ผมเพิ่งส่งต้นฉบับงานแปลหนังสือที่ชื่อว่า "Maturity" ให้ทางสำนักพิมพ์ครับ ...ถือเป็นผลงานการแปลเล่มที่สาม หลังจากเล่มแรกที่ชื่อว่า "intuition: ปัญญาญาณ" และเล่มที่สองที่ชื่อว่า "หลุด: freedom"
คนเริ่มถามผมว่า “ติดใจอะไรนักหนา ถึงได้แปลแต่งานของ Osho” ผมมักจะตอบไปสั้นๆ ว่า “คงเป็นเพราะว่าถูกจริต” ที่ว่าถูกจริตนั้น ก็ตรงที่ Osho ชอบใช้คำที่แรงๆ ถึงผมจะไม่ใช่ “ซาดิสต์” แต่ก็รู้สึกว่าบางทีการใช้คำแรงๆ (แต่สุภาพ) นั้นก็เป็นสิ่งที่จำเป็น ผมเองเวลาที่ทำหน้าที่เป็นวิทยากร ก็มักจะเลือกใช้คำที่ “แทงใจดำ” ผู้ฟังเหมือนกัน เพื่อให้สามารถ “เขย่า” เข้าไปในใจผู้ฟังได้ ....นี่คือการถูกจริตข้อแรกของผม
ถูกจริตข้อที่สองก็ตรงที่ Osho มักจะใช้การเล่าเรื่อง (Storytelling) ประกอบการนำเสนอของเขา ทำให้สิ่งที่เขาสื่อออกมานั้น เป็นเรื่องที่สนุกสนาน น่าติดตาม สำหรับการถูกจริตข้อที่สามของผมก็ตรงที่ Osho มักจะนำเสนอประเด็นต่างๆ ในลักษณะที่ “กัดไม่ปล่อย” คือถ้าเรื่องไหนที่เขาเห็นว่าสำคัญแล้ว เขามักจะย้อนกลับมาที่เรื่องนั้นอยู่บ่อยๆ พูดซ้ำไปซ้ำมาจนสิ่งนั้นเริ่มซึมเข้าไปข้างใน ทำให้เรา “Get” จนได้
การที่ผมบอกว่าถูกจริตนี้ ก็มิได้หมายความว่า ผมเห็นด้วยกับทุกคำพูดของเขานะครับ ตัวอย่างเช่นในเล่มนี้ เขาเน้นเหลือเกินเรื่องที่พยายามจะบอกว่า "อย่าไปกดทับกับความรู้สึกทางเพศ" ผมแปลไป ก็เสียวไป เกรงว่าลูกชายที่อยู่ในวัยรุ่นจะมาอ่านเจอ ...แต่ถ้ามาอ่านเจอจริงๆ ก็เป็นสิ่งที่ต้องมา Discuss กันครับ ....
เอาเป็นว่าถ้าใครสนใจในแนวคิดของ Osho แต่ไม่อยากอ่านหนังสือ ...ทางสำนักพิมพ์ Mind Publishing ได้จัดงานสัมมนาให้ผมไปพูดเรื่อง "การบริหารชีวิตตามวิถีคิดของ Osho" ในช่วงวันหยุด 6 เมษานี้ (วันจักรี) ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ สนใจดูรายละเอียดได้ ที่นี่ หรือติดต่อที่โทร 0-2734-3450 ต่อ 203 ครับ
เห็นด้วยอย่างหนึ่งค่ะ ว่า Osho เขียนเน้นๆ ถึงสิ่งที่เขาต้องการเน้น
อ่านปิ๊งแว๊บที่อาจารย์แปลแล้วค่ะ
เป็นครั้งแรกที่ได้รู้จัก Osho ค่ะ
อ่านแล้วก็ค่อนข้างจะคล้อยตามบางประเด็นที่ Osho เขียนถึงการไม่คิดเพื่อไปสู่ปัญญาญาณ
มีความเห็นส่วนตัวถึง Osho ว่าถึงแนวคิดจะโน้มเอียงทางตะวันออก แต่คำที่ใช้ บางทีก็อิงหลักการศึกษาปรัชญาตะวันตก ตัวอย่างที่ว่า "คิดแบบผู้หญิง" เพราะเรื่องบทบาทหญิงชาย มีแนวคิดหรือรากมาจากตะวันตกในยุคหลายสิบปีมาแล้ว
ก็น่าสนใจติดตามค่ะ
เอาเป็นว่ารออ่านเรื่องใหม่นี้ค่ะ
Osho ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากว่าเป็น "The God of Free Sex", "The Sex Guru", etc
คุณรับได้ไหมกับที่กล่าวว่า ???
