มีปริญญาไม่สำคัญเท่ากับมีปัญญา
ถึงลูกศิษย์ปริญญาเอกที่รักทุกท่านและชาว Blog เนื่องจาก Blog เดิมมีข้อมูลมาก ผมจึงขอเปิด Blog ใหม่เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ทุกท่านครับ
จีระ หงส์ลดารมภ์
ถึงลูกศิษย์ปริญญาเอกที่รักทุกท่านและชาว Blog เนื่องจาก Blog เดิมมีข้อมูลมาก ผมจึงขอเปิด Blog ใหม่เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ทุกท่านครับ
จีระ หงส์ลดารมภ์
Dear Prof. Chira,
Thank you for providing us a new blog.
I have submitted my howework for Saturday 18 August, 2007 via your email. Therefore, will not be any homework on this blog.
I will be absence from class this coming Saturday. Looking forward to meet you in class on Saturday 1 September, 2007.
Thank you very much.
Best regards,
Sarah (NaPombhejara) Allapach
SSRU/DM
*** เช้าวันเสาร์ที่18 ส.ค. 50 เป็นวันแห่งการเรียนรู้แบบ Happy Learning อีกวันกับศาสตราจารย์ ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ด้วยบรรยากาศการนั่งล้อมวงกันนอกห้องเรียน เพื่อปรึกษาพูดคุย ซักถาม เสนอข้อคิดเห็นกับอาจารย์แบบกันเองๆ ดิฉันต้องขอขอบพระคุณอาจารย์ที่กรุณาให้ความรู้และความห่วงใยต่อพวกเราเป็นอย่างดีเยี่ยม มา ณ ที่นี้อีกครั้ง และในวันนี้อาจารย์ได้ให้คำถาม 2 ข้อ ดังนี้ ***ข้อ1. แนวคิดของ Prof.Peter Senge และศาสตราจารย์ ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ มีความแตกต่างกันอย่างไร- ในศตวรรษที่ 21 สภาพแวดล้อมของโลกทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง เทคโนโลยี ฯลฯ มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วรุนแรง และต่อเนื่อง ทำให้ยากต่อการคาดการณ์มากกว่าศตวรรษที่ผ่านมา เช่น การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจแบบดั้งเดิมเข้าสู่เศรษฐกิจระบบใหม่ New Economy การเปิดการค้าเสรีทำให้เกิดการลงทุนระหว่างประเทศที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว หรือการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจหรือขององค์กรที่มีความซับซ้อนมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ส่งผลให้ทรัพยากรมนุษย์กลายเป็นต้นทุนและปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อการขับเคลื่อนระบบต่างๆ ขององค์กรไปสู่ทิศทางแห่งความล้มเหลวหรือความเป็นเลิศขององค์กรนั้นๆซึ่งถือเป็นประเด็นของการให้ความสำคัญต่อการพัฒนาการเรียนรู้ของบุคคลในองค์กรปัจจุบัน ***Prof.Peter Sengeเจ้าของผลงาน The Fifth Discipline Fieldbook แห่ง The Sloan School of Management สถาบัน MIT ผู้ให้กำเนิดแนวคิด Learning Organization ให้เกิดขึ้นในองค์กรบนเงื่อนไขการพัฒนาคนทุกระดับอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกัน ทั้งในด้านวิธีการ การบริหารจัดการ การสร้างค่านิยม งบประมาณและเวลาที่เพียงพอ โดยให้ความรู้ที่ทันสมัย ให้ทุกคนสามารถเรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่องและเรียนรู้ตลอดชีวิต Life Long Learning ซึ่ง Prof.Peter Senge กำหนดหลักสำคัญไว้ 5 ประการ ดังนี้ 1.Personal Mastery-การเรียนรู้และการกระตุ้นให้บุคคล/สมาชิกในองค์กร เกิดพลังงานEnergy และนำพลังงานมาใช้เพิ่มสมรรถนะความสามารถ อันนำไปสู่เป้าหมายแห่งความสำเร็จของบุคคลและองค์กร 2. Mental Models - การสะท้อนให้เห็นถึงทิศทางและการตัดสินใจขององค์กร 3. Shared Vision -เป็นการสร้างความรู้สึกผูกพันของคนในกลุ่ม ด้วยการใช้ความคิดร่วมกันสร้างสรรค์สิ่งใหม่ และปฏิบัติตามกฎที่กำหนดร่วมกันเพื่อนำสู่จุดหมาย 4. Team Learning-การแลกเปลี่ยนความรู้ และรวบรวมความคิด ทักษะ เพื่อนำมาใช้พัฒนาความรู้ความสามารถของกลุ่มบุคคลในองค์กร 5. System Thinking-วิธีการคิดและการเชื่อมโยงการเรียนรู้ที่ได้จากหลักการในข้อ 1-4 เพื่อนำมาใช้ปรับเปลี่ยนกระบวนการให้เกิดประโยชน์ในภาพองค์รวม*** ศาสตราจารย์ ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์กล่าวถึงยุคโลกาภิวัตน์ที่ต้องแข่งขันเพื่อความอยู่รอดว่า อาวุธที่ใช้สู้กันมากที่สุดคือความรู้และปัญญา ซึ่งเป็นที่มาของทฤษฎีเพิ่มค่าทุนมนุษย์ “ 8K’s ” ประกอบด้วย1. Human Capital – ทุนมนุษย์ คือการลงทุนด้านคน เช่นให้การศึกษา การฝึกอบรม โภชนาการ ซึ่งครอบคลุมถึงทุนขั้นพื้นฐาน ที่ได้รับมาแต่วัยเยาว์ตั้งแต่การได้รับการอบรมและเลี้ยงดูจากบิดา มารดา พื้นฐานการศึกษา และพื้นฐานทางสุขภาพอนามัยที่แข็งแรงสมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ2.Intellectual Capital –ทุนทางปัญญา หมายถึงความสามารถในการคิดวิเคราะห์เป็นและการนำไปสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added)3.Ethical Capital –ทุนทางจริยธรรม เป็นทุนที่เกี่ยวข้องกับความซื่อสัตย์สุจริต4. Happiness Capital –ทุนแห่งความสุข เน้นว่าหากมนุษย์มีทุนแห่งความสุข ไม่ว่าจะเป็นความสุขกายหรือสุขใจ จะทำสิ่งใดมักประสบความสำเร็จมากกว่าคนที่ไม่มีทุนแห่งความสุข5. Social Capital –ทุนทางสังคม คนที่ประสบความสำเร็จได้ต้องรู้จักการวางตัวที่เหมาะสม และรู้จักการเข้าสังคม คนที่มีทุนทางสังคมดี เมื่อพัฒนาตนเองไปถึงระดับหนึ่งจะสามารถบริหารเครือข่ายความสัมพันธ์ทางสังคม (Network and Partnership) ให้เป็นประโยชน์กับงาน หรือกับสังคมโดยรวมได้6. Sustainability Capital –ทุนแห่งความยั่งยืน เป็นทุนที่สำคัญของทรัพยากรมนุษย์ในยุคโลกา ภิวัตน์หากเราไม่พัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนจะไม่สามารถอยู่รอดและทุนทางวัฒนธรรม Culture Capital เป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่จะทำให้เราไม่ไหลเลื่อนไปตามกระแสโลกจนสูญสิ้นความเป็นตัวของตัวเอง 7.Digital Capital –ทุนทางเทคโนโลยีสารสนเทศหรือ IT ได้แก่ผู้มีความรู้ มีปัญญา ย่อมรู้สถานการณ์โลกและให้ความสนใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศ8. Talented Capital –ทุนทางความรู้, ทักษะ และทัศนคติ (Mindset)*** จากการเปรียบเทียบแนวคิดของ Prof.Peter Senge กับ ศาสตราจารย์ ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ พบว่าโดย พื้นฐานของปัจจัยหลักแนวคิดไม่มีความแตกต่างกัน ทั้งสองแนวคิดมุ่งเน้นการเรียนรู้ขององค์กร Learning Organization สู่ความสำเร็จด้วย Key Success Factor ***สำหรับปัจจัยเสริมในบางประเด็นมีความแตกต่างกันบ้างเล็กน้อย เนื่องจาก Prof.Peter Senge อธิบายในมุมมองของโลกตะวันตก west side ในขณะที่ศาสตราจารย์ ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ อธิบายในมุมมองของโลกตะวันออก east side ซึ่งทั้งสองด้านมีข้อแตกต่างกันในบางประเด็นเช่นวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ** อย่างไรก็ตาม แนวคิดทั้งสองสามารถเปรียบเทียบความสอดคล้องกันดังนี้ **1. Personal Mastery สอดคล้องกับHuman Capital และ Intellectual Capital2. Shared Visionสอดคล้องกับHuman, Social, Digital และ Talented Capital3. Mental Modelsสอดคล้องกับHuman,Intellectual และ Talented Capital4. Team Learningสอดคล้องกับEthical, Happiness, Social, Sustainability และ Talented Capital5. Systems Thinkingสอดคล้องกับHuman, Intellectual,Ethical,Happiness, Social, Sustainability, Digital และ Talented Capitalข้อ2. ทำอย่างไรเพื่อให้แนวคิดจากข้อ1 ขยายในมุมกว้างได้*** การพัฒนาหรือปรับปรุงกิจกรรมเพื่อมุ่งสู่ความสำเร็จใดๆก็ตาม จะต้องผ่านกระบวนการ ให้ความรู้ แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder) เพื่อนำสู่การปฏิบัติต่อไป *** การจะทำให้แนวคิดดังกล่าวเกิดประโยชน์กับประเทศชาติ องค์กร และบุคคล อย่างกว้างขวาง ควรเริ่มต้นด้วยการ ให้ความรู้ผ่านกระบวนการศึกษาที่มีคุณภาพ จึงจำเป็นต้องสร้างบุคลากรที่เป็นครูให้เป็นGoodLearner และ Global Citizenที่ไม่ใช่เป็นครูแบบ Teacher Teaching หรือนักทฤษฎีวิชาการเท่านั้นแต่ยังต้องเป็นนักปฏิบัติที่มีR&D(Research and Development)โดยใช้ “ปัญญากับความจริง”ส่งผ่านวิธีการเรียนรู้ด้วยทฤษฎี4L’sคือ Learning Methodology, Learning Environment, Learning Opportunities และ Learning Communities เพื่อนำไปสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) ให้แก่ Outputที่เป็นผู้นำ Leadershipสู่สังคมและประเทศชาติต่อไป *** ศุภรา เจริญภูมิ SUPPARA CHAROENPOOM ***
การบ้านครั้งที่ 7 : วันเสาร์ที่ 18 สิงหาคม 2550 ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ : เลขาธิการมูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ เรื่อง :เรื่องทรัพยากรมนุษย์ต้องมองจากภาพใหญ่ (Macro) ไปสู่ภาพเล็ก (Micro)<p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal">นักศึกษา : นางสาวญาณัญฎา ศิรภัทร์ธาดา….</p><p style="margin: 0in 0in 0pt; text-indent: 0.5in" class="MsoNormal">เป็นการส่งครั้งที่ 2 ค่ะ (ครั้งแรกส่งทาง Blog ที่มีปัญหา แล้วส่งทางE-mail วันที่ 18 ส.ค. 2550) </p>
