หัวอกคนบ้าBlog(44) ตอน: หนทางสู่การผลิตบัณฑิตในฝัน

 

 เท่าที่ติดตามดูจากเอกสารและสื่อต่างๆ มีผู้อธิบายว่า ในต่างประเทศเขาเปลี่ยนการเรียนการสอนไปมากแล้ว ประเทศเยอรมัน จีน เกาหลี เขาจะสอนวิชาการต่างๆเฉพาะช่วงเช้า3-4ชั่วโมง ช่วงบ่ายปล่อยให้เด็กๆนักศึกษาออกไปหาความรู้ในโลกแห่งความจริง เป็นการเปิดห้องเรียนสู่โลกกว้างอย่างแท้จริง ..เขาคิด และเขาทำกันอย่างจริงจัง ไม่ได้คิดเล่นๆ ทำเล่นๆ ถ้าจะทำอย่างหวังผลควรพิจารณาประเด็นอะไรบ้าง 

  1. เด็กที่เรามองเขาว่าพวกเรียนอ่อน ประมาณ30% อ่านและเขียนไม่เก่ง เบื่อการ

เรียน หนีโรงเรียน เกเร ป่วนสังคม พวกนี้มีปัญหากับการเรียนในหลักสูตรปกติ ควรที่ฝ่ายวางระบบการศึกษาเลิกข่มขืนให้เรียนแบบไม่ดูตาม้าตาเรือเสียที เห็นควรปรับหลักสูตรใหม่ขึ้นมารองรับเป็นการเฉพาะ ให้เรียนวิชาสามัญ30% ไปเรียนวิชาวิถีไทยในท้องถิ่น ในสังคมไทยทั่วไป70% โดยมีการปรับเอาเทคโนโลยีและวิทยาการที่เหมาะสมมาร่วมกระบวนการเรียน          โตขึ้นเขาจะได้มีความผูกพัน มีความรู้ ความเข้าใจ พอที่จะรับงานในครอบครัว งานในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นกรรมการหมู่บ้าน เป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบล เป็นคนท้องถิ่นที่ได้รับการเติมเต็มเรื่องมิติชุมชน ถ้าเรียนจบม..3ไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยชีวิตเป็นการเพิ่มเติมศักยภาพให้สูงขึ้นได้ 

   2.กระบวนการหลักสูตรท้องถิ่น ไม่ควรจะอยู่ที่เด็ก ที่ครู ที่กรรมการสถานศึกษา หรือเขตพื้นที่ฯ แต่ควรจะเฉลี่ยอยู่ในสังคมไทยทุกหมู่เหล่า และควรกำหนดไว้ในนโยบายการศึกษาในระดับที่มีความสำคัญไม่ด้อยกว่าด้านอื่นๆ สุดท้ายถามว่าจะทำอย่างไร

  - ในระดับสถาบันอุดมศึกษา ประมาณว่ามีเด็กโดดห้องเรียน 30% ถ้าภาควิชาต่างๆ จัดสัดส่วนการเรียนการสอนภาคทฤษฎีให้สอดรับกับภาคปฏิบัติมากขึ้น แทนที่หลักสูตรต่างๆจะเน้นการสอนแบบอัดทฤษฎีเต็มเวลา จนนึกไม่ออกว่าจะเอาเวลาที่ไหนมาจัดการเรียนภาคสนาม   เรื่องนี้ต้องผ่าหลักสูตร ปรับเนื้อหาวิชาการในตำรา มาเป็นการสร้างเนื้อหาที่เป็นจริงในสังคม เอาเวลาที่เด็กโดดเรียนนั่นมาจัดการเรียน ที่เด็กโดดเรียนเป็นตัวสะท้อนให้เห็นว่า เด็กเบื่อการสอนแบบน้ำลายท่วมทุ่ง แต่อาจารย์ก็ยังไม่ยอมเปลี่ยน เด็กนักศึกษาจึงเปลี่ยนพฤติกรรมการเรียนด้วยตนเอง  

- ควรมีนโยบายร้อยรัดเป็นแนวทางเดียวกัน ปรับเป้าหมายในการสร้างสังคมอัตคัดปัญญา หรือสังคมแห่งการรับรู้มาเป็นสังคมสร้างผู้เรียนรู้ ตราบใดที่ไม่มีไม่ถึงจุดนี้ หลักสูตรทิ้งถิ่น ทิ้งชุมชน ลอยเพสังคม จะขยายวงกว้างต่อไป  

