มหาวิทยาลัยในประเทศไทย ล้วนได้รับการยอมรับจากสังคมอย่างเห็นได้ชัด น้อยนักที่สถาบันอันทรงเกียรติเหล่านี้จะถูกสังคมวิพากษ์ไปในทางเสื่อมถอย

ผมเพิ่งกลับถึงบ้านไม่ถึงครึ่งชั่วโมง   ตั้งใจจะกลับมาพักสักสองถึงสามชั่วโมงแล้วค่อยลุกไปลุยงานใหญ่   แต่ที่สุดก็ยังนอนไม่หลับ   เลยจำต้องหาอะไรทำเสียบ้าง  เผื่อบางทีอาจจะเหนื่อยและง่วงบ้างก็เป็นได้

พรุ่งนี้,  (อันที่จริงก็คือวันนี้  หรืออีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้านี้เท่านั้นเอง)   การสัมมนาเครือข่ายการประชุมเชียร์และรับน้องใหม่อย่างสร้างสรรค์ในกลุ่มสถาบันเครือข่ายบัณฑิตอุดมคติไทย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือก็จะดำเนินการขึ้น   โดยมหาวิทยาลัยมหาสารคาม  ได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดสัมมนาติดต่อกันสองวัน .

งานนี้ผมรับเป็นเจ้าของงานแบบเต็มร้อย   โดยไม่รู้เลยว่าจะผ่านพ้นไปได้ด้วยดีหรือไม่    แต่ผมและทีมงานก็เตรียมการติดต่อกันมาหลายวันอย่างหนักหน่วง    และกิจกรรมคราวนี้,   ผมเน้นให้นิสิตนักศึกษาจากสถาบันต่าง ๆ  ได้ทำการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันเป็นส่วนใหญ่   ใช้กระบวนการทางด้าน KM  เป็นเครื่องจักรช่วยขับเคลื่อน   รูปแบบวิธีการสัมมนาก็เป็นไปในแบบสไตล์ของผม  คือ  ไม่เน้นรูปแบบพิธีการ   แต่เน้นกระบวนการเป็นที่ตั้ง

 

ผมพยามยามสำรวจประสบการณ์ชีวิตตนเองที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมประชุมเชียร์และรับน้องใหม่เท่าที่จะทำได้     ซึ่งก็เป็นที่น่ายินดีว่า    ภาพต่าง ๆ  ยังคงแจ่มชัดอยู่เสมอ  -  เป็นภาพทั้งในฐานะนิสิตและฐานะเจ้าหน้าที่ที่ต้องดูแลและรับผิดชอบในด้านนี้โดยตรง   รวมถึงการรื้อค้นจากส่วนหนึ่งในบทความที่ผมเขียนไว้ร่วมสิบปี  ... ซึ่งส่วนหนึ่งของบทความอันยาวเหยียดนั้นได้กล่าวถึงเรื่องราวของการเชียร์และรับน้องใหม่ของมหาวิทยาลัยมหาสารคามในอดีตไว้ว่า ....

การประชุมเชียร์ หรือ “คลาสเชียร์” เป็นกลไกด้านกิจกรรมกลไกแรกที่สำคัญที่สุดในการช่วยหล่อหลอมและกล่อมเกลาให้นิสิตใหม่เกิดความรักและศรัทธาต่อมหาวิทยาลัย นำพานิสิตใหม่มาร่วมทำกิจกรรมบนพื้นฐานของมิตรภาพ โดยปราศจากการแบ่งแยกวิชาและคณะ ช่วยให้นิสิตใหม่มีเจตคติที่ดีในการอยู่ร่วมกันในนามสถาบัน ความรักและความผูกพันจะถูกถ่ายโยงจากรุ่นพี่สู่รุ่นน้องผ่านกิจกรรมต่าง ๆ อาทิ เพลงสถาบัน เกมและกีฬา ฯลฯ ก่อนจะเชื่อมโยงไปสู่ “กิกรรมประเพณี” ที่ยึดปฏิบัติสืบต่อกันมาอย่างยาวนาน อันเป็นตำนานเล่าขานความเป็น “รุ่น” อาทิ การเลือกประธานรุ่น กีฬาน้องใหม่ (ลอดซุ้ม - รับน้ององค์การ) คัดเลือกฮีโร่ ดาวมหาวิทยาลัย ถอดไทด์ใส่คัดชู ตามลำดับ ก่อนจะปิดท้ายปลายปีการศึกษาด้วยประเพณี “มอบรุ่น” ซึ่งจะปฏิบัติกันเมื่อรุ่นพี่เดินทางกลับมารับพระราชทานปริญญาบัตร

 

 

           ด้วยเหตุนี้การประชุมเชียร์จึงเป็นด่านแรกที่ทำหน้าที่เป็นเบ้าหลอมคอยหลอมรวมให้นิสิตใหม่รักและผูกพันกันเป็นหนึ่งเดียวทั้งชั้นปีก่อนจะย่างกรายสู่วิถีอื่น ๆ ที่มีอยู่อย่างหลากล้นในมหาวิทยาลัย


            ประสบการณ์ชีวิตอันเต็มไปด้วยสีสันจะถูกบ่มเพาะขึ้นบนพื้นฐานประวัติศาสตร์การประชุมเชียร์ เสียงเพลงและเสียงทักทาย ประกอบด้วยเสียงหัวเราะและคราบน้ำตาที่ก่อเกิดในห้วงระยะเวลา 1 เดือน คือประจักษ์พยานสำคัญที่สุดของการรวมเป็นหนึ่งเดียว ทั้งยังจะเป็นสิ่งการันตีได้ว่าอย่างน้อยที่สุดในห้วงเวลา 4 ปีในมหาวิทยาลัย “คุณจะไม่มี วันเดียวดาย” อย่างแน่นอน...!


          สำหรับนิสิตที่พลาดโอกาสเข้าร่วมประชุมการประชุมเชียร์ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากจะรู้สึกและสัมผัสได้อยู่ตลอดเวลาว่าในก้าวแรกของการเป็นนิสิตนั้นมีบางสิ่งบางอย่างหล่นหายไปและเมื่อย่างกรายเข้าสู่กิจกรรมประเพณีอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ “น้องใหม่” ก็ย่อมตกอยู่ในฐานะคนแปลกหน้า เช่นเดียวกับเมื่อเติบใหญ่มาเป็น “รุ่นพี่” ก็ยากยิ่งต่อการเป็นแบบอย่างของน้อง - ท้ายที่สุดยิ่งยากต่อการเป็น “ผู้นำนิสิต” ทั้งมหาวิทยาลัย...

          อย่างไรก็ดี การประชุมเชียร์ก็ใช่ว่าจะเป็นเพียงตำนานที่เลอล้นด้วยสายใยความรักความผูกพันเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นปฐมบทแห่งการจุดประกายไฟกิจกรรมให้นิสิตใหม่มีแรงใจไฟฝันที่จะเรียนรู้คุณค่าและความหมายอันแท้จริงของความเป็น “ปัญญาชน” โดยในวิถีของการประชุมเชียร์นิสิตใหม่จะมีโอกาสพบพานกับบรรดาผู้นำกิจกรรมจากองค์กรต่าง ๆ สัมผัสจริงกับกลิ่นอายและบรรยากาศของกิจกรรมอันหลากหลายรสชาติ ประกอบกับสถานการณ์ต่าง ๆ ในการประชุมเชียร์จะช่วยเสริมสร้างให้นิสิตใหม่สามารถพัฒนาบุคลิกภาพตนเองได้เป็นอย่างดี เป็นต้นว่า การฝึกให้นิสิตใหม่มีความเชื่อมั่นและศรัทธาต่อตนเอง กล้าคิด กล้าทำ รู้รักสามัคคีในผองเพื่อน อันเป็นรากฐานสำคัญก่อนเชื่อมโยงไปสู่การพัฒนาตนเป็น “ปัญญาชน” ดังปรัชญาของสถาบันที่กล่าวอ้างไว้อย่างชัดเจนว่า “ผู้มีปัญญาพึงเป็นอยู่เพื่อมหาชน”

          เหนือสิ่งอื่นใด แม้การประชุมเชียร์จะไม่ใช่กิจกรรมชี้วัดคุณค่าความเป็นนิสิตได้ทั้งหมด แต่ประวัติศาสตร์สามสิบสองปีก็ยืนยันชัดเจนแล้วว่า การประชุมเชียร์มีอานุภาพอย่างยิ่งในการหลอมรวมคนเข้าเป็น “หนึ่งเดียว” ทั้งในนามของ “รุ่น” และในนาม “มหาวิทยาลัย”

 

 

 

 

 

ตราบจนบัดนี้   ผมเองก็เชื่อและศรัทธาว่า  เนื้อแท้ของกิจกรรมเหล่านี้เป็นเรื่องราวอันดีงามทั้งสิ้น   หากแต่รูปแบบ  หรือวิธีการเท่านั้นที่เป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังเป็นที่สุด   เจตนาอาจจะแสนดีและเมื่อวิธีการผิด  หรือคลาดเคลื่อนก็ย่อมส่งผลกระทบไปสู่มิติอันขุ่นมัวได้

มหาวิทยาลัยในประเทศไทย  ล้วนได้รับการยอมรับจากสังคมอย่างเห็นได้ชัด  น้อยนักที่สถาบันอันทรงเกียรติเหล่านี้จะถูกสังคมวิพากษ์ไปในทางเสื่อมถอย   รวมถึงบัณฑิตที่จบจากมหาวิทยาลัย   ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่า  สังคมได้ให้เครดิตอย่างมหาศาล  แต่ในความเป็นจริง  ระยะหลังนี้ก็คงต้องยอมรับโดยดุษฎีว่า  มหาวิทยาลัยเริ่มถุกวิพากษ์ในทางลบอยู่บ้างแล้ว   โดยเฉพาะในเรื่องของการประชุมเชียร์และรับน้องใหม่นั้นก็เห็นได้ชัดเจน   เพราะพักหลังพบปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์และสื่อต่าง ๆ อย่างหลากหลาย  ซึ่งนั่นรวมถึงความเลวร้ายที่ส่งผลให้น้องใหม่ต้องจบชีวิตลงด้วยเหมือนกัน

 

  

 

 

ผมเองไม่รู้หรอกว่ากิจกรรมที่จะมีขึ้นจะประสบความสำเร็จกี่มากน้อย  หรืออาจจะล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่า  แต่ผมก้หวังแต่เพียงว่า   แต่ละสถาบันจะร่วมสร้างเวทีทางความคิดร่วมกันอย่างไม่มีพรมแดนในความเป็นสถาบัน  เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในเรื่องที่ควรจะต้องเปลี่ยนแปลง   ส่วนสิ่งใดที่ดีงามอยู่แล้ว  ผมคนหนึ่งล่ะที่พร้อมเสมอกับการยกมือสนับสนุน ....