วันนี้ท่านอาจารย์เน้นแนวคิดของ Peter Senge เรื่อง The Fifth Discipline …ว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมาก ทุนคืออะไรและมีที่มาอย่างไร <p style="margin: 0in 0in 0pt; text-indent: 0.5in" class="MsoNormal"> </p> ทุนเกิดจากการบริโภค (Consumption) และการลงทุน (Investment) เพื่อนำไปสร้างมูลค่าเพิ่มต่อไป การมอง Human Capital ต้องมองภาค Hr Political Economic Sociology ต้องใฝ่รู้ ข้ามศาสตร์ และการมองทุนมนุษย์ให้เป็น Global Citizen ซึ่งจะเป็นอย่างนั้นได้ต้องให้ความสำคัญกับการศึกษาให้มาก เพราะเป็นเรื่องที่สำคัญ คุณภาพการศึกษาไทย เพื่อนำคนไปสู่การเป็นประชาชนที่ดี (Good Citizen) และเป็น Global Citizen ในสังคมที่ยั่งยืนและการเรียนรู้ในที่สุด <p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal"> </p> ทฤษฎีทุน 8 ประการที่เป็นพื้นฐานของ “ทรัพยากรมนุษย์” Human Capital ทุนมนุษย์Intellectual Capital ทุนทางปัญญาEthical Capital ทุนทางจริยธรรมHappiness Capital ทุนแห่งความสุขSocial Capital ทุนทางสังคมSustainability Capital ทุนแห่งความยั่งยืนDigital Capital ทุนทาง IT Talented Capital ทุนทาง Knowledge, Skill และ Mindset(ท่านอาจารย์บอกว่า ทุนทั้งหมดเป็น Sub Set ของ Human Capital ทุนมนุษย์ )เน้นที่การสะสมทุนทางปัญญาต้อง ต่อเนื่อง และต่อเนื่อง ในยุค 21st Century อาวุธที่สู้กันมากที่สุดคือปัญญา การมีปัญญาอย่างเดียวก็คงไม่พอ ก็มีอะไรอีกหลาย ๆ อย่าง เช่น คนมีความสุข มีความพอใจในการทำงาน ซึ่งต้องคำนึงถึงลูกค้าได้ประโยชน์ และสังคมได้ประโยชน์อะไรบ้าง ทุกอย่างต้องมีความสมดุล เพื่อให้มีความสุข มีความยั่งยืน ทฤษฎี 5 K’s ใหม่เพื่อการพัฒนามนุษย์ยุคโลกาภิวัตน์ Creativity Capital ทุนแห่งการสร้างสรรค์Knowledge Capital ทุนทางความรู้Innovation Capital ทุนทางนวัตกรรมCultural Capital ทุนทางวัฒนธรรมEmotional Capital ทุนทางอารมณ์ (เรื่อง Intellectual Capital (IC) ก็เป็นที่มาของ 8K’s และ 5K’s เรียกทฤษฎี IC ได้อีกอย่างหนึ่งว่า The Theory of Intangible. IC ให้ได้ผล ยังต้องไปเชื่อมกับ Social Capital คือบูรณาการเชื่อมโยงเข้าหากลุ่มอื่น ๆ) วิธีคิด 4 แนวของพระเจ้าอยู่หัวฯก่อนที่จะเริ่มทำงานใดๆ ให้คิดถึงสิ่งต่อไปนี้
1) ทำอะไร
2) ทำอย่างไร 3) ทำเพื่อใคร
4) ทำแล้วได้อะไร ทุนทางความสุข (Happiness Capital) เป็นทุนที่สำคัญมากในการทำงานสำหรับยุคแห่งการแข่งขันนี้ ซึ่งการทำงานให้มีความสุขได้จะต้อง • รู้จุดมุ่งหมายของงาน และรู้ว่าผู้รับบริการต้องการอะไร• รู้ว่าเรามีความสามารถในการนำเสนอ พอเพียงหรือไม่• ต้องเตรียมตัวดี มีเวลาเพียงพอ • พักผ่อนเพียงพอ• มีทีมที่ดี <p style="margin: 0in 0in 0pt; text-indent: 0.5in" class="MsoNormal">การปฏิรูปการศึกษาในประเทศไทยยังล้าหลัง ในหลายเรื่องที่ต้องทำคือ การปรับ mindset ทัศนคติของผู้บริหารให้มองการศึกษาเป็นยุทธศาสตร์ในการพัฒนาเศรษฐกิจแบบยั่งยืน และอยู่ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างเร็วได้ คือ เน้น ทุนทางปัญญา ทุนทางสังคม ( Networking ) และเน้นทุนแห่งความยั่งยืน สังคมการเรียนรู้ ใฝ่รู้ตลอดเวลา นอกจากมีคุณธรรมแล้ว ยังต้องคิดเป็น ทำเป็น มี Head Heart และ Hand อย่างที่คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์แนะนำไว้ สำคัญที่สุดและยังจำเป็นที่จะต้องมีความคิดที่นอกกรอบ เช่น Creativity ความคิดสร้างสรรค์ และนำ Creativity ไปสู่ Innovation นวัตกรรม แต่ต้องมีคุณธรรมและมีความรู้ที่แน่น ไม่ใช่พอเพียงแค่อยู่รอด หากรอดแล้ว ต้องไม่ประมาท หาความรู้เพิ่มเติมตลอดเวลา การขยายตัวอย่างมั่นคงจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะมนุษย์ต้องการความก้าวหน้า ( Progress ) ที่ยั่งยืน
</p> การที่จะเปลี่ยน mindset ได้ จะต้องหาความรู้ให้ทันโลกและสดใหม่อยู่เสมอ ข้ามศาสตร์ และวิเคราะห์แบบโป๊ะเชะ วิธีการหาความรู้ต้องเป็นวิธีที่ตัวเรามีส่วนร่วม ความรู้เกิดขึ้นได้ทุกที่ (Anywhere Learning / Study Tour / Tea Time .etc..) ไม่ใช่ฟังข้างเดียว ท่านอาจารย์บอกว่านักศึกษาต้องวิเคราะห์ให้เป็น และวิเคราะห์แบบทฤษฎี 2 R’s คือ
- Reality มองความจริง
- และ Relevance ตรงประเด็น
ท่านอาจารย์มอบหมายให้นักศึกษาอ่านหนังสือที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งเรื่อง Leveraging The New Human Capital1People, The Engine of Success ได้ความรู้พอสังเขปดังนี้ หากองค์กรมองกำไรเป็นเป้าหมายที่มีความสำคัญมาในอันดับแรแล้วให้ความสำคัญกับ คน เป็นอันดับรองแล้ว นั่นคือสัญญาณอันตราย เพราะองค์กรนั้นกำลังมองความความสำคัญของทุนมนุษย์ซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีค่าสูงสุดขององค์กรเสียแล้วเรื่องความสำคัญของคนกลายมาเป็นประเด็นที่องค์กรต่างๆนำมากล่าวถึง ความสามารถของคนที่จะนำพาองค์กรให้ประสบความสำเร็จได้อย่างไร และแน่นอน ทุนมนุษย์เป็นความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างยั่งยืน ทุนมนุษย์ ทรัพย์สินทางปัญญา ความรู้ ความสามารถ ทักษะ ความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม เป็นตัวผลักดันให้เกิดความได้เปรียบในการแข่งขัน และการเพิ่มขึ้นของผลิตภาพ ก็คือความสามารถในการผลิตสินค้าหรือบริการนั่นเอง สิ่งที่สำคัญ….เมื่อทุนมนุษย์มีการเปลี่ยนแปลง1. เกิดผลกระทบในทางบวกสนับสนุนซึ่งกันและกัน2. เห็นคุณค่าและใส่ใจพนักงานมากขึ้น3. มีความเชื่อว่าองค์การแบ่งปันคุณค่าให้มากขึ้นผลกระทบในทางบวกสนับสนุนซึ่งกันและกันนี้ เกิดขึ้นระหว่างพนักงานกับลูกค้าหรือองค์กร ได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จ กลายมาเป็น คุณค่า ทักษะทางเทคนิค และความรู้ ทักษะในการสื่อสาร: ประสิทธิภาพของการสื่อสารที่ดีคือการได้สื่อสารโต้ตอบกัน การฟัง การสื่อสารหลายรูปแบบ อาทิ วัจนภาษา อวัจนภาษา สื่ออิเล็กทรอนิคส์ เพศ อายุ วัฒนธรรม ทำให้เรามองเห็นคุณค่า ความจำเป็นที่จะสามารถจัดการกับสถานการณ์ของสิ่งแวดล้อมที่ต่างกันได้ ทักษะการติดต่อ: ต้องมีความเข้าใจที่จะเรียนรู้จากผู้คนในวงกว้างเพื่อสร้างมิตรภาพ ความสัมพันธ์ ให้เกิดความไว้วางใจ ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ มีความจำเป็นต่อการทำงานให้ประสบความสำเร็จและความร่วมมือที่ดีต่อกัน คนชอบที่จะร่วมมือทำงานกันเพื่อผลงานที่ดี ผู้นำจึงต้องเป็นผู้ปฏิบัติให้เป็นแบบอย่างที่ดีมากกว่าการสั่งการ ตลอดจนการประเมินผลที่ถูกต้อง ในขณะที่พนักงานเองก็ต้องทำงานภายใต้กระแสความเปลี่ยนแปลงที่ไม่แน่นอน ความซับซ้อน ทำงานด้วยความรับผิดชอบและมีคุณธรรม เรียนรู้ที่จะให้และรับความไว้วางใจ สร้างแรงจูงใจ การตัดสินใจ เป็นผู้ที่รับความเสี่ยงอย่างชาญฉลาด สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้พนักงานก็ต้องมีความเข้าใจ ความผูกพันในองค์กร พนักงานเห็นคุณค่าขององค์กร องค์กรก็เห็นคุณค่าของพนักงาน หากพนักงานไม่มีความเบื่อหน่าย กระตือรือร้น ไม่ขาดศีลธรรม มีความฉลาดทางอารมณ์ ก็จะนำไปสู่บรรยากาศการกระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ แรงจูงใจ ความผูกพัน และสร้างสรรค์นวัตกรรมคือทุนมนุษย์ในที่สุด สรุป: องค์กรต้องนำเอาศักยภาพทางแนวคิดของพนักงานนั่นคือทุนมนุษย์ออกมา ด้วยการสร้างสัมพันธภาพและความผูกพันที่ดี การสนับสนุน การเชื่อในคุณค่าขององค์กรซึ่งต่างจากการจัดการทุนทางกายภาพ ทุนทางการเงินเพราะมนุษย์มีความสลับซับซ้อน แต่มนุษย์ก็คือมนุษย์ที่มีชีวิตจิตใจไม่ใช่เครื่องจักร Leveraging The New Human Capitalให้แนวคิดที่ไม่ได้แตกต่างจากท่านอาจารย์จีระ เพราะให้ความสำคัญของทุนมนุษย์ซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีค่าสูงสุดขององค์กรแต่หนังสือเล่มนี้เน้นในเรื่องของ Engagement / Creativity / Interpersonal Skill / Relationship เน้นความเป็นผู้นำ จากการวิเคราะห์ความหมายของภาวะผู้นำข้างต้น จะเห็นได้ว่า แนวคิดส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับกลุ่มคน และสมาชิกของกลุ่มมีความสัมพันธ์ภายในต่อกันอย่างสม่ำเสมอ ในการนี้จะมีสมาชิกคนใดคนหนึ่งหรือมากกว่าถูกกำหนดหรือยอมรับให้เป็นผู้นำ (Leader) เนื่องจากมีความแตกต่างในด้านต่าง ๆ จากบุคคลอื่น ๆ ของกลุ่ม ซึ่งถือว่าเป็นผู้ตาม (Followers) หรือผู้ใต้บังคับบัญชา หรือลูกน้อง(Subordinates) หรือผู้ปฏิบัติส่วนท่านอาจารย์จีระนั้น มองทุนมนุษย์อย่าง Macro มีการบูรณาการ เชื่อมโยง Brain Lingkage ข้ามศาสตร์ ทำให้เห็นภาพ Big Picture นำไปสู่Creativity ความคิดสร้างสรรค์ และนำ Creativity ไปสู่ Innovation นวัตกรรม ภาวะผู้นำ (Leadership) หรือความเป็นผู้นำคำนิยามของคำว่า “ผู้นำ” ตามพจนานุกรมฉบับเฉลิมพระเกียรติ พ.ศ. 2530 ให้ความหมายของผู้นำว่า เป็นนามหมายถึง “หัวหน้า” แต่ความหมายของคำว่า ความสามารถในการนำ (The American Heritage Dictionary, 1985 : 719) จึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่งสำหรับความสำเร็จของผู้นำ ภาวะผู้นำได้รับความสนใจ และมีการศึกษามาเป็นเวลานานแล้ว เพื่อให้รู้ว่าอะไรเป็นองค์ประกอบที่ จะช่วยให้ผู้นำมีความสามารถในการนำ หรือมีภาวะผู้นำที่มีประสิทธิภาพ
การศึกษานั้นได้ศึกษาตั้ง แต่คุณลักษณะ (Traits) ของผู้นำ อำนาจ (Power) ของผู้นำ พฤติกรรม (Behavior) ของผู้นำแบบต่าง ๆ และอื่น ๆ ในปัจจุบันนี้ ก็ยังมีการศึกษาภาวะผู้นำอยู่ตลอดเวลา และพยายามจะหาภาวะผู้นำที่มี ประสิทธิภาพในแต่ละองค์การและในสถานการณ์ต่าง ๆ กันภาวะผู้นำเป็นกระบวนการที่บุคคลหนึ่ง(ผู้นำ)ใช้อิทธิพลและอำนาจของตนกระตุ้นชี้นำให้บุคคลอื่น(ผู้ตาม) มีความกระตือรือร้น เต็มใจทำในสิ่งที่เขาต้องการ โดยมีเป้าหมายขององค์การเป็นจุดหมายปลายทาง (พยอม วงศ์สารศรี, 2534:196) ความท้าทายของผู้นำในวันนี้· ลักษณะงานเปลี่ยนไปหลาย ๆ คนขาดทักษะและความรู้ในการทำงานแบบใหม่· การต่อต้านจากวัฒนธรรม วิธีปฏิบัติ แนวคิด แบบเดิม· ความเครียดของลูกน้อง ที่เกรงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลง· ลูกน้องที่รับเข้ามาใหม่ ๆ มีการศึกษาสูงขึ้น มีความมั่นใจในตัวเองสูง· ลูกน้องต้องการทำงานที่มีความท้าทายมากขึ้น· ลูกน้องต้องการมีส่วนร่วมในการทำงานมากขึ้น นางสาวญาณัญฎา ศิรภัทร์ธาดา: มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา คณะวิทยาการจัดการ “ A LeadingUniversity Quality for All ”<p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal"> </p></span></span>
<p>การบ้านครั้งที่ 8</p><p>ทรัพยากรมนุษย์</p>
ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม
</font><p>( HR – Creativity and Innovation )</p><p>เสนอ ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์ผู้นำเสนอ นายพนม ปีย์เจริญ</p><p>21 สิงหาคม 2550</p><p></p><p>1.จากคำถามที่ว่า แนวความคิดของ Peter Senge ต่างกับ ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ อย่างไร ?</p><p>จากการที่ได้ศึกษาแนวความคิดของ Peter Senge ในการที่จะสร้างคนให้มีการเรียนรู้ โดยเน้นให้คนต้องมีการเรียนรู้ตลอดเวลาและต่อเนื่องจนสามารถควบคุมตนเองให้สามารถมี 5 วินัย ได้ครบถ้วนตามกฎของ Peter Senge คือ</p> <p>1. Personal Mastery </p><p>ตนต้องรู้จักตนเอง ว่ารู้และยังไม่รู้เรื่องใดต้องเรียนรู้อะไรเพิ่มเติม จนเป็นคนที่มีวิสัยทัศน์ยาวไกลสามารถคาดการณ์ได้แม่นยำ</p><p>2. Mental Model</p>
