สงสัยต้องคุยหลายเรื่องในบันทึกเดี่ยวครับ เรื่องยาวจริงๆ ฮิฮิ เป็นเหตุการณ์เมื่อวานมาจนถึงปัจจุบันครับ เมื่อวานมีประชุมผู้บริหารคณะ (คณบดีและรองๆ) ผมเข้าใจเองว่า ครั้งนี้น่าจะเป็นครั้งที่สองหรือไม่ก็สาม เนื่องจากเปิดเทอมมาหลายเดือน ที่ไหนได้ครั้งนี้เป็นครั้งแรกครับ ความจริงเคยคุยกันว่า การประชุมชุดนี้จะต้องไม่มีวาระครับ ใช้การพูดคุยสนทนากันให้เกิดไอเดีย แต่สงสัยหัวหน้าสำนักงานคณะฯ คงไม่ได้เรียนท่านคณบดีไว้ก่อน ท่านก็เลยเริ่มคุยโดยท่านทำวาระมาเองเลย ฮิฮิ
เปิดฉากแรก ผมโดนตำหนิก่อนครับ เนื่องจากผมไม่ได้เข้าประชุมการกำหนดเป้าเพื่อการประกันคุณภาพ ซึ่งเชิญประชุมโดยหัวหน้าสำนักประกัน ท่านบ่นว่ามีคนเข้าประชุมน้อย ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องจำเป็น แต่ท่านวิเคราะห์ว่า อาจจะเพราะน้ำหนักของคนเชิญประชุมหรือเปล่า น่าจะให้รองอธิการฯ ที่ดูแลงานด้านนี้เรียกประชุมน่าจะเหมาะกว่า ท่านมองมาที่ผมแล้วบอกว่า เป็นงานวิชาการน่ะ ท่านเข้าแต่เข้าในฐานะผอ.สถาบันอัสลาม
ความจริง คือ ผมให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ครับ เลยแจ้งยกเลิกประชุมหัวหน้าสาขาวิชาซึ่งนัดมาก่อนล่วงหน้าสามสัปดาห์แล้ว เพื่อจะไปร่วมประชุมที่เพิ่งนัดไม่ถึงสัปดาห์ แต่มันผิดแผนตรงที่ต้องพาภรรยาไปโรงพยาบาลครับ และเวลาก็ล้าช้ากว่าที่คิดไว้ เลยกลับมาไม่ทัน เท่านั้นเองครับ นอกจากนี้ผมทำการบ้านเพื่อเข้าประชุมเรียบร้อยแล้วด้วย ไม่ได้คิดจะเข้าประชุมมือเปล่า ก็ไม่เข้าไม่ได้จริงๆ ไม่ได้คิดเป็นอย่างอื่น
เป้าหมายเพื่อการประเมินในรอบหน้าเป็นความท้าทายครับ และสิ่งที่ผมจะดำเนินการคือ ปรับแผนงานวิชาการทั้งหมดของคณะเพื่อให้เข้าใกล้เป้าให้ได้มากที่สุด ฮิฮิ ผมไม่แน่ใจครับว่า จะทำได้บรรลุเป้าหรือเปล่า เพราะอันนี้มีปัจจัยเยอะ
แต่ที่ผ่านมา ผมว่างานผมเดินผิดเป้าไปนิดหนึ่งคือ เราวิ่งสร้างความเข้มแข็งตามเกณฑ์ แต่เราลืมนำจุดแข็งมาขยายปีก และอุดจุดโหว่ ดังนั้นผมเลยต้องทำอย่างแรกคือ ปรับแผนวิชาการคณะ เอาเป็นว่า ขยายจุดแข็งให้ได้มากที่สุด และทำอย่างไรให้จุดอ่อนไม่เป็นปัญหาในการประเมินคุณภาพ
ส่วนวาระต่อมา ท่านขอความเห็นหลายเรื่องครับ แต่ส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่ผมดำเนินการไปเรียบร้อยแล้ว ก็บังเอิญว่า หนังสือสร้างเรื่องเหล่านั้นท่านสั่งการว่า "รับไว้พิจารณา" แต่แทนที่จะจบเรื่อง กลับไม่จบ หนังสือเหล่านั้นกลับมากองรวมกันที่โต๊ะทำงานผม ผมเลยตามเคลียร์ให้เสร็จสรรพ แต่ที่ผมยังไม่ได้ทำคือ ยังไม่ได้รายงานท่านรักษาการคณบดี
