การรับผิดชอบต่อสังคม ก็หมายถึง การรับผิชอบต่อตัวเองนั่นแหละ ทุกอย่างเริ่มต้นที่ตัวเราเป็นหลัก

เมื่อวานมีภารกิจหลายอย่างอยู่เหมือนกัน 
ช่วงเช้านิสิตหลายกลุ่มสัญจรไปทอดเทียนพรรษาตามวัดต่างๆ  ส่วนช่วงบ่ายก็ยังขับเคลื่อนออกไปสู่วัดอย่างไม่ย่อท้อ  
 

ผมมีโอกาสได้ร่วมวิถีแห่งการเอาใจนำพาเอาศรัทธานำทางด้วยเหมือนกัน  ...อิ่มสุข สำราญใจไม่แพ้นิสิต
ผู้ลงแรงด้วยตนเอง  
 

ถัดจากนั้น ผมก็จำต้องรีบบึ่งทะยานมายังเทศบาลตำบลขามเรียง  เพื่อหารือเรื่องการสอดประสานแผนพัฒนานิสิตกับชุมชนในปีงบประมาณ 53 

เสร็จแล้วก็ถลาเข้ามาร่วมให้กำลังใจแก่ผู้เข้าอบรมโครงการอบรมการพัฒนาสมรรถนะหลักของผู้บริหารสายสนับสนุนในมหาวิทยาลัยของรัฐ   กรณีหัวหน้างาน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ประจำปี 2552 (รุ่น3) ซึ่งรุ่นนี้มี จำนวน 47 คน มีขุนพลกองกิจฯ เข้าร่วมเรียนรู้มากถึง 4 คนด้วยเช่นกัน


 

การไปเยือนในครั้งนี้  ไม่เพียงไปสังเกตการณ์และให้กำลังใจเท่านั้น หากแต่ยังต้องทำหน้าที่ในการสรุปบทเรียนประจำวันให้กับรุ่นนี้ด้วย

 

ประเด็นการเรียนรู้ของวันนี้คือ คุณธรรม จริยธรรม  ซึ่งเป็นโจทย์อุดมคติมากเลยทีเดียว  ผมบอกกับ
ผู้เข้าอบรมว่า หากรู้ล่วงหน้าสักนิดว่า วันนี้คือโจทย์นี้  เห็นทีคงไม่มาหรอก เพราะไม่ค่อยถนัดนัก  แต่หากเป็นประเด็นผู้นำโดยตรง  ผมไม่ปฏิเสธแน่  เพราะประเด็นหลังนั้น ผมมีเรื่องคุยเยอะแยะไปหมด 

แต่ก็อย่างว่า  ในฐานะรุ่นพี่ ผมก็จำต้องทำหน้าที่ตรงนี้ให้ดีที่สุด ขึ้นหลังเสือมาแล้ว ก็จำต้องบังคับการวิ่งของเสือให้ได้ ...

จากการสังเกตการณ์วิธีการนำเสนอของแต่ละกลุ่ม  เห็นได้ชัดว่า แต่ละกลุ่มทำงานองค์รวมได้ค่อนข้างดี  การนำเสนอมีผลึกความคิดที่น่าสนใจ  มีโมเดลให้ชวนคิดชวนวิพากษ์

   

ถึงกระนั้นก็เถอะ  ในประเด็นที่หยิบมาถกคิดกันในวันนี้นั้น  ผมยังมองว่า  บรรดาผู้เข้าร่วมอบรมยังไม่ลงสู่เนื้อคิดของคำว่า คุณธรรมจริยธรรม มากนัก  ส่วนใหญ่เป็นการเบิ่งมองรวมๆ และดูเหมือนจะมองในภาพรวมเสียมากกว่า โดยภาพรวมที่ว่านั้นก็คือการสื่อความถึงภาพรวม หรือภาพกว้างของเรื่อง ผู้นำ
หรือภาวะผู้นำ
  อย่างเห็นๆ


แต่ก็แน่ล่ะ  สองเรื่องนี้แทบจะเป็นเนื้อแท้เดียวกันเลยก็ว่าได้  โดยผู้นำที่ดีก็คงต้องมีคุณธรรมจริยธรรม
เป็นธงปักอยู่ในใจ 
แต่เวทีนี้ ยกนี้  ผมยังมองว่า  สิ่งที่ถกคิดนั้นต้องเจาะลงไปว่า
คุณธรรมจริยธรรม  ในการทำงานนั้น
ควรต้องมีอะไรบ้างเป็นสำคัญ


นอกจากนั้น  ผมยังเสนอมุมมองของผมในทำนองว่า เรื่องที่คุยคิดกันอยู่ในขณะนี้  เป็นเรื่อง อุดมคติ ชวนคิดและชวนฝันเป็นยิ่งนัก  จนบางครั้งก็อดที่จะรู้สึกไม่ได้ว่า มันเป็นเรื่อง นามธรรม  อยู่มากโข  ซึ่งผมก็ได้แต่ย้ำเน้นว่า เพราะเราต่างยังมีอุดมคติกันนั่นแหละ  เราถึงมีพลังต่อการทำวันนี้และสร้างพรุ่งนี้อยู่ร่ำไป