ตนต้องไม่เอาตนเป็นที่ตั้ง ต้องเป็นแบบอย่างที่ดี ต้องรู้จักฟังคนอื่น ยอมรับคนอื่น แล้วนำความคิดเห็นของผู้อื่นมาร่วมพัฒนา ร่วมกับความคิดของตนเองในการพิจารณาและนำไปปฏิบัติได้อย่างถูกต้องแม่นยำ
3. Share Vision
การรับฟังมุมมองของทุกคน ทุกระดับ แม้เรื่องของ Vision จะถูกกำหนดโดยผู้บริหารก็ตามแต่ Vision อาจเกิดจากพนักงานในระดับต่างๆได้ ซึ่งมุมมองในแต่ละระดับของพนักงาน ย่อมสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้
4. Team Learning
การเรียนรู้เป็นกลุ่ม เป็นการเรียนรู้ที่จะทำให้เกิดการพัฒนา เพราะเป็นการเรียนรู้โดยรับรู้มุมมองในแต่ละด้านแต่ละความคิด ของแต่ละมุมมอง
5. System Thinking
การคิดให้เป็นระบบ คิดอย่างมีเหตุมีผลรู้ว่าผลที่เกิดมาจากสาเหตุอะไร แล้วจะแก้ไขอย่างไร
การมี 5 วินัยของ Peter senge จะเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้คนมีการเรียนรู้ มีการพัฒนา อันจะส่งผลทำให้เกิด Individual Competency ซึ่งในอนาคต Competency จะเป็นตัวกำหนดอนาคตขององค์กรมากกว่าสินค้าและบริการ
ดังนั้นการสร้างวินัยในการเรียนรู้ของ Peter Senge จึงเป็นแนวทางอันสำคัญในการพัฒนาคนเพื่อให้คนเป็นทรัพยากรที่มีคุณภาพ ซึ่งจะเป็นสินทรัพย์ (Asset) ให้กับองค์กรต่อไปในอนาคต
ในขณะเดียวกัน ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ก็ได้เน้นให้เห็นถึงความสำคัญของการเรียนรู้เพื่อพัฒนาคนให้มีศักยภาพ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาขององค์กรในระดับ Micro ไปจนถึงในระดับ Macro แม้กระทั่งในการสอนของท่าน ดร.จีระ ท่านอาจารย์ก็จะเน้นการกระตุ้นให้มีการเรียนรู้ในรูปแบบต่างๆมีการสร้างบรรยากาศในการเรียนรู้รูปแบบใหม่ๆที่หลากหลาย กระตุ้นให้มีการแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดซึ่งกันและกัน
พยายามผลักดันให้นักศึกษามีความคิดนอกกรอบ ( Think out of the box ) เพื่อให้เกิดความคิดต่อยอดจากที่อาจารย์คิด เพื่อให้เกิดความหลากหลายในความคิด และมีความแตกต่างในการพัฒนาการเรียนรู้นอกจากนั้นเพื่อให้เห็นถึงความหลากหลายเพื่อสร้างทุนทางปัญญา ท่านอาจารย์ก็ได้ กรุณา ใช้ศักยภาพของท่านเชิญวิทยากรที่มีประสบการณ์จริง ที่ใช้ทฤษฏีผ่านกระบวนการปฏิบัติจนรู้แจ้งเห็นจริงแล้ว มาเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ให้กับนักศึกษา
นับเป็นความโชคดีของนักศึกษาเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้รับรู้ข้อมูลความรู้จากผู้ปฏิบัติจากทฤษฏีให้เห็นแจ้ง
ซึ่งในส่วนของวิทยากรที่มาสอนในส่วนของท่าน ดร.จีระ มาสอนด้วยตัวท่านเองก็มีหลายส่วนที่คล้ายคลึงกัน
โดยเฉพาะทฤษฏี 8K ของท่าน ดร.จีระ ที่เป็นพื้นฐานของทรัพยากรมนุษย์ คือ
1. Human Capital ทุนมนุษย์2. Intellectual Capital ทุนทางปัญญา
3. Ethical Capital ทุนทางจริยธรรม
4. Happiness Capital ทุนแห่งความสุข
5. Social Capital ทุนทางสังคม
6. Sustainability Capital ทุนแห่งความยั่งยืน
7. Digital Capital ทุนทาง It8. Talented Capital ทุนทาง knowledge , Skill และ Mindset
แสดงให้เห็นว่าแนวความคิด 8K ของท่านอาจารย์มีความเป็นเหตุเป็นผลจนเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางและเมื่อนำแนวทฤษฏีของท่าน ดร.จีระ ไปเปรียบเทียบกับแนวคิดการสร้างวินัยในการเรียนรู้ทั้ง 5 ข้อจะเห็นความเหมือนกันในหลายๆด้านแต่ของท่าน ดร.จีระ จะมีการพัฒนาความรู้ตามแนวตะวันออกที่นอกจากจะมีความรู้ทางด้านความกว้างแล้วยังเหนือกว่าที่มีความรู้แนวตะวันออกทางด้านความลึกมากกว่าของ Peter Senge อีกด้วย ด้วยเพราะว่า ท่าน ดร.จีระ เป็นภาคตะวันออกแต่ไปเรียนรู้ในประเทศตะวันตก จึงย่อมมีความลุ่มลึกในการเรียนรู้พฤติกรรมคนในแบบตะวันออกได้ดีกว่า
Peter Senge ในขณะเดียวกันก็ได้มีโอกาสเรียนรู้ทฤษฏีและแนวความคิดของนักคิด นักทฤษฏีชาวตะวันตก จึงสามารถต่อยอดบูรณาการได้ลุ่มลึกชัดเจนกว่าและก็ต้องยอมรับว่าหลายครั้งที่ทฤษฏีหรือแนวคิดแบบตะวันตกล้วนๆก็ไม่สามารถนำมาใช้กับคนทางตะวันออกได้ 100% หรือบางครั้งก็ใช้ไม่ได้เลย ถ้าไม่ผ่านการพัฒนาปรับปรุงต่อยอด,หรือบูรณาการเสียก่อน ซึ่งเท่าที่ได้เรียนรู้จากท่าน ดร.จีระ ไปเปรียบเทียบกับของ Peter Senge ก็ทำให้เห็นความเป็นสากลของทฤษฏี 8K ของท่าน ดร.จีระ อย่างชัดเจน เช่น
Personal Mastery ที่ Sengeได้ชี้ให้เห็นว่าตนต้องรู้จักตนเองว่ารู้ไม่รู้อะไร เพราะ
“ คนที่ยอมรับว่ารู้ในสิ่งที่รู้และยอมรับว่าไม่รู้ในสิ่งที่ไม่รู้
ถือว่าเป็นผู้รู้อย่างแท้จริง ”
ก็สอดคล้องกับทฤษฏีของท่าน ดร.จีระ ในเรื่องของ
ทุนทางปัญญา ( Intellectual Capital )ทุนมนุษย์ (Human Capital)
ทุนทางความรู้,ทักษะ และระบบความคิด ( Talented Capital )
Mental Modelตนต้องไม่เอาตนเองเป็นที่ตั้ง ต้องฟังความคิดของผู้อื่น ก็สอดคล้องกับ ทุนทางปัญญา ( Intellectual Capital )ทุนทาง knowledge , Skill และ Mindset
ทุนทางสังคม ( Social Capital )Share Visionเห็นอนาคตร่วมกันซึ่ง Vision นั้นอาจเกิดจากคนทุกระดับ ซึ่งทฤษฏีนี้สอดคล้องกับทุนทางสังคม ( Social Capital ) ทุนทาง IT ( Digital Capital )
Team Learning การเรียนรู้เป็นกลุ่มจะทำให้เกิดการพัฒนา ก็สอดคล้องกับ ทุนแห่งความสุข
( Happiness Capital ) ทุนทางสังคม ( Social Capital ) ทุนทางจริยธรรม ( Ethical Capital ) ทุนแห่งความยั่งยืน ( Sustainability Capital ) ทุนทางความรู้ ,ทักษะ และระบบคิด
System Thinking คิดอย่างเป็นระบบ คิดอย่างมีเหตุมีผล ซึ่งสอดคล้องกับ ทุนมนุษย์ ( Human Capital ) ทุนทางปัญญา ( Intellectual Capital ) ทุนทางความสุข ( Happiness Capital ) ทุนทางสังคม ( Social Capital ) ทุนทางจริยธรรม ( Ethical Capital ) ทุนทาง IT ( Digital Capital ) ทุนทางความรู้ , ทักษะ , ระบบความคิด ( Talented Capital )
จากการเปรียบเทียบก็จะเห็นว่ามีความคล้ายคลึงกันอย่างมากในการสร้างพื้นฐานแห่งการเรียนรู้ จะต่างกันก็ตรงที่ว่าเป็นแนวความคิดแบบตะวันตกกับตะวันออกที่ผ่านการบูรณาการ( Integration )จึงมีความกว้างและลึกกว่าของ Peter Senge
2. คำถามว่า เราจะทำอย่างไร ? ถึงจะให้ความคิดขยายไปในสังคมมุมกว้าง
จากอดีตอันยาวนานมาของชนชาติไทย , คนไทยเราถูกสอนให้เป็นผู้ตามมากกว่าผู้นำ , ถูกสอนให้เชื่อ มากกว่าให้คิด เพราะฉะนั้น การถูกหล่อหลอมในรูปแบบเดิมๆยังถูกปลูกฝังอยู่ในรูปแบบที่ถูกพัฒนามาตามกาลเวลาดังนั้น การที่จะนำเอาแนวความคิด การพัฒนาการเรียนรู้เข้าไปปลูกฝังให้กับคนไทย จึงต้องใช้ความพยายามเป็นอย่างยิ่งและไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้กำลังใจกำลังกายกำลังสติปัญญามากทีเดียว ถึงจะเปลี่ยนค่านิยมเดิมๆได้ ซึ่งต้องใช้เครื่องมือที่หลากหลายด้วยการเริ่มต้นปลูกฝังกันตั้งแต่ ชั้นปฐมภูมิ คือในระดับครอบครัว ระดับทุติยภูมิ เรื่อยไปจนกระทั่งระดับมหาลัย ระดับองค์กรซึ่งต้องใช้เครื่องมือต่างๆ อย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ ตั้งแต่
การฝึกอบรม ( Training )องค์กรต้องจัดให้มีการพัฒนาอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง เพราะโลกเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาความรู้ใหม่ๆทฤษฏีใหม่ๆก็เกิดขึ้นตลอดเวลา เช่นเดียวกันภาษาถิ่นเดิม ถูกเพิ่มด้วย ภาษา ITที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้เราจึงต้องใช้การฝึกอบรมพัฒนาคนอย่างต่อเนื่องเป็นเครื่องมือต้นๆในการพัฒนาคน โดยทุกองค์กรต้องพยายามใส่ใจที่จะพัฒนาความรู้ความสามารถของตนเอง
การศึกษาหาความรู้ให้ตนเอง ( Education )คนแต่ละคนต้องหาความรู้ให้ตนเอง ด้วยการนำทฤษฏี 8K , 5K ของ ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ มาเป็นแนวทางในการพัฒนา ด้วยการปลูกฝังให้เป็นวินัยของตนในองค์กร
การวางแผนและการพัฒนาสายอาชีพ ( Development )ด้วยเพราะคนมีการศึกษา , การเรียนรู้ ที่พัฒนาขึ้น สูงขึ้น องค์กรก็ต้องพัฒนางานให้สอดคล้องกับความรู้ความสามารถให้สามารถสอดรับกับความรู้ความสามารถของพนักงานที่สูงขึ้น อันเป็นการป้องกัน การเปลี่ยนงานของพนักงานอีกทางหนึ่งด้วยการเรียนรู้ร่วมกัน ( Learning Organization ) อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า กระแสการแข่งขันในโลกปัจจุบันมีความดุเดือด เข้มข้นขึ้นทุกวัน
การพัฒนาคนและการพัฒนางาน ก็ยังไม่ทันกับกระแสการแข่งขัน หลายองค์กรจึงต้องหันไปปรับโครงสร้าง ( Re – engineering ) เพื่อให้คนเปลี่ยน Attitude และ Culture เพื่อสร้างวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นในองค์กร ด้วยการนำทฤษฏี 8K และ 5K ของท่าน ดร.จีระ เข้าไปสร้างคนให้มีการเรียนรู้ตลอดเวลา เรียนรู้ต่อเนื่องจนเป็นวัฒนธรรมขององค์กรทุกองค์กร เพื่อให้เขาเหล่านั้นมีทุนทางปัญญา เพื่อให้เขาเหล่านั้นเป็นสินทรัพย์ขององค์กร ( Asset ) สิ่งที่เราต้องทำก็คือต้องพยายามพิสูจน์ให้เห็นว่า
* การพัฒนาการเรียนรู้ให้กับคนในองค์กรนั้น
- จะสร้างความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด , และเป็นรูปธรรม- จะสร้างความยั่งยืนให้กับองค์กร
- จะช่วยสร้างความสุขให้กับคนในองค์กร
- จะสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันได้ในทุกสถานการณ์
- องค์กรสามารถปรับตัวได้ก่อนใครด้วยทรัพยากรที่มีคุณภาพกว่าใคร ฯลฯ
สิ่งต่างๆเหล่านี้จะช่วยทำให้องค์กรต่างๆกล้าที่จะลงทุนกับการพัฒนาคนของตนด้วยการพัฒนาการเรียนรู้ด้วยเพราะมองเห็นเป็นรูปธรรมว่า องค์กรได้อะไรเป็นผลตอบแทน
เมื่อเราสามารถเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงในระดับ Micro ได้ การที่จะขยายไปสู่ระดับ Macro ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะเป็นไปไม่ได้.
