Dsc00456  

ในบันทึก ที่นี่.... ศรีสะเกษ (1)

ครูวุฒิทิ้งท้ายไว้ด้วยภาพออเดิร์ฟเรียกน้ำย่อยของท่านผู้อ่านภาพหนึ่ง

เป็นภาพของคลองซีเมนต์ส่งกระแสลม  ที่เข้าใจว่าผู้สร้างคงมุ่งหวังตั้งใจว่า

จะให้เป็นคลองส่งน้ำเข้าสู่พื้นที่การเกษตรของเกษตรกร

ที่ครูวุฒิมีความเข้าใจเช่นนั้น 

ก็เพราะเคยเห็นมีป้ายสมาคม ผู้ใช้น้ำชลประทาน

ถูกติดตั้งอยู่ในหมู่บ้าน ตั้งแต่ครูวุฒิเริ่มจำความได้

และต้นทางของคลอง ก็เชื่อมกับอ่างเก็บน้ำแห่งหนึ่ง

แต่ตลอดระยะเวลากว่า 40 ปีที่ผ่านไป

ครูวุฒิกลับไม่เคยเห็นเกษตรกรในพื้นที่ผู้ใด

ได้ประโยชน์จากคลองซีเมนต์ราคาแพงสายนี้เลย

ตรงข้าม  กลับเห็นมีแต่ผู้สูญเสียประโยชน์และเดือดร้อนตลอดสาย

โดยเฉพาะในอดีต  ยุคที่ชาวบ้านยังใช้ควายไถนา

ชาวนาต้องจูงควายอ้อมไกลขึ้นเป็นกิโลๆ 

เพื่อพาควายไปข้ามคลองตรงที่มีสะพาน

ซึ่งแต่ละแห่งห่างกันราว 2-3 ก.ม.

บ่อยๆเข้าก็ไม่ไหว 

ยิ่งเพราะแนวคลองถูกสร้างให้มีแนวตัดขวางการสัญจรไปนา

ของคนส่วนใหญ่เกือบทั้งหมู่บ้านด้วย

ก็เลยยิ่งจึงทำให้จำนวนคนเดือดร้อนมีมาก

ประกอบกับไม่เคยเห็นมีประโยชน์อันใดจากความเป็นคลอง

หลายรายก็เลยตัดสินใจทุบคลอง เปิดช่องทางให้วัวควายเดินข้ามสะดวก

เมื่อเห็นคนโน้นก็ทุบ  คนนี้ก็ทุบตาม 

ในที่สุดก็กลายเป็นมหกรรมการทุบๆๆๆๆ

ทุบๆๆๆต่อๆกันไปเป็นช่วงๆห่างกันพอประมาณตลอดสาย

อ่ะ แบบนี้ก็เข้าทางฝ่ายผู้ดูแลเขาอ่ะสิ

พวกก็จัดงบซ่อมกันสนุก

ซ่อมเสร็จ  ผ่านไปสักพัก  พวกทุบก็ทุบใหม่  เพราะเดือดร้อนในลักษณะเดิม

ดังนั้น  ครูวุฒิจึงเห็นการเล่นเอาล่อเอาเถิด

ระหว่างหลวง(ทางราชการ)กับราษฎร  ในปฏิบัติการจุดเทียนเวียนวนแบบ

เจ้าสร้างขวางทางข้อย ข้อยเลยทุบ

เออๆ... เมื่อเอ็งทุบข้าก็ซ่อม

แหะๆ... ถ้าเจ้าซ่อมเสร็จ  ข้อยก็จะทุบ(อีก)

วนกันไป  เวียนกันมา  อย่างนี้ทุกปีๆมาตลอด 

ตั้งแต่เล็กจนโต  ตั้งแต่เพิ่งจำความได้จนรุ่นหนุ่มไปเรียน ว.ค.ต่างจังหวัดแล้ว

พวกยังทุบ-ซ่อม-ทุบซ่อมกันอยู่

ซึ่งเป็นปฏิบัติการที่ผู้ทุบอาจทนเบื่ออยู่ฝ่ายเดียว 

แต่ฝ่ายผู้ซ่อม น่าจะซ่อมยังไงๆก็ไม่เบื่อ

เพราะ..........................?..........................? ...............................?

Dsc00493 

 

แต่ช่วงหลังมานี้  ฝ่ายทุบเลิกทุบ 

เข้าใจว่า  ไม่ใช่การเบื่อ  แต่เป็นเพราะไม่ต้องมีควายเดินข้ามเหมือนเดิมแล้ว

แต่ข้างฝ่ายผู้ซ่อมก็ยังซ่อมๆๆๆๆๆ(ในส่วนที่แตกเอง)กันอยู่

นอกจากนี้ก็ยังหาทางปรับนั่นปรุงนี่อยู่เรื่อยๆทุกปีๆไป

เช่น  เพิ่มประตูน้ำ(ลม) ,  ทำอุโมงค์ระบายน้ำเข้าออก (ก็มีแค่ลมอีกนั่นแหละ) 

รวมทั้งทำสะพานทางข้ามเพิ่ม เป็นต้น

เรียกว่าทำยังกะคลองมีน้ำไหลผ่านอยู่เป็นปกติ  ว่างั้นเถอะ

เรียกว่า  เห็นแล้วมันชวนให้เข้าใจหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งระบบ

อย่างลึกซึ้งถึงก้นบึ้งเลยล่ะ

Dsc00461 

 

สุดท้ายที่เห็นผ่านไปเมื่อสัก 2-3 ปีที่ผ่านมานี้เอง

ก็จัดการลาดยางบนถนนข้างคลองแบบแอ๊บแบ๊ว  (แต่ข่าวว่าราคาเดียวกับแบบเกรดเอเลยล่ะ)

ที่ครูวุฒิเรียกว่าแอ๊บแบ๊ว  ก็เพราะว่า สร้างเหมือนเด็กเล่นขายของ

ซึ่งถ้าทำแบบนี้  ทางอีสานจะเรียกว่า แลดยางมากกว่า

คำว่า แลดยาง มีความหมายตรงๆ คือ

มีหินมียางน้อย จนเรียกได้ว่าฉาบทาไว้บางๆเท่านั้น

ซึ่งจะเห็นชัดๆว่า  ผ่านไปเพียงไม่นาน แม้รถบรรทุกจะไม่มีวิ่งผ่านเลยสักคัน

แต่ทาง"แลดยาง"อย่างที่ว่า  ก็เกิดอาการหลุมๆบ่อๆต่อๆกันไปเรื่อยๆ

เดี๋ยวอีกหน่อยก็ถึงมหกรรม(มหเวรของประชาชี) แห่งการซ่อมกันอีกแล้วสิ

และสิ่งที่ครูวุฒิอยากบอกกล่าวเล่าขานย้ำประเด็นสำคัญ

ให้ทุกท่านได้ทราบในที่นี้ก็คือ

อนุสรณ์สถาน(อะไรสักอย่าง)แห่งนี้ 

ไม่เคยมีการส่งน้ำให้เกษตรกรได้ใช้ใดๆเลย  นับตั้งแต่สร้างมา

(คงยกเว้นเฉพาะการทดลองในช่วงแรกๆ)

ซึ่งคลองแห่งนี้มีอายุไม่ต่ำกว่า 40 ปีมาแล้ว

และเป็น 40 ปีที่มีอะไรๆ และใครๆหลายๆ  คนสนุกสนานบานตะไทมากมาย

บนความทุกข์ยากลำบากของชาวประชาอย่างสาหัส 

ส่วนผลิตผลทางการเกษตรที่ท่านเห็นเขียวขจีสีสวยๆ  ข้างๆคลองนั่นน่ะ

เป็นผลงานของระบบชลประทานของเทวดา

ที่ท่านสร้างมาไว้ให้แล้วอย่างทั่วถึงโดยธรรมชาติ  ที่ใต้ดิน  


Dsc00468 

 Dsc00478

 

ดังนั้น  ณ วันเวลานี้ 

จึงอยากกราบเรียน ฯพณฯ รัฐมนตรีกระทรวงที่เกี่ยวข้อง  ว่า 

สิ่งที่เกษตรกรแถบแถวท้องถิ่นศรีสะเกษส่วนใหญ่ต้องการ  ก็คือ....

Dsc00498 

ระบบไฟฟ้าเพื่อการเกษตรที่ครอบคลุมทั่วถึง" นั่นต่างหาก

ที่จะช่วยให้พวกเขาลดต้นทุนการผลิต 

ทั้งในรูปของพลังงานนำมันและแรงงานคน

มิใช่ "คลองสำปะลังเค"  กีดขวางทางจราจรของวัวควายอย่างที่เห็น

Dsc00487 

ขอทีได้ไหมขอรับ ฯพณฯ

ก่อนจะพัฒนาอะไร ถามใจคนในพื้นที่

แบบจริงจังจริงใจสักหน่อยได้ไหม? 

ฯพณฯ ทราบไหมครับ?

ท่านลงมือทำลายในคราบของการพัฒนา 

ในลักษณะนี้มาแล้วมากมาย

ประเดี๋ยวโอกาสหน้า 

ครูวุฒิจะเอาตัวอย่างมาให้ท่านดูอีกสัก 2-3 เรื่องครับ

**********************