เพราะ “ใจ” ใคร ๆ พอได้่เสียไปแล้ว การยื้อคืนนั้นยากกว่าการระมัดระวังที่เราพอจะทำได้เยอะค่ะและคำอธิบายมากมายแค่ไหน ก็อาจชดเชยได้ไม่หมด ไม่ทัน

 

 

 

 

                   เมื่อสอบติดทั้งสองที่ วิธีตัดสินใจก็คือเลือกเรียนที่เดียวกับเพื่อนซี๊ที่เรียนด้วยกันมาตั้งแต่ ม.1 ซะเลย ได้ทำกิจกรรมทุกอย่างร่วมกัน ออกค่ายอาสา เล่นกีฬา คุมเชียร์ จนถึงทำงานองค์การนักศึกษาทั้งที่เป็นแค่้น้อง ปี.1

                   พวกรุ่นพี่องค์การนักศึกษาก็คงดีใจ ที่ได้เจอน้องใหม่ เฮฮา แถมขยันช่วยงานทุกอย่างแบบนี้ จึงให้ความเอ็นดูเป็นพิเศษ จะออกค่าย จะประชุม จะจัดงานประจำปี จะไปเที่ยวชายหาด จะสะพายเป้โบกรถ จะเหมาเรือไปดำน้ำก็จะหนีบไปด้วย ติดสอยห้อยตามไปประชุม (เที่ยว) วิทยาเขตต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ

 

โดยเฉพาะเจ้าปู ไปมันทุกทริปขอให้บอก กลัวอะไรซะที่ไหนล่ะ เหอ เหอ

 

(ไม่งั๊นจะได้ฉายาน้องปูโนพลอมแพล็มเหรอคะ :P )


 

                   อาจเพราะวางตัวห้าว ๆ แต่ชัดเจน ไปไหนกับรุ่นพี่หนุ่ม ๆ จึงไม่มีปัญหาเลย คิดดูก็แล้วกันค่ะ ออกจะวี๊ดวิ่วขนาดนี้ (แหว่ะ!) แต่ไม่เคยมีหนุ่มหน้าไหนกล้ามาจีบตลอดเวลาที่เรียนอยู่เลยก็แล้วกัน

แถมตัวเองก็ไม่ปิ๊งไผซักกะแว่ปเลยจริงจริ๊ง ให้ดิ้นตาย

(เฮ้อ.. อายเหมือนกันนะเนี่ยะ)

                    ด้วยความซ่าส์สุด ๆ ทำให้มักถูกมองว่ามาติดรุ่นพี่หนุ่ม ๆ ในองค์การฯ ซะล่ะม๊าง

เช้าก็ปั่นจักรยานมารับไปเรียน  เย็นก็มารับกันไปกินข้าว รุ่นพี่ทุกคนผลัดเปลี่ยนมารับน้องทุกคนถ้วนหน้า บรรยากาศแบบพี่ๆ น้องๆ ไม่มีเรื่องกิ๊กแก๊กเข้ามาให้ปวดขมอง ทำให้วางตัวกันได้อย่างสนิทใจ เย็นไหนซ้อมแบดมินตัน พวกพี่ ๆ เพื่อน ๆ ก็ตามไปนั่งเฝ้าพร้อมโห่ฮาให้เขว จะได้เลิกซ้อมแล้วรวมหัวไปกินข้าวเย็นกันเป็นหมู่คณะเร็ว ๆ 

ทำตัวเปิ๊ดสะก๊าดออกอย่างนี้ ไอ้นู่นก็ทำได้ ไอ้นี่ก็จะทำ เสียงดังแจ๋น ๆ หัวเราะก๊ากๆๆ ทั้งวัน ทุกที่ ไม่มีเคอะเขิน เดี๋ยวก็จับไมค์ เดี๋ยวก็ขึ้นเวที 

