มีหลายท่านที่สนใจกระบวนการถอดบทเรียน บางครั้งศัพท์แสงทางวิชาการทำให้เรามึนงงกันไปบ้าง เพราะอันที่จริงคุยกันแบบลูกทุ่งก็ได้ แต่ใช้ศัพท์วิชาการมากก็เกิดอาการ "งง" และ "มึน" ทำให้เสียบรรยากาศของการเรียนรู้ไปครับ

แต่ผมจะบอกว่าอย่างเพิ่งเบื่อเลยครับ เพราะเราจะต้องอ่านงานวิชาการ หรือข่าวสารต่างๆล้วนแต่มีศัพท์ยากๆให้เราขบคิดอยู่เรื่อยไป การเรียนรู้นั้นอยู่ที่ใจ หากใจรักที่จะเรียนเรื่องยากนั้นก็กลายเป็นเรื่องที่ง่ายได้

"การถอดบทเรียน" เป็นส่วนหนึ่งในการจัดการความรู้ ผมเข้าใจว่ามีหลายท่านใน gotoknow เขียนมาบ้างแล้ว แต่ผมจะเขียนในมุมของผมอีกทีครับ เพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจ ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ยึดติดในเครื่องมือนะครับ  พอล ฟายเออราเบนด์(Paul Feyerabend) นักปรัชญาวิทยาศาสตร์ผู้เขียนหนังสือ" Against Method" กล่าวว่า "การยึดติดในวิธีวิทยาอย่างใดอย่างหนึ่งจะเป็นตัวขัดขวางความก้าวหน้าในการพัฒนาองค์ความรู้ "

ดังนั้นการไม่ยึดติดก็หมายถึงการไร้กระบวนท่า แต่ลีลายุทธ งดงาม กระบวนการต่างๆที่ผมใช้ในเวทีเรียนรู้ผมใช้วิธีการถอดบทเรียนนี้ในชีวิตประจำวันตลอดเวลา แต่ถอดบทเรียนเล็กใหญ่ก็แล้วแต่กิจกรรมครับ

ถอดบทเรียน ประกอบด้วย ๒ คำ

คือ "ถอด" + "บทเรียน"

คำว่า "ถอด" ก็แปลความหมายได้โดยตรงครับ

ส่วน "บทเรียน" (Lesson Learned) คือ "ถ้า...จะเกิดอะไรขึ้น" (เช่นเรา ไม่อ่านหนังสือสอบ เราก็สอบตก ,ถ้าเราไม่เอาใจแฟน แฟนก็น้อยใจ)  บทเรียนจะอธิบายเหตุการณ์และเงื่อนไขที่เกิดขึ้น และคำอธิบายนั้นต้องมีคุณค่าในการนำไปปฏิบัติ ซึ่งคำอธิบายที่ชัดเจนจะต้องมีตัวชี้วัดที่ดี ที่สะท้อนว่าเกิดอะไรขึ้น และเกิดการเรียนรู้ในกระบวนการนั้น (http://www.mande.co.uk/dose/lesson.htm)

บทเรียนจะต้องระบุว่า "อะไรใหม่" (What)  หรือ "อะไรคือข้อมูลใหม่" บทเรียนต้องมิใช่การเล่าเรื่องในอดีตเท่านั้น

ลักษณะบทเรียนอาจจำแนกได้ ๒ แบบ ครับ

  • บทเรียนที่เกิดขึ้นทันทีเมื่อจบเหตุการณ์(Active process)
  • บทเรียนที่เก็บสะสมข้อมูลในอดีต (Passive process)

สำหรับแนวทางการถอดบทเรียน นั้น มีมากกว่าการตั้งคำถามว่า "ได้บทเรียนอะไรจากการทำงานในปีที่ผ่านมา"  เราควรพิจารณาสิ่งต่อไปนี้

¤ การเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้น หากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไม่ควรไปแสวงหาคำตอบว่าได้บทเรียนอะไร

¤ หากมีผลสืบเนื่องที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงคล้ายๆกันต้องพยายามตอบให้ได้ว่า "อะไรสำคัญที่สุด" และ "ทำไมจึงสำคัญ"

¤ บทเรียน มิใช่ ความแตกต่างที่เกิดขึ้นระหว่างสิ่งที่คาดหมายกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง เพราะสิ่งนั้นคือสมมุติฐาน แต่หากมีสิ่งที่ไม่ได้คาดหมายเกิดขึ้นแสดงว่ามีอะไรทำให้เกิดความแตกต่าง และ "อะไร" ที่ทำให้เกิดความแตกต่างนั้นก่อให้เกิดผลต่อพฤติกรรมอย่างไร สิ่งนั้นคือบทเรียน

ผมขอยกเอาบทหนึ่งของหนังสือที่ผมเขียนมาอธิบายวงจรการถอดบทเรียน ครับ


 "...การจัดเวทีย่อยๆ ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในชุมชน เป็นโอกาสให้นักวิจัยชาวบ้านเข้ามาร่วมพูดคุย และนำข้อมูลมานั่งคุยกัน ตลอดจนทราบปัญหาและวิธีการแก้ไขแบบทันท่วงที

 

สิ่งที่นักวิจัยแต่ละหมู่บ้านในชุดโครงการทำทุกครั้งหลังการทำงานคือ กระบวนการ วิเคราะห์หลังปฏิบัติการ (After Action Review: AAR) เครื่องมือที่ใช้ในการถอดบทเรียน (Lesson Learned) เป็นเครื่องมือที่พวกเราใช้พัฒนาการเรียนรู้ในทุกขั้นตอนของวงจรโครงการ ทั้งเพื่อการจัดการในขั้นตอนที่เรียกว่า ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ (up-stream, mid-stream, down-stream management) โดยการตั้งชุดคำถามเหล่านี้