ถามว่า จะเริ่มศึกษาแนวคิดการเรียนแบบอิงระบบ หรือ KM.ธรรมชาติแบบผสมผสานนี้ได้อย่างไร ขอแนะนำเข้าไปในBlog ของG2K ที่สนามสาธารณะการเรียนรู้แห่งนี้ เปิดกว้างให้ค้นหาตนเอง ค้นหาคนอื่น ถ้ามีคำถาม ก็จะมีผู้หาคำตอบให้    

เข้าไปแล้วตาลาย .. เนื้อหามากมายเหลือเกิน อ๋อ! เรื่องนี้ไม่ยาก ลองแว๊ปไปที่Blog ความรู้เพื่อชีวิต โดย.ดร.แสวง รวยสูงเนิน หรือจะท่องเน๊ทไปชมBlogสมาชิกท่านอื่น หรือจะไปแวะBlogเสวนาวิสาสะกับกลุ่มคนแซ่เฮ ก็น่าจะเป็นการเริ่มต้นที่จะทำความเข้าใจเรื่องหลักสูตรท้องถิ่นได้อย่างสนุก  

หมายเหตุ :พรุ่งนี้ มีการประชุมสมัชชาคุณภาพการศึกษา ณ ห้องแกรด์ไดมอนด์ บอลรูม อิมเพค เมืองทองธานี งานนี้นอกจากมีนิทรรศการของหน่วยงานต่างๆแล้ว ยังมีการจัดประชุมกลุ่มย่อยหัวข้อต่างๆที่น่าสนใจ เช่น 

  1. สันติวิธีการแก้ปัญหาความขัดแย้งในสถานศึกษา
  2.  คุณภาพการศึกษา ความเสื่อม ความเสี่ยงทางสังคม
  3. การแก้ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็ก
  4.  อาชีวะในมิติใหม่
  5. หนทางสู่การผลิตบัณฑิตในฝัน
  6. คุณภาพการศึกษานอกโรงเรียนในมุมมองของประชาชน
  7. แนวทางยกระดับผลสัมฤทธิ์ผู้เรียนวิชาวิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์ในสถานศึกษา
  8. การพัฒนาคุณภาพลุกเสือในสถานศึกษา
  9. การศึกษาเอกชน ทำอย่างไร จึงจะมีคุณภาพ
  10. การพัฒนาคุณภาพการศึกษาพระปริยัติธรรม

  ผมอยู่ในห้องประชุม 5 เวลา 13.00-16.00 .  

เรื่อง หนทางสู่การผลิตบัณฑิตในฝัน มีวิทยากร ดังนี้

ภาคผู้ใช้บัณฑิต                  : ผู้บริหารปูนซิเมนต์ไทย จำกัด มหาชน

ภาคผู้ผลิตบัณฑิต               :.นพ. อดุย์ วิริยเวชกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัย มมส.

ภาคสังคม                          : ครูบาสุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์ จากกลุ่มคนแซ่เฮ

ภาคนักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิ   : .ดร.ธรรมศักดิ์ สมมาตย์.เกษตรศาสตร์

ภาคนิสิตนักศึกษา               : ผู้แทนนิสิตจากเครือข่ายบัณฑิตอุดมคติไทย

ผู้ดำเนินรายการ                  : .นพ. วุฒิชัย ธนาพงศธร

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน KM ในมหาชีวาลัยอีสาน



ความเห็น (14)

เขียนเมื่อ 

  หนทางสู่การผลิตบัณฑิตในฝัน

ท่านครับ มันสำคัญว่าใครฝัน ?

  • นักการศึกษาฝันแบบหนึ่ง
  • นักการเมืองฝันอีกแบบหนึ่ง
  • พระคุณเจ้าฝันอีกแบบหนึ่ง
  • ชาวบ้าน ตาสี ยายมี ก็ฝันอีกแบบหนึ่ง

แล้วเอาไงล่ะ จะเอาฝันใครเป็นตัวตั้ง

ล้านเปอร์เซนต์ คนเขียนก็เอาฝันของตนเอง อาจจะอ้างว่าเอามาจากการมีส่วนร่วมคนนั้น กลุ่มนี้ เอาไว้กัน..