แหม... ยัยสาวมั่นพันปูเซ็น :P

ของแถมจะเป็นอื่นใดไปมิได้นอกจาก “ความหมั่นไส้” ที่ต้องได้รับจากปวงประชาฮาเฮเป็นแน่แท้

 

 

และแล้วการติดกันไปติดกันมา ก็เป็นเรื่อง

                     เพื่อนซี๊กลายเป็นคนเก็บตัว ตื่นเช้าก็หนีไปเรียนก่อนไม่รอกันเหมือนเคย หายตัวไปทั้งวัน เข้าหออีกทีก็ดึกดื่น กลับมาก็รีบคลุมโปงหลับ เหมือนกลัวเราจะถาม เดินสวนกันก็ไม่ยอมสบตา ทั้งมึนและงง ไม่กล้าถาม กลัวเพื่อนจะมีปัญหาส่วนตัวประเภทที่น่าอายบอกใครไม่ได้ อาจอยากอยู่คนเดียวหรือเปล่าหว่าี ปล่อยเพื่อนไปก่อนแล้วกัน เดี๋ยวเขาพร้อมแล้วคงเล่าให้เราฟังเองแหล่ะ  เลยได้แต่จ๋อง ๆ ด้วยความเป็นห่วงอยู่ห่าง ๆ

                     แม่ปูจอมซ่าส์ไม่ช้าก็เริ่มเฉา ไม่ค่อยกล้าพูดมาก กลัวคนจะถามเรื่องเพื่อนซี๊ที่ตัวเคยติดกัน เมื่อถูกถามก็ทำได้แค่มองหน้ากับเพื่อนที่เหลือตาปริบ ๆ เพราะไม่มีคำตอบให้ใครจริง ๆ

ห่วงเพื่อนก็ห่วง งงก็งง

เริ่มสงสัยตัวเองตะหงิด ๆ

นี่เราพูด หรือทำอะไรให้เพื่อนโกรธหรือน้อยใจหรือเปล่าหว่า 

แต่คงไม่ใช่เราหรอก สงสัยเป็นเพื่อนอีกคนแง๋ ๆ(มั่นใจๆ โยนๆ) 

น่านะ…เดี๋ยวมันก็หาย

 

                   จู่ ๆ เพื่อนคนนี้ถูกพ่อแม่รับตัวกลับบ้านที่ต่างจังหวัดทันที ท่ามกลางความมึนงงเป็นปูตาแตก

                   เอ๋อ เหรอ กับเหตุการณ์นั้นอยู่เป็นเดือน แต่ก็ยังไม่รู้ว่ามันเป็นอย่างนั้นไปได้ยังไง? ตั้งแต่เมื่อไหร่?

                   เมื่อได้รู้ภายหลังว่าเพื่อนคนนี้ไป สารภาพกับรุ่นพี่คนหนึ่งว่า ครูปูเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เพื่อนต้องเลือกทำอย่างนั้น จึงได้ถึงบางอ้อกับเขาเสียที

“พี่คิดดูนะ หนูไม่เคยสำคัญเลยในสายตาพวกพี่ ๆ หนูสู้ปูมันไม่ได้ซักอย่าง หนูไม่เด่นเท่ามันนี่  เล่นกีฬาก็ไม่เป็น อ้วนก็อ้วน พูดก็ไม่เก่งเหมือนมัน เอาใจใครก็ไม่เป็น พวกพี่ ๆ ติดปูทุกคนเลยเห็นไม๊ ใคร ๆ ก็เรียกแต่ปู ไม่มีใครสนใจหนูเลย”

