อาจารย์มหาวิทยาลัยนั้น เดินถือปริญญาอะไรมาก็เข้าสอนวิชาในสาขานั้นได้แล้ว

เคยมีอาจารย์พิเศษมาขอสังเกตการณ์ในชั้นเรียนที่ผมสอนครับ แกบอกว่าเวลาแกสอน เด็กๆ ไม่ค่อยจะสนใจ เลยอยากรู้ว่าผมมีวิธีการสอนอย่างไร ผมว่าหลายๆ คนที่เข้ามาทำงานเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยประสบปัญหานี้นะครับ คือไม่รู้ว่าจะสอนอย่างไรให้น่าสนใจ จริงไหมครับ? ยอมรับไหมครับ? ผมคนหนึ่งล่ะ ที่สงสัยกับวิธีการคัดเลือกอาจารย์ในมหาวิทยาลัยทุกที่ทั่วโลก

อาจารย์ไม่เหมือนครูตามโรงเรียนที่ต้องผ่านหลักสูตรการเรียนการสอน ต้องรู้ทฤษฎีการเรียนรู้ จิตวิทยา และฝึกทักษะในชั้นเรียน (จำครูฝึกสอนที่พวกเราเคยแกล้งจนร้องไห้ได้ไหมครับ?) อาจารย์มหาวิทยาลัยนั้น เดินถือปริญญาอะไรมาก็เข้าสอนวิชาในสาขานั้นได้แล้ว

ผมมาคิดดูว่าอาจารย์จะมีทุนอะไรบ้างในการไปสอน ผมคิดได้แค่สามอย่าง คือความรู้ในเนื้อหาวิชา (subject domain) ประสบการณ์จากชั้นเรียนของตัวเอง (past experiences) และลักษณะส่วนบุคคล (personality) พูดแบบนี้แล้วผมค่อนข้างมั่นใจว่าอาจารย์ส่วนใหญ่สอน แบบที่ตัวเองเคยถูกสอนมา จริงไหมครับ? ยอมรับไหมครับ?

Teaching the youngster to feed
อาจารย์ท่านหนึ่งเคยบอกผมว่า บางครั้งการจะเลือกวิชาเรียนนั้น คำถามไม่ได้อยู่ที่ว่าเรียนอะไร? แต่อยู่ที่ว่าเรียนกับใคร? คือให้ความสำคัญกับคนสอนมากกว่าเนื้อหา บางวิชาแม้จะดูไม่น่าสนใจ แต่คนสอนได้รับการยอมรับทั้งในหมู่อาจารย์และนักเรียน ในมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งจะมีบุคคลทรงคุณค่าแบบนี้สักกี่คนกันครับ

สองสามปีก่อนที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญเอกชนชื่อดังย่านหัวหมาก มีข่าวลือในหมู่อาจารย์ว่าทุกคนจะต้องเรียนประกาศนียบัตรการสอนจากคณะศึกษาศาสตร์ คือเรียนเกี่ยวกับการเรียนการสอนนั่นเอง เสียงตอบรับน่าสนใจมากครับ บางคนดีใจ บางคนกังวลเพราะต้องเดินทางจากวิทยาเขตบางนาเข้ามาที่หัวหมาก เรียนตอนเย็นแล้วถ้ามีสอนตอนเช้า จะเหนื่อยไปไหม ผมไม่แน่ใจว่าตอนนี้นโยบายเป็นอย่างไร บังคับว่าทุกคนต้องเรียนไหม แต่รู้ว่าทางผู้บริหารสนับสนุนให้อาจารย์เรียนหลักสูตรนี้แน่ๆ

เราต้องยอมรับไหมว่าคนเก่งนั้นมีน้อย และคนเก่งนั้นเก่งมาแต่กำเนิด ผมรู้ครับว่าความเชื่อของคนนั้นเปลี่ยนยาก ก็เหมือนกับอาจารย์ที่สอนเหมือนที่ตัวเคยถูกสอน เพราะเชื่อว่าเป็นวิธีที่ดี ผมอยากจะเปลี่ยนทั้งสองความเชื่อนี้ คือไม่เชื่อว่าคนเก่ง เก่งเพราะพรสวรรค์ คนสอนดี เพราะบุคลิกให้ และไม่อยากจะเชื่อว่าเราต้องสอนเหมือนที่เราเคยถูกสอน ผมพูดแบบนี้เหมือนอยากจะนอกกรอบ ผมคิดว่าเราจะดัดจริตทำตัวนอกกรอบไม่ได้ ถ้าเราไม่รู้ว่ากรอบอยู่ตรงไหน ศิลปินที่สร้างสรรค์งานศิลป์แบบนอกกรอบ ล้วนเคยอยู่ในกรอบ พวกที่ไม่อยู่ในกรอบแล้วทำเป็นนอกกรอบเรียกว่ามั่วนะครับ เช่นเดียวกันกับการจะสอน ถ้าเราไม่รู้ว่านักทฤษฎีในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เถียงกันมาอย่างไรเกี่ยวกับการเรียนการสอน เราก็คงสอนไปแบบที่เราเรียนกันมา หรือไม่ก็สอนไปแบบที่เราคิดว่าดี และหวังว่าสักวันเด็กๆ คงจะเลือกเรียนวิชาที่เราสอนเพราะว่าเราสอน ไม่ใช่เพราะมันเป็นวิชาบังคับ

พูดมาทั้งหมดนี้ ผมค่อนข้างมั่นใจว่านโยบายของทางมหาวิทยาลัยแถวๆ หัวหมากนั้น น่าจะเป็นคำตอบที่จะเปลี่ยนความเชื่อของผมได้ แต่มันจะเกิดขึ้นได้หรือเปล่านั้น เราคงต้องเปลี่ยนความเชื่อของเราเองเสียก่อนนะครับ

คิดอย่างไรกับบ้างครับ? 

ภาพประกอบ
http://flickr.com/photo_zoom.gne?id=511910343&size=s โดย foxypar4