ตลอดระยะเวลาสองวันที่อยู่ที่หาดใหญ่ (วันที่ ๖-๗ สิงหาคม ๒๕๕๑) เพื่อทำหน้าที่วิทยากรกระบวนการ (Facilitator) ในเวทีพัฒนากระบวนการเรียนรู้จิตปัญญา พื้นที่ภาคใต้ ผมได้สังเกตผู้เข้าร่วมล้อมวงคุยเรื่องเล่า ผมเห็นทุกคนมีส่วนร่วมทั้งอารมณ์และความพึงพอใจ โดยผู้เข้าร่วมทั้งหมดอยู่ในเวทีตลอดตั้งแต่เริ่มจนจบกระบวนการ
ผมคิดว่า การที่คนเราจะมานั่งฟังเรื่องราวคนอื่นโดยใช้เวลายาวนานนั้น ทำได้ยาก และหากจัดการเวทีได้ไม่ดีก็น่าเบื่อ แต่การเล่าเรื่องจิตอาสาทุกคนจดจ่อกับสิ่งที่ได้รับฟัง เราต่างมีความปราโมทย์- ปีติ ชื่นชมในความดีงามของกันและกัน
โจทย์ที่ มูลนิธีสดศรี สฤษดิ์วงค์ ให้มาคือ ให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กระบวนการพัฒนาจิต ถอดบทเรียน เรียนรู้จิตอาสาในตัวคน สร้างแผนที่ความดี และเรียนรู้การแพทย์ที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์ของบุคคลและองค์กร ทางแผนงานพัฒนาจิตเพื่อพัฒนาจิตระยะที่ ๒ ตั้งสมมุติฐานไว้ว่าบทเรียนเหล่านี้จะช่วยสร้างกิจกรรมที่คนส่วนใหญ่ในประเทศเข้าถึงได้แม้ว่าเราไม่ได้ลึกซึ้ง ทำความเข้าใจกับสุขภาวะทางด้านจิตวิญญาน ที่ประกอบไปด้วย มิติด้านคุณค่า(values) จริยธรรม(ethics) อุดมการณ์(idealism) และเสรีภาพของความเป็นมนุษย์(freedom) และสุขภาวะทางจิตวิญานนั้นไม่ได้เกิดขึ้นด้วยตนเอง หากเกิดขึ้นในกระบวนการพัฒนาจิต อย่างมีพัฒนาการ สร้าง สะสม ตกผลึกจากทุนที่มีอยู่ หมายถึงรากฐานอันแข็งแรงของความดีงามที่เป็นทุน
และกิจกรรมที่เกิดขึ้นในเวทีที่ภาคใต้เป็นการเรื่องราวความเป็นมาของพัฒนาการก่อนที่จะเปลี่ยนวิธีคิด "ทำเพื่อคนอื่น" เหมือนอย่างที่ผู้เข้าร่วมเวทีทั้ง ๖ โรงพยาบาลในภาคใต้ได้ทำ พวกเขาผ่านเรื่องราวต่างๆมาอย่างน่าสนใจ และการก้าวผ่านของพวกเขาแสดงให้เห็นถึง กลไกการปรับเปลี่ยนวิธีคิดเชิงบวกจากข้างใน เป็นคีย์เวิร์ดที่ผมต้องการให้ผู้เล่าเรื่อง อธิบายให้เห็นแบบละเอียดให้เห็นถึงความลึกของกระบวนการพัฒนาจิต
ด้วยวิชาชีพทางด้านสุขภาพ ที่มีโอกาสได้รับรู้สุขทุกข์ของเพื่อนมนุษย์ พวกเขามีโอกาสที่จะได้พัฒนาจิตสม่ำเสมอ นำไปสู่ ระบบการแพทย์ที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์ (Humanized health care) : HHC ช่วยให้เราเข้าใจความเป็นองค์รวม (Holistic Care) มากยิ่งขึ้น เห็นความสำคัญของการมองผู้ป่วยเป็นคนทั้งคน และเห็นความสำคัญของความสามารถที่จะสัมผัสทุกข์ของผู้ป่วย เมื่อระบบการแพทย์มีมุมมองต่อคนป่วยตามความสามารถเหล่านี้ หมายถึงการเข้าไปรับรู้ว่าคนอื่นเขาคิดอย่างไร รู้สึกอย่างไร และนำไปสู่ความเห็นอกเห็นใจกันในที่สุด