... He found divinity in sexuality and allegedly taught his disciples, to follow free sex as a way to nirvana.
ดิฉันคนหนึ่งแหละค่ะที่รับไม่ได้ ในฐานะศิษย์คนหนึ่งขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้า ดิฉันขอยืนยันว่าพระพุทธองค์ไม่เคยสอนเช่นนี้ ลองกลับไปศึกษาพระไตรปิฏกให้ลึกซึ้ง แล้วจะเข้าใจถึงเหตุผล
จะปล่อยให้สิ่งเหล่านี้เผยแพร่ต่อไปหรือ ???
ขอทุกท่านโปรดใช้วิจารณญาณอย่างสูง !!!
Osho ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากว่าเป็น "The God of Free Sex", "The Sex Guru", etc
คุณรับได้ไหมกับที่กล่าวว่า ???
... He found divinity in sexuality and allegedly taught his disciples, to follow free sex as a way to nirvana.
ดิฉันคนหนึ่งแหละค่ะที่รับไม่ได้ ในฐานะศิษย์คนหนึ่งขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้า ดิฉันขอยืนยันว่าพระพุทธองค์ไม่เคยสอนเช่นนี้ ลองกลับไปศึกษาพระไตรปิฏกให้ลึกซึ้ง แล้วจะเข้าใจถึงเหตุผล
จะปล่อยให้สิ่งเหล่านี้เผยแพร่ต่อไปหรือ ???
ขอทุกท่านโปรดใช้วิจารณญาณอย่างสูง !!!
ดิฉันหวังว่า Beyond "KM" คงจะใจกว้างพอที่จะเปิดรับฟังความคิดเห็น และไม่ delete ทิ้ง
ขออนุญาตต่ออีกนิดค่ะ
หนังสือเป็น"สื่อ" ที่กว้างมากในหลายระดับ และคงอยู่ยาวนาน อาจเป็นสิบ ๆ ปี อีกทั้งวิจารณญาณของผู้อ่านก็แตกต่างกันออกไป ทำให้อาจมีการตีความและความเข้าใจที่แตกต่างกัน ซึ่งจะมีสักกี่คนที่จะได้มีโอกาสมา discuss กันคะ
โดยเฉพาะวัยรุ่นหากตีความออกนอกลู่ นอกทางไป ทำนองเดียวกับที่คุณเองก็ยังเป็นห่วงลูกชาย แล้วลองนึกถึงคนเป็น "ลูกสาว" ดูบ้างสิคะ ทุกวันนี้สังคมก็มีสิ่งล่อแหลม ยั่วยุชักจูงเต็มไปหมดอยู่แล้ว หาทางช่วยกันจรรโลง สร้างสรรค์ มิดีกว่าหรือ
การที่คุณออกตัวว่าไม่ได้เห็นด้วยกับทุกคำพูดของเค้า เป็นข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้นเลยจริง ๆ ค่ะ
ดิฉันคิดว่าการทำหน้าที่ของ "สื่อ" ถึงแม้จะเป็นงานแปล ก็ควรจะมี "จรรยาบรรณ และ จริยธรรม" ในการคัดสรร กลั่นกรองสิ่งที่จะนำเสนอให้เหมาะสม
โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีบทบาทหน้าที่ในการจัดการความรู้ของประเทศ ควรมีสำนึกในความรับผิดชอบต่อสังคมโดยรวมมากกว่าธรรมดาด้วยค่ะ
จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา
ยิ้ม... ขอบคุณ... แล้วจะ "แผ่เมตตา" ไปให้ครับ ...
เป็นการแสดงความคิดเห็น "สะท้อน" มุมมอง... เพื่อการไตร่ตรอง ... ปรับปรุง สร้างสรรค์...
ลองหยุดทบทวนสักนิดดีมั๊ยคะ
ขอบคุณค่ะ ที่จะแผ่เมตตาให้ และที่สำคัญ อย่าลืม "แผ่เมตตา" ให้ตัวเองด้วยนะคะ
เนื่องจากดิฉันมีภารกิจอื่นที่สำคัญกว่ารออยู่ จึงขอยุติกระทู้นี้ไว้ตรงนี้
ดิฉันได้ทำหน้าที่เป็น "กระจก" เล็ก ๆ บานหนึ่งแล้ว ที่เหลือขึ้นอยู่กับ "ดุลยพินิจ และวิจารณญาณของแต่ละท่าน" ค่ะ
ท้ายสุด...