อีกประเด็นหนึ่งที่น่าจะเล่าสู่กันฟังคือ การปรับเปลี่ยนงานสำหรับเจ้าหน้าที่บริหารงานคณะ ซึ่งที่เสนอมามันไขว่ากันอยู่พอสมควรเมื่อพิจารณาจากการติดตามงานของรองคณบดี ผมเลยเสนอให้ปรับนิดหน่อย เพื่อความสวยงาม ที่น่าคิดคือ หัวหน้าสำนักเขียนภาระงานไม่ค่อยครอบคลุม พอแบ่งงานแล้วดูไม่ค่อยจะยุติธรรม เช่น งานวิชาการ งานวิจัย แต่พอไปงานด้านด้านอื่นๆ แยกชะละเอียดเลย เป็นงานบุคลากร งานพัสดุ ฯลฯ ทีนี้กลายเป็นว่า เจ้าหน้าที่คนนี้รับดูแลแค่งานวิชาการ น้อยจังเลย ฮาฮา ผมก็เลยต้องท้วงติงว่า ถ้าจะคิดตามภาระงานย่อยก็น่าจะย่อยงานวิชาการและวิจัยออกมาให้ชัดก่อนว่าแบ่งเป็นกี่ด้าน สมัยก่อนเขียนได้ครับว่า งานวิชาการและวิจัย ก็เพราะมีผมเป็นรองอยู่คนเดียว แล้วก็มีเจ้าหน้าที่คนเดียว ผมก็สั่งทุกเรื่องที่คนๆ เดียว แต่คราวนี้มีเจ้าหน้าที่มาเพิ่มอีกสองคน ก็น่าจะแจกแจงงานออกมาก่อน เพื่อความยุติธรรม
จากการประชุมเลยได้ทราบข่าวของอ.อิบรอเฮ็ง หะยีสาอิ ที่เข้ารับการผ่าตัดอีกครั้ง วันนี้หลังละหมาดวันศุกร์ก็เลยรีบบึ่งไปโรงพยาบาลทันที เพราะต้องไปให้ถึงก่อนบ่ายสอง ซึ่งจะงดเยี่ยม ฮิฮิ ก็ไปถึงก่อนปิดเยี่ยมสิบนาทีครับ ออ.แต่คุยไปเกือบชั่วโมงครับ เลยลากลับ (ฮิฮิ ให้คุยนานกว่านั้นก็ได้ แต่เกรงใจ)
ช่วงนี้งานผมยังวุ่นอยู่กับการเขียนรายงานวิจัยครับ แต่บังเอิญช่วงนี้เหนื่อยกับงานที่คณะ กลับมาบางคืนก็หลับตั้งแต่สองทุ่มครึ่ง แต่ถ้าคืนไหนผ่านสามทุ่มไปได้ก็ตีหนึ่งตีสองแหละครับจึงจะเข้านอน
ความจริงก็ไม่ได้นั่งเขียนรายงานอย่างเดียวหรอกครับ เพราะอีกอย่างหนึ่งที่เข้ามาแทรกๆ เพราะหัวใจมันปราถนา คือ ผมกำลังติดตั้งโปรแกรม ojs (Open Journal System) ในเว็บไซด์ muallimthai.com ของผมเอง เพื่อจะนำวารสารวิชาการอันนูร (วารสารบัณฑิตวิทยาลัย) และวารสารมหาวิทยาลัยไปเผยแพร่ไว้ที่นั่น ลองมาหลายรอบแล้วครับ ติดตั้งไม่ผ่านสักที มาเมื่อสองวันก่อนติดตั้งผ่านสมบูรณ์เรียบร้อยแล้ว แต่ก็มีปัญหาจนได้ครับ คือ ผมใช้ไม่เป็น ตอนนี้ลองมาหลายรอบแล้ว ยังสร้างวารสารออกมาสักฉบับยังไม่ได้เลยครับ ฮือฮือ
ผมเห็นว่าโปรแกรมนี้น่าสนใจครับ นอกจากจะเพราะวารสารสงขลานครินทร์ ฉบับมนุษยศาสตร์ฯ ใช่แล้ว เท่าที่ลองใช้รู้สึกว่า โปรแกรมนี้มีระบบสนับสนุนทุกกิจกรรมของการจัดทำวารสารเลยครับ เช่นกำหนดผู้เชี่ยวชาญในการตรวจสอบ ทั้งนี้ผ่านอินเตอร์เน็ททั้งหมดเลย ออ. แต่ตอนที่ผมได้รับข้อเสนอแนะจากผู้ทรงคุณวุฒิจากวารสารสงขลานครินทร์ กลับเป็นการเขียนด้วยลายมือครับ ที่จริงถ้าใช้โปรแกรมนี้ครบระบบ ผมว่าน่าสนใจดี
