ในบันทึก ที่นี่.... ศรีสะเกษ (1)
ครูวุฒิทิ้งท้ายไว้ด้วยภาพออเดิร์ฟเรียกน้ำย่อยของท่านผู้อ่านภาพหนึ่ง
เป็นภาพของคลองซีเมนต์ส่งกระแสลม ที่เข้าใจว่าผู้สร้างคงมุ่งหวังตั้งใจว่า
จะให้เป็นคลองส่งน้ำเข้าสู่พื้นที่การเกษตรของเกษตรกร
ที่ครูวุฒิมีความเข้าใจเช่นนั้น
ก็เพราะเคยเห็นมีป้ายสมาคม “ผู้ใช้น้ำชลประทาน”
ถูกติดตั้งอยู่ในหมู่บ้าน ตั้งแต่ครูวุฒิเริ่มจำความได้
และต้นทางของคลอง ก็เชื่อมกับอ่างเก็บน้ำแห่งหนึ่ง
แต่ตลอดระยะเวลากว่า 40 ปีที่ผ่านไป
ครูวุฒิกลับไม่เคยเห็นเกษตรกรในพื้นที่ผู้ใด
ได้ประโยชน์จากคลองซีเมนต์ราคาแพงสายนี้เลย
ตรงข้าม กลับเห็นมีแต่ผู้สูญเสียประโยชน์และเดือดร้อนตลอดสาย
โดยเฉพาะในอดีต ยุคที่ชาวบ้านยังใช้ควายไถนา
ชาวนาต้องจูงควายอ้อมไกลขึ้นเป็นกิโลๆ
เพื่อพาควายไปข้ามคลองตรงที่มีสะพาน
ซึ่งแต่ละแห่งห่างกันราว 2-3 ก.ม.
บ่อยๆเข้าก็ไม่ไหว
ยิ่งเพราะแนวคลองถูกสร้างให้มีแนวตัดขวางการสัญจรไปนา
ของคนส่วนใหญ่เกือบทั้งหมู่บ้านด้วย
ก็เลยยิ่งจึงทำให้จำนวนคนเดือดร้อนมีมาก
ประกอบกับไม่เคยเห็นมีประโยชน์อันใดจากความเป็นคลอง
หลายรายก็เลยตัดสินใจทุบคลอง เปิดช่องทางให้วัวควายเดินข้ามสะดวก
เมื่อเห็นคนโน้นก็ทุบ คนนี้ก็ทุบตาม
ในที่สุดก็กลายเป็นมหกรรมการทุบๆๆๆๆ
ทุบๆๆๆต่อๆกันไปเป็นช่วงๆห่างกันพอประมาณตลอดสาย
อ่ะ แบบนี้ก็เข้าทางฝ่ายผู้ดูแลเขาอ่ะสิ
พวกก็จัดงบซ่อมกันสนุก
ซ่อมเสร็จ ผ่านไปสักพัก พวกทุบก็ทุบใหม่ เพราะเดือดร้อนในลักษณะเดิม
ดังนั้น ครูวุฒิจึงเห็นการเล่นเอาล่อเอาเถิด
ระหว่างหลวง(ทางราชการ)กับราษฎร ในปฏิบัติการจุดเทียนเวียนวนแบบ
“เจ้าสร้างขวางทางข้อย ข้อยเลยทุบ”
“เออๆ... เมื่อเอ็งทุบข้าก็ซ่อม”
“แหะๆ... ถ้าเจ้าซ่อมเสร็จ ข้อยก็จะทุบ(อีก)”
วนกันไป เวียนกันมา อย่างนี้ทุกปีๆมาตลอด
ตั้งแต่เล็กจนโต ตั้งแต่เพิ่งจำความได้จนรุ่นหนุ่มไปเรียน ว.ค.ต่างจังหวัดแล้ว
พวกยังทุบ-ซ่อม-ทุบซ่อมกันอยู่
ซึ่งเป็นปฏิบัติการที่ผู้ทุบอาจทนเบื่ออยู่ฝ่ายเดียว
แต่ฝ่ายผู้ซ่อม น่าจะซ่อมยังไงๆก็ไม่เบื่อ
เพราะ..........................?..........................? ...............................?