ที่ภาคใต้ ผู้เข้าร่วมเวทีส่วนใหญ่ ๙๕ เปอร์เซนต์ มีจุดเริ่มและจุดเปลี่ยนจาก "บาดแผลในใจ" และ "สถานการณ์วิกฤติในพื้นที่" ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่ยากต่อการทำใจให้ยอมรับ แต่พวกเขาต้องอยู่กับสถานการณ์วิกฤติให้ได้ พร้อมๆกับแปรพลังลบเหล่านั้นมาพัฒนาจิตเชิงบวก ส่งผลให้เกิด "จิตอาสา" และพร้อมที่จะทำเพื่อคนอื่น เมื่อคนอื่นมีความสุขนั่นหมายถึงพวกเขามีความสุขเช่นกัน บรรยากาศในวงแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เราได้เรียนรู้การรับฟังเชิงลึก (Deep listening) เพื่อซึมซับเอาความรู้สึกที่ดีที่ทุกคนมีอยู่ ซึ่งการเรียนรู้แบบนี้จะทำให้เกิดความรักความเมตตา มีจิตสำนึกต่อส่วนรวม และเป็นการร่วมสร้างสังคมพื้นฐานปัญญา (Wisdom-Based Society)
ในการเตรียมตัวของการทำกระบวนการของวิทยากรกระบวนการ ต้องละเอียดทั้งความคิดและกิจกรรมที่จะเอื้อให้เกิดการแลกเปลี่ยนอย่างมีความสุข นับว่าเวทีลักษณะนี้ท้าทายความสามารถของผมเป็นอย่างยิ่ง แต่ผมก็ไม่ได้เครียดมาก ทุกอย่างขับเคลื่อนไปอย่างเป็นธรรมชาติ เราต้องศึกษาธรรมชาติของทุกสิ่งที่อยู่รอบตัว ผมเน้นความง่าย ความงาม และสอดคล้องกับจิตวิทยาพื้นฐานของมนุษย์ ความสบายใจของผมจึงถูกถ่ายทอดออกมาในกระบวนการ ทุกคนก็รับรู้ได้...
มีบางท่านถามว่า ทำไมเราใช้กระบวนการ KM มาใช้ในประเด็น “จิตปัญญา” ??
เรื่องของจิตเป็นเรื่องละเอียดอ่อน การเปลี่ยนวิธีคิดของบุคคลก็เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนไม่ต่างกัน
ดังนั้นกระบวนการที่ละเอียดอ่อนที่เราถ่ายทอดสู่กันและกันนั้น จำเป็นอย่างยิ่งต้องสร้าง “บรรยากาศ” ของการเรียนรู้ที่เหมาะสม เป็นบรรยากาศที่ผ่อนคลายมีความสุข ความรู้สึกว่าทุกคนเท่าเทียมกัน และสิ่งที่ทุกคนเล่านั้นเป็นเรื่องราวที่มีความสำคัญที่สุด
ผมบอกให้ทุกคนในเวทีว่า เป็นเรื่องยากมากที่เราจะมีโอกาสได้มานั่งฟังเรื่องราวดีๆเหล่านี้จากปากของผู้เล่า เราไม่มีพื้นที่แบบนี้ แต่วันนี้เรามีขอเราช่วงชิงโอกาสแห่งการพัฒนาจิตตรงนี้ให้เต็มที่ขอให้เวทีนี้ เป็นเหมือนโอกาสในการปฏิบัตธรรม ชำระจิตใจให้ผ่องแผ้วด้วยเรื่องราวดีๆ จรรโลงใจ ทั้งผมและผู้เข้าร่วมต่างจดจ่อสมาธิกับเรื่องเล่า เรื่องแล้วเรื่องเล่าอย่างมีความสุข
ทั้งหมดคือคำตอบว่า ทำไมเราถึงใช้ กระบวนการ KM มาใช้สำหรับการดึง-ถอด บทเรียนที่ซ่อนในตัวคนออกมา
มีผู้ที่สงสัยถามต่อว่า หากต้องการผลลัพธ์แบบนี้แล้วน่าจะทำ การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) ดีกว่าหรือไม่? ผมตอบว่า ทำได้และเราก็ได้กระบวนการแบบละเอียด แต่ กระบวนการเรียนรู้ร่วมกันนั้นไม่เกิด ผมคิดว่ากระบวนการเรียนรู้ที่จะผนึกลงในหัวใจของทุกคนคือ การได้ชื่นชมยินดีร่วมกัน(AI : Appreciative Inquiry) คุณค่าที่เกิดขึ้นควรจะเป็นคุณค่าร่วม(Common values) และผมยังเชื่อว่าเราได้เปลี่ยนแปลงภายในตลอดเวลาจากข้อมูลที่ได้รับ