สัพเพ สัตตา อะเวรา โหนตุ
อัพพะยาปัชฌา โหนตุ
อะนีฆา โหนตุ
สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งสิ้น
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย
จงมีความสุขกาย สุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเทอญ
อะหัง สุขิโต โหมิ
อะหัง นิททุกโข โหมิ
อะหัง อะเวโร โหมิ
อะหัง อัพยาปัชโฌ โหมิ
สุขี อัตตานัง ปะริหะรามิ
ขอให้ข้าพเจ้ามีความสุข
ขอให้ข้าพเจ้าปราศจากความทุกข์
ขอให้ข้าพเจ้าปราศจากเวร
ขอให้ข้าพเจ้าปราศจากอุปสรรคอันตรายทั้งปวง
ขอให้ข้าพเจ้าจงมีความสุขกายสุขใจ รักษากายวาจาใจให้พันจากความทุกข์ภัยทั้งปวงเถิด
เย่ยยย….สงสัยจะเข้าใจคำว่า “แผ่เมตตา” ไม่ตรงกัน?? -_-!
mature--->สุกงอม
อาจารย์ครับ maturity เป็นคำนามของคำว่า mature แปลเป็นภาษาไทยแบบเด็กโง่ๆ ก็แปลว่า "ความสุก"----> พ้องเสียงกับคำว่า "ความสุข" พอดีเลยครับ 555 ขำๆ มั้ยครับ แก้เครียดๆ
พอวันศุกร์ เราก็สุกงอม แล้วเราก็มีความสุข (55 เกี่ยวมั้ยเนี่ย?) ^_^!
บางคนชอบมะม่วงเปรี้ยว ระดับความสุกก็สีเขียวๆ
บางคนชอบหวานๆ ระดับความสุกก็สีเหลืองๆ หน่อย
55 มีหน่วยวัดด้วยเห็นมั้ยครับ ^_^! ....โอย ชักเพี้ยนใหย๋แล้ว ของตัวกลับไปลงปรักก่อนนะคับ...มออ
ขอออกความเห็นบ้างครับ ในความร้อนแรงของบทความนี้ (หลังจากได้อ่านติดตามบทความของอาจารย์มาพักหนึ่ง)
ตามจรรยาบรรณ ของผู้แปล ตามความเข้าใจของผมนั้น (ซึ่งถ้าผมเข้าใจผิดก็ต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้เลย) ผมเข้าใจว่าน่าที่จะต้องแปลบทความให้ตรงกับต้นฉบับของผู้เขียนมากที่สุด ผู้แปลย่อมไม่มีสิทธิ์ที่จะเข้าไปใส่ความเห็นหรือเบี่ยงเบนสิ่งที่ผู้เขียนได้เขียนได้ถ่ายทอดออกมา
การเลือกที่จะรับหรือไม่รับสิ่งใดนั้นควรที่จะอยู่ที่ดุลยพินิจของแต่ละบุคคลนะครับ การที่เราละทิ้งสิ่งที่ดีๆส่วนมากในบทความของ Osho เพียงเพราะ Osho มีความคิดบางอย่างซึ่งไม่ถูกกับจริตเราผมว่าน่าเสียดายนะครับ
หนังสือของ osho อ่านแล้วต้องรู้จักคิดครับ บ่อยครั้งที่แรงเหลือเกิน (เพื่อนผมคนหนึ่งใช้คำว่าถึงพริกถึงขิง) นอกจากเรื่อง sex แล้ว osho ยังเห็นด้วยกับอาหาร GMO เห็นด้วยกับการโคลนนิ่ง การปรับปรุงยีนของมนุษย์ ฯลฯ และสุนทรียสุขอีกหลายๆ อย่าง แต่การทำความรู้จักกับ osho นั้น การ quote เฉพาะบางส่วนมา discuss กันก็เป็นสิ่งไม่สมควรครับ ถ้าเช่นนั้นไม่เฉพาะ osho หรอกครับ คุณ quote คำพูดของใครก็ได้ เลือกที่มันดูแย่ๆ แล้วเอามายำใหม่ เอามาพูดใหม่ มันก็ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดได้ทั้งนั้น ซึ่งหากผมเข้าใจไม่ผิดเงื่อนไขหนึ่งของการแปลหนังสือของ osho จากมูลนิธิเขา คือต้องรักษาข้อความดั้งเดิมครับ ไม่ให้ไปต่อเติมเสริมแต่ง หรือตัดออก