ผมลองใช้ไปแล้วครับ ส่งบทความขึ้นไปเก็บไว้ในเซฟเวอร์ได้แล้ว ฮิฮิ แต่สร้างเป็นเล่มวารสารยังไม่ได้ แฮะแฮะ ใครมีข้อมูลหรือวิธีการใช้โปรแกรมนี้ อนุเคราะห์ความรู้มาให้ผมบ้างจะเป็นพระคุณยิ่งครับ (ไปหาคู่มือในเว็บเจ้าของโปรแกรมก็ไม่เจอ ขอรับ มีแต่ให้ไปอ่านในบล็อก ซึ่งผมก็ไม่มีเวลาพอไปเปิดค้นหา เลยติดไว้เพียงเท่านี้ก่อนครับ)
สุดท้าย เมื่อวานผมได้อ่านคำชี้แจงของนักศึกษากลุ่มหนึ่งที่เขียนขึ้นเพื่อชี้แจงทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการที่นักศึกษากลุ่มนี้ไปร่วมกิจกรรมๆ หนึ่ง โดยอ้างว่าเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนในรายวิชาหนึ่ง แต่ปรากฏว่าไปนอกเหนือจากที่ขออนุญาตไว้ ซึ่งเท่าที่ฟังจากอาจารย์ประจำวิชา นักศึกษาและพยานแวดล้อมอื่นๆ ผมเชื่อคำชี้แจงของนักศึกษาครับ ความผิดจริงๆ คือ ผู้ใหญ่กลุ่มหนึ่งในหน่วยงานการปกครองท้องถิ่นที่หนึ่ง ที่คิดจะฉวยโอกาสการเข้าร่วมงานของนักศึกษา เพื่อเจตนาอื่นที่ไม่โปร่งใส่ รอบนี้ดีที่มีท่านกำนันเข้าร่วมงานด้วย และท่านได้พานักศึกษาทั้งหมดกลับมาตามที่นักศึกษาขอติดรถท่านกลับมาด้วย
คราวหน้าคงต้องให้อาจารย์ช่วยเตือนๆ นักศึกษาที่จะไปลงพื้นที่ทำกิจกรรมกับชุมชนหน่อยครับ ว่า ต้องระวังเลห์เหลี่ยมนักการเมืองท้องถิ่นให้เยอะๆ หน่อย ออ. เออ ผมควรออกมาตรการรองรับมัยเนี๊ยะ แอะ ถ้าผมออกมาตรการรองรับ ก็ต้องกลายเป็นวัวหาแล้วล้อมคอก อีกแน่เลย เฮ้ย ความวัวยังไม่ทันจาง ความควายก็มาอีกแล้ว หรือเรากำลังหนีเสือปะจรเข้ อ้าวเหรอ ลืมหมดแล้วมีสุภาษิตอื่นอีกมัยเนี๊ยะ สวัสดีครับ
ฝากเรื่องนี้ด้วยนะครับผม
----------------------------------------------------------------
คำสำคัญ: knowledge managment การจัดการความรู้ ครูสอน km จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร ชุมชนปฏิบัติ นวัตกรรมเรียนรู้ ระบบการศึกษาไทย ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช หมู่บ้านครูสอน km
สร้าง: พ. 13 ส.ค. 2551 @ 15:32 แก้ไข: พฤ. 14 ส.ค. 2551 @ 00:47 ขนาด: 20061 ไบต์
ตามมาทักทายอาจารย์จากจังหวัดริมปิง งานอาจารย์ยังมากเหมือนเดิมนะครับ อย่าลืมพักผ่อนบ้างครับ
ขอบคุณครับอาจารย์เอก จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร
ผมรับฝากไว้เรียบร้อยแล้วครับ
ขอบคุณครับอาจารย์ขจิต ฝอยทอง