 

  • เราวางแผนกันอย่างไร อะไรคือจุดหมายของการปฏิบัติการ
  • เมื่อเราดำเนินการกิจกรรมไปได้ระยะหนึ่งแล้ว สิ่งใดเกิดขึ้น สิ่งใดไม่เป็นไปตามแผนที่วางแผนไว้ /ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
  • สิ่งใดเป็นไปตามที่วางแผนไว้/ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
  • เรามีปัญหาอะไรบ้าง
  • เราน่าจะทำสิ่งใดให้ดีขึ้นกว่าเดิมได้บ้าง
  • ในการดำเนินงานครั้งต่อไป สิ่งใดที่เราจะปฏิบัติแตกต่างจากครั้งที่ผ่านๆ มา
  • เรื่องทั่วๆ ไป ที่เราพบเจอในระหว่างกิจกรรมครั้งนั้นๆ

พ.ท.ปิยวุฒิ โลสุยะ เสนาธิการทหารบก หัวหน้าโครงการวิจัยที่บ้านรุ่งอรุณ ผู้เชี่ยวชาญยุทธการทางการทหาร ให้ความเห็นต่อการถอดบทเรียนแบบนี้ว่า เปรียบเสมือน “การตีเหล็กที่กำลังร้อน เป็นการสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ระหว่างกัน ระหว่างทหารชั้นยศต่ำ สามารถตั้งคำถามเพื่อการเรียนรู้จากนายทหารชั้นยศสูง ที่ในระบบทหารของประเทศไทยไม่ค่อยมีภาพแบบนี้สักเท่าไหร่”

กระบวนการศึกษาวิจัยสามารถใช้วัฒนธรรมการเรียนรู้แบบนี้ได้อย่างเต็มรูปแบบด้วย สุนทรียะสนทนา (Dialogue) ในสังคมบนพื้นฐานของความเท่าเทียมกัน (Equal basis) โดยมีพี่เลี้ยงที่เป็นคนนอกเป็นผู้ให้การสนับสนุน (facilitator) เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ให้ดีขึ้น..."

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

บางส่วนจากหนังสือ "กระบวนการเรียนรู้สู่เส้นทางสีขาว" โดย จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร ,กันยายน ๒๕๕๐

สนับสนุนโดย    สำนักงานกองทุนสนับสนุนงานวิจัย(สกว.)สำนักงานภาค 

 


ส่วนวิธีการ -กระบวนการที่เราใช้มีหลากหลาย เช่น

 

  • การเรียนรู้จากเพื่อน (Peer Assist - PA) พื้นฐานการเรียนรู้จากเพื่อน ได้รับการพัฒนามาจากบริษัท BP Amaco ซึ่งเป็นบริษัทน้ำมันของประเทศอังกฤษ เป็นการเชิญทีมภายนอก (ทีมเยือน) มาแบ่งปันความรู้ ประสบการณ์ให้กับทีมเจ้าของบ้าน (ทีมเหย้า)
  • และมีศัพท์ที่เราคุ้นๆกันบ่อยๆ AAR มาจาก (After Action review) ตามที่ผมยกเอาส่วนหนึ่งของหนังสือมาเขียนข้างบน แต่อยากไว้ว่าหัวใจของ AAR คือ การ"เปิดใจ" และ "ความมุ่งมั่นร่วม" ที่จะเรียนรู้มากกว่าวิพากษ์วิจารณ์
  • การถอดบทเรียนที่มีรายละเอียดลึกซึ้งมากว่า AAR คือ การเรียนรู้หลังการดำเนินงาน (Retrospect) นัยยะคือ ได้บทเรียนที่นำไปใช้ในโรงการต่อไป มิใช่เพื่อให้ทีมบรรลุเป้าหมายของงานเดิม
  • ที่เราใช้กันบ่อยๆในแวดวงการจัดการความรู้ ก็คือการเรียนรู้จากบทเรียนที่ดี หรือการปฏิบัติที่ดี(Good/Better/Best Practice)  บทเรียนที่ดี = การปฏิบัติที่ดี (Best Practice)  หลายๆครั้งที่เราจัดเวทีให้องค์กร หรือ ชาวบ้านมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้ฟังบทเรียน เป็นการแบ่งปันการเรียนรู้ เพื่อขยายสิ่งดีๆให้เกิดการต่อยอดยิ่งๆขึ้นไป
  • อีกวิธีการหนึ่ง ที่เราเรียกว่าแผนที่ผลลัพธ์(Outcome mapping)  ใช้ในการติดตามและประเมินผล โดยที่ "แผนที่ผลลัพธ์" ให้ความสนใจในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้เกี่ยวข้องในแผนงานพัฒนานั่นคือ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ความสัมพันธ์ กิจกรรม หรือการกำทำของคน กลุ่มคน หรือองค์ซึ่งร่วมกันทำงาน

บางเครื่องมือที่ใช้ในการถอดบทเรียนอาจฟังดูยาก ไม่เข้าใจ ผมได้นำLink ที่เกี่ยวข้องมาให้อ่านเพิ่มเติมครับ

อาจจะสามารถหาอ่านได้จากเอกสารวิชาการอื่นๆ แต่ผมก็ขอนำมาบันทึกเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันอีกครั้งครับ