osho ไม่เพียงให้เก็บกดความรู้สึกทางเพศนะครับ ยังไม่ให้เก็บความโกรธ อารมณ์ทุกข์ สุขอื่นๆ อีกด้วย ซึ่งไม่ได้หมายความว่าไม่เก็บความโกรธ เวลาใครมาตีหัวเรา แล้วเราจะต้องไปตีหัวเขา การไม่เก็บกดความรู้สึกทางเพศก็ไม่ใช่ให้ปะฉะดะไม่เลือกหน้า คำว่า free sex ของ osho ก็มีความหมายเฉพาะ แต่แน่นอนครับว่ามีคนเอา osho ไปอ้างเพื่อประโยชน์สุขส่วนตัวก็ไม่น้อยครับ ซึ่งเช่นเดียวกับที่เอาพระเยซูไปอ้าง เอาพระพุทธเจ้าไปอ้างก็ไม่น้อย
ขอโทษนะครับสำหรับพระไตรปิฎก ผมไม่ใช่พระ เป็นคฤหัสถ์ก็รักษาศีลห้า ซึ่งไม่มีข้อไหนห้าม free sex ขอให้พิจารณาศีลข้อนี้ให้ดีนะครับ
กาเมสุมิจฉาจาราเวรมณีสิกขาปทังสมาทิยามิ ศีลข้อนี้มีองค์ห้าคือ
๑. อคมนียวตฺถุ วัตถุที่ไม่ควรถึง (คือชาย หรือหญิงที่มีเจ้าของ หรือมีผู้คุ้มครองดูแลรักษา)
๒. ตสฺมึ เสวนจิตตํ จิตคิดจะเสพในวัตถุนั้น
๓. เสวนปฺปโยโค พยายามที่จะเสพ
๔. มคฺเคน มคฺคปฺปฏิปตฺติ อธิวาสนํ ทำมรรคต่อมรรคให้ถึงกัน
ไม่มีข้อไหนบอกให้มีเมียเดียวหรือผัวเดียว เพียงแต่อย่ายุ่งกับลูกเมียชาวบ้าน (ที่ถือว่าอยู่ในปกครองเท่านั้นด้วย) ไม่ผิดต่อประเพณีท้องถิ่น แต่เวลาพระสอนท่านก็กลัวชาวบ้านจะเอาไปอ้างนู่นอ้างนี่ก็สอนเกินไว้เสียเลยว่าอย่ายุ่งกับลูกเมียชาวบ้าน จบ ไม่ต้องอธิบายกันต่อ ป้องกันพวกชอบตีความด้วย (เช่นผมเป็นต้น)
คุณน้องทิงนี่คนเดียวกับที่เจอในบอร์ดอ.สุวินัยบ่อยๆ ไหมครับ
ดีนะคะที่มีเวที ลปรร. ในเรื่องนี้ด้วย
ต่างจิต ต่างใจกันไป แปลกดี
หนังสือให้ประโยชน์กับคนอ่าน ถ้าคนอ่านเปิดมิติของตนเองไว้อย่างถูกตรงแล้ว "จริต" ที่ตรงนั้นเราก้เปิดรับนั่นเอง
แต่ถ้าคุณตั้งป้อมไปแล้วว่า "ฉันไม่ชอบ" คุณก็คงไม่มีทางเข้าถึงเขาแม้ว่าภายในนั้นจะมีสิ่งดีๆ อีกมากมาย มากกว่าความเป็น"ตัวตน" ของเขา
ดีใจค่ะที่อาจารย์แปลงานของท่านโอโชออกมาอีก
ชอบ....เชียร์สุดใจ...ค่ะ
สวัสดีครับคุณจุมพฏ...(ก็ไม่ถึงกะบ่อยนะ)ครับ...ผมสนใจงานเขียนของอาจารย์ทั้งสองท่านเลยครับ^_^
...มุกที่ปล่อยไป (maturity = ความสุก) นี่ไว้ขำๆ เฉยๆ อ้ะครับ ยังไม่เคยอ่านจริงๆ หรอกนะครับ (หากผิดเพี้ยนไป ขออภัยทุกท่านที่อาจเคยอ่านฉบับภาษาอังกฤษแล้ว) แต่เท่าที่ดูในเว็บขายหนังสือมันจะมีสโลแกนว่า
Maturity means the same is innocence, only with one difference: it is innocence reclaimed, it is innocence recaptured.