 

สำหรับเนื้อความที่นำเสนอกันนั้น  หลักๆ ยังคงเป็นครรลองที่เรามักคุ้นกันดีอยู่แล้ว  นั่นคือ การยึดหลักคิดเกี่ยวกับเรื่องพรหมวิหาร 4  อิทธิบาท 4  ซึ่งนั่นก็หมายถึงวาทกรรม ครองตน-ครองคน-ครองงานตามลำดับ


แต่สำหรับผมนั้น ผมก็ไม่วายหยิกแหย่ตามแบบฉบับของตัวเองว่า ถ้าเป็นผม-ผมจัดเรียงตามวิถีคิดของตัวเองดังนี้ คือ ครองตน-ครองงาน-ครองคน  แต่แน่ละ  ในวิถีแห่งความเป็นจริงนั้น  พูดให้เป็นปรัชญาหน่อย  ก็คงปฏิเสธได้ว่า  การครองตน คือ อภิมหาศาสตร์อันลึกล้ำ เฉกเช่นกับวิถีผู้นำนั้น การครองคน
ก็เป็นอำนาจบารมีที่ใครต่อใคร  ก็ล้วนแล้วแต่หลงรักและพึงปรารถนาอยู่อย่างไม่ลดละ


จนท้ายที่สุดนั้น  ผมจึงสรุปความโดยการนำทัศนะของตัวเองมาแลกเปลี่ยน 2 ประเด็นหลักๆ  นั่นคือคุณธรรม หรือจริยธรรมที่ผมคิดว่าต้อง ฟื้นฟู กันให้หนัก  คือ เรื่องความซื่อสัตย์และความรับผิดชอบ 

ครับ, ความซื่อสัตย์  ฟังดูยิ่งใหญ่เป็นอุดมคติมาก  แต่สำหรับเรื่องความรับผิดชอบนั้น ผมถือว่าเป็นสิ่งที่ทุกๆ คนแตะต้องสัมผัสได้โดยง่ายมาก  เพราะในแต่ละวัน  เราสามารถบริหารจัดการเรื่องเหล่านี้ได้อย่าง
ไม่ซับซ้อน โดยให้แต่ละคนหวนคิดดูเองว่า  ในวันๆ หนึ่ง  เรารับผิดชอบต่อภารกิจและพันธกิจชีวิตเช่นใดบ้าง  ...มาสาย  หย่อนยาน  เลี่ยงงาน ...หรือเต็มที่เต็มกำลังอย่างน่าทึ่ง !



แต่ทั้งปวงที่ผมกล่าวถึงไปแล้วนั้น   ก็ยังเป็นหนึ่งเดียวกับคำว่าซื่อสัตย์อยู่วันยังค่ำเพราะมันคือ
ความซื่อสัตย์ต่อสถานะและบทบาทแห่งชีวิตของเราเอง  หากแต่ที่เน้นเรื่องความรับผิดชอบมากเป็นพิเศษ  เนื่องเพราะผมรู้สึกและเข้าใจไปเองว่า  มันดูสมจริงและแตะต้องได้ง่ายกว่าเท่านั้นเอง

 

เฉกเช่นกับการทิ้งทวนในเรื่องนี้ว่า ...การรับผิดชอบต่อสังคม ก็หมายถึง การรับผิชอบต่อตัวเองนั่นแหละ  ทุกอย่างเริ่มต้นที่ตัวเราเป็นหลัก  ดังนั้นการดูแลสังคม จึงหมายถึงการรับผิดชอบต่อตัวเอง รับผิดชอบต่อบทบาทและสถานะของตัวเองอย่างเต็มที่ และทำให้ดีที่สุดเท่าที่เราพึงกระทำได้ ...



ส่วนประเด็นที่สองก็คือเรื่องของ
หัวใจแห่งการเป็นผู้ให้ 3 ประการ  ซึ่งผมถือเป็นโมเดลของตัวเอง
ในระยะหลัง นั่นก็คือ ให้ใจ-ให้งาน (ให้โอกาส)-ให้อภัย


ให้ใจ :  จริงจังและจริงใจกับทีมงาน  เป็นแบบอย่าง ร่วมสร้างและร่วมแก้ไข

ให้งาน (ให้โอกาส)  : รักและดูแลทุกคนเสมอภาค แบ่งสรรปันงานอย่างเท่าเทียมและสอดรับกับความถนัดของบุคคล ฝึกฝนให้แต่ละคนเรียนรู้อย่างมีพัฒนาการ

ให้อภัย :  ให้อภัยต่อคนอื่นๆ  เฉกเช่นกับการที่เราให้อภัยกับตัวเองเสมอมา  แต่ต้องสอนให้รู้ว่าทุกอย่างต้องก่อรูปร่างจากความเป็นเหตุเป็นผล

 

.....

 

๒๕  กรกฎาคม ๕๒
พิพิธภัณฑ์ มมส