กระบวนการเหล่านี้ พัฒนาแบบช้าๆ แต่ผมเชื่อส่วนตัวว่า “ความช้า” คือกระบวนการปกติของพัฒนาการทางจิต เมื่อไหร่ก็ตามที่ผลผลึกของปัญญามากเพียงพอ พัฒนาการทางจิตและปรับเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว...มองโลกด้วยปัญญาที่รู้ความจริง และด้วยใจที่กว้างขวางและรู้สึกเกื้อกูล เป็นกระบวนการวิวัฒน์ทางปัญญาและพัฒนาการขั้นสูงของสุขภาวะทางจิตวิญญาน
เวทีแรกผ่านไปแล้วด้วยความสุขใจ ผมเดินทางกลับกรุงเทพฯ ด้วยใจที่เป็นสุข อิ่มเอิบ ไม่ปรากฏความเหนื่อยจากการกรำงานทั้งสองวันหลงเหลืออยู่เลย บนเครื่องบินผมนั่งทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงสองวันที่หาดใหญ่ ทำให้ผมยิ้มให้กับตัวเอง...และคิดว่าผมช่างโชคดีเหลือเกินที่ได้มาร่วมรับรู้สิ่งดีๆเหล่านี้ด้วยตัวเอง ชั่วโมงกว่าๆ ถึงสนามบินดอนเมือง ผมก็ยังรู้สึกว่าตัวผมเบาๆมีความสุขครับ
ถอดบทเรียน "จิตปัญญา" ภาคใต้
บันทึกที่เกี่ยวข้อง
- คน เวที เรื่องเล่า และความประทับใจ
- ถ้อยคำดีๆจากใจที่งดงาม "กระบวนการเรียนรู้สู่การพัฒนาจิตปัญญา" ภาคใต้

"การทำงานคือการปฏิบัติธรรม"
ขอหยิบเอาคำคมๆจาก ท่านพุทธทาส มาฝากด้วยครับ
ขอบคุณครับน้องชาย ครูโย่ง หัวหน้า~ natadee ผมสบายดีและงานเยอะครับ หลากหลายดีไม่เว้นแม้แต่วันหยุด แต่โชคดีครับที่ได้ทำงานและเป็นโอกาสที่ผมได้เรียนรู้ด้วย
ขอบคุณมากครับสำหรับความห่วงใยที่อบอุ่น :)
ผมรู้สึกดีและมีกำลังใจ
สวัสดีค่ะคุณจตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร
ตามมาชื่นชมครับผม
การสะท้อนจากผู้เข้าร่วมกิจกรรมผ่านกิจกรรมต้นไม้แห่งการเรียนรู้
เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ หาดใหญ่ ครั้งที่1 (6-7 ส.ค. 51)
โดยให้ทุกคนเขียนข้อความบนกระดาษรูปใบไม้ ดอกไม้ และผลไม้
-------------------------------------------------------------
ใบไม้=ความรู้สึก
ดอกไม้=ความรู้ที่ได้รับหรือสิ่งที่เรียนรู้
ผลไม้=การนำสิ่งที่ได้เรียนรู้นี้ไปใช้
ขอขยายความ
การฟังอย่างลึกซึ้ง (Deep Listening) ในที่นี้หมายถึง
๑. การฟังอย่างมีสติ
๒. การฟังอย่างอ่อนน้อมถ่อมตน (ไม่มีตัวกูของกูขณะฟัง)
๓. การฟังอย่างปราศจากอคติ (ไม่ลำเอียงด้วยรัก/ชัง/หลง/กลัว)
๔. การฟังด้วยจิตที่ปรารถนาจะฟังความจริงตามที่มันเป็นจริง
๕. การฟังด้วยเจตนาอันบริสุทธิ์ (ไม่คิดจะจ้องจับผิด หรือจ้องจดจำคำคม)
๖. การฟังโดยปราศจากการประเมินค่า/ตีความขณะฟัง
๗. การฟังด้วยท่าทีที่เคารพต่อผู้พูดอย่างจริงใจ
๘. การฟังตั้งแต่ต้นจนจบกระแสความ