ก็ไม่รู้จะ สุก ก่อนค่อย สุข หรือเปล่า ติดตามกันต่อไปนะครับ ^_^!?
เห็นด้วยครับ ที่ว่าอย่าไปกดทับกับความรู้สึกทางเพศ ผมคิดว่าจริง และมีหลายแนวทางที่ไม่ไปกดทับปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติและไม่ผิดศีล 5 ทางพุทธไม่ผิดจริยธรรมสังคมได้ เรื่องนี่เป็นเรื่องที่ธรรมชาติระดับสัญชาตญาณสร้างให้เรามา...
คิดว่าควรจะมีการพูดคุยขยายความเรื่องนี้กันว่าทำอย่างไรไม่ไปกดทับธรรมชาติทางเพศของความเป็นมนุษย์ โดยไม่ใช่วิธีมั่ว Sex หรือวิธีการทรามๆ
ส่วนหนังสือเรื่อง Intuition นี้ทำให้ได้เข้าถึงสถาวะจิตว่างไร้การปรุงแต่งได้เป็นครั้งแรกและทรงอยู่ในอารมณ์นั้นได้นาน..
เริ่มรู้สึกได้กับถึงญาณที่เรียกว่าปัญญาณญาณจริงๆ มีตัวอย่างง่ายๆ เช่นทำของหาย หาเท่าไรก็ไม่เจอ พยายามนึกทบทวนว่าไปที่ไหนมาบ้าง น่าจะหล่นหายที่ไหน พอเลิกคิดทบทวนทำสมธิตื่นรู้เข้าสู่จิตว่าง... ขามันเดินไปหาของนั้นเองเลยครับ นั้นเป็นประสบการณ์ครั้งแรกเกี่ยวกับ ปิ้งแว็บ
หลายอย่างไม่สามารถสำเร็จด้วยความคิดครับ การไม่กดทับความรู้สึกทางเพศนั้น ไม่ใช่หมายความให้ไปมั่ว แต่หากรู้จักแนวทางปฏิบัติ สามารถนำอารมณ์ทางเพศ หรือฮอร์โมนเพศไปใช้ประโยชน์ได้ ซึ่งมีทั้งหลักปฏิบัติของทางโยคะ หรือของเต๋า หรือแม้แต่ท่าน Osho ก็ออกแบบระบบการฝึกโดยอิงกับหลักตันตระวิธีขึ้นมาด้วยครับ โดยผ่านการปฏิบัติมันจะเป็นเรื่องตลกที่ขัดแย้งครับ เช่นในการปฏิบัติไม่ว่าจะเป็นทางเต๋า หรือทางตันตระ คุณจะมีสมรรถภาพทางเพศเพิ่มขึ้น แต่หากคุณมีเพศสัมพันธ์มากเกินไป หรือไม่ถูกวิธี มันก็มีผลต่อการปฏิบัติและขัดขวางความก้าวหน้าในการปฏิบ้ติอย่างชัดเจน ทั้งยังทำให้เห็นผลเสียต่อร่างกายจริงๆ ด้วยตนเองจริงๆ ไม่ใช่วามีผลเสียเพราะหมอ ครู หรือพระ บอกมา แต่ตัวเองไม่ได้รู้สึกว่ามีอะไรเสียหาย
ในการปฏิบัติตามแนวสติปัฏฐาน ก็ไม่ได้ให้กดทับหรือเก็บอารมณ์ความรู้สึกครับ เพียงแต่ให้รู้เท่าทัน มองเห็นตามความเป็นจริง เห็นการทำงานของมัน เท่านั้นก็จบกระบวนการ แต่นี่ก็ไม่ใช่เรื่องแค่ว่าคิดเอาแล้วจะสำเร็จอีกเหมือนกัน ต้องอาศัยการฝึกฝน ความเข้าใจ หรือตำราเป็นแค่ป้ายบอกทาง แต่ผู้ฝึกต้องเดินไปเอง ไม่ใช่ยึดเอาป้ายเป็นสาระ
ส่วนคนที่อ้างหลักไม่กดทับความรู้สึกทางเพศเพื่อไปมั่ว sex ก็เพียงแต่อ้างเอาประโยชน์ของตนเองเท่านั้นแหละครับ ใครพูดอะไรถูกหูก็ยกมาอ้าง แต่พอให้ปฏิบัติก็ไม่ทำ หรืออะไรที่ไม่ชอบใจก็แกล้งละไว้