หนำซ้ำพี่ ๆ ยังเฉลยให้สาแก่ใจอีกว่า

“รู้ตัวไหม ตลอดเวลาที่มันเป็นเรื่องอยู่ พวกพี่ได้ยินเรื่องไม่ดีของปูเยอะมาก เอาพวกพี่ไปว่าที่หอพักบ้างล่ะ นินทาเพื่อนคนนู้นคนนี้ลับหลังบ้างล่ะ ว่าพวกพี่เอาเปรียบรุ่นน้องบ้างล่ะ อมเงินองค์การฯ บ้างหล่ะ  แต่พวกพี่ไม่เชื่อนะ ปูไม่ได้ออกแนวนั้น เห็นบ่นถึงเขาทุกวันด้วยซ้ำ พวกพี่ก็คุยกันตลอดนะ และรู้ว่าใครเป็นอย่างไร   ได้แต่กังวลว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ระหว่างหนูกับเพื่อน ไม่กล้าแม้แต่จะกระซิบบอกปูนะ ถ้าเรื่องมันไม่แดงแบบนี้ ปูไม่มีทางเชื่อพวกพี่แน่ ๆ”

                      หน้าชา น้ำตารื้น สับสน กระอักกระอ่วน  ภาพความหลังดี ๆ ที่มีให้กันมาตลอด 7 ปี ฉายวนซ้ำไปมาเหมือนหนัง cable ทีวีรายเดือน

 

 

                     เพิ่งรู้ว่าเรื่องของน้องใหม่ 2 คนแย่งกันจีบรุ่นพี่คนเดียวกัน ที่เป็นที่มาของปรากฎการณ์เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดให้ใคร ๆ ได้เมาท์กันสนุกปากนั้น มีเราไปร่วมเป็นดารานำ 1 ในนั้นด้วย

 

                    ไอ้เรื่องที่ถูกมองว่ามาช่วยงานแบบไม่จริงใจ มาประจบประแจงหรือเข้ามาพิศวาสรุ่นพี่หนุ่ม ๆ หน้าไหนก็ตามแต่

                   เทียบไม่ได้เลยกับความตกตะลึงว่า "เพื่อน" ช่างไม่รู้จักเราเลยหรือนี่  คิดได้อย่างไรว่าเราเป็นคู่แข่งเรื่องอย่างนั้น ตัวติดกันตลอดเวลา รู้ทุกอย่างที่เราคิด แทบจะนับเป็นคนๆ เดียวกันก็ว่าได้

อ่านเราไม่ออกสักนิดเลยเหรอเพื่อนเอ๋ย

หรือเราแอบเผลอไปมีทีท่ากับใครเมื่อไหร่ (ฟะ)

แล้วนอกจากเรื่องนี้แล้ว เธอจดจำความทรงจำดี ๆ ระหว่างเราเรื่องอื่น ๆ ได้บ้างไหม

 

                   และเสียใจที่สุดเพราะไม่เคยคิดว่า่เพื่อนรักของเราจะกลายเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่ร่วมวง “หมั่นไส้” ตัวเองไปได้

ถึงกับยอมเอาความรู้สึกดี ๆ ที่เคยมีให้กัน ศักดิ์ศรีและอนาคตเข้าแลกจนหมดตัว เพียงเพื่อให้ได้ความรู้สึกที่ว่า “อย่างน้อยฉันก็เหนือกว่าเธอเรื่องนี้นะ ยัยปู”

ถึงวันนี้ แม้เรื่องนี้จะเป็นเพียงความทรงจำสีจาง ๆ ไปแล้ว

แต่คุณลักษณะน่าหมั่นไส้ของครูปูยังอยู่ครบค่ะ  แฮ่ ๆ :P

การันตีโดยเพื่อนฝูงและกิ๊กเก่าที่บ้านเกิดทั้งหลายแหล่ อิอิ

เพียงแต่ต้องพยายามควบคุมการแสดงออก

ระมัดระวังคำพูด

หัดสังเกตปฏิกริยาของคนรอบข้างบ่อย ๆ

เพราะ “ใจ” ใคร ๆ พอได้่เสียไปแล้ว

การยื้อคืนนั้นยากกว่าการระมัดระวังที่เรายังพอจะทำได้เยอะค่ะ

และคำอธิบายมากมายแค่ไหน

บางครั้งก็ชดเชยได้ไม่หมด

 

ไม่ทัน