นายพนม ปีย์เจริญ
Mr.Panom peecharoen
21.8.2007
</font></font></font><p></p><p> </p>
การบ้านครั้งที่ 8เรียนวันเสาร์ที่ 18 สิงหาคม 2550 กับท่าน ศ. ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์ เลขาธิการมูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศนักศึกษาชื่อ นาย กฤษฎา สังขมณี หัวข้อที่ศึกษากว่า 3 ชั่วโมง (9.00 – 12.30น.) คือ Globalization มีผลกระทบต่อสิ่งต่างๆมากมาย น่าสนใจอย่างยิ่งในด้านการจัดการทุนมนุษย์ (Human Capital Management) เนื้อหาที่ศึกษามีดังนี้ศ. ดร. จีระ กล่าวว่าเรื่องทรัพยากรมนุษย์ต้องมองจาก Big Picture สู่ระดับองค์กร และต้องมองอย่างเป็นองค์รวม คำถามแรกที่พวกเราต้องคิดคือ “ทุน” คืออะไร คำตอบที่ “โป๊เชะ” คือ ต้องมีการจ่ายออกไปก่อนในลักษณะการลงทุน ไม่ใช่เป็นค่าใช้จ่าย ทุนมนุษย์จึงเป็นการลงทุนในตัวคน ต้องเสียสละเวลาและโอกาสในการทำสิ่งอื่น เพื่อการพัฒนาคนให้เป็น Good Global Citizen คนจะดี มีความสามารถ ต้องมีพื้นฐานทางการศึกษาที่ดี และสามารถรู้ข้ามศาสตร์ ทั้งวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ สังคมวิทยา ศาสตร์ของชาวตะวันตก และศาสตร์ของชาติตะวันออก จึงจะแข่งได้ในยุคโลกาภิวัตน์ โดยที่ทฤษฎี K.P.D. (Key People Development) กล่าวว่าคนต้องได้รับการพัฒนาจึงจะเป็นกุญแจไปสู่ความสำเร็จ จึงต้องทำให้คนมี Employability ได้ในทุกสถานการณ์ ทฤษฎี 8 K’s ของ ศ. ดร. จีระประกอบด้วย1. Human Capital = ทุนมนุษย์ มาจากการอบรมเลี้ยงดู การศึกษา สุขภาพทั้งกายและจิต ทำให้มนุษย์สร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ตนเอง สังคม ประเทศชาติมีความสำคัญที่สุด เน้นที่การพัฒนาคน รู้ข้ามศาสตร์ มากกว่าเน้นที่การควบคุม 2. Talented Capital= Knowledge + Skill+ Mindset ทุนทางความรู้ ทักษะ ทัศนคติ เป็นผลจากต้นทุนมนุษย์ที่มีมาก่อน (Human Capital) คือ อบอุ่น รักการเรียน สุขภาพดี ร่วมมือ ใจกว้าง ประชาธิปไตย มีผลต่อความสำเร็จ ความก้าวหน้าของประเทศ ความได้เปรียบในการแข่งขันเกิดจากทรัพยากรมนุษย์ ทำให้เกิด INNOVATIONมันสมองมนุษย์มาจาก Human + Intellectual + Talent 3. Intellectual Capital = ปัญญา คิด วิเคราะห์ สร้างมูลค่าเพิ่ม เกิดการไหลบ่าของความรู้ ความรู้เป็นองค์ประกอบของชีวิต 4 L’s Learning Methodology (แลกเปลี่ยนความเห็น,workshop, Assignment, ใช้ IT Multimedia) Learning Environment มี Coach , Facilitator , Mentorนำไปสู่ Creativity Learning Opportunity หาโอกาสเจอผู้รู้ Learning Community สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ ไม่จำกัดเฉพาะในห้องเรียนเท่านั้น อาจเป็น Study tour รวมถึงวงกาแฟเช้าวันเสาร์ และต้องมีความต่อเนื่องและต่อเนื่อง4. Digital Capital คนต้องก้าวทันเทคโนโลยีที่ทันสมัย 5. Ethical Capital คนต้องมีจริยธรรม6. HappinessCapital = ความสุข เกิดจากมนุษย์มีทุนความรู้ (Talent) ได้แก่ Knowledge , Skill และ Mindset + ทุนปัญญา (Intellectual) + ทุนทางจริยธรรม (Ethical)7. Social Capital ทุนทางสังคม เน้นที่การมีเครือข่าย Linkage, Connection , Networking8. Sustainable Capital = ยั่งยืน โลกเปลี่ยนเร็วมาก ต้องพัฒนายั่งยืนอย่าตามกระแสโลกจนสูญเสียตัวตน ทฤษฎี 5 K’s แนวใหม่ เป็นทฤษฎีเพื่อการพัฒนามนุษย์ในยุคโลกาภิวัตน์ ประกอบด้วย 1. Creativity Capital ทุนแห่งการสร้างสรรค์2. Knowledge Capital ทุนทางความรู้3. Innovation Capital ทุนทางนวัตกรรม4. Cultural Capital ทุนทางวัฒนธรรม5. Emotional Capital ทุนทางอารมณ์ เพื่อเติมทฤษฎี 5 K’s ให้สมบูรณ์ ควรมี Intellectual Capital (IC) หรือทฤษฎี The Theory of Intangible รวมถึงมี Ethical Capital , Sustainable Capital และ Social Capital เพื่อให้เกิดการแพร่ขยายและงอกเงยทางปัญญาต่อไปIntellectual Capital ที่ดีควรเป็นการสานสัมพันธ์ของ Human Capital , Structural Capital (ประกอบด้วย Customer , Data base , Finance , Marketing) และ Relationship Capitalจะเห็นได้ว่าทุนทั้งหลายเป็น Sub Set ของทุนมนุษย์ ทรัพยากรทางการเงินก็มาจากความสามารถของมนุษย์ การใช้ทรัพยากรป่าไม้ ประมง ที่ดิน และทรัพยากรธรณี ให้มีประสิทธิภาพก็อยู่ที่คนอีกเช่นกัน การลงทุนที่คุ้มค่ากับคนจึงต้องมุ่งไปที่ อาหารโภชนาการ การศึกษา การอบรม และทำให้ครอบครัวอบอุ่น มีความสุข ขอเปรียบเทียบทฤษฎี 8 K’s ของท่าน ศ.ดร.จีระ และทฤษฎี 8 H’s ของคุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ กับ 9 ย ของผมดังนี้ครับ <table border="1" cellspacing="0" cellpadding="0" class="MsoTableGrid" style="border-collapse: collapse; border: medium none"><tbody>
</tbody></table> สำหรับแนวทางการทำงาน 4 แนว ที่ทำให้ประสบความสำเร็จของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือ ต้องคิดว่า1. ทำอะไร2. ทำอย่างไร3. ทำเพื่อใคร4. ทำแล้วได้อะไร และมี 6 หลักการคือ1. คิด Macro ทำ Micro2. ทำเป็นขั้นเป็นตอน3. ทำเรื่องยากให้ง่าย4. นึกถึง “ภูมิสังคม” ให้เหมาะสม5. มีการสื่อความ ประสานงาน จนกลายเป็นการบูรณาการ6. ทำแล้วต้องมีผู้เป็นเจ้าของเพื่อสืบสานอย่างต่อเนื่องและต่อเนื่อง สำหรับ Peter Senge นักคิดชาวตะวันตกเจ้าของแนวคิด Long Life Learning All Over the Organization ก็มีหลักการและแนวคิดคล้าย ศ.ดร. จีระ คือ1. Personal Mastery เป็นการกระตุ้นการเรียนรู้คนทุกระดับในองค์กร2. Mental Model คนต้องคิดอย่างมีวิจารณญาณ ในลักษณะ Non-Linear Thinking3. Share Vision เป็นการร่วมคิด สร้างสรรค์ ร่วกันปฏิบัติ4. Team Learning แลกเปลี่ยนความรู้ต่อกัน ไม่มีใครเก่งไปเสียทุกด้าน5. System Thinking การคิดและปฏิบัติต้องมีความสัมพันธ์กันอย่างเป็นระบบจากหนังสือที่ได้รับมอบหมายให้เรียนรู้ชื่อ “Leveraging the New Human Capital : 1 People , The Engine of Success” สาระสำคัญมีดังนี้องค์กรต้องเห็นคนสำคัญที่สุดเพราะเป็นผู้ขับเคลื่อน นำพาทุกสิ่งทุกอย่างเข้าสู่องค์กร แต่ถ้ามองอย่างอื่นเช่นกำไร ยอดขาย ส่วนแบ่งตลาด ซึ่งมักจะมอง นั่นคือสาเหตุของปัญหา คนในความคิดสมัยใหม่ที่จะทำให้แข่งขันได้ในยุคโลกาภิวัตน์ จะต้องมีความคิดสร้างสรรค์ สร้างความคิดออกมาเป็นนวัตกรรมได้ดี มีความรู้ในศาสตร์เฉพาะด้าน และศาสตร์ในการบริหารจัดการ เพื่อให้ร่วมมือทำงานกันได้ จะทำให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน ถ่ายทอดความรู้ให้แก่กัน เชื่อถือไว้วางใจกัน มีการช่วยเหลือ เอื้อเฟื้อ แบ่งปัน ใส่ใจและเข้าใจกันในฐานะคนที่ผูกพันกัน สื่อสารกันอย่างเกิดประโยชน์ ทั้งทางร่างกาย จิตใจ คำพูด การกระทำ รวมถึงใช้เครื่องมือที่ทันสมัยให้เกิดประโยชน์ที่สุด
สรุป
จากทั้งหมดที่กล่าวมา แนวคิดปราชญ์ตะวันออก เช่นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว , ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ , คุณหญิง ทิพาวดี เมฆสวรรค์ กับแนวความคิดชาวตะวันตก เช่น Peter Senge มีความคล้ายกันอย่างยิ่งในประเด็นที่เห็นว่าคนคือหัวใจของทุกสิ่งทุกอย่าง ทุกองค์กรต้องใส่ใจและให้ความสำคัญกับคนให้มากที่สุด ต้องสร้างความแข็งแกร่งให้คนมีปัญญา รักการเรียนรู้ ไม่ใช่บ้าปริญญา คนต้องมีเป้าหมายในการทำงาน มีเป้าหมายในชีวิต มีความสมดุลในงานและครอบครัว มีสุขภาพที่ดี มีการเพิ่มคุณค่าให้กับตนเอง และทำให้เกิดความสมานสามัคคีในการอยู่ร่วมกัน สังคมก็จะเกิดความสุขอย่างโป๊เชะแท้จริง (Happiness Capital)
เรียน ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์เรื่อง การบ้าน PHD 8202 การจัดการทุนมนุษย์ (สืบเนื่องจากการสอนเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2550)(นพมาศ ช่วยนุกูล / รภ. สวนสุนันทา)1. แนวคิดในเรื่องทุนมนุษย์ ของ ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์ และของ Peter Senge มีความแตกต่างกันอย่างไร ? ในยุคโลกาภิวัตน์ เราต้องแข่งขันเพื่อความอยู่รอดคุณภาพของคนจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด และ HR ยุคใหม่ ก็ไม่ใช่แค่อยู่รอดอย่างเดียวแต่ต้องมีเรื่องสมานฉันท์อีกด้วย ดังนั้นพลเมืองโลกจึงเกี่ยวข้องกับคุณภาพการศึกษา ต้องมีความรู้ข้ามศาสตร์ รู้เรื่องสิ่งแวดล้อม มีอิสระในการตัดสินใจและมีคุณธรรม นอกจากนั้นยังจำเป็นต้องมีการเชื่อมโยงเครือข่าย ซึ่งจะทำให้เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจ การ Share vision และเข้าใจซึ่งกันและกัน ซึ่งทฤษฎีทุน 8 ประการที่เป็นพื้นฐานทรัพยากรมนุษย์ ของท่าน ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์ ที่ประกอบด้วย 1) ทุนมนุษย์ คือทุนที่ได้มาจากความรู้ในขั้นพื้นฐานตั้งแต่แรกเกิด กรอบรมเลี้ยงดู พื้นฐานการศึกษา พลานามัยทั้งร่างการและจิตใจ ถือเป็นพื้นฐานที่ทุกคนต้องมีซึ่งคนที่มีพื้นฐานดีจะเข้าสู่สังคมอย่างมีคุณภาพและสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตนเอง องค์กร และสังคมได้ต่อไป 2) ทุนทางปัญญา จากสภาพแวดล้อมของโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วจะยากที่จะคาดการณ์ได้ ทำให้ทุกองค์กรต้องหาคนที่มีความสามารถมากขึ้น ซึ่งความรู้ ความสามารถและทักษะนี้จะส่งผลต่อความสำเร็จขององค์กร 3) ทุนทางจริยธรรม การปลูกฝังจริยธรรมให้คนที่มีความรู้ สติปัญญาดีจะส่งผลต่อการพัฒนาองค์กร กล่าวคือหากคนเก่งไม่มีจริยธรรมแล้วจะก่อให้เกิดปัญหาในสังคม 4) ทุนแห่งความสุข หากมนุษย์มีความรู้ดี มีคุณธรรมก็จะมีความสุขเพราะใช้ความรู้ความสามารถที่มีอยู่ทำให้เกิดความสำเร็จโดยไม่เบียดเบียนใคร ทำให้ตนเองเกิดความสุขและสังคมก็จะสงบสุขด้วย 5)ทุนทางสังคม คือเครือข่าย ความร่วมมือ และความสัมพันธ์ของคนในสังคม ความอื้อเฟื้อเกื้อกูลกันในการปฏิบัติหน้าที่ของแต่ละส่วน 6) ทุนแห่งความยั่งยืน หากคนไม่พัฒนาอย่างต่อเนื่องก็ไม่สามารถอยู่ได้ในโลกของการเปลี่ยนแปลงแข่งขัน วัฒนธรรมเป็นตัวเสริมความยั่งยืนไม่ให้ไหลลื่นตามกระแสโลกาภิวัตน์โดยไม่เหลือความเป็นตัวของตัวเอง 7) ทุนทางไอที ในยุคข่าวสารเทคโนโลยีการสื่อสารทำให้เรารู้สถานการณ์ของโลก และสามารถหาความรู้ได้โดยง่าย รวดเร็ว 8) ทุนทางความรู้ ทักษะ และทัศนคติ คนที่มีทุนด้านนี้จะสามารถส่งผลต่อการปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพและความรู้ที่ได้จากการศึกษาวิจัยจะนำไปสู่การตัดสินใจวางนโยบายและยุทธศาสตร์ขององค์กร และความกระตุนให้มีการเรียนรู้ตลอดชีวิต การเรียนรู้ทั้งในและนอกระบบ เพื่อสร้างความสามารถ ความได้เปรียบในการแข่งขันซึ่งเป็นตัวเร่งให้เกิดนวัตกรรมในการทำงาน ผลผลิตและบริการที่มีคุณภาพ กฎของ Peter Senge มีว่า รู้อะไรให้รู้จริง แบบอย่างทางความคิด เห็นอนาคตร่วมกัน เรียนเป็นทีม และคิดมีเหตุผล และจากหนังสือ Leveraging The New Human Capital ซึ่งพูดถึงว่าคนคือตัวขับเคลื่อนความสำเร็จไว้ดังนี้ องค์กรที่ประสบความสำเร็จ คือองค์กรที่มีวินัยในการคิด การปฏิบัติ และวินัยของคน ที่สำคัญคือ การเลือกคนที่ตรงความต้องการและเลือกคนได้เหมาะสมกับงาน อาทิ Norstrom และ Southwest Airlines