นายศีลาบ้านพังแดง มุกดาหารก็ฝันว่า จะทำงานอย่างไรได้เงินทองมาให้ลูกเรียนหนังสือที่ มมส.และ มข.ได้ จะทำอย่างไรจึงจะไม่ต้องไปขายแรงงาน อยู่บ้านแล้วทำงานมีรายได้ พอเพียงส่งลูกเรียนหนังสือ ได้ไหม

ลุงอ่าง บ้านพรานอ้นมุกดาหาร ก็ฝันว่า จะทำอย่างไรจึงจะทำการเกษตรได้ผลผลิตมากพอที่จะเอาไปขายได้ราคามาใช้หนี้สินกองทุนเงินล้านน่ะ ให้หมด ให้สิ้นเสียที แล้วหน่วยงานราชการที่มาส่งเสริมปลูกหญ้าเพื่อเอาเมล็ดพันธ์ไปขายต่อน่ะ เมื่อไหร่จะมาซื้อเอาไปตามราคาที่ตกลงกันโดยวาจาเมื่อปีที่แล้ว เล่า

บัณฑิตที่สถาบันสูงส่งนั้นน่ะสร้างคนมารับผิดชอบความต้องการเหล่านี้ได้ไหม

เห็นกี่คนกี่คนก็วิ่งเข้าเมืองไม่เห็นหาง ปล่อยให้ชนบท อีพ่ออีแม่เผชิญหน้ากับพ่อค้าที่เข้ามาหว่านล้อม ให้ซื้อนั่น ขายนี่ คำพูดของเขาอย่างกับว่าซื้อแล้วจะรวยวันพรุ่งนี้  ใช้แล้วผลผลิตจะล้นยุ้งล้นฉาง มีบัณฑิตเข้าไปช่วยวิเคราะห์ เจาะลึกให้เห็นแก่นแท้ของธุรกิจที่หากินกับชาวบ้านบ้างไหม 

แม้แต่ตัวมันเองยังตกไปในหลุมพลางระบบธุรกิจที่บ้าคลั่งเงินตรา โดยอ้างว่าบ้านเราเป็นประชาธิปไตย ใครๆมีสิทธิที่จะทำมาค้าขายอะไรก็ได้ที่ไม่ผิดกฏหมาย  

บันฑิตอันพึงประสงค์เป็นบัณฑิตที่ไม่รู้จักประเทศไทยจริง เวลาตั้งคำถามบัณฑิตว่า ลองเอากระดาษไปหนึ่งแผ่น แล้วลองวาดรูปชนบทให้ดูหน่อยซิว่า ชนบทในทัศนะของเขานั้นมีหน้าตาเป็นอย่างไรบ้าง วาดรูปมาให้หมด

พบว่า ชนบทที่บัณฑิตวาดนั้น มีแต่บ้าน ถนน รถยนต์ เสาทีวี มือถือ ภูเขาสองลูก พระอาทิตย์ขึ้น นกสองตัว.......อาจจะมีควาย มีวัว....แต่ร้อยทั้งร้อย ไม่มีผู้เฒ่าผู้แก่  ไม่มีวัฒนธรรมประเพณี ไม่มีความคิดความเชื่อ วัด พระ และคุณธรรม

ดังนั้นบัณฑิตที่เราได้มาจากสถาบันก็เพียงเป็นเด็กที่ในหัวเขามีแต่ การบริโภคผลผลิตสินค้าของกลุ่มทุน ธุรกิจ บริโภคสินค้าสำเร็จรูปที่เสนอขายบนทีวี ใช้ภาษาที่คิดว่า เท่ห์ระเบิด มองไม่เห็นคุณค่าของการเดินไปทำบุญที่วัด แต่จะต้องก้าวขาออกไปร่วมงานวาเลนไทน์ หรือวันฮาโลวีน

คิดไม่เป็น : คนที่ทำงานกับผม จบมาจากสถาบันอุดมศึกษามีชื่อ ทำงานตามคำสั่ง คิดไม่เป็น บอกอย่างหนึ่งก็ทำอย่างหนึ่ง  อีกหลายอย่างที่เป็นเรื่องต่อเนื่องกันนั้นคิดไม่เป็น คิดไม่ออก  เอ้าคิดซะว่าเป็นน้องใหม่ต้องสอนงาน  แต่ เอ เวลาผ่านไปเป็นปีแล้วนะ เบอร์โทรศัพท์ที่ใช้เกือนทุกวันยังต้องค้นให้ทั่วไปหมดว่าจดไว้ตรงไหน

ตรงข้าม เด็กโรงเรียนบ้านแก่งนาง มาช่วยแม่ขายผัก ขายสักพักเดียวคิดเลขในใจคล่องปรื๊อ รู้จักทอนเงินเอง รู้จักต่อรอง รู้จักพูดบอกคุณสมบัติของผักของตัวเองให้ลูกค้าได้ .....นี่ไม่ใช่บัณฑิต แค่เด็กบ้านนอกเท่านั้น

หากสังคมนี้มีเพียงพ่อค้า นักธุรกิจ โลกดิจิตอล ก็ไปอย่างหนึ่ง 

แต่ประเทศไทยมีชนบท มีชาวนาชาวไร่ ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่  เอาเขาไปไหน  การเรียนการสอนพูดถึงอะไรของเขาบ้าง...