อ้างอิงจาก : http://jennykr.wordpress.com/2008/06/15/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9F%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%A5%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%8B%E0%B8%B6%E0%B9%89%E0%B8%87-deep-listening/
ขออนุญาตนำไปเผยแพร่กับงานของแม่พิมพ์ค่ะ
ขอบคุณค่ะ
พี่นก NU 11
ครับ
ความจริงแล้ว กระบวนการ "จับจิต ด้วยหัวใจ" แบบนี้ ใช้ได้ในทุกอาชีพ
ผมชมภาพยนตร์เรื่อง "หนึ่งใจเดียวกัน" แล้วคิดถึงคุณครูทุกท่านครับ
ขอให้กำลังใจแม่พิมพ์ของชาติทุกท่านครับ
สพท.กำลังจัด อบรม KMและการใช้บล็อก ให้กับคุณครูทุกๆคนค่ะ
ใบไม้=ความรู้สึก
ดอกไม้=ความรู้ที่ได้รับหรือสิ่งที่เรียนรู้
ผลไม้=การนำสิ่งที่ได้เรียนรู้นี้ไปใช้
กิจกรรมต้นไม้แห่งการเรียนรู้นี้ เป็นกิจกรรมที่น่านำไปปรับใช้มากค่ะ
วันที่ 29 - 31 นี้ มา กับ นักศึกษา สสสส 1 หรือเปล่า
พี่นก-NU 11
กิจกรรมต้นไม้แห่งการเรียนรู้ เป็น AAR. ฉบับย่อและ ช่วยสรุปการถอดบทเรียนในเวลาที่จำกัด
ใช้ได้ดี สนุกและเหมาะกับคนจำนวนมากครับ
ใบไม้=ความรู้สึก
ดอกไม้=ความรู้ที่ได้รับหรือสิ่งที่เรียนรู้
ผลไม้=การนำสิ่งที่ได้เรียนรู้นี้ไปใช้
สวัสดีครับ บังยุบ ครับ
ผมเดินทางมาเพื่อเก็บข้อมูลในพื้นที่ล่วงหน้าแล้วครับผม..เพื่อความเรียบร้อยของกิจกรรมทั้งหมด ต้องเตรียมงานแบบละเอียด
แล้วเจอกันครับบังครับ
๑. การฟังอย่างมีสติ
๒. การฟังอย่างอ่อนน้อมถ่อมตน (ไม่มีตัวกูของกูขณะฟัง)
๓. การฟังอย่างปราศจากอคติ (ไม่ลำเอียงด้วยรัก/ชัง/หลง/กลัว)
๔. การฟังด้วยจิตที่ปรารถนาจะฟังความจริงตามที่มันเป็นจริง
๕. การฟังด้วยเจตนาอันบริสุทธิ์ (ไม่คิดจะจ้องจับผิด หรือจ้องจดจำคำคม)
๖. การฟังโดยปราศจากการประเมินค่า/ตีความขณะฟัง
๗. การฟังด้วยท่าทีที่เคารพต่อผู้พูดอย่างจริงใจ
๘. การฟังตั้งแต่ต้นจนจบกระแสความ
สวัสดีครับครูข้างถนน / ขุนเขา ฯ
นอกจากความรู้เรื่องการฟัง...ความรู้อื่นๆที่ผมนำมาแลกเปลี่ยนหากมีประโยชน์นำไปใช้ แล้วนำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันครับผม
การรับฟังเชิงลึก (Deep listening) เป็นการเปิดโลกทัศน์ของเรา
ชอบประโยคที่ครูเขียนครับ
"ไม่เพียงแค่หู แต่ฟังด้วยใจ ให้ถึงใจ-เข้าใจ"
:)
ขอบคุณครับ คุณสีตะวัน
ยินดีต้อนรับ สำหรับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้นะครับผม ผมเองได้เขียนมาจากประสบการณ์ส่วนตัวที่ถอดบทเรียนเล็กๆในการทำงานแต่ละครั้ง บางครั้งก็ละเอียดอ่อนตามเนื้อหาของงาน บางครั้งก็แข็งๆตามบริบทเช่นกันครับ
ขอบคุณมาก ที่มาเยี่ยม และเรียนรู้ร่วมกันครับผม
ขอบคุณครับ ครูนอกระบบบ้านโต้น
ยินดีต้อนรับสู่โลกของมิตรภาพและความรู้ครับ
----------------------------------------------------------------
ในวงการของการศึกษา มีเเง่มุมดีๆมากมาย อยากให้กำลังใจคุณครูในการบันทึกสิ่งดีๆเหล่านั้นออกมาเผยแพร่และแลกเปลี่ยนครับ อ่านเพิ่มเติมในบันทึก หมู่บ้านครูสอน KM นวัตกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาระบบการศึกษาไทย
แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ....พัฒนาปัญญา เสริมสร้างคุณค่าให้กับสังคม
น่าสนใจมากค่ะ จะตามมาเรียนรู้เย็นนี้ค่ะ
ยินดีครับพี่ แก้ว..อุบล จ๋วงพานิช แลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน ประเด็น HHC. -(Humanized health care) ผมคิดว่าพี่แก้วน่าจะมีมุมมองตรงนี้ได้ชัดเจนเลยทีเดียวครับ
ให้กำลังใจในการสอบวันนี้ด้วยครับ
ขอรายงานตัวในฐานะส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ เป็นที่น่ายินดีจริงๆ ที่ได้ทำงานนี้ หลังจากวันนั้น ฝนได้นำผลที่ได้บางส่วนจากเวที เป็นผลไม้ที่ทุกๆ ช่วยกันเติมถ้อยคำลงไป ถอดคำเติมความคิดของตัวเองลงไปอีกหน่อย ผลไม้ที่พี่เอกเขียนด้านบน ฝนขอเติมเป็น ตะกร้าใหญ่ให้ทุกๆ ได้ชิมได้ชม ต่อไปนี้นะคะ
การนำสิ่งที่ได้เรียนรู้นี้ไปใช้ เป็นการสะท้อนถึงความรู้สึกที่แสดงถึงการเรียนรู้ทั้งพลังกายและพลังใจของผู้เข้าร่วมกลุ่มทุกคน สิ่งที่ได้เรียนรู้สามารถจัดเป็นสามกลุ่มใหญ่คือ 1.นำสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปพัฒนาตนเอง 2.นำสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปพัฒนางาน 3.นำสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปถ่ายทอดสู่ผู้อื่น การนำสิ่งที่เรียนรู้ไปพัฒนาตนเองเป็นการพัฒนาด้านอารมณ์และความรู้สึก พัฒนาจิตของตนเอง และปรับใช้ในการจัดการอารมณ์ของตนโดยเฉพาะในยามที่ขุ่นมัว การเรียนรู้เรื่องการจัดการอารมณ์ของตนเองผ่านเรื่องเล่าของคนอื่น ทำให้เห็นถึงแรงผลักที่ยิ่งใหญ่ ที่จะส่งต่อพลังนี้ไปยังพี่ๆ น้องๆ เพื่อนๆ ที่ทำงาน เป็นการกระตุ้นทั้งตนเองและคนอื่นได้ในขณะเดียวกัน น่าปลื้มใจเหลือเกินว่าการฟัง มากกว่าพูด ทำให้เข้าใจกันและกันได้มากขึ้น
หลายคนเขียนถึงการนำไปใช้ในการพัฒนางานเป็นการสะท้อนถึงผลงานที่สวยงามมาก การถ่ายโอนความรู้ทางคำพูดนี้ทำให้เห็นรายละเอียดเป็นขั้นเป็นตอน เห็นอารมณ์ของผู้เล่าได้ชัดเจน การขยายผลที่จะเกิดขึ้นในโรงพยาบาลต่างๆ จึงเป็นผลงานที่หลายคนเฝ้ารออย่างชื่นชม
สิ่งสุดท้ายที่ขาดไม่ได้เป็นการเรียนรู้เรื่องกระบวนการการเล่าเรื่อง มีหนึ่งข้อความเขียนว่าจะนำวิธีการนี้ไปใช้ต่อ จึงเป็นเรื่องที่ทำง่าย ใช้ง่าย และคาดว่าจะได้ผล เพราะสำหรับตนเองแล้วมีหลายคนถาม ว่าจะเล่าไปถึงเมื่อไร แล้วเล่าแล้วจะเห็นผลอย่างไร สิ่งที่ตนเองคิดและเชื่อนั้นว่าการพัฒนาจะต้องค่อยเป็นค่อยไป การซึมซับและเรียนรู้ก็เช่นกัน คงต้องให้เวลานานกว่าจะเห็นผล แต่ก็แอบหวังว่าคงจะไม่นานจนเกินไป