ที่เชื่อมั่นในคน , นอกจากนั้น ทักษะความสัมพันธ์และแรงจูงใจของพนักงานมีผลต่อการแข่งขันในระยะยาวขององค์กร วัฒนธรรมองค์กรมีผลักดันส่งผลต่อการบริการลูกค้าดังเช่นองค์กรที่ยกตัวอย่างข้างต้นประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วและสามารถลดต้นทุนขององค์กรได้ในส่วนขององค์กรประเภทอื่น ๆ พบว่า คนเป็นตัวขับเคลื่อนให้เกิดนวัตกรรม และการปรับปรุงกระบวนการผลิต ทุนมนุษย์จึงเป็นทรัพย์สินทางปัญญา และความสัมพันธ์ตามภารกิจและเป็นหมายขององค์กร ( สอดคล้องกับทุนมนุษย์ ทุนทางปัญญา ของทฤษฎีทุน 8 ประการ ที่ว่าคนที่มีคุณภาพ ปัญญา จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตนเองและ สังคม) , นอกจากนั้น ความสามารถในการแข่งขันในยุคข่าวสารจะขับเคลื่อนกันที่ความรู้และเทคโนโลยี ซึ่งเทคโนโลยีการสื่อสารทำให้คนเข้าถึงข่าวสาร สินค้าและบริการทั่วโลก องค์กรจึงต้องพัฒนานวัตกรรมสินค้าและการบริการของตนอย่างต่อเนื่อง (ในโลกการแข่งขัน ทฤษฎีทุน 8 ประการ เน้นว่าองค์กรมองหาคนที่มีความสามารถมากขึ้นและเรื่องไอที และลงลึกว่าการพัฒนาปัญญาต้องทำอย่างต่อเนื่องและต่อเนื่อง หรือเรียนรู้ตลอดชีวิต และเป็นเรียนรู้ได้ในทุก ๆ ที่ ที่ไม่จำเป็นต้องเป็นการเรียนรู้ในห้องเรียนเท่านั้น และหมายรวมถึงการเรียนทั้งในและนอกระบบการศึกษา) ทางเดียวที่จะทำได้คืออาศัยคนที่มีความคิดสร้างสรรค์คื ความรู้และความสัมพันธ์กับลูกค้า และการร่วมกันทำงาน ดังเช่น บริษัท Apple และ Amazon.com ที่เห็นว่าความคิดของคนมีผลต่อการขับเคลื่อนและสร้างความมั่งคั่งให้เศรษฐกิจโลก ดังนั้น องค์กรต้องอาศัยสิ่งสำคัญต่าง ๆ ได้แก่ ความคิดสร้างสรรค์ ความรู้ และความสัมพันธ์ กล่าวคือ คนมีความคิดใหม่ ๆ ในการสร้างสินค้าละบริการตลอดจนการพัฒนาปรับปรุงวิธีการให้ดีขึ้นเพื่อรองรับการผลิตสินค้า และความรู้มีความสำคัญกว่าทรัพย์สินภายนอกโดยเฉพาะความรู้เฉพาะด้านที่ไม่อาจทดแทนกันได้ ส่วนความสัมพันธ์จะนำไปสู่การแลกเปลี่ยนความรู้ โดยในความเป็นจริงคนหรือแรงงานที่มีความรู้ไม่สามารถทำงานแบบโดดเดี่ยวคนเดียวโดยไม่พึ่งพาใครได้ . เมื่อคนเป็นศูนย์กลางที่สำคัญดังกล่าวข้างต้น ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดของคนก็คือ ความรู้(การสื่อสาร ความรู้ระหว่างบุคล และความรู้เฉพาะตัวย และความร่วมมือ) (สอดคล้องกับทุนทางปัญญา ทุนทางสังคน และ ทุนทางความรู้ความสามารถและทัศนคติ ตามทฤษฎีทุน 8 ประการ นอกจากนั้นยังตรงกับ Social Network ) ทัศนคติ ซึ่งก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมตลอดจนค่านิยมองค์กรการทำให้คนเข้าใจในองค์กรอย่างชัดเจนและสร้างค่านิยมของคนให้สอดคล้องกับค่านิยมองค์กรค่านิยมที่ตรงกันนี้จะทำให้คนสะท้อนออกมาในรูปการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพ การแบ่งปันความสำเร็จ และให้องค์กรประสบความสำเร็จในที่สุด (ตรงกับ ทุนทางจริยธรรม ทุนแห่งความยั่งยืน ตามทฤษฎีทุน 8 ประการ ในขณะที่ทัศนคติและค่านิยมก่อให้เกิดจริยธรรมและส่งผลดีต่อการปฏิบัติงาน) ทุนทางความสุข ที่ ศ.ดร. จีระฯ กล่าวไว้ในทฤษฎีทุน 8 ประการ เป็นจุดที่แตกต่างจาก Peter Senge ซึ่งไม่ได้กล่าวไว้ซึ่งนับว่ามีความสำคัญมาก โดยเฉพาะการไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกันและนับเป็นเอกลักษณ์ของาวตะวันออกก็ว่าได้ 2. เราจะทำอย่างไรให้ความคิดขยายไปสู่สังคม? เนื่องจากสังคมปัจจุบันเป็นสังคมฐานความรู้ ดังนั้นการกระจายความคิดไปสู่สังคมในมุมกว้างจึงความใช้การศึกษามาเป็นตัวขับเคลื่อน กล่าวคือ ในวัยเด็กก็ใช้การเรียนในระบบเพื่อสร้างคนที่มีคุณภาพให้กับสังคม เมื่อเข้าสู่วัยทำงาน ก็เสริมความรู้นอกระบบ โดยอาจผ่านการฝึกอบรม ฯลฯ เพื่อสร้างความรู้ให้ทันการณ์เป็นวัยทำงานที่มีคุณภาพ ส่วนวัยหลังการทำงานส่งเสริมให้มีการแลกเปลี่ยน สอน ถ่ายทอดความรู้ประสบการณ์สู่คนรุ่นหลัง การศึกษาที่กล่าวข้างต้นจะเชื่อมโยงกับทฤษฎีทุน 8 ประการ กล่าวคือวัยศึกษาต้องให้มีความเสมอภาคในการเข้าถึงการศึกษา สร้างปัญญา ความรู้ ความคิด รวมทั้งด้านไอที ซึ่ง ทุนทางปัญญา ทุนทางไอที และทุนทางความรู้ความสมารถและทัศนคติ จะต้องทำควบคู่ไปกับทุนทางจริยธรรมเพื่อสร้างสังคมบนความร่วมมือ ตลอดจนการเป็นแบบอย่างที่ดี ภาวะผู้นำ เพื่อสร้างให้คนพึ่งพาตนเองได้โดยไม่เบียดเบียนผู้อื่น ซึ่งจะส่งผลให้สังคมมีความสุข ซึ่งความสุขที่เกิดขึ้นจะเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่สังคมอื่น ๆ ตามลำดับ ดังนั้น หากเริ่มที่การศึกษา และทุกคนที่เกี่ยวข้องทำหน้าที่ของตนเอง การเป็นแบบอย่าง การใช้ภาวะผู้นำ การพัฒนาและการทำซ้ำจะทำให้ แนวคิดและผลขยายสู่สังคมในมุมที่กว้างขึ้น……………………………………………
การจัดการทุนมนุษย์ (วันเสาร์ที่ 18 สิงหาคม 2550) วันนี้ท่าน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ได้แนะให้ทราบว่าเรื่องทรัพยากรมนุษย์ต้องมองจากภาพใหญ่ (Macro) ไปสู่ภาพเล็ก (Micro) หรือในระดับองค์กร เพราะในยุคโลกาภิวัตน์ทำให้เกิดจุดแข็ง-จุดอ่อน-โอกาส-อุปสรรคมากมาย ท่านอาจารย์กล่าวว่า Good Citizen ที่ดีไม่ใช่เพียงแต่มีงานทำเท่านั้น แต่ต้องประกอบด้วย ประชาธิปไตย, สันติภาพ, สิ่งแวดล้อมที่ดี, คุณธรรมจริยธรรม, สมานฉันท์ และศิลปวัฒนธรรมไทย สิ่งเหล่านี้จะทำให้สังคมยั่งยืนและเกิดการเรียนรู้และทำให้มีความสุขทำให้เป็น Global Citizen และท่านอาจารย์ได้เสนอทฤษฎีทุน 8 ประการ เป็นพื้นฐานของ “ทรัพยากรมนุษย์” ประกอบด้วย (1) Human Capital (ทุนมนุษย์) (2) Intellectual Capital (ทุนทางปัญญา) (3) Ethical Capital (ทุนทางจริยธรรม) (4) Happiness Capital (ทุนแห่งความสุข) (5) Social Capital (ทุนทางสังคม) (6) Sustainability Capital (ทุนแห่งความยั่งยืน) (7) Digital Capital (ทุนทางเทคโนโลยีสารสนเทศ) และ (8) Talented Capital (ทุนทางความรู้ ทักษะ และทัศนคติ) ซึ่งอาจารย์เสนอว่าข้อ 2 – 8 นั้นอาจเป็น sub set ของ Human Capital ก็ได้ และทฤษฎี 5 K’s ใหม่เพื่อการพัฒนามนุษย์ยุคโลกาภิวัตน์ ประกอบด้วย (1) Creativity Capital (ทุนแห่งการสร้างสรรค์) (2) Knowledge Capital (ทุนทางความรู้) (3) Innovation Capital (ทุนทางนวัตกรรม) (4) Cultural Capital (ทุนทางวัฒนธรรม) และ (5) Emotional Capital (ทุนทางอารมณ์) วันนี้ท่านอาจารย์ได้กล่าวถึง Intellectual Capital (ทุนทางปัญญา) ว่าคนไทยต้องมีความกระตือรือร้นในการใฝ่หาความรู้ เพื่อเอาความรู้ไปสร้างทุนทางปัญญา และต้องคิดนอกกรอบ คิดเป็นระบบ และการสะสมทุนทางปัญญาต้องต่อเนื่องและต่อเนื่อง และทุนทางปัญญาไม่ได้เกิดจากการเรียนในห้องเรียนเสมอไป การใช้ทุนทางปัญญาให้ได้ผลต้องไปเชื่อมกับ Social Capital คือบูรณาการเชื่อมโยงเข้าหากลุ่มอื่นๆ โดยการสร้างเครือข่ายต้องมี Trust, Mutual Understanding, Share Vision และ Share Value สำหรับ Human Capital (ทุนมนุษย์) จะเป็นลักษณะการลงทุน (Investment) จุดเริ่มต้นคือคิด วิเคราะห์ให้เป็น ท่านอาจารย์กล่าวว่าปัญญาต้องปะทะกับปัญญา ต้องเปิดกว้างให้เกิด Networking หรือใช้ Network ที่มีอยู่ให้เกิดเป็น Strategic Partner และช่วงท้ายท่านอาจารย์ได้ฝากหลักคิดและหลักการทำงานของพระเจ้าอยู่หัวฯ คือ รู้-รัก-สามัคคี , วิธีคิด 4 แนวของพระเจ้าอยู่หัวฯ คือก่อนที่จะเริ่มทำงานใดๆ ให้คิดถึงสิ่งต่อไปนี้ (1) ทำอะไร (2) ทำอย่างไร (3) ทำเพื่อใคร และ (4) ทำแล้วได้อะไร , 6 หลักการในการทำงานของพระเจ้าอยู่หัวฯ ประกอบด้วย (1) คิด Macro ทำ Micro (2) ทำเป็นขั้นเป็นตอน (3) ทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย (เป็นทุนทางปัญญา) (4) ทำอะไรให้นึกถึงภูมิสังคมของที่นั้นๆ (อย่ามองมิติเดียว) (5) การสื่อความ การประสานงาน และการบูรณาการ (Communication, Coordination, Integration) และ (6) ทำอะไรต้องมีผู้เป็นเจ้าของ ความคิดของ Peter แตกต่างจาก ดร.จีระ อย่างไร แนวคิดของ Peter คล้ายกับแนวคิดของ ดร.จีระ เนื่องจากให้ความสำคัญกับ “คน” มองคนเป็นทุนมนุษย์ที่มีความสำคัญต่อความสำเร็จขององค์กร โดยคำนึงถึง 1) ความคิดสร้างสรรค์ 2) ความรู้ และ 3) ความสัมพันธ์ องค์กรจึงจะอยู่อย่างยั่งยืน จากแนวคิดนี้ได้เน้นว่า “คน” ถือเป็นเจ้าของความรู้ และผู้ถ่ายทอดความรู้โดยอาศัยเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการนำพาองค์กรประสบผลสำเร็จ เน้นเรื่อง Engagement ที่ประกอบด้วย 3 ส่วนคือ 1) Think : พนักงานต้องมั่นใจว่า Mission/Vision ขององค์กรนี้ถูกต้อง 2) Feel : พนักงานรู้สึกภูมิใจและผูกพันต่อองค์กร และ 3) Act : คนเชื่อมั่นในสิ่งต่างๆ ในองค์กร และเน้นในเรื่องของทุนทางสังคม ซึ่งเกิดจากผลรวมของความไว้วางใจ (Trust) ความเข้าใจซึ่งกันและกัน (Mutual Understanding) เป้าหมายหรือมูลค่าร่วมกัน (Shared Values) และพฤติกรรมที่ผูกรัดคนในองค์กรเข้าไว้ด้วยกัน ทำให้เกิดการทำงานเป็นทีมเชื่อมโยงกัน (Network) อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น แต่มุมมองของ Peter มองธรรมชาติของคนตามทฤษฎีลำดับขั้นของความต้องการ (Hierachy of Need Theory) หรือทฤษฎีการจูงใจ (Maslow’s Theory of Motivation) ของ Abraham H. Maslow ซึ่งเห็นว่าลำดับขั้นความต้องการของมนุษย์แบ่งออกเป็น 5 ลำดับ จากขั้นต้นไปขั้นสุดท้าย ดังนี้ (1)ความต้องการทางด้านร่างกาย (Physiological Needs)(2)ความต้องการทางด้านความปลอดภัย (Safety Needs)(3)ความต้องการทางด้านสังคม (Social Needs)(4)ความต้องการที่จะมีฐานะเด่นหรือมีชื่อเสียง (Esteem Needs) และ (5) ความต้องการที่จะให้ประสบความสมหวังในชีวิต (Self-Actualization Needs) คือต้องมีวิธีการจูงใจและมีบทลงโทษจึงจะสามารถบริหารได้บรรลุจุดมุ่งหมาย ประกอบกับแนวคิดของ Peter ไม่ได้เน้นความสำคัญของทุนทางจริยธรรมนัก อาจจะเนื่องมาจากว่าคนในสังคมถูกปลูกฝังจริยธรรมมาตั้งแต่ยังเด็กก็เป็นได้ และไม่ได้เน้นทุนแห่งความยั่งยืนหรือทุนทางวัฒนธรรมมากนัก อาจจะเนื่องมาจากว่ามีวัฒนธรรมที่เหนียวแน่นและรักประเทศแล้วก็เป็นได้ เราจะทำอย่างไรจึงทำให้ความคิดนี้ขยายไปยังมุมกว้างได้ องค์กรต้องสร้างความเข้าใจกับคนในองค์กรเพื่อให้เกิดเป็นวัฒนธรรมองค์กร เพื่อให้เป็นวัฒนธรรมองค์กรที่ดีและเข้มแข็งให้กับองค์กรอื่นๆ ในสังคมต่อไป โดยใช้การบริหารเชิงพุทธ คือ บริหารอย่างผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ซึ่งจะต้องบริหารด้วยความพอดี ความไม่เห็นแก่ตัว ทำแล้วได้ประโยชน์ ใช้สติปัญญาในการบริหาร อิงหลักธรรม วิเคราะห์วิจัยเป็นขั้นเป็นตอน ไม่มีทุกข์ทุกขั้นตอนทำงาน ใช้สติปัญญาเมื่อผิดพลาด มีอุดมคติเห็นถูกต้อง
เรียน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ (Homework 8)
จากการศึกษาเรื่อง ทรัพยากรมนุษย์...ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม กับท่าน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ เมื่อวันเสาร์ที่ 18 สิงหาคม 2550 พอสรุปสาระและนำไปตอบคำถาม 2 ประเด็น ได้ดังนี้
คำถามที่ 1 แนวความคิดของ Peter Senge ต่างกับแนวความคิดของ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ อย่างไร?