แต่ช่วงหลังมานี้ ฝ่ายทุบเลิกทุบ
เข้าใจว่า ไม่ใช่การเบื่อ แต่เป็นเพราะไม่ต้องมีควายเดินข้ามเหมือนเดิมแล้ว
แต่ข้างฝ่ายผู้ซ่อมก็ยังซ่อมๆๆๆๆๆ(ในส่วนที่แตกเอง)กันอยู่
นอกจากนี้ก็ยังหาทางปรับนั่นปรุงนี่อยู่เรื่อยๆทุกปีๆไป
เช่น เพิ่มประตูน้ำ(ลม) , ทำอุโมงค์ระบายน้ำเข้าออก (ก็มีแค่ลมอีกนั่นแหละ)
รวมทั้งทำสะพานทางข้ามเพิ่ม เป็นต้น
เรียกว่าทำยังกะคลองมีน้ำไหลผ่านอยู่เป็นปกติ ว่างั้นเถอะ
เรียกว่า เห็นแล้วมันชวนให้เข้าใจหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งระบบ
อย่างลึกซึ้งถึงก้นบึ้งเลยล่ะ
สุดท้ายที่เห็นผ่านไปเมื่อสัก 2-3 ปีที่ผ่านมานี้เอง
ก็จัดการลาดยางบนถนนข้างคลองแบบแอ๊บแบ๊ว (แต่ข่าวว่าราคาเดียวกับแบบเกรดเอเลยล่ะ)
ที่ครูวุฒิเรียกว่าแอ๊บแบ๊ว ก็เพราะว่า “สร้างเหมือนเด็กเล่นขายของ”
ซึ่งถ้าทำแบบนี้ ทางอีสานจะเรียกว่า “แลดยาง”มากกว่า
คำว่า “แลดยาง” มีความหมายตรงๆ คือ
“มีหินมียางน้อย จนเรียกได้ว่าฉาบทาไว้บางๆเท่านั้น”
ซึ่งจะเห็นชัดๆว่า ผ่านไปเพียงไม่นาน แม้รถบรรทุกจะไม่มีวิ่งผ่านเลยสักคัน
แต่ทาง"แลดยาง"อย่างที่ว่า ก็เกิดอาการหลุมๆบ่อๆต่อๆกันไปเรื่อยๆ
เดี๋ยวอีกหน่อยก็ถึงมหกรรม(มหเวรของประชาชี) แห่งการซ่อมกันอีกแล้วสิ
และสิ่งที่ครูวุฒิอยากบอกกล่าวเล่าขานย้ำประเด็นสำคัญ
ให้ทุกท่านได้ทราบในที่นี้ก็คือ
อนุสรณ์สถาน(อะไรสักอย่าง)แห่งนี้
ไม่เคยมีการส่งน้ำให้เกษตรกรได้ใช้ใดๆเลย นับตั้งแต่สร้างมา
(คงยกเว้นเฉพาะการทดลองในช่วงแรกๆ)
ซึ่งคลองแห่งนี้มีอายุไม่ต่ำกว่า 40 ปีมาแล้ว
และเป็น 40 ปีที่มีอะไรๆ และใครๆหลายๆ คนสนุกสนานบานตะไทมากมาย
บนความทุกข์ยากลำบากของชาวประชาอย่างสาหัส
ส่วนผลิตผลทางการเกษตรที่ท่านเห็นเขียวขจีสีสวยๆ ข้างๆคลองนั่นน่ะ
เป็นผลงานของ”ระบบชลประทานของเทวดา”
ที่ท่านสร้างมาไว้ให้แล้วอย่างทั่วถึงโดยธรรมชาติ ที่ใต้ดิน
ดังนั้น ณ วันเวลานี้
จึงอยากกราบเรียน ฯพณฯ รัฐมนตรีกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ว่า
สิ่งที่เกษตรกรแถบแถวท้องถิ่นศรีสะเกษส่วนใหญ่ต้องการ ก็คือ....