ผมก็สงสัยเหมือนกันครับว่า งานพวกนี้ผมได้แต่ใดมา ฮิฮิ ทำมัยมันมากขนาดนี้ ฮือฮือ
บางที่เราทำตามตัวขี้ และ ตัววัด จนลืม "เป้าหมาย" ครับ
ขอบคุณครับท่านอาจารย์JJ
ท่านพูดได้จริงแท้เลยครับ
มาเยี่ยม คุณจารุวัจน์
ตามอ่านเมื่อยสายตาเลยละนี่ งานมีหลากหลายจังนะ
มีความสุขกับงานเหล่านั้นนะครับ ฮิ ฮิ ฮิ
ขอบคุณครับอาจารย์ umi
คราวหลังจะเขียนให้สั้นกว่านี้ครับ (ฮิฮิ ต้องใช้ความพยายามมากครับ)
เรื่องประชุมกำหนดเป้าหมายฯ
หนึ่ง...ตามหลักการแล้วควรเกิดก่อนเปิดเทอม แต่ไม่เป็นไร ในเมื่อหลายๆส่วนของงานประกัน เราทำงานตามหลังเวลาหลายๆอย่าง
สอง...เท่าที่ดูคำสั่งแต่งตั้ง จะเห็นว่า การจะให้ทุกคนว่างพร้อมกัน (เช็คดูรายชื่อนะคะ)จะทราบทันทีว่า ผู้เรียกประชุมต้องทำใจหน่อยนึง
สาม...เรื่องน้ำหนักผู้เรียกประชุม ไม่น่าจะเป็นประเด็นสำคัญ (อย่างน้อย คณะวิทย์ฯ ไม่ถือในเรื่องนี้ และหากผู้เรียก คือ อธิการบดี ส่วนของคณะวิทย์ คงยืนยันว่าเราคงส่งคนที่เราส่งไปวันนั้น ไปประชุมแทนอยู่ดี)
คราวนี้ แวะมาแชร์เหตุผล ว่าทำไม ในส่วนของคณะวิทย์ ผู้เกี่ยวข้อง ณ วันที่ต้องไปประชุม ก็ไม่ได้ไปเองเช่นกัน แต่เราส่งตัวแทนไป ซึ่งเป็นตัวแทนที่พูดแทนได้ทุกเรื่อง เพราะที่คณะฯ ทีมประกันหลักๆ มีอยู่สี่ห้าคน โดยที่เราแจงทุกอย่างให้สามารถประชุมแทนได้ เสนอแทนได้ (เป็นอาจารย์สี่คน)
เหตุผลที่ตัวเองไม่ได้เข้าประชุม (โดยส่งตัวแทนจากทีมประกันของคณะฯไป) เพราะติดประชุมบริหารของคณะ ที่วาระการประชุม มีเรื่องที่ต้องออกมติอยู่หลายเรื่อง และเร่งด่วนด้วย และด้วยความที่เรื่องของการกำหนดเป้าหมาย สำหรับการประชุมประกันของมหาลัยที่เค้านัดนั้น ไม่ว่าตัวเองจะไปเองหรือส่งตัวแทนไป ก็คงพูดหรือเสนอแนะไม่ต่างกัน
การแก้ปัญหาเรื่ององค์ประชุมประกัน หากเราไม่สามารถทำงานบางเรื่อง ตามเวลา (เช่นครั้งนี้คือ ควรเป็นก่อนเปิดเทอม ของปีการศึกษานั้นๆ) เราก็ควรคุยกันในทีมประกันของคณะ ให้ได้ความเข้าใจตรงกัน หากมีการเรียกประชุม ก็เอาสิ่งที่เป็นข้อสรุปจากประกันของคณะ ไปคุยในประกันของมหาลัยได้
เพราะอย่าลืมว่า หากอาจารย์เองเช็ครายชื่อแล้ว จะเห็นว่า การเรียกประชุมโดยไม่ได้วางแผนล่วงหน้าด้วยจำนวนวันที่พอประมาณ เหตุการณ์แบบวันนั้น (มีแต่ตัวแทนซะมาก) ก็จะเกิดขึ้นอีก
หรือ เพื่อเป็นการกระจายงาน ทีมประกันคณะฯ ควรมีข้อสรุปในหลายๆเรื่อง เพื่อช่วยกันทำงาน อย่าลืมว่า หากประชุมเปิดเทอม นอกจากแต่ละคน มีประชุมหลายชุด หลายครั้งในคราวเดียวแล้ว ยังมีภาระงานสอนอีกด้วย
...