แนวความคิดของ Peter Senge กล่าวถึงทุนมนุษย์ว่า หมายถึง ความรู้,ทักษะ,ความสามารถ รวมทั้งการมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีซึ่งกันและกัน เมื่อทุกคนมีทุนมนุษย์อยู่ในตัวของตัวเองแล้ว ไม่ว่าจะทำธุรกิจหรือกิจการใดก็ตามย่อมก่อนให้เกิดความสำเร็จในที่สุดอีกทั้งการที่จะทำให้คนเป็นคนโดยสมบูรณ์แบบได้นั้น ต้องฝึกให้คนมีวินัยในตนเอง ซึ่งหลักในการสร้างวินัย สามารถสร้างได้โดย
สำหรับท่านศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ เน้นว่า ทุนมนุษย์ คือ ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม เพราะปัจจุบันนี้เป็นยุคที่เรียกว่า โลกาภิวัตน์ นั่นคือต้องมีการแข่งขัน มีการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้องค์กรอยู่รอดดังนั้นจึงเน้นให้นักศึกษา "คิดนอกกรอบ" เพื่อความหลากหลายทางความคิด โดยใช้ทฤษฎีต่าง ๆ อาทิ
> Reality มองความจริง
> Relevance ตรงประเด็น
2. ทฤษฎี 4 L's
> Learning Methodology เข้าใจวิธีการเรียนรู้
> Learning Environment สร้างบรรยากาศในการเรียนรู้
> Learning Opportunities สร้างโอกาสในการเรียนรู้
> Learning Communities สร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้
ทั้งนี้การสร้างทุนมนุษย์ในตนเองให้เกิดขึ้น ต้องมีสิ่งต่าง ๆ ดังนี้
• ความอดทน • พร้อมเผชิญปัญหาและอุปสรรค
• ศึกษาจากศาสตร์ที่หลายกลาย • ค่อยเป็นค่อยไป
ผมมองว่า "ทุนมนุษย์" ในความคิดของท่านทั้ง 2 มีความเหมือนและความแตกต่าง แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ "มุมมอง" ของแต่ละท่านว่าจะมองเห็นประเด็นในการที่จะ "ก่อให้เกิดทุนมนุษย์" จากจุดใดมากกว่ากันเท่านั้นเอง
คำถามที่ 2 เราควรทำอย่างไร ถึงจะให้ความคิดขยายไปในสังคมมุมกว้าง
ธรรมชาติของมนุษย์ มักจะไม่ชอบให้ใครมา "ตำหนิ" ในสิ่งที่ตนเองคิด/กระทำลงไป นั่นคือมักจะคิดว่าสิ่งที่ตนเองทำนั้น "ถูกต้อง" เสมอ
ดังนั้นการที่เราจะทำให้ความคิดของเราขยายไปในมุมกว้าง เหมือนกับการที่เราจะทำให้ภาพ Micro ขยายไปสู่ระดับ Macro จะต้องใช้เวลา ความพยายาม และความอดทน เพราะอาจจะต้องเจอกับปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ซึ่งเราต้องฟันฝ่าไปให้ได้ในที่สุด
สิ่งที่ควรคำนึงถึงในการขยายความคิดของเราไปในสังคมมุมกว้าง นั่นคือนำทฤษฎี 8 K's ของ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ มาประยุกต์ใช้ ซึ่งได้แก่
นอกจากนี้เราควรต้องปลูกฝังเรื่องของการมีวินัย ดังคำกล่าวโบราณที่ว่า "วินัยเริ่มที่บ้าน สอนลูกหลานให้มีวินัย" เมื่อคนเรามีวินัยในตนเอง มีวินัยกับผู้อื่น สิ่งที่ตามมานั่นคือการเสริมสร้าง การปลูกฝังทุนทั้ง 8 ให้เข้าไปในสังคมของคนซึ่งมีวินัย และสังคมก็จะขยายไปในวงกว้างในที่สุด
-ขอบคุณครับ-
สิทธิชัย ธรรมเสน่ห์
ทุนคืออะไร คือ ต้องมีการจ่ายออกไปก่อนในลักษณะการลงทุนไม่ใช่เป็นค่าใช้จ่าย เป็นการลงทุนในตัวคน การสร้างคนการสะสมความรู้ให้กับคน ในเรื่องทรัพยากรมนุษย์ต้องมองจากภาพใหญ่(Macro)ไปสู่ภาพเล็ก(Micro) หรือในระดับองค์กร ในยุคโลกาภิวัฒน์ โลกไร้พรหมแดนเราจะต้องแข่งขันกันนั้นเราจะต้องทำอย่างไรเพื่อให้เราอยู่รอดได้ และเราจะต้องพัฒนาตนเองให้เป้นผู้ที่มีคุณภาพและมีคุณค่าดังนั้นเราก็จะต้องศึกษาเกี่ยวกับคนนั้นก็คือ HR สำหรับโลกาภิวัตน์จะเกี่ยวกับ1. Information Technology เทคโนโลยีสารสนเทศ และอื่น ๆ เช่น Nanotechnology , Biotechnology2. เรื่องการค้าเสรี , WTO , FTA3. เรื่องการเงินเสรี อัตราแลกเปลี่ยน4. บทบาทของจีน อินเดีย และละตินอเมริกา 5. เรื่องอิทธิพลของประชาธิปไตย และ human right6. เรื่อง Global warming , ภัยธรรมชาติ 7. เรื่องสงคราม และการก่อการร้าย8. เรื่องน้ำมันหมดโลก และพลังงานทดแทน9. เรื่องโรคระบาด เช่น ไข้หวัดนก เอดส์แผนผัง ประชากรทีดี (Good Global Citizen) จะต้องมีคุณภาพการศึกษามีประชาชิปไตย มีสันติภาพ มีสิ่งแวดล้อมที่ดี มีคุณธรรม มีสมานฉันท์ มีศิลปะวัฒน
ธรรมเมื่อมีสิ่งต่างๆเหล่านี้ก็จะเกิดสังคมที่ยั่งยืนและการเรียนรู้แล้วจึงนำไปสู่ความสุขที่นิรันดร์ทฤษฎีทุน 8 ประการที่เป็นพื้นฐานทรัพยากรมนุษย์ ของท่าน ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์ ประกอบด้วย 1. ทุนมนุษย์ คือ ทุนที่ได้มาจากความรู้ในขั้นพื้นฐานตั้งแต่แรกเกิด การอบรมเลี้ยงดู การได้รับความอบอุ่นจากครอบครัว สุขภาพทั้งร่างการจิตใจ พื้นฐานการศึกษา ถือเป็นพื้นฐานที่ทุกคนต้องมีซึ่งคนที่มีพื้นฐานที่ดีจะเป็นคนที่มีมีคุณภาพและสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตนเอง องค์กร และสังคมได้ต่อไป 2. ทุนทางปัญญา จะต้องมีควารู้และต้องมีจินตนาการ จะต้องสะสมทุนทางปัญญาอย่างต่อเนื่องปํยยาต้องปะทะปัญญา3. ทุนทางจริยธรรม จะต้องมีศิลธรรมจรรยา มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ไม่เอาเปรียบเพื่อนมนุษย์ มีน้ำใจให้กัน เอื้ออาธร4. ทุนแห่งความสุข ต้องสร้างให้ตนเองมีความสุข แต่ความสุขที่มีจะต้องไม่ไปเบียดเบียนและจะต้องเป็นความสุขทั้งทางกายและจิตใจ และสังคมก็จะสงบสุขด้วย 5. ทุนทางสังคม คือ การอยู่ร่วมกันในสังคม ความร่วมมือ และความสัมพันธ์ของคนในสังคม 6. ทุนแห่งความยั่งยืน เมื่อคนได้รับการพัฒนาแล้วก็จะส่งผลให้เกิดความยั้งยืนได้7. ทุนทางไอที ในยุคข่าวสารเทคโนโลยีการสื่อสารที่ก้าวหน้า ทำให้เรารู้สถานการณ์ สภาวะการณ์ของโลก และเราก็สามารถแสวงหาความรู้ได้โดยง่าย รวดเร็ว ข้อมูลทันสมัย มีคุณภาพ 8. ทุนทางความรู้ ทักษะ สติปัญญาความรอบรู้ คนที่มีทุนด้านนี้จะส่งผลให้เป็นคนที่มีคุณภาพสามารถปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถนำนำความรู้ที่มีอยู่ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อตนเององค์กร และสังคมนอกจากนี้ยังมีทฤษฎี 5 K’s ใหม่เพื่อการพัฒนามนุษย์ยุคโลกาภิวัตน์1. ทุนแห่งการสร้างสรรค์ Creativity Capital2. ทุนทางความรู้ Knowledge Capital3. ทุนทางนวัตกรรม Innovation Capital4. ทุนทางวัฒนธรรม Cultural Capital5. ทุนทางอารมณ์ Emotional Capitalศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์ยังได้นำแนวคิดและหลักของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในเรื่องหลักคิดและหลักในการทำงานรู้ - รัก - สามัคคี รู้ คือ จะทำอะไรต้องไปศึกษาให้รู้จริง รัก คือ จะทำอะไรต้องสร้างฉันทะกับสิ่งนั้นๆ สามัคคี คือ ทำอะไรก็ให้ทำเป็นทีม ร่วมมือร่วมใจกันทำให้ มีประสิทธิภาพ 1) คิด Macro ทำ Micro
2) ทำเป็นขั้นเป็นตอน
3) ทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย
4) ทำอะไรให้นึกถึงภูมิสังคมของที่นั้นๆ
5) การสื่อความ การประสานงาน และการบูรณาการ (Communication, Coordination, Integration)
6) ทำอะไรต้องมีผู้เป็นเจ้าของ แนวคิดในเรื่องทุนมนุษย์ของ Peter Senge คนอื่นได้ให้ความหมายของ Human Capital คือ ทักษะในการทำงาน ประสบการณ์และความรู้จริง (T.O.Davenport,1999) แต่ในหนังสือเล่มนี้ คำจำกัดความ ก็คือ ว่าการนำทุนคือสติปัญญาความสามารถมาใช้ รวมทั้งมนุษย์สัมพันธ์เชื่อมความสัมพันธ์กับลูกค้า เพื่อนร่วมงาน ผู้จำหน่ายสินค้าและองค์กรภายนอก เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้กล่าวถึง Human Capital ดังนี้1. ธุรกิจที่จะประสพความสำเร็จได้จะต้องมีพนักงานที่มีระเบียบวินัยและมีความสามารถมีปรัชญาว่า คนสำคัญกว่าสิ่งใด คนคือประตูนำไปสู่ความสำเร็จ วางคนให้เหมาะสมกับงาน2. ทรัพยากรมนุษย์ที่มีความสามารถ สร้างความประทับใจให้แก่ลูกค้า3. ยุคนี้ เป็นยุคทองของข่าวสารข้อมูลการได้เปรียบทางด้านการแข่งขัน ก็จะขึ้นอยู่กับ ความรู้ที่ได้รับ ความคิดสร้างสรรค์ และเทคโนโลยีต่างๆ ที่ได้รับรู้จากข่าวสารข้อมูล4. Knowledge ทรัพย์สินทางความรู้ เป็นสิ่งสำคัญที่สุดมากกว่าทรัพย์สินทางด้านวัตถุ ในการวางนโยบายสนับสนุนให้ธุรกิจดำเนินไปสู่ความสำเร็จ ทรัพย์สินทางความรู้นั้นจะเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับบุคคลที่ใฝ่ในการเรียนรู้ หรือผู้ที่มีความชำนาญเฉพาะบุคคลโดยยากที่จะมีผู้ลอกเลียนแบบ อย่างเช่นความรู้ของคนทำงานในด้านต่างๆ ด้านบัญชี สถาปนิก ทนายความ ผู้วางระบบโปรแกรม ผู้ประกอบการทางด้านการแพทย์ และอื่นๆ5.Social Capital หรือRelationship Capital เป็นผลรวมของ ความซื่อสัตย์จริงใจ ความเข้าใจในทางเดียวกันและเป็นส่วนแบ่งทางด้านมูลค่าและพฤติกรรมซึ่งผูกพันมนุษย์ในกลุ่มซึ่งทำงานติดต่อและมีความสัมพันธ์ทำให้เกิดความสามารถร่วมมือในการทำงาน Robert Reich (2003) กล่าวว่า : การที่องค์กรมีความเข้มแข็งนั้นมาจากความสัมพันธ์ของคนในองค์กรซึ่งสามารถทำให้ธุรกิจสามารถดำเนินไปโดยรู้จักคน รู้หน้าที่ รู้ทิศทางที่จะเดินไป จึงสามารถนำองค์กรไปสู่ความยั่งยืน เมื่อใดที่คนในองค์กรรู้จักที่จะเชื่อใจกันและกัน การทำงานจะเป็นไปอย่างราบรื่นและรวดเร็ว ขจัดสิ่งที่ไม่เท่าเทียมกัน และมีความรวดเร็วในการติดต่อสื่อสาร บุคคลในองค์กรตั้งใจเริ่มทำในสิ่งที่ถูกต้อง ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ความสามารถเหล่านี้จะเกิดขึ้นเพียงแค่ทุกคนมีความเชื่อว่า เราทำได้ สร้างความมั่นใจจากประสบการณ์ทั้งหลายที่ผ่านมา เป็นสิ่งที่องค์กรต้องรีบดำเนินการ6. Peter Senge ได้นำทฤษฏี MASLOWได้เรียงลำดับความต้องการของมนุษย์ดังนี้1. ความต้องการพื้นฐาน 2. ความปลอดภัย 3. การเชื่อมโยง การติดต่อสื่อสาร ความคุ้นเคย 4. ความนิยม การเคารพสรรเสริญ การได้รับการยอมรับจากสังคม 7. ทุนมนุษย์ทำให้เกิด 3 อย่างคือ ความสามรถ ทัศนคติ และค่านิยมองค์กร จึงกลายเป็นสิ่งสำคัญ8. บริการที่ดีคือ ความเชื่อมั่นและความรับผิดชอบของผู้ให้บริการที่จะปฏิบัติระหว่างผู้ให้บริการและลูกค้าในเรื่องของบริการสรุป คนมีความสลับซับซ้อน และเป็นทรัพยากรที่ก่อให้เกิดความคิด ความสัมพันธ์ และการบริการ ดังนั้น คนจึงเป็นทางเลือกทางเดียวขององค์กรที่ต้องการจะประสบความสำเร็จ แต่การบริหารทุนมนุษย์แตกต่างจากการบริหารทุนด้านอื่น ๆ ในขณะที่คนทำให้เกิดความแตกต่างในความสำเร็จขององค์กร ดังนั้น เราต้องบริหารคนเพื่อให้เขามีความสามารถในการปฏิบัติงาน ให้การดูแล และประสานการเชื่อมโยง องค์กรอาจเคยบริหารคนเหมือนกับว่าเขาเป็นชิ้นส่วนของเครื่องจักรที่สามารถถอดเปลี่ยนแทนที่กันได้ เพื่อขยายศักยภาพเครื่องจักร และแม้ว่าองค์กรจะประสบความสำเร็จก็ตามแต่คนเหล่านั้นก็ไม่สามารถทำได้ทุก ๆ อย่าง ดังนั้น องค์กรจะต้องเข้าใจคน และให้การสนับสนุนเพื่อให้เขามีความสามารถ ให้เขาสะท้อนการปฏิบัติงานที่ดี และให้เขามีความเชื่อมั่นในค่านิยมขององค์กร สรุป ทุกท่านที่กล่าวมานี้จะให้ความสำคัญแก่ คนเพราะคนเป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญสุดดังนั้นเราจะต้องสร้างความแข็งแกร่งให้คนมีความรู้ มีปัญญา มีความฉลาด มีความรอบรู้ รู้จริง รักการเรียนรู้ ทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย คนต้องมีเป้าหมายในชีวิต มีจุดมุ่งหมายในการทำงาน มีครอบครัว มีสุขภาพที่ดี มีการเพิ่มคุณค่าให้กับตนเองในการทำงาน และสร้างความสมานฉันท์ในการอยู่ร่วมกัน สิ่งต่างๆเหล่านี้จะทำให้เราอยู่ในสังคมได้และมีความสุขอย่างแท้จริง