“ระบบไฟฟ้าเพื่อการเกษตรที่ครอบคลุมทั่วถึง" นั่นต่างหาก
ที่จะช่วยให้พวกเขาลดต้นทุนการผลิต
ทั้งในรูปของพลังงานนำมันและแรงงานคน
มิใช่ "คลองสำปะลังเค" กีดขวางทางจราจรของวัวควายอย่างที่เห็น
ขอทีได้ไหมขอรับ ฯพณฯ
“ก่อนจะพัฒนาอะไร ถามใจคนในพื้นที่”
แบบจริงจังจริงใจสักหน่อยได้ไหม?
ฯพณฯ ทราบไหมครับ?
“ท่านลงมือทำลายในคราบของการพัฒนา”
ในลักษณะนี้มาแล้วมากมาย
ประเดี๋ยวโอกาสหน้า
ครูวุฒิจะเอาตัวอย่างมาให้ท่านดูอีกสัก 2-3 เรื่องครับ
**********************
อิอิ
Key Word
คลองแอ๊วแอ๊ว
แลดยาง
อนุสรณ์สถาน น่าสร้างอุสาวรีย์ ไว้ต้นคลอง
“ท่านลงมือทำลายในคราบของการพัฒนา <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: center" class="MsoNormal" align="center"></p>
คลองสำปะลังเค
”ระบบชลประทานของเทวดา”
มหกรรม(มหเวรของประชาชี) แห่งการซ่อม
“คลองสร้างเหมือนเด็กเล่นขายของ”
“เออๆ... เมื่อเอ็งทุบข้าก็ซ่อม”
กว่า 40 ปีไม่เคยเห็นผู้ใด ได้ประโยชน์จากคลอง
อยากจะบอกครูวุฒิว่า สิ่งที่ท่านเล่าคือโจทย์ของเรา ทำให้เราได้จุดที่จะไปเยี่ยมโคกเพชรมากขึ้น มีอิหยังเล่ามาอีก ไวไว
</span></span>
โจทย์วิจัย
ว๊าว พวกเงินนำปัญญาตาม ลุงเอกเคยไปดูงานนิคมเศรษฐกิจพอเพียง ที่ฉะเชิงเทรา เอาที่ สปก.ให้คนจนอยู่สิบกว่าครอบครัว กระทรวงเดียวกันสร้างตึกโผล่มาจากกลางนา หารากเหง้าไม่ได้ว่าเกิดมาได้อย่างไร เกี่ยวข้องกับ เศรษฐกิจพอเพียงอย่างไร เพราะสร้างห้องน้ำดีกว่าสุวรรณภูมิอีกแต่อยู่กลางทุ่งนา น่าอายจริง
เราต้องช่วยตรวจค้นโครงการเช่นนี้เอามาประจานครับ
อ่านแล้ว กลุ้มค่ะ
เมื่อ ส. 09 ก.พ. 2551 @ 09:03
ผอ.ครับ
เมื่อ ส. 09 ก.พ. 2551 @ 09:03 </div><ul>
</ul>
เมื่อ ส. 09 ก.พ. 2551 @ 09:08</div><ul>
</ul>
เมื่อ ส. 09 ก.พ. 2551 @ 11:00
<ul>
</ul>
เมื่อ ส. 09 ก.พ. 2551 @ 18:24 <ul>
</ul>
เมื่อ ส. 09 ก.พ. 2551 @ 18:49 </div><ul>
</ul>
เมื่อ ส. 09 ก.พ. 2551 @ 22:03
- คลองลม คลองใบไม้ คลองที่ใช้การไม่ได้ หรือไม่มีคนใช้ประโยชน์ ไม่ควรสร้างเพราะนอกจากไม่มีประโยชน์แล้วยังสร้างปัญหาอื่น ๆ อีก ควรวิเคราะห์ความเป็นไปได้ และความคุ้มทุนให้ดี
- ผมไปซื้อที่ดินแปลงหนึ่ง มีคลองผ่านกลาง แต่ในโฉนดไม่ได้แสดงเอาไว้ จะปิด จะถม ก็ทำไม่ได้เพราะมันเป็นของทางราชการ ไม่รู้จะทำอย่างไร คนส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้ประโยชน์แล้ว เพราะความเจริญคืบคลานเข้ามาทดแทน คนที่ปลูกผักปลูกหญ้าก็ลดน้อยถอยลง แต่ก็ใช่ว่าไม่มีคนใช้ประโยชน์ ชาวบ้านหลายครอบครัวก็ยังใช้ประโยชน์อยู่บ้าง
- แต่เมื่อเทียบกับบ้านแม่ผม แตกต่างกันมาก คลองมีประโยชน์อย่างเหลือคณานับ ซึ่งสมัยก่อนไม่มีคลองที่ไร่ที่นาก็อาศัยเทวดาน้ำฝนธรรมชาติ บางปีแล้ง บางปีน้ำท่วม .. แต่พอมีคลองชลประทานมา ได้ทำนาปีละ 2 ครั้ง แก้ปัญหาน้ำท่วมได้ แถมคลอง 10R ก็เป็นทางสัญจรแทนทางเกวียน ที่ฤดูฝนเป็นขี้ตม ฤดูแล้งเป็นพายุทราย ชาวบ้านสัญจรไปมาสะดวก สำหรับคลองซอยขนาดเล็กลงมา ที่หัวหน้าชุมชนเข้มแข็งก็ร่วมกันพัฒนาขยายคูคลองให้เป็นทางสัญจรรถไถผ่านไปมาได้ ช่วงหลังทางราชการก็มาขุดลอกขยายให้กว้างขึ้นกว่าเดิมเอารถยนต์ไปได้แบบวันเวย์
- ปัญหาการทุบ สมัยตอนผมเป็นเด็กก็พบเจอเหมือนกัน เป็นคลองส่งน้ำขนาดใหญ่ เข้าใจว่าเป็นคนของผู้รับเหมา คือว่า คลองมันดีอยู่แล้ว แกก็เอาค้อนปอนมาทุบ แล้วเอาปูนมาแลดให้เห็นเป็นรอยซ่อม ผมก็สงสัยว่า ทำไปทำไม ตอนนั้นเข้าใจว่า เป็นการเจาะสำรวจว่าดินด้านล่างปูนมันโหว่หรือปล่าว และด้วยความเป็นเด๊กไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ทำอะไรไม่ได้ก็ทำเป็นโจรผ้าเหลืองเอาหนังสติ้กแอบยิงแล้ววิ่งหนี หลายปีผ่านไปแผ่นปูนในคลองสึกและเริ่มแยกออกจากกัน คลองที่เคยดีก็มีปัญหาและนำไปสู่การซ่อมครั้งใหญ่
- ผมว่า ปัญหาของรัฐ ที่ทำเกินพอดี น่าจะเกิดจากนโยบายดีแต่คนปฏิบัติก็มีทั้งดีและเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน มันก็เลยขึ้นตนเป็นลำไม้ไผ่พอเหลาลงไปก็เป็นอย่างอื่นไป เฮ้อ ความไม่พอดีของโลก
ผมเชื่อว่านี่คือผลพวงของการศึกษา ที่สอนคนให้ (หรือละเว้นการสอน จนทำให้)
แล้วใครเป็นครูของเขา รวมทั้งพ่อแม่ สอนกันมาอย่างไรให้เขาผ่านมาได้อย่างไร
ผมว่าเราต้องลงโทษคนผิดทั้งยวง ไม่ใช่มาโทษกันที่ปลายเหตุ แก้อะไรไม่ได้หรอกครับ
เมื่อ อา. 10 ก.พ. 2551 @ 17:08 </div><ul>
</ul>
เมื่อ จ. 11 ก.พ. 2551 @ 19:40 </div><ul>
</ul>
สวัสดีค่ะ ครูวุฒิ ที่เคารพ