อยากได้หนังสือต้นฉบับภาษาอังกฤษ ช่วยรบกวน อ.ประพนธ์ช่วยแนะนำว่าจะหาได้ที่ไหนครับ เพื่อจะได้เอาไปใช้อ้างอิงงานวิจัยของตนเอง ช่วยบอกหน่อยนะคับจะรอนะครับ
ช่วยเขียนแนะนำทางอีเมลนะครับ[email protected]
ผมว่าคนที่จะอ่านหนังสือของโอะโชต้องเป็นคนที่อยู่ในระดับหนึ่ง
เหมือนกับที่คนโบราณ(ซึ่งเห็นแก่ตัว)ไม่ยอมให้เรียนรู้พุทธศาสนาในระดับปรมัติ
มันก็แปลกนะที่ดูหนังละครมีบทโป๊เยอะแยะไม่ค่อยมีใครต่อต้าน
คนโกงชาติโกงแผ่นดิน สื่อที่บิดเบือนความจริง ก็ไม่มีใครต่อต้าน
การพูดเรื่องจริงกลับเป็นสิ่งผิด แปลกจริงๆ แต่ถ้าอ่านหนังสือของโอะโชแล้วจะเห็นว่าไม่แปลก คนที่ไหนก้เป็นอย่างนี้แหละ
ผมได้อ่านหนังสือของOshoแล้วรู้สึกว่าเหมือนงานของท่านพุทธทาสมาก เช่นที่ Osho บอกให้ทำจิตให้บริสุทธิ์ ไร้เดียงสา แบบเด็กๆก็หมายถึงการไม่มีตัวตนยึดมั่นถือมั่นในดีในเลว ในสุขในทุกข์มากเกินเหตุ เหมือนดังที่ท่านพุทธทาสสอน และการทำจิตให้ว่างปราศจากความคิดเสียบ้างเป็นไอเดียที่ดี เพราะจะทำให้เราสามารถสื่อสารกับ Higher-self หรือตัวตนที่สูงกว่าหรือปัญญาญาณ ได้เป็นอย่างดีซึ่งพระพุทธเจ้าก็ใช้หลักการนี้จนพระองค์ตรัสรู้ เพียงแต่เราไม่เก่งอย่างพระองค์เราก็แค่ปิ๊งแว้บในเรื่องสำคัญๆบางอย่างเช่น ควรเรียนต่อที่ไหน ผู้หญิงคนนี้เหมาะกับเรามั้ย หรือฉันควรจะเลือกงานเงินเยอะๆหรืองานที่ฉันรักแต่เงินน้อยกว่าดีเป็นต้น Oshoนั้นเน้นมากเลยเรื่องการรู้จักให้ความรักความเมตตา ซึ่งอ่านยังไงๆก็เหมือนศาสนาพุทธไม่มีผิดเพี้ยน ส่วนเรื่องข้อกล่าวหาที่บอกว่า Osho สอนให้ Free sex นั้น ผมคิดว่าคุณพูดแรงเกินไป เพียงแต่สัญชาตญาณไม่ว่าจะเรื่องทางเพศ หรือการหลั่งอะดรีนะลีนพอเจอสิ่งที่หน้ากลัวหรือกระทั่งการกระพริบและการหายใจนั้นถ้าปล่อยไปตามธรรมชาติไม่มีทางจะมีเซ็กต์มั่วอย่างสังคมสมัยนี้ เพราะธรรมชาติได้สร้างให้มันมีในภาวะที่ถูกต้องเหมาะสม เหมือนเป็นการมอบความรักของเราให้กับคู่ของเรา แต่จากสื่อทางทีวี และหนังสือทางเพศที่มากเกินไปทำให้วัยรุ่นสมัยใหม่มี Sex กันอย่างสุดโต่ง หรือยึดติดมันมากเกินไปจึงเป็นปัญหา แต่ถ้าปล่อยไปตามธรรมชาติอย่างที่Oshoกล่าวไม่มีทางเป็นปัญหาแน่นอนครับ เหมือนเราปล่อยจิตใจไปตามธรรมชาติไม่มีอวิชชา กิเลส ตัณหาครอบงำ การรู้แจ้งก็เกิดขึ้นนั่นแหละครับ