การบ้าน วันเสาร์ที่ 18 สิงหาคม 2550ทรัพยากรมนุษย์ ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม( HR – Creativity and Innovation ) ทุนมนุษย์ คุณพารณ อิศรเสนา ได้กล่าวไว้ว่า “Human Capital is the most valuable asset in any Organization” เป็นคำกล่าวที่ถูกต้องและเป็นจริงที่สุด ในทางปฏิบัติทุกอาชีพและทุกระดับอุตสาหกรรม หากขาดทุนมนุษย์ที่ดีมีศักยภาพที่สมบูรณ์แล้ว ทุกองค์กรหรือระดับประเทศจะไม่สามารถขับเคลื่อนแผนงาน โครงการ และนโยบายทุกเรื่องได้บรรลุผลสำเร็จ ทุนมนุษย์ตามความเข้าใจของดิฉัน หมายถึง ทุนทางเศรษฐศาสตร์ มีต้นทุน มีการลงทุนสร้างบุคคลให้มีโอกาสฝึกอบรม มีความรู้ ความสามารถ มีทักษะ ลงทุนกระตุ้นให้มนุษย์มีการพัฒนา สร้างนวัตกรรมใหม่ๆ (Innovation) ซึ่งสามารถสร้างและเพิ่มผลผลิตให้แก่องค์กรหรือสังคมได้ สิ่งเหล่านี้มีความรู้อย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องมีจินตนาการด้วย (Imagination) เสมือนการสร้างให้เกิดมีความคิดในสิ่งใหม่ที่เป็น Innovationได้ ดังเหตุการณ์ในอดีตนักวิทยาศาสตร์ชื่อดัง อัลเบิร์ต ไอสไนส์ ได้กล่าวไว้ว่า “ความรู้ (Knowledge) สู้จินตนาการ(Imagination)ไม่ได้” ด้วยจินตนาการจึงได้สร้างนวัตกรรมที่เกิดประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติ ซึ่งเป็นหลักการทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถพิสูจน์ทราบได้เหมือนกันทุกครั้ง เช่น “มวลสารกลายเป็นพลังงานได้” เป็นหลักเบื้องต้นของฟิสิกส์ทางนิวเคลียร์ จึงเป็นพื้นฐานความรู้หลักให้แก่มนุษย์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันในการนำมาใช้ประโยชน์ต่อชีวิตของมนุษย์ทั่วไป ยุคโลกาภิวัตน์ ทุนมนุษย์ในระดับ Macro ยิ่งมีความสำคัญมากยิ่งขึ้น “คน” เป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง “คน” สามารถเรียนรู้ด้วยการใช้องค์ความรู้จากหลายศาสตร์และต้องรู้ข้ามศาสตร์ ปัจจุบันเราได้ใช้ระบบสารสนเทศ (Information Technology : IT) เป็นระบบเชื่อมโยงให้มนุษย์เราสามารถค้นหาความรู้และเรียนรู้จากศาสตร์อื่นๆ ได้สะดวกยิ่งขึ้น ยังมีศาสตร์ทางด้าน Nanotechnology, Biotechnology และอื่นๆ อีกมาก ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมระดับจุลภาค (Micro) จนถึงมหภาค (Macro) การบ้านจากศาตราจารย์ ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ 2 ข้อ ข้อ 1 ความคิดของ Peter Senge แตกต่างจากทฤษฎีของ ศาสตราจารย์ ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ อย่างไร?ขอยกเป็นตัวอย่าง เช่น กฎของ Peter Senge 5 ประการ คือ 1. Personal Mastery รู้อะไรรู้ให้จริง ตามความเข้าใจเป็นเรื่องเกี่ยวกับปัจเจกบุคคล ที่มีความคิดริเริ่มต้องการสร้างพลังในการดำรงชีวิตและผลิตผลงานตามเป้าหมายอย่างมีกรอบ ระเบียบวินัย และวิสัยทัศน์ที่ต้องการจะรู้ให้จริงได้ต้องอาศัยการเรียนรู้คู่การฝึกฝน ปฏิบัติจนเกิดความชำนาญ มีความสามารถ รู้เท่าทันเหตุการณ์ว่าเรากำลังจะทำอะไร ขั้นตอนการดำเนินการอย่างไร จุดมุ่งหมายอยู่ตรงไหน? 2. Mental Models แบบอย่างทางความคิด เป็นความคิดแบบสร้างสรรค์ของบุคคล ที่ได้รับอิทธิพลจากการรับรู้ สะสมความเชื่อจนฝังใจมายาวนาน มีทั้งเรื่องฝังใจที่ดี สังคมยอมรับก็จะเป็นประโยชน์ต่อองค์กร หากเป็นเรื่องฝังใจและยึดติดในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ไม่เป็นที่ยอมรับของสังคม ก็จะกลายเป็นอุปสรรคขัดขวางการพัฒนาขององค์กรและปิดกั้นการเรียนรู้ในสิ่งใหม่ๆ 3. Shared Vision เห็นอนาคตร่วมกัน การที่ทุกคนในองค์กรจะเห็นอนาคตร่วมกันได้นั้น ต้องมีขั้นตอน มีกระบวนการทางความคิด มีระเบียบวินัย โดยเฉพาะต้องมีวิสัยทัศน์ร่วมกันกับเจ้าของกิจการ ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งองค์กรเพื่อความอยู่รอด พนักงานในองค์กรต้องร่วมกันคิดสร้างสรรค์ มีวิสัยทัศน์ไปในแนวทิศทางเดียวกัน จึงจะสามารถทำงานให้องค์กรได้อย่างทุ่มเทใจ (Commitment) มีจุดเป้าหมายเดียวกันจะได้รวมพลังเป็นหนึ่งเดียว ในการขับเคลื่อนองค์กรไปสู่จุดมุ่งหมายในอนาคตที่ได้ร่วมกันกำหนด 4. Team Learning เรียนเป็นทีม การทำงานเป็นทีม ที่มีเป้าหมายเพื่อต้องการให้ประสบผลสำเร็จในระยะเวลาอันสั้นที่สุด อย่างมีประสิทธิผล หากต่างคนต่างทำก็จะไม่สามารถแข่งขันกับคู่แข่งได้ การเรียนรู้เป็นทีมในองค์กรทำให้เข้าใจในอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบของแต่ละคนเป็นการประหยัดเวลาที่จะเสียไปกับการโต้แย้งทำความเข้าใจ การทำงานเป็นทีมสามารถเรียนรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน เพิ่มองค์ความรู้และพัฒนาทักษะได้อย่างรวดเร็ว5. System Thinking คิดมีเหตุผล การคิดอย่างเป็นระบบที่สามารถเชื่อมโยงและมีความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานต่างๆ ในองค์กรให้เป็นหนึ่งเดียวอย่างมีเอกภาพ สามารถร่วมกันคิดเป็นเชิงระบบ และทำงานร่วมกันได้อย่างมีสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน จึงจะนำองค์กรไปสู่ความ สำเร็จได้ตามเป้าประสงค์ ความคิดของศาสตราจารย์ ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ในทฤษฎีทุน 8 ประการ1. Human Capital ทุนมนุษย์ เป็นส่วนที่สำคัญที่สุด เป็นต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ จำเป็นต้องพัฒนาให้มีมูลค่าเพิ่มด้วยการฝึกทักษะ เพิ่มองค์ความรู้ มีความสามารถ มีศักยภาพที่จะนำองค์ความรู้มาใช้สร้างนวัตกรรม (Innovation) เช่น Product และ Service ใหม่ๆ ความเห็นของศาสตราจารย์ ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ มี 3 เรื่อง คือ “Ideas ใหม่ หรือ Creativity และ บวกกับความรู้”2. Intellectual Capital ทุนทางปัญญามาจากความคิดของนักเศรษฐศาสตร์ Economic of Friendship มนุษย์เกิดมาเท่ากัน หากใครลงทุนมากกว่าก็จะเป็นผู้ชนะ ทุนทางปัญญา ต้องรู้จักใช้ความรู้ให้เป็น ต้องคิดให้เป็น วิเคราะห์ให้เป็น ต้องใช้เวลาสะสม เรียนรู้จากประสบการณ์จึงมีมูลค่าสูง ทุนทางปัญญาหากสามารถนำมาใช้ (Apply) ให้เป็นประโยชน์ในระดับชาติ Macro ประเทศจะเจริญรุ่งเรืองไม่แพ้ชาติอื่นใด3. Ethical Capital ทุนทางจริยธรรมค่านิยมของสังคมแถบเอเชียจะเน้นเรื่องจริยธรรมเป็นหลักสำคัญที่สุด โดยเฉพาะนักธุรกิจและนักการเมืองจำเป็นต้องมีจริยธรรมประจำจิตเพียงพอที่จะไม่คิดทำร้ายสังคม4. Happiness Capital ทุนแห่งความสุขโลกมีการแข่งขันสูงมาก มนุษย์เริ่มหันมาให้ความสำคัญเรื่อง มีความสุข มีความพอใจในการทำงาน ซึ่งทำให้ลูกค้าและสังคมได้ประโยชน์ ทุกอย่างมีความสมดุล คนมีความสุขจะมีความยั่งยืน5. Social Capital ทุนทางสังคมในสังคมตะวันออกทุนทางสังคมมีความหมายและสำคัญมาก ทุนทางสังคมต้องมีเครือข่าย (Network) ไม่เฉพาะกลุ่มใกล้ตัว เครือข่ายสังคมภายนอก เช่น ต่างประเทศ สื่อมวลชน ภาครัฐ ภาคธุรกิจเอกชน ซึ่งเป็นตัวจักรกลจะขับเคลื่อนไปสู่ความสำเร็จด้วยความสัมพันธ์ที่ดีและมีความเชื่อถือ “Trust” 6. Sustainability Capital ทุนแห่งความยั่งยืนการที่จะรักษาให้เป็นทุนที่ยั่งยืนได้นั้นเป็นเรื่องยากมากเนื่องจากยุค Global Market มีการแข่งขันสูงมาก มีเหตุการณ์ภายนอกหลายประการที่นอกเหนือการควบคุมได้ เช่น สภาวะโลกร้อน แผ่นดินไหว ฯลฯ เป็นต้น ความยั่งยืนต้องเริ่มสมมติฐานจากทุกฝ่ายได้รับความสมดุลตามธรรมชาติและได้รับความเป็นธรรมในการดำเนินธุรกิจ7. Digital Capital ทุนทาง IT เราคงจะปฏิเสธไม่ได้สำหรับมนุษย์ยุคปัจจุบัน ต้องมีทุนทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ไว้ใช้เป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารกันทั่วทุกมุมโลก มีพลังและมีศักยภาพ มีโอกาสที่เท่าเทียมกันในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้สูงสุด8. Talented Capital ทุนทาง Knowledge, Skill และ Mindsetทุนทางความรู้และทักษะสามารถฝึกอบรมใฝ่หาความรู้ได้ แต่ทุนทางทัศนคติ (Mindset) มีคุณค่าสูงที่สุดต้องลงทุนฝึกอบรมเริ่มตั้งแต่จากสถาบันครอบครัวเป็นต้น มาจนถึงสิ่งแวดล้อม สังคมในปัจจุบัน สรุปข้อแตกต่างระหว่าง “กฎของ Peter Senge 5 ประการ (The Fifth Discipline) กับ ทฤษฎีทุน 8 ประการที่เป็นพื้นฐานของ “ทรัพยากรมนุษย์” Peter Senge จะเน้นกฎ ระเบียบวินัย เหมาะกับวัฒนธรรมในการบริหารจัดการแบบตะวันตก และวิธีกระตุ้น พัฒนา ฝึกอบรมคน จะเน้นผลประโยชน์ตอบแทนบุคลากรและขององค์กรมากกว่าผลประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม จะเป็นภาคปฏิบัติในระดับ Micro มากกว่า Macro ศาสตราจารย์ ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ทฤษฎี 8K’s ใหม่ จะเน้นการพัฒนาคนในภาพกว้างด้วยการสร้างทุนมนุษย์ให้มีมูลค่าเพิ่มเพื่อประโยชน์สุขต่อสังคมและประเทศระดับ Macro มากกว่า Micro จะเน้นเรื่องภูมิปัญญา จริยธรรม ความสุข ความรู้สึกเหมาะกับวัฒนธรรมซีกตะวันออกและประเทศไทย เรื่องเกี่ยวกับความรู้ ความสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ซึ่งนำมาประยุกต์ใช้ได้กับวัฒนธรรมแถบตะวันออกและตะวันตกในระดับ Macro และ Micro ข้อ 2 จะทำอย่างไรให้ความคิดนี้ขยายไปในวงกว้างตามความคิดของดิฉัน เข้าใจว่า ก่อนจะเป็นทฤษฎีได้นั้นต้องขึ้นอยู่กับสมมติฐานจากจินตนาการ (Imagination) อย่างมีเหตุมีผล เมื่อได้ข้อสรุปจากความคิดจนสรุปเป็นเหตุเป็นผลได้แล้ว จึงนำมาทดลองใช้ในหลากหลายรูปแบบ หลายๆ ครั้งจนเกิดผลลัพธ์ที่ได้มาเป็นที่ยอมรับจึงตั้งเป็นทฤษฎีให้นำไปใช้ได้สู่สาธารณะ ดังนั้นการจะนำไปเผยแพร่ให้เป็นที่ยอมรับและนิยมใช้อย่างกว้างขวางนั้น น่าจะมีหลายช่องทาง เช่น- เขียนบทความโดยอ้างทฤษฎีนี้สู่สาธารณชนอ่านได้อย่างเข้าใจง่าย- การจัดสัมมนา การอภิปราย ปราศรัย- นักศึกษา ลูกศิษย์ อาจารย์ ช่วยเผยแพร่ผ่านข้อเขียนในบทความ รายงานและวิทยานิพนธ์- พูดในที่สาธารณะในรูปแบบต่างๆ- นำไปปฏิบัติให้เกิดเป็นรูปธรรมและขยายประสบการณ์ให้ประชาชนทั่วไป ได้สัมผัส ได้เข้าใจอย่างลึกซึ้งจนกระทั่งนำไปใช้อ้างอิงทางวิชาการและทางภาคปฏิบัติได้เป็นกิจวัตร นางเครือวัลย์ สมณะ 23 สิงหาคม 2550
การบ้าน วันที่ 18 สิงหาคม 2550 เสนอ..ศ.ดร. จีระ หงส์รดารมภ์ โดย..นางสาว ชารวี บุตรบำรุง การเรียนในวันนี้อาจารย์ได้บรรยาย เรื่องทรัพยากรมนุษย์ ต้องมองจากภาพใหญ่(คือ เศรษฐกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรม) ไปสู่ภาพเล็กหรือระดับองค์กร และการที่ทรัพยากรมนุษย์จะพัฒนา สามารถต่อสู้กับโลกาภิวัตน์ได้ ต้องเริ่มที่การศึกษาที่ดี คนที่จะประสบความสำเร็จต้องมี Big Picture ก่อน และในวันนี้อาจารย์ฝากให้พวกเราอ่าน แนวคิดของ Peter Senge เรื่อง “ PEOPLE,THE ENGINE OF SUCCESS “ พร้อมกับฝากคำถาม 2 คำถาม ดังนี้ <ol style="margin-top: 0cm"><li class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; color: blue; text-align: justify; tab-stops: list 36.0pt"> แนวคิดของ Peter Sengy ต่างกับแนวคิดของ ศ.ดร. จีระ หงส์รดารมภ์ อย่างไร </li></ol><ul style="margin-top: 0cm"><li class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; color: black; text-align: justify; tab-stops: list 36.0pt"> แนวคิดของ Peter Sengyการที่องค์กรหรือธุรกิจจะประสบความสำเร็จได้ ต้องนึกถึงคุณภาพสินค้า ทำเลที่เหมาะสม ลูกค้าที่ดี การเข้าถึงแหล่งเงินทุน ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้มาจาก “คน” ฉะนั้น ต้องให้ความสำคัญกับคน ซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่า และกล่าวว่า “ทุนมนุษย์ : Human capital ” มีลักษณะเฉพาะที่ไม่เหมือนทุนทางการเงิน ทุนของเครื่องจักรกลหรือทุนชนิดอื่นๆ ทุนมนุษย์มีความสลับซับซ้อน ดังแนวคิดทฤษฎีของมาส์โลว์ เรื่องลำดับขั้นความต้องการของมนุษย์ สามารถเกิดความคิดสร้างสรรค์เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ เกิดบริการใหม่ๆ เกิดแนวคิดในการกระบวนการปรับปรุงองค์กร และยังประกอบด้วย </li></ul>Intellectual capital : ความรู้ ทักษะ และ TalentRelational capital : การติดต่อ การมีเครือข่าย ความสัมพันธ์กับคนภายในและภายนอกองค์กรโดยเฉพาะปัจจุบัน เป็นยุคแห่งการแข่งขันที่รุนแรง ต้องมีการเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆตลอดเวลา คนหรือทรัพยากรมนุษย์จึงถือเป็นกุญแจสำคัญ นำไปสู่ความสำเร็จ และสิ่งที่ไม่ควรลืม คือ ต้องมีความคิดสร้างสรรค์ ต้องมีความรู้ ต้องมีความสัมพันธ์ต่อกัน ดังนั้น องค์กร ผู้นำองค์กร ต้องเข้าพื้นฐานของ “คน” ต้องดูแลเอาใจใส่อย่างจริงใจ ต้องนำศักยภาพความคิดของคนออกมา สร้างสัมพันธภาพที่ดี ให้การสนับสนุน ก็จะสามารถบริหารได้ดีบรรลุจุดมุ่งหมาย <ul style="margin-top: 0cm"><li class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; color: green; text-align: justify; tab-stops: list 36.0pt"> แนวคิดศ.ดร. จีระ หงส์รดารมภ์อาจารย์มีแนวคิดเรื่องทรัพยากรมนุษย์ บนพื้นฐานทฤษฎีทุน 8 ประการ คือ </li></ul><ol style="margin-top: 0cm">