 

เอ้าผมบ่นซะยาวเลยครับ ขออภัยครับ เปล่าหรอก คิดถึงบัณฑิตในฝันน่ะครับ

ครูบาคะ

เข้ามาเก็บรับซับความรู้ค่ะ..

มีเพื่อนนักศึกษาคนหนึ่งเล่าด้วยความน้อยอกน้อยใจ ว่า เรียนจบแล้ว จะไปบวช ถามว่าทำไม...เขาตอบว่าจะไปขออโหสิอาจารย์และภาวนาว่าชาตินี้ไม่ต้องเจอกันอีก...นี่คือเรื่องจริงที่กลืนน้ำลายยังติดคอค่ะ

P

ขอบคุณมากครับ ได้แนวคิดหลากมุมมอง ขออีกๆๆๆ

..อยากจะเห็นการผลิตบัณฑิตในโลกความจริง

เราฝันมาเยอะแล้ว อย่างโรงเรียนในฝัน เลอะเทอะ จนคนฝันแทบบ้า มีคนฆ่าตัวตาย อิอิ

เขียนเมื่อ 

ครูบาครับ

  • ที่ผ่านมาในห้องเราเรียนหลักการ ทฤษฎีมากมาย  ผมเห็นด้วยครับว่าต้องเรียน  แต่เรียนเล้วต้องเปิดโลกสังคมจริงให้เขาเอาหลักการนั้น ทฤษฎีนั้นไปใช้ ไปปฏิบัติ ไปทำ ไปฝึก
  • ผมชอบหลักสูตรของแพทย์ เมื่อเรียนแล้วปีท้ายๆเป็นแพทย์ฝึกหัด (Intern) ภายใต้การดูแลของอาจารย์แพทย์  ก่อนที่จะออกไปประกอบอาชีพ
  • วิชาชีพอื่นๆก็เหมือนกัน  ต้องออกไปฝึก ไปทำ ไปปฏิบัติ จึงจะรู้ว่าชีวิตจริงนั้นเป็นอย่างไร เข้าใจเขาซะให้ลึกซึ้ง ก่อน เหมือนหมอหาข้อมูลคนไข้ แล้วบันทึก วินิจฉัย แล้วเยียวยารักษา และดูอาการต่อเนื่อง วิชาชีพอื่นก็เช่นกันต้องทำในทำนองเดียวกัน เอาหลักการไปใช้เอาทฤษฎีไปใช้ในสถานการณ์จริง จึงจะรู้ว่า หลักการนี้ ใช้ได้หรือไม่ได้ ได้มากได้น้อยอย่างไร 
  • อาชีพครูมีการฝึกการสอน  ทุกวิชาชีพต้องใช้ศิลปะควบคู่ไปกับวิชาชีพ ทราบว่าบางประเทศจะต้องออกไปปฏิบัติจริงอย่างน้อยหนึ่งปี จึงกลับมาเรียนต่อจนจบในทุกวิชาชีพ
  • การเรียนในห้อง----->ออกไปปฏิบัติ----->เอาบทเรียนมาแลกเปลี่ยนแล้วศึกษาค้นคว้าต่อไป นี่คือการฝึกให้คิดเป็น ทำเป็น ติดดิน และสร้างสรรค์ อยู่บนของจริงไม่ลอยละล่อง
  • ครูออกไปสอน
  • เรียนกฏหมาย ออกไปฝึกกับอัยการ นักกฏหมายข้างโรงข้างศาล สถาบันศาลต่างๆ
  • นักเกษตรออกไปอยู่กับชาวบ้านสักปีหนึ่ง
  • เภสัช ออกไปอยู่ที่โรงพยาบาล ไปเรียนสมุนไพรโบราณกับพ่อนั่นพ่อนี่ ไปเดินป่าดงหลวง ดูกวางเครือของจริงมันเป็นอย่างไรขึ้นตรงไหน ต้นตะไคร้ต้นมันเป็นอย่างไรในป่าของจริง อยู่สักปีหนึ่ง
  • นักวิศวกร  ออกไปอยู่กับโรงานต่างๆ บริษัทก่อสร้าง หน่วยงานก่อสร้างจริง ฯลฯ
  • .....ฯลฯ.  อาจารย์ก็ออกไปด้วย ไปแลกเปลีย่นกับนักศึกษา ไปแลกเปลี่ยนกับเจ้าของกิจการ ไปแลกเปลี่ยนกับลูกค้า...โอย..ข้อมูลบานตะไทที่มาจากสังคมจริง  ของจริง  ไม่ใช่สมมุติกันอยู่นั่นแหละ 10 ปีมาแล้วยังยกตัวอย่างเดิมอยู่เลย  อิอิ
  • การออกไปสนามจริงทุกสาขาวิชานั้นจะช่วยให้เกิดการถกเถียงว่าหลักการที่เรียนมากับของจริงมันไปด้วยกันได้ไหม อาจะก่อให้เกิดการสร้างหลักการใหม่ๆ แนวทางใหม่ๆ ทฤษฎีใหม่ๆที่มาจากฐานสังคมจริงของไทยเรา ไม่ใช่เอาแต่แปรมาจากตำราต่างประเทศ อ้างกันอยู่นั่นแหละ มิสเตอรนั่น มิสสิสนี่  ไม่เห็นอ้างพ่อบัวไลผู้ตอนผักหวานป่าได้ผล พ่อแสนผู้ทำเล้าหมูเคลื่อนที่ ไม่เห็นอ้างครูบาสุทธินันท์ ...
  • เรียน---->เอาไปปฏิบัติจริง------>เรียนรู้แบบยกระดัยขึ้นไปอีกจากของจริง
  • เราจะได้เด็กที่ติดดิน ทำเป็น คิดเป็น สร้างสรรค์เป็น ดัดแปลงได้ มีความสนใจเฉพาะส่วนตัวตามความถนัดของตัวเอง
  • เราจะได้เด็กที่ยืนอยู่บนของจริง

กราบสามครั้งครับ

ผมเขียนให้แล้วนะครับ ตามอ่านได้ที่นี่นะครับ

เก้าข้อ บัณฑิตที่สังคมไทยควรผลิต

ขอแค่เก้าข้อพอครับ 

กราบครับ 

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับครูบา

              การศึกษาทุกวันนี้พยายามที่จะบรรจุทุกอย่างให้เด็ก สุดท้ายเด็กที่จบการศึกษาออกมากลายเป็นเป็ดครับ

             เด็กที่เห็นจะแบ่งได้เป็น ๓ กลุ่ม กลุ่มเรียนเก่ง กลุ่มเรียนปานกลาง กลุ่มเรียนอ่อน แต่กลุ่มที่อยู่ในสังคมได้อย่างสบาย คือกลุ่มเรียนปานกลางครับ

              ส่วนครูอาจารย์ทุกวันนี้ วุฒิภาวะทางอารมณ์ยังไม่ได้ ยิ่งเรียนสูง บางท่านยิ่งอารมณ์อ่อนไหว ผลกรรมก็ตกกระทบที่เด็กครับ

              แผนการศึกษาชาติก็เห็นเปลี่ยนไปตามผู้บริหารระดับสูงตลอดครับ

              ผู้บริหารส่วนหนึ่งยังติดยึดกับยศฐา บรรดาศักดิ์ มากกว่าบริหารจัดการสถานศึกษาของตัวเองครับ              

              วงการศึกษาไทยยังไม่มีพลังพอที่จะต่อสู้กับสิ่งที่เป็นพลังบีบอัดที่ทำให้การศึกษาไทยไม่ก้าวหน้า แคระเกร็นครับ

              ก็ต้องรอดูพลังที่จะสามารถสลายพลังมืดเหล่านั้นได้...คิดว่าคงจะเห็นในช่วงอายุของพวกเรานิดหน่อยก็ยังดีครับ

                          ขอบคุณครับที่มีโอกาสออกความเห็นครับ

                                    สวัสดีครับผม

เขียนเมื่อ 
  • สวัสดีครับพ่อครูบา
  • พี่บางทรายได้สรุปไว้ตอนท้ายว่า
  • เรียน---->เอาไปปฏิบัติจริง------>เรียนรู้แบบยกระดับขึ้นไปอีกจากของจริง  อันนี้คงต้องปรับวิธีการเรียนรู้ใน-นอกสถาบัน
  • เราจะได้เด็กที่ติดดิน ทำเป็น คิดเป็น สร้างสรรค์เป็น ดัดแปลงได้ มีความสนใจเฉพาะส่วนตัวตามความถนัดของตัวเอง  อันนี้น่าสนใจมากครับ และ เราจะได้เด็กที่ยืนอยู่บนของจริง
  • ตามไปอ่านของ อ.เม้งแล้ว ก็สอดคล้องกันดีครับ
  • ผมคงจะไม่เขียนเกี่ยวกับสิ่งที่พึงประสงค์ของผมว่าบัณฑิตความเป็นอย่างไร
  • แต่มีประสบการณ์ตรงและขอยืนยันว่า คนรุ่นใหม่ที่จบแล้วมาทำงาน เท่าที่ผมได้มีโอกาสสัมผัสบางส่วน  ใจไม่สู่ครับ  ไม่ค่อยยอมรับการเปลี่ยนแปลงทั้งๆ ที่เรียนรู้อะไรใหม่ๆ  ไม่รู้จักใช้โอกาส
  • สู้คนรุ่นเก่าๆ ที่จบ ปวส.หรืออนุปริญญา ที่เคยลุยงานหนักตอนเรียนมาก่อนไม่ได้  ลงสนามแล้วจะเห็นความแตกชัดเจนมาก  ปรับตัวก็ไม่เก่ง

 

เขียนเมื่อ 
ก่อนที่เราจะพูดถึงการผลิตบัณฑิตในฝัน ลองพิจารณาดูว่า บัณฑิตในฝันคือคนที่มีคุณภาพ (มีคุณธรรม จริยธรรม ซื่อสัตย์ มีศักศรี มีสุขภาพจิตรที่ดี ทนต่อสภาวะกดดันและยั่วยุทุกรูปแบบได้ ) มีความรู้ ความสามารถ มีความรับผิดชอบ ทำงานได้ตรงตามความต้องการของท้องถิ่น ของภาคส่วนต่างๆ ของประเทศชาติหรือเปล่า ถ้าใช่ หรือไม่ก็ใกล้เคียง เราก็ต้องพิจารณาดูความเป็นจริงว่าในบ้านเมืองเรา มีบุคนต้นแบบในแต่ละท้องถิ่น แต่ละภาคส่วน ในสาขานั้นๆ หรือไม่ ถ้ามีก็ต้องตั้งคำถามต่ออีกว่า ท่านเหล่านี้ผ่านการศึกษาฝึกฝนในระบบแบบไหนมา เมื่อไหร่ อย่างไรทำไมถึงได้มีคุณภาพที่เราต้องการ แล้วเราจะพบความจริง..ถ้าไม่มีล่ะ จะต้องลองผิดลองถูกกันอย่างไร ก็ต้องคิดหาทางทำกันอย่างรอบคอบ อย่าเป็นแค่ฝันเอา จงลงมือทำให้มันเกิดตราบใดที่เรายังไม่รู้เลยว่าเราต้องการนำพาประเทศชาติไปทางไหน ด้วยเหตุผลใด  เราหันมาดูต้นทุนของประเทศชาติเสียก่อน ว่าเรามีทรัพยากรอะไร อยู่ที่ไหน  มากน้อยเพียงไร  คุณภาพอย่างไร สามารถที่พัฒนาให้เกิดประโยชน์ พอเพียง และเหมาะกับประชากรของประเทศหรือไม่ และต้องทำอย่างไร แต่ละพื้นที่ มันมีทั้งความเหมือน และความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การพัฒนาที่ดีต้องสอดคล้องกับพื้นที่ และทันกันกับเหตุการ ดังนั้นจะต้องปรับให้เหมาะสมทันการตลอด ไม่ใช่แผลนนิ่งมีแต่แผนแต่ปฏิบัติไม่ได้ เพราะไม่เคยทำ ไม่รู้ว่าทำอย่างไร คงต้องมีคำถามอีกมากมายที่ต้องการคำตอบจากหลายๆภาคส่วน อิสระภาพทางการศึกษาคืออะไร มันมีไหมในบ้านเมืองเรา เขาอยากเรียนรู้เขาจึงมาหาเรียน เพื่อเอาไปใช้กับสิ่งที่เขาต้องการ ไม่ใช่มาให้เขายัดเยียดหลักสูตรต่างๆที่นั่งเทียนปั้นแต่งขึ้นมาเพื่อความทันสมันที่หลงสมัยทั้งๆที่ยังไม่รู้เลยว่ามันใช่สิ่งที่คนในบ้านเมืองต้องการหรือไม่ อย่าเอาการศึกษาทำแค่เป็นแฟชั่นเท่านั้นเราจะหลงทาง
เขียนเมื่อ 

คงต้องผสมผสานทั้งศาสตร์และศิลป์เข้าด้วยกัน  คุณครูที่มุ่งแต่ศาสาตร์  วาดภาพแต่ในตำรา  หามีปัญญาไม่  

เราไม่ทิ้งศาสตร์  แต่ศิลปในการสอน  การนำเสนอเนื้อหา  ที่ไม่ต้องยึดติดแต่ในห้องเรียนเหลี่ยมๆ โต๊ะเก้าอี้เรียงเป็นแถวๆ  ไม่สร้างปัญญาการเรียนรู้สักเท่าไร  คงต้องไปดูภายนอกห้องเรียนแล้วนำมาเล่าเรื่องอย่างที่ชาวบล็อกเขาทำกัน

หลักสูตรท้องถิ่น ต้องสอดคล้องต่อภูมิสังคม  อย่าคิดแต่เหมือนๆกัน  เพราะแต่ละท้องถิ่นชุมชนต้องการปัญญาที่แตกต่างกัน  เมืองน้ำต้องหนักไปทางจัดการน้ำ  เมืองดินแล้งต้องการจัดการดิน  เมืองคนนักต้องการจัดการคน  

อย่าว่าแต่เด็กเลยระบบการสอนแบบปัจจุบันมันน่าเบื่อทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่  เราเอาของจริงมาสอนก่อนได้ใหม  แล้วค่อยไปสู่ตำรา  ปัญหาเวลานี้เอาตำรานำแล้วปัญญาตาม  ปัญญาเลยไปติดอยู่ที่ตัวหนังสือหมด  เรียนม่งแต่เอาชนะคะแนน  ห่างไกลการแก้ปัญหาชีวิตไปทุกที

การวิจัยทุกวันนี้ก็ดีแต่มัดรวมเล่ม  ขอสนับสนุนประชาพิจัยของมหาวิทยาลัยชีวิต  เรียนจากไกล้ตัวจับต้องได้ไปสู่ของใหญ่ที่ไกลตัว  บางคนบอกผมว่าอาจารย์บางส่วนทุกวันนี้ไม่เคยปฏิบัติเลยในชีวิต  ดำรงอยู่ได้ภายในห้องเรียน  พอออกนอกห้องอาจารย์เองเอาชีวิตแทบไม่รอด 

การเรียนการสอนทั้งในและนอกพื้นที่ห้องเรียนต้องสร้างให้มีปฏิสัมพันธ์กันมากขึ้น  ครูที่ดีไม่จำเป็นต้องสิงห์สถิตย์อยู่แต่ในห้องเรียน  พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยายหมู หมา กา ไก่ ก็เป็นครูเรียนรู้ชีวิตเราได้หมด  ผมเองก็มีครูหมาๆสอนอยู่ทุกวัน  เพียงแต่เตือนตนเองเสมออย่าเป็นคนหมาๆก็แล้วกัน   ฮิฮิแล

ขอบคุณมากครับ

  • ทุกความเห็นขออนุญาตเหมารวมว่า เป็นความเห็นของคนแซ่เฮ จะประมวลไปนำเสนอพรุงนี้ครับ ว่าภาคสังคม เห็นแล้ว เข้าใจแล้ว รู้ที่ไปที่มาของเส้นทางนี้แล้ว ว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่นำไปสู่ระบบการเรียนที่ระหกระเหินนี้
  • เราไม่อยากเห็นเส้นทางบัณฑิตที่มีแต่ความฝัน
  • บัณฑิตในโลกความจริง จะดีขึ้นได้ ควรมีนโยบายที่ชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไร หลักการศึกษาของชาติ เปลี่ยนไปตามคำขวัญที่คิดขึ้นมาให้ดูดี บางทีถึงกับทะลึ่ง ไปถึง ความเป็นเลิศทางวิชาการ 
  • ก็ได้แต่เห็นใจ  เมื่อทุกภาคส่วนสังคมยังไม่ยอมรับเป็นเจ้าภาพร่วมกัน ที่มีความตระหนักว่า เรามีหน้าที่ดูแลการศึกษา ไม่ปล่อยให้เป็นเรื่องของกระทรวงศึกษา สกอ สกว สกศ  หรือตระกูล ส.ทั้งหลาย
  • ไม่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของมหาวิทยาลัย โรงเรียน ครู และนักบริหารการศึกษาที่อ่อนเปลี้ยเต็มที
  • ถ้าประชาคมไทย ไม่ยอมรับเป็นเจ้าภาพร่วมมือร่วมใจกัน  เหมือนการมาร่วมอุปสมบทลูกหลาน นัดกันเอาลูกหลานมาบวชอบรมบ่มนิสัย
  •  คนไทยสอนลูกตั้งแต่อยู่ในอู่ เพลงกล่อมลูก พาลูกเข้าวัด ทำบุญ ส่วนเป็นส่วนรับผิดชอบสังคมที่งดงาม
  • ช่วงที่ไปดงหลวง พวกเราปลื้มกับเจ้าตัวเล็ก ตัวกระเปี๊ยก ที่พี่ป้าน้าอารุมรัก รุมกอด แย่งกันดูแล ..สิ่งเรานี้ล้วนเกี่ยวข้องกับการผลิตบัณฑิตตามสไตล์ของคนแซ่เฮ
  • เจ้าหนูดิน แดน น้องไผ่ หนูออต กิ่ง ออย สิงโต หนูขวัญ หนูอาย (ก๊วนเด็กเฮ) ล้วนอยู่ในวงล้อมของสายใยรักของชาวเฮรุ่นอาสุโส
  • มีความรักไหมครับ เอามาร้อยเรียงลูกหลานให้อยู่ที่บ้าน ที่โรงเรียน อยู่ในสังคม อย่างอบอุ่น ไม่ทิ้งขว้างกัน ไม่โทษกัน
  • ไม่รู้จะอธิบายยังไง จึงเอาเรื่องใกล้ตัวของชาวเฮมาเล่า หน้าที่จัดการศึกษา คือหน้าที่ของคนเรา
  • อย่าไปรอคนอื่น กว่าถั่วจะสุก งาก็ไหม้
  • มาผัดหมี่โคราช แกงหรี่ญี่ปุ่น แกงผักกาดจอ น้ำพริกอ่อง น้ำพริกลงเรือ ไก่ทอดเจ สลัดผัก กินกันเองดีกว่า นะครับ อร่อยด้วย ดีด้วย ทุกมิติ 

พ่อครูบาฯครับ

  • บันทึกนี้  อ่านไปเคาะหัวคนอ่านไปด้วย
  • คนที่มีบทบาทสำคัญเรื่องนโยบายมาอ่านบ้างหรือเปล่าเนี่ย อยากให้โดน.....บ้าง
  • ท่านที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นก็เผ็ดมันและถึงแก่นมาก
  • ก็ด้วยพลังของ G2K แท้ ๆ
เขียนเมื่อ 

ถือเป็นสุดยอดบันทึกที่รวบรวมสุดยอดครูบาอาจารย์ มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อการศึกษาไทย

สะท้อนจากตนเอง สำหรับในโลกให้ความซับซ้อนมีปัจจัยหลายอย่างมันเปลี่ยนไป ในส่วนตัวผมคิดว่ามิติทางด้านสังคมและครอบครัว ก็เป็นพื้นฐานที่สำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเด็กได้

  • เรียนตามใบสั่ง ขาดเวทีในการค้นหาต้นเองก่อน
  • พ่อแม่มีค่านิยมในการเปรียบเทียบ ไม่เคารพและชื่นชมความแตกต่าง ซึ่งน่าจะมีโรงเรียนสอนพ่อแม่บ้างนะครับ (บางที่จากปัจจัยที่เปลี่ยนไป เลยถูดครอบงำทางความคิดไปแล้ว)
  • ปัจจัยทางสังคมที่ไม่สอดประสาน  
  • การเร่งรีบดิ้นรน
  • กาครอบงำทางวัฒนธรรม
  • การทอดทิ้งภูมิปัญญาที่มีกันอยู่ และไม่ต่อยอด
  • ....

โชคดีที่ข้ามพ้นและปนเปื้อน ผ่านมาได้ แต่คนอื่น และเด็กรุ่นหลัง คงต้องการการแก้ปัญหาที่ผสมผสานในหลายๆมิติ ไปพร้อมๆกันด้วย

คงเป็นปัจจัยอีกด้านที่ละเลยไม่ได้

 

P

เออ โรงเรียนสอนพ่อแม่ นี่ก็สำคัญนะ

ใครจะเปิดโรงเรียนนี้ละ จะไปสมัครเรียน หมายเลข 1

เขียนเมื่อ 

กราบสวัสดีครับพ่อครูบาฯ

  • กำลังตามเก็บแนวความคิดของพ่อย้อนหลังไปเรื่อยๆครับ
  • เก็บทุกบันทึกที่เกี่ยวกับการศึกษา
  • และก็ค่อยๆกลั่นเอาออกมาใช้กับเด็กและชุมชนไปเรื่อยๆเช่นเดียวกันครับ
  • แต่จะได้ผล จะสู้กับกระแสนิยมคะแนนดีๆ เกรดสูงๆในเชิงวิชาการได้หรือเปล่าก็ยังไม่แน่ใจครับ
  • ขอกราบขอบพระคุณพ่อครูบาฯมากๆครับ  สำหรับบันทึกที่อธิบายความในใจแทนผมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาได้ทุกเรื่อง
  • สวัสดีครับ

หมายเลขบันทึก

148476

เขียน

22 Nov 2007 @ 18:35
()

แก้ไข

11 Feb 2012 @ 21:38
()

สัญญาอนุญาต

สงวนสิทธิ์ทุกประการ
ความเห็น: 14, อ่าน: คลิก