ตอนนี้ ที่คณะฯ เราเริ่มทำประกันสำหรับ สกอ. โดยแจกจ่ายให้กับอาจารย์ทุกท่าน (รวมเจ้าหน้าที่บางท่าน) ไปกลุ่มละ หนึ่งถึงสององค์ประกอบ...จากนั้นก็เอามารวมเล่มกันต่อไป โดยเรื่องของเป้าหมายเค้าก็แค่รอผลสรุป ซึ่งหมายถึงว่า ถึงแม้ว่าฝ่ายประกันมหาลัยยังสรุปตรงนี้ไม่เสร็จ การเตรียม SAR ของคณะก็น่าจะเริ่มทำได้ทันที
...
แวะมาแชร์เฉยๆ เพราะงานนี้ ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำ เหมือนงานก่อนหน้านี้
ขอบคุณครับอาจารย์ ดร.ซอบีเราะห์ ที่มาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
ผมเองวันนั้นเดิมก็นัดประชุมไว้แล้วเหมือนกันครับ ก็ต้องยกเลิก แต่บังเอิญก็ยังไม่ได้เข้าร่วมเนื่องจากภารกิจส่วนตัว และก็ได้ส่งหัวหน้าสำนักงานคณะเข้าร่วมแทนแล้วเช่นกัน
ผมเคยคุยเรื่องการดำเนินงานของสำนักงานประกัน ว่าถ้าเอาทุกหน่วยงานมาเป็นกรรมการจะทำงานลำบากมาก ควรคิดใหม่ได้แล้ว เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้น
ผมเสนอให้เขาปรับชุดกรรมการให้เล็กและสามารถกำหนดนโยบายต่างๆ ได้ ไม่ใช่เอาทุกหัวหน้าหน่วยงานมาเป็นกรรมการ มันทำงานไม่ได้และฐานความเข้าใจก็ไม่เหมือนกัน
ส่วนหัวหน้าหน่วยงานก็เข้าร่วมในฐานะผู้ปฏิบัติการ ไม่ใช่ผู้กำหนดนโยบายด้วย
ผมพูดจนผมลิกพูดแล้วครับ
งานประกันไม่บรรลุเพราะกรรมการมันเทอะทะมากเกินไป แถมเวลาจะเชิญประชุมก็ไม่เคยถามใครก่อนเลย ใครเซ็นเชิญหนังสือผมไม่ให้ความสำคัญหรอกครับ แต่การให้เกียรติติดต่อสอบถามเวลาว่างมาก่อนนั่นแหละสำคัญถ้าต้องการให้เข้าร่วมประชุมได้มาก
หน่วยงานที่มีความสำคัญที่สุด ส่วนตัวแล้วคิดว่าเป็น "ทีมประกันฯของคณะ" หากคณะฯ มีทีมประกันที่เข้มแข็ง กำหนดตัวเลขต่างๆ ตลอดจนการประสานงานระหว่างทีมประกันของสาขาต่างๆในคณะ ก็จะทำให้งานดำเนินไปได้ด้วยดี
ทีมประกันฯของมหาลัย เข้าใจว่าประกอบไปด้วยตัวแทนจากคณะต่างๆ โดยคณะวิทย์ ได้ส่งอาจารย์ที่อยู่ในทีมประกันของคณะไป ส่วนงานของทีมประกันของมหาลัยนั้น ไม่ได้ลงในรายละเอียดของงานประกัน แต่จะเป็นการอำนวยความสะดวก เพื่อการดำเนินงานด้านประกันของหน่วยงานต่างๆ และแน่นอนต้องเป็นผู้กำหนดตัวเลขหลักๆ แต่นั่น จะเป็นการทำงานในลักษณะ รวบรวม ระดม ความเห็นจากคณะต่างๆ ผ่านตัวแทนที่ได้ไปเป็นกรรมการของประกันฯมหาลัย
...
แต่ที่เป็นอยู่ปัจจุบันใน มอย. ไม่ได้เป็นอย่างนั้น และนี่คือปัญหา
อย่าลืมว่า การที่เค้านัดประชุม โดยประกอบไปด้วยกรรมการชุดเทอะทะ อย่างที่อาจารย์ว่า หากเราดูที่ตัวงานแล้ว มันคือ งานตามเช็ดตามล้างของเก่า .....ซึ่ง เหตุผลที่เค้าเชิญเราไป ..เข้าใจว่า ไปเพื่อไปตามเช็ดตามล้าง (ข้อมูลย้อนหลัง) ทำให้ต้องเอาตัวบิ๊กๆไปเลย เพราะน่าจะรู้ดี...ในส่วนที่ผ่านมา และฟันธงลงตัวเลขได้เลย (ใช้คำนี้แล้วกันนะคะ)
แต่หากเราตามเช็ดตามล้างเสร็จแล้ว จนเข้าสู่กระบวนการทำประกันฯ แบบที่มันควรจะเป็น คิดว่าทางประกันของมหาลัย คงจะมีการปรับเปลี่ยนการทำงานที่รูทีนมากกว่านี้ และประกอบด้วยกรรมการที่มีขนาดพอเหมาะพอควร
...
ย้ำ... เรื่องประกันกับ มอย. เรายังอยู่ในช่วงตามเช็คตามล้างของเก่า ทำประกันย้อนน...กำหนดตัวเลย กำหนดเป้าหมายย้อนหลัง ซึ่งมันก็คงต้องทำใจยอมรับถึงความจำเป็นที่ทีมเค้าต้องทำอย่างนี้ ส่วนตัวแล้วเชื่อว่า ปี 51 เป็นต้นไป น่าจะเป็นอะไรที่รูทีน มากกว่านี้ และงานส่วนนี้ ก็จะประกอบด้วยจำนวนคนที่น้อยลง แต่ชัดมากขึ้น อินซาอัลลอฮ์
เมื่อวาน ทางคณะฯ นัดกันทำประกันของ สกอ ส่วนตัวก็ได้ทำไปสองสามองค์ประกอบ ทำไปทำมา ถึงรู้ว่า เราต้องตามเช็ดตามล้างตัวเลขอะไรบ้าง โดยบางตัวบ่งชี้ ก็ไม่สามารถแก้ไขได้แล้ว (คือยอมให้ได้คะแนนต่ำๆ) เพราะมันเลยช่วงสำคัญไป ก็ไม่เป็นไร เป้นโอกาสดี ที่จะได้ทราบว่า สำหรับปีการศึกษา 52 มีอะไรบ้างที่เราต้องเริ่มดำเนินการ "ก่อน" เปิดปีการศึกษา 2552
"สำคัญเหนืออื่นใด" คือ ทำอย่างไรให้ทุกคนตระหนัก ถึงบทบาทตัวเอง ต่อการประเมินประกันคุณภาพฯ
อย่าลืมว่า ไม่ใช่ทุกคน ที่เห็นด้วยกับเรื่องของประกันฯ เพราะหากเราดูเพียงผิวเผิน จะเห็นว่า มันก็เป็นแค่งานที่ประเมินจากกระดาษ มันไม่สามารถบอกได้เลยว่า สถาบันไหนมีมาตรฐานอยู่ระดับไหน
แต่หากศึกษาอย่างจริงจัง จะเห็นว่า หลายๆตัวบ่งชี้ มันวัดกันได้จริงๆ หากเราตรงไปตรงมา
ในส่วนของคณะวิทย์ ก่อนเปิดเทอม เราได้ประชุมอาจารย์ฯ เพื่อการเตรียมความพร้อมสำหรับเปิดเทอม เป็นการประชุมตลอดทั้งวัน (ปิดเทอม มันนัดง่าย ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี) โดยหนึ่งในเนื้อหาหลัก ที่ได้บอกกับเพื่อนร่วมงานคือ ....
มีเข็มทิศของสามเข็มทิศ ที่เราควรใช้ประกอบการทำงานของเรา เพื่อบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ นั่นคือ
1 อัลกุรอาน และซุนนะฮ์ฯ
2 ประเมินปฏิบัติงานของบุคลากร (อันนี้เราให้ทุกคนทำรายงานทุกหกเดือน) เป็นการประเมินว่าตัวเราทำงานมีประสิทธิภาพ มากน้อยแค่ไหน โดยประเมินจากทั้งผลงานและตัวบุคคล ผ่านการสัมภาษณ์ผู้ร่วมงานและผู้บริหารฯ
3 ประกันคุณภาพ (สองสำนักที่เราทำๆกัน นั่นคือ สมศ และ สกอ. ซึ่งจริงๆแล้ว ยึดตัวหลังก็จะคลุมถึงตัวหน้าเหมือนกัน) เป็นการประเมินงานสถาบันเรา หน่วยงานเรา มีการทำงานที่มีประสิทธิภาพ มากน้อยแค่ไหน
เข้มทิศสามอันนี้ มีความสำคัญเป็นอย่างมาก เราใช้มันในการประเมินการทำงานเราได้ และที่สำคัญ มันจะช่วยไกด์เราได้ว่าควรเดินไปทางไหน อย่างไร สำหรับบุคลากรใหม่ๆ ที่เพิ่งเริ่มงาน เป็นต้น
อีกอย่าง เพื่อไม่ให้การทำงาน เป็นการทำงานแบบรอคำสั่ง เข็มทิสสามอันนี้ ก็จะช่วยให้เค้ามีความคิดด้านการทำงานที่ creative มากขึ้น
...
และอื่นๆ ในการอบรม ไม่ว่าจะเป้นระบบ ระเบียบต่างๆ (หลายระบบ และระเบียบ เราได้ออกเป็นเฉพาะกิจ เพื่อรับกับคณะฯ ที่เพิ่งเปิดตัวอย่างคณะวิทย์ได้ และหากอะไรๆเติบโตมากกว่านี้ ก็อาจจะมีการปรับเปลี่ยนต่อไป) และหลายอย่าง เราก็ได้ทำล่วงหน้าไป เพราะหากรอ มอย. งานมันจะไม่เดินเท่าที่ควร เพราะ มอย. เอง ก็ยังถือว่าใหม่อยู่ มหาลัยโตเร็ว เร็วกว่าการเติบโตด้านการทำงานของบุคลากร ทำให้ หลายๆอย่างยังต้องตามเช็ดตามล้างเหมือนกัน
...
SK
ขอบคุณครับ ดร.ซอบีเราะห์
ผมว่าอาจารย์เห็นภาพการประกันคุณภาพของมหาวิทยาลัยเหมือนๆ กับผมครับ ซึ่งผมสรุปได้ดังนี้ครับ
- ขาดคลังสมองในการกำหนดนโยบาย กรรมการทั้งหมดเป็นเพียงกำลังด้านแรงงาน
- อนุรักษ์นิยมไม่แสวงหานวัตกรรม
- ตามเช็ดล้างย้อนหลัง ไม่คิดวางแผนเพื่ออนาคต
- คุมอำนาจ ไม่สร้างอิสระให้กับหน่วยงานต่างๆ ในการสร้างระบบของตนเอง
- ไม่สามารถทำให้งานประกันเข้าสู่ระบบการทำงานปกติได้
ถ้าให้ผมคิดว่าจะแก้ยังงัย ผมตอบได้อย่างนี้ครับ
- ปรับโครงสร้างคณะกรรมการเพื่อให้เกิดกรรมการเชิงนโยบาล
- กระจายงานและการตัดสินใจสู่หน่วยงานย่อย เช่น คณะ ไม่ควรรวมศูนย์และทำให้ทุกอย่างเหมือนกัน
ขอบคุณครับอาจารย์ อ.อาลัม
ครับเราต้องรวมใจเป็นหนึ่งครับ เพื่อก้าวเดินที่มั่นคง
มันคงไม่ถึงขนาดนั้นหรอกค่ะ ส่วนตัว มองปัญหาเรื่องประกันอีกแบบค่ะ นั่นคือ
เรา(หลายๆคน แต่อาจจะไม่ทุกคน)เริ่มตระหนัก ในเรื่องประกันคุณภาพฯ หลังจากที่มหาลัยเริ่มก่อตั้งไปแล้วระยะหนึ่ง ทำให้หลายๆอย่างก่อนหน้านั้น ยังไม่ได้อยู่ในระบบที่ประกันคุณภาพได้ขีดเส้นไว้ (*1*)
แต่ในเมื่อเราตัดสินใจพาระบบของเรา เข้าสู่ระบบของประกันคุณภาพฯ เราจำเป็นต้องเตรียม SAR ของหน่วยงานเรา สำหรับปีการศึกษานั้นๆทันที ในเวลาเดียวกัน เราสามารถเตรียมวางแผนและปรับโครงสร้างงาน เพื่อให้สอดคล้องกับสิ่งที่ประกันคุณภาพฯได้ขีดเส้นไว้ โดยที่ปีการศึกษาต่อๆไป ระบบของเราก็น่าจะสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
ก็เท่านั้นเองค่ะ
ณ วันที่เราเริ่มพาระบบเข้าสู่ประกันคุณภาพ เป็นธรรมดาที่ SAR จะเก้ๆกังๆ แต่มันก็ทำให้เราเริ่มเข้าใจแล้วว่า โอเค หากต้องการให้ SAR เราสมบูรณ์ยิ่งๆขึ้นไป เราควรปรับอะไรบ้าง
ทีนี้ สิ่งที่ได้เขียนไปตอนต้น ว่าเรายังอยู่ในระยะตามเช็ดตามล้าง หมายถึงว่า เราอยู่ในระยะเตรียม SAR โดยข้อมูลต่างๆ มาจากยุคที่เรายังไม่ได้ตื่นตัวเรื่องประกันคุณภาพฯ เท่าที่ควร
นั่นเป็นเหตุผล ที่ทำไม ได้เขียนไปว่า "ส่วนตัวแล้วเชื่อว่า ปี 51 เป็นต้นไป น่าจะเป็นอะไรที่รูทีน มากกว่านี้ และงานส่วนนี้ ก็จะประกอบไปด้วยจำนวนคนที่น้อยลง แต่ชัดมากขึ้น อินซาอัลลอฮ์"
เงื่อนไข ที่จะทำให้เหตุผลนี้ ได้รับการแก้ไขคือ: การทำงานด้านประกันคุณภาพฯที่ยังอยู่ในยุคตามเช็ดตามล้างนั้น อย่าลืมทำงาน ปรับแผน โครงสร้าง และระบบต่างๆ ให้สอดคล้องกับด้านประกันคุณภาพฯ และเข็มทิศอีกสองอันที่ได้เกริ่นไปก่อนหน้านั้นด้วย
**แต่ปัญหาของเรา มอย. ที่สัมผัสบ่อยๆคือ** พอเราทำงานนี้แล้ว เราแทบจะทิ้งงานอื่นเลย จริงๆแล้ว ถึงแม้ว่าตอนนี้ เราอยู่ในยุคตามเช็ดตามล้างก็ตาม เราก็ต้องทำงานด้านการปรับทุกสิ่งทุกอย่างไปพร้อมๆกัน ซึ่งแปลว่า เราอาจจะต้องทำงานสองสามเท่า น่ะค่ะ
-----------------------------
ตรงนี้ ขอขยายความส่วนที่เขียนไป (*1*)
จริงๆ การที่เราไม่ได้ทำงานให้สอดคล้องกับสิ่งที่ประกันคุณภาพฯได้วางไว้ ไม่ได้แปลว่า การงานต่างๆของ มอย. ไม่มีคุณภาพ แต่ถ้าจะให้เปรียบเทียบง่ายๆ คงจะแบบว่า เราเตรียมสอบวิชาภาษาไทย แต่พอเข้าห้องสอบ ทำให้รู้ว่า จริงๆแล้วเค้าสอบวิชาประวัติศาสตร์ ^_^ ก็เท่านั้นเอง (อาจจะเป็นการยกตัวอย่างที่ไม่สมบูรณ์นัก แต่คงจะพอสื่อกันได้บ้าง)
ขอบคุณครับ ดร.ซอบีเราะห์
ผมพูดกับหลายคนว่า ผมยังไม่เห็นแสงสว่างสำหรับปีหน้าเลยครัย