกลางคืนกับรุ่นพี่มัธยมที่อยู่แถวนั้น ทางผู้ปกครองจึงเกรงว่าเขาจะเรียนไม่จบชั้นมัธยมศึกษาเหมือนกับพี่สาวของเขาอีก 2 คน จึงได้ฝากผมดูแลเป็นพิเศษเมื่ออยู่ที่โรงเรียน หลังจากนั้นผมก็ลองเปลี่ยนวิธีการตักเตือนเขา จากเมื่อเขาทำผิดแล้วตักเตือนต่อหน้าเพื่อนๆ มาเป็นวิธีไม่ว่ากล่าวตักเตือนต่อหน้าเพื่อนหรือทำโทษในห้องเรียนเพราะเขาจะยิ่งอายและดื้อรั้น แต่ผมจะเรียกเขาเข้าไปคุยในห้องพักครูเมื่อถึงเวลาพักกลางวัน โดยพูดถึงเรื่องที่เขาทำผิดระเบียบของโรงเรียนในแต่ละเรื่องว่ามันไม่ดีและต้องปรับปรุงแก้ไขอย่างไรพร้อมกับยกตัวอย่างรุ่นพี่ที่ประพฤติดีและประสบความสำเร็จในการเรียนที่จบออกไปแล้ว จากนั้นผมก็ให้เขาเล่าปัญหาที่อัดอั้นตันใจในตัวเขาให้ฟังทุกเรื่องอย่างเป็นกันเองไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับปัญหาที่บ้าน โรงเรียน หรือเรื่องส่วนตัวที่ไม่สบายใจและไม่กล้าเล่าให้ใครฟัง แล้วผมก็ให้คำปรึกษาและวิธีการแก้ไขปัญหาให้เมื่อเขามาปรึกษา ผมทำเช่นนี้ประจำจนเขาเกิดความไว้วางใจและกล้าที่จะปรึกษาเมื่อเกิดปัญหาหรือเมื่อไม่สบายใจและในขณะเดียวกันผมก็อบรมสั่งสอนให้เขาประพฤติตัวใหม่ไปในทางที่ดี อีกอย่างผมได้ให้เขาไปฟังธรรมมะและเข้าศีลอยู่บ่อยๆที่ มหาปชาบดีเถรี ในพระสัฆราชูปถัมภ์ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยแม่ชี ที่ อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา โดยไปกับท่านผู้อำนวยการโรงเรียน เพราะท่านจะไปเป็นประจำโดยเฉพาะวันพระ หรือวันหยุดที่ท่านว่างจากนั้นอีกประมาณ 2 - 3 เดือน หลังจากที่ผมทำเช่นนี้อยู่เป็นประจำ เขาก็เริ่มปฏิบัติตัวดีขึ้นในหลายเรื่องทั้งที่อยู่ที่โรงเรียนและอยู่ที่บ้าน จนผู้ปกครองรู้สึกว่าเขาดีขึ้นมากและจะติดต่อกับผมในเรื่องพฤติกรรมของเขาอยู่เป็นประจำ ส่วนผมก็รู้สึกได้ว่าผู้ปกครองของเขาสบายใจมากขึ้นและรู้สึกประทับใจว่า การทำให้เด็กนักเรียนไว้วางใจ เมื่อเกิดปัญหาขึ้น เราก็สามารถหาทางแก้ไขปัญหาต่างๆเหล่านั้นให้ดีขึ้นได้
ดิฉันได้อ่านเรื่องเล่าจากข้างบนนี้ก็รู้สึกว่าดีนะคะ แต่ถ้าคิดกลับกันในอีกด้านหนึ่งว่า ดิฉันเองก็รู้จักกับคนสองคนซึ่งก็เคยเป็นศิษย์เก่าของที่นั่น ดิฉันไม่เห็นว่าเขาจะมีพฤติกรรมที่เป็นไปในแนวทางของพุทธศาสนาเลย ดิฉันไม่ได้อยากจะกล่าวร้ายกับสถาบันของท่านนะคะ แต่อยากให้ใครก็ตามที่เคยเป็นศิษย์ของที่นั่นทำตัวให้ดี อย่าให้ศาสนามันเสื่อมเสียค่ะ สาธุ
ออ ลืมบอกค่ะ คนๆนี้นามสกุลลิ้มประเสริฐนะคะ เป็นศิษเก่าของ จ.นครราชสีมาค่ะ และอีกคนก็คือเพื่อนสนิทของเขานะค่ะ (ส)
ขอให้คุณสองคนเลิกพฤติกรรมที่ไม่ดีซะนะคะ มันเสื่อมเสียถึงสถาบันที่เรียนมานะคะ ( มันสวนทางกับหลักธรรมคำสอน )