</ol>จาก ทฤษฎีทุน 8 ประการ อาจารย์ได้ประยุกต์เป็น ทฤษฎี 5 K’s เพื่อการพัฒนามนุษย์ยุคโลกาภิวัตน์ ดังนี้ <ol style="margin-top: 0cm">
</ol> จากแนวคิดของทั้งสองท่าน พบว่า มีแนวคิดที่สอดคล้องกัน มีมุมมองในการบริหารทุนมนุษย์โดยเริ่มจากMacro ไปสู่Micro เพราะโลกปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ข่าวสาร เทคโนโลยี ฯ เป็นโลกแห่งทุน และทุนที่สำคัญคือ ทุนที่มีอยู่ในมนุษย์ ในอดีตดูความสำเร็จขององค์กรที่มีทรัพย์สินมากมาย แต่ปัจจุบันต้องพิจารณาถึง ทุนที่จับต้องไม่ได้ นั่นคือ ทุนในทรัพยากรมนุษย์ ความรู้ความสามารถ ความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรมที่เกิดขึ้น ดังนั้นองค์กร ผู้บริหาร ต้องหันมาใส่ใจอย่างจริงจังและจริงใจ ในการที่จะสรรหาคนเก่งคนดีมีคุณธรรมจริยธรรมมาร่วมงาน และรักษาคนเก่งไว้ในองค์กรนานๆ และพัฒนาคนเก่ง บุคลากรในองค์กรให้มีความรู้ความสามารถ ทักษะมากขึ้นจากเดิม 2.เราจะทำอย่างไรที่จะให้ความคิดนี้สามารถขยายเข้าไปในสังคมมุมกว้างได้ * สังคมมุมกว้างในที่นี้ หมายถึง ประเทศไทย ดิฉันคิดว่า การที่จะเริ่มสนใจหรือให้ความสำคัญในทุนมนุษย์ สิ่งแรกที่ควรทำคือ 1. ภาวะผู้นำ ผู้ที่เป็นผู้บริหาร ผู้นำประเทศ หรือผู้นำในองค์กร ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำครอบครัว ควรจะปรับแนวคิดการบริหารจัดการ เปิดใจกว้าง จริงใจและให้ความสำคญกับมนุษย์ (ประชากรของประเทศ) ในเรื่องการวางนโยบายทุกด้าน บริหารงานด้วยความรักแผ่นดินเกิด กตัญญูต่อแผ่นดินเกิด ซื่อสัตย์และสุจริต มีคุณธรรมจริยธรรม 2. นโยบายด้านการศึกษาของคนในประเทศ ควรสนับสนุนให้คนได้รับการศึกษาเรียนรู้ ทั้งชีวิตในชั้นเรียนและนอกชั้นเรียน ได้สังเกต ทดลอง ฝึกฝน เพราะการที่ทุกคนมีองค์ความรู้ถือเป็นสิ่งสำคัญ ในการต่อยอดทางความคิด พัฒนาทัดเทียมนานาอารยประเทศ เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ และต่อเนื่อง รู้จริงมิใช่เพียงแค่ให้ได้มาซึ่งปริญญา และสร้างมูลค่าเพิ่มได้ 3. การปลูกฝังค่านิยม วัฒนธรรมองค์กร ให้สนใจ เอาใจใส่ กับทุนมนุษย์ ในทุกเรื่อง อาทิเช่น การสรรหา บรรจุ ฝึกอบรม การเลื่อนตำแหน่ง การจ่ายค่าตอบแทน สวัสดการต่างๆ การลาออกจากงาน ฯ 4. การส่งเสริมพุทธศาสนา เพราะคำสอนของพระพุทธเจ้าสอนให้เราเป็นคนดี อยู่ในศีลธรรม คุณธรรม จริยธรรม ดังนั้นเมื่อพุทธศาสนาได้รับการส่งเสริม มีการเผยแพร่ ย่อมส่งผลต่อคนในประเทศชาติ 5. การส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีของคนในครอบครัว ดังคำที่ว่า “วินัยเริ่มที่บ้าน สอนลูกหลานให้เป็นคนดี” ครอบครัวเปรียบเสมือน ด่านแรกที่จะมีหน้าที่ปลูกฝัง ลักษณะนิสัย พฤติกรรมต่างๆ เมื่อคนในครอบครัวมีความรัก ความเอื้ออาทร ความห่วงใย ความปรารถนาดีต่อกัน ก่อนออกไปสู่สังคมที่กว้างมากขึ้น เป็นต้น สิ่งท่กล่าวมาเป็นแนวคิดเริ่มต้น เมื่อทุกส่วนหันมาให้ความสนใจ ความร่วมมือกัน ในการพัฒนาทุนมนุษย์ ให้ความสนใจทุนมนุษย์อย่างจริงจัง ผลลัพธ์ที่ได้ย่อมเกิดประโยชน์และมูลค่าเพิ่มแก่ ครอบครัว สังคม ประเทศชาติ…………ขอบคุณค่ะ
1. Concept การเรียนรู้ระหว่าง Mr.Perter M.Senge Dr.Chira Hongladarom แตกต่างกันอย่างไร แนวความคิดของ Mr. Perter M. Senge ได้กล่าวไว้เรื่อง Cone of Learning Organization Work ขึ้นกับพื้นฐาน “Learning disciplines” การเรียนรู้ตลอดชีวิตเน้นการเรียนและปฏิบัติ The five disciplines ประกอบด้วย - Personal Mastery – learning to expand our personal capacity to create the results we most desire, and creating an organizational environment which encourages all its member to develop themselves toward the goals and purposes they choose. - Mental Models – reflecting upon, continually clarifying, and improving our internal pictures of the world, and seeing how they shape our actions and decisions. - Shared Vision – building a sense of commitment in a group by developing shared images of the future we seek to create, and the principles and guiding practices by which we hope to get there. - Team Learning – transforming conversational and collective thinking skills, so that groups of people can reliably develop intelligence and ability greater than the sum of individual members’ talents. - Systems Thinking – a way of thinking about, and a language for describing and understanding, the forces and interrelationships that shape the behavior of systems. Disciplines เหล่านี้จะช่วยเราได้อย่างไร ที่จะเปลี่ยนแปลงระบบให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะต้องมีการทำการปรับแต่งด้วยกรรมวิธีมากกว่าของธรรมชาติและเศรษฐกิจโลก To practice a discipline is to be a lifelong learner on a never – ending developmental path. A discipline is not simple a “subject of study.”It is a body of technique, based on some underlying theory or understanding of the world, that must be studied and mastered to put into practice. Professor Dr.Chira Hongladarom’s his 8k theory ซึ่งได้อธิบาย ดังนี้1. Human capital ทุนมนุษย์2. Intellectual capital ทุนทางปัญญา3. Ethical capital ทุนทางจริยธรรม4. Happiness capital ทุนแห่งความสุข5. Social capital ทุนทางสังคม6. Sustainability capital ทุนแห่งความยั่งยืน7. Digital capital ทุนทาง IT8. Talented capital ทุนทาง knowledge, skill และ Mindset Five Discipline ของ Mr.Peter M.Senge มีความคล้ายคลึงกับ 8k’s ของ Prof. Dr. Chira Hongladarom เป็นอย่างมาก ทั้ง 2 ทฤษฎีเป็นพื้นฐานของการเรียนรู้และพัฒนาคน ซึ่ง 8k Theory จะมีลักษณะเป็นวัฒนธรรมตะวันออก ซึ่งจะเน้นถึง คุณธรรม และความสุขรวมอยู่ด้วย ส่วน Five Discipline ของ Mr. Peter M. Senge จะแนวคิดเป็นตะวันตก เป็นการเน้นความจำเป็นของตัวบุคคลและการทำงานเป็นทีม การคิดอย่างมีระบบ 2. ทำอย่างไรจะนำ Idea ของทั้ง 2 ผ่านมาเป็นหลักปฏิบัติ ในทางปฏิบัติควรจะเริ่มจากการทำความเข้าใจ และทฤษฎีทั้ง 2 มาทำการวิจัยลงรายละเอียดให้มาก รวมทั้งจัดทำเป็นแผนงาน เพื่อนำไปปฏิบัติและเผยแพร่ (Action Plan) การเผยแพร่อาจจะจัดทำเป็นการจัดสัมมนาเผยแพร่ โดยเชิญผู้รู้และผู้เกี่ยวข้องมาให้ข้อคิดเห็น และขอความร่วมมือเพื่อก่อให้เกิดความรู้และเผยแพร่หลายมากขึ้น ขั้นตอนในการปฏิบัติอาจใช้ทฤษฎี 2R’s ของ Prof. Dr. Chira Hongladarom มาใช้ 2R’s คือ 1. Reality มองความจริง 2. Relevance ตรงประเด็น Reality คือ การอยู่กับความจริง ทำความเข้าใจกับเหตุการณ์รอบตัว และมองด้านปัญหาในการพัฒนาและการแก้ไข Relevance คือ ความเกี่ยวข้อง สิ่งที่เกี่ยวข้องต่อสถานการณ์สามารถนำมาวิเคราะห์และใช้ทฤษฎี 8k และ 5 Discipline มาเป็นตัวนำได้
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">พื้นฐานของ ทรัพยากรมนุษย์ </p> ทฤษฎีทุน 8 ประการ ของ ดร.จิรา หงลดารมย์ 1. Human Capital ทุนมนุษย์2. Intellectual Capital ทุนทางปัญญา3. Ethical Capital ทุนจริยธรรม4. Happiness Capital ทุนแห่งความสุข <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 180pt; text-indent: -162pt; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal">5. Social Capital ทุนสังคม ต้องเชื่อมโยงเข้าหากลุ่ม</p>
สังคมใหม่กว่าเดิม เพื่อจะได้สร้าง
เครือข่ายใหม่ๆ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 180pt; text-indent: -162pt; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal">6. Sustainability Capital ทุนความยั่งยืน แต่ขาดคุณธรรม,</p> จริยธรรม ก็ไม่อาจยั่งยืนได้ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 180pt; text-indent: -162pt; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal">7. Digital Capital ทุน IT สมัยใหม่เป็น Long tail คือ ถ้า</p>
อยากดูหนังสักเรื่อง ใน USA จะมีร้าน
IT ที่ทันสมัย โดยเข้าไปเลือกดูจาก
IT ได้เลยไม่ต้องเสียเงินมาก ต้องเดิน
ทาง เสียค่าใช้จ่ายเข้าไปดูในโรงภาพ
ยนต์8. Talent Capital ทุน knowledge,skill,Mindset กฎของ Peter Senge 5 ประการ 1. Personal Mastery รู้อะไร รู้ให้จริง มีวิสัยทัศน์เฉพาะตน มองเห็นสิ่งที่เป็นจริง2. Mental Models แบบอย่างทางความคิด เข้าใจสิ่งที่อยู่ภายในและปฏิบัติอย่างถูกต้อง3. Shared Vision เห็นอนาคตร่วมกัน มุมมองแต่ละคนออกความคิดเห็นและรวบรวมนำประโยชน์มาใช้4. Team Learning เรียนเป็นทีม เรียนรู้ร่วมกันเป็นกลุ่ม จะได้เกิดความคิดหลากหลาย5. System Thinking คิดมีเหตุผล เรียนรู้เป็นระบบ เป็นขั้นตอน <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; tab-stops: 0cm" class="MsoNormal">จากบทความการเรียนรู้ของ Peter Senge จะเป็นด้านกำไรและ สถานที่เป็นส่วนใหญ่ สิ่งแวดล้อมให้ความสำคัญคนในองค์กรน้อยมาก หรือ ทุนมนุษย์ของ Senge ไม่ให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก</p>
เปรียบเทียบระหว่าง <table border="1" cellspacing="0" cellpadding="0" class="MsoTableGrid" style="border-collapse: collapse; border: medium none"><tbody>
ดร.จิรา
</tbody></table> มีวิสัยทัศย์ที่แคบ ส่วน ดร.จิรา มองถึง HR มีความสำคัญเป็นอันดับแรก และสำคัญมากสำหรับองค์กร และมองในมุมกว้าง มองจาก Macro ไป Micro ข้อ 1. สรุปการเปรียบเทียบทฤษฎีของ 8 K’s Dr.Jira 5 K’s ของ Sange สามารถกล่าวได้ว่า Dr.Jira มี Vision ในมุมมองที่กว้างไกล มากกว่า ทฤษฎี 5 K’s ของ Sange นักศึกษาสามารถนำปใช้ในองค์กร และในชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี และมีความสุขมาก ถ้าคิดถึงทฤษฎี 8 K’s ของ Dr.Jira ข้อ 2. โดยหลักการ ทฤษฎี ของ Sange มี 5 ข้อ ทฤษฎี ของ Dr.Jira มี 8 ข้อ ทฤษฎี 8 K’s ของ Dr.Jira มีความละเอียดดีกว่าของ Sange คือ มองทุกอย่างในองค์กร เป็นมุมมองที่กว้างขวาง ทุกด้าน ทุกมุม เริ่มต้นตั้งแต่ภายใน, ภายนอกของคนในองค์กร และ สิ่งแวดล้อม ทุกอย่างขององค์กร คือมองจาก Macro ไปสู่ Micro เราจึงสามารถนำทั้งสองทฤษฎีมา โดยนำหลักการมาวางแผน ทำการวิจัยในหลายสิ่งหลายอย่าง เช่น การทำการอบรมแรงงานให้รอบรู้เพื่อจะได้มีงานทำอย่างยั่งยืน, แรงงานต่างด้าวในเมืองไทย เป็นต้น โดยการวางแผนปฏิบัติจริง ทำจริง รู้ให้จริง ตรงกับ ทฤษฎี 2 R’s ของ Dr.Jira คือ 1. Reality มองความจริง2. Relevant ตรงