ตื่นเช้าขึ้นมาใน "วันของเด็ก"

ท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บที่ปาย...วันนี้ของหลายปีที่ล่วงเลยมาแล้ว ผมยังนึกถึงภาพเด็กชายตัวน้อยๆ  ที่มีความสุขท่ามกลางกิจกรรมหลากหลายที่ผู้ใหญ่ใจดีจัดให้ ผมได้ของขวัญ ได้ของรางวัล

กว่าจะได้สิ่งของเหล่านั้นก็ต้องแลกด้วยความสามารถ การแสดง ผมมักจะเป็นผู้กล้าหาญเป็นเด็กคนแรกๆที่กระโจนขึ้นไปบนเวทีเพื่อตอบคำถามที่ผู้ใหญ่ถามให้เราตอบ

ซึ่งคำถามส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ยากเกินไป ก็ต้องมีการเตียมตัวก่อน

เช่น

คำขวัญวันเด็ก ปีนี้ มีว่าอย่างไร?

นายกรัฐมนตรีของประเทศไทยชื่ออะไร?

ทำนองนี้ครับ คำถามพื้นๆแต่อาศัยความรวดเร็ว จำแม่น และกล้าแสดงออก...อาจเป็นเพราะใจจดจ่อกับรางวัล ยามเย็นกลับบ้านผมมักจะหอบรางวัลพะรุงพะรังไปอวดคุณพ่อคุณแม่ชินตาในวัยชนเด็ก

---------------------------------------

เด็กเป็นทั้งปัจจุบัน และอนาคต

การดูแลเด็กเพื่อให้เขาเติบโตขึ้นไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ เป็นหน้าที่สำคัญของผู้เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ คุณครู และผู้ใหญ่ที่อยู่รอบข้างเด็ก เราอยากได้อนาคต-ปัจจุบัน ของชาติอย่างไร? เรามีกระบวนการพัฒนาเด็กเราอย่างไร

ผมเห็นความแตกต่างอย่างสุดขั้ว ด้วยได้ไปสัมผัสศูนย์เด็กเล็กบนดอย ที่ไม่มีแม้แต่ของเล่น  ในพื้นที่เล็กๆแคบๆด้วยโรงเรือนที่กั้นเป็นห้องสังกะสี ความปลอดภัยทีไม่มี เสื่อให้เด็กนอน ถึงเวลาก็กิน กินเสร็จก็บังคับให้เด็กหลับในทันที ...ทั้งปีทั้งเดือนเป็นแบบนี้ แล้วเด็กเราจะมีการพัฒนาอย่างไร ?  ผมหมายถึงการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาสมองเด็ก  ผมเขียนบันทึกเกี่ยวกับเรื่อง "การพัฒนาสมอง" ไว้บ้างในช่วงต้น เพราะผมเคยได้มีโอกาสทำงานพัฒนาเด็กในระดับปฐมวัยและก่อนปฐมวัย

และผลพวงของการศึกษาที่แปลกแยก

มีคำถามในใจว่า เรามีบุคลากรที่เข้าใจเรื่องของการพัฒนาสมองเด็กขนาดไหน...

ช่วงรัฐบาลก่อนผมดีใจว่ามีรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงท่านหนึ่งให้ความสนใจในการส่งเสริมครูพี่เลี้ยงเด็กเรียนให้เรียนในระดับปริญญาตรี เพื่อเป็นการพัฒนาศักยภาพ ท่านพูดเกี่ยวกับการพัฒนาสมองเด็กด้วย...วันนั้นผมดูทีวีฟังท่านพูดด้วยความสุข แม้จะช้าเกินไปแต่ก็ยังดีที่เราได้เริ่ม

เสร็จแล้ว โครงการนี้ก็ได้ดำเนินการจริงๆ แต่เป็นไปแบบ ทำงานสนองนโยบาย และท่านรัฐมนตรีก็ได้ออกจากตำแหน่งนี้ไปด้วย..ทุกอย่างเหมือนกลับคืนสู่สภาพปกติ

คุณครูพี่เลี้ยงได้มีโอกาสเรียนจริงๆในระดับปริญญาตรี แต่เป็นปริญญาตรีที่เหมาโหล ให้มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ทำสัญญาทั่วประเทศ เพื่อรับครูพี่เลี้ยงเด็กโดยใช้งบ อบต. ค่าเทอมแสนแพง(มาก) เรียนเดือนละไม่กี่วัน เทอมหนึ่งๆเรียนนับวันได้ แล้วก็สอบ ...แล้วจะได้พัฒนาศักยภาพตรงไหน??

 

 

ผมได้ข้อมูลนี้จาก น้องสาวที่ทำงาน อบต.แห่งหนึ่งที่ จังหวัดหนองคาย โทรศัพท์มาระบายเรื่องนี้ ผมได้แต่รับฟังด้วยความตั้งใจแต่ในใจนั้นเดือดดาล

 

นี่เรากำลังถูกเอาเปรียบ บ้านเมืองเรากำลังถูกเอาเปรียบด้วยธุรกิจการศึกษาอีกแล้ว ผมได้ข้อมูลเดียวกันจากพี่ที่เป็นครูพี่เลี้ยงเด็กแถวบ้านเป็นกรณีเดียวกัน...จะให้หัวเราะหรือร้องไห้ดี

วันนี้เรามีผู้ใหญ่ขาดความรับผิดชอบ และขาดสำนึกที่ดีต่อการพัฒนาบ้านเมือง เรายังทำร้ายเด็กของเราอีก

เราจริงจังกับการพัฒนาเด็กของเราแค่ไหน?

เราต้องการพัฒนาประเทศของเราไปในทางใด?

 

 

เป็นคำถามที่ผมคิดว่าเรายังไม่ได้คำตอบที่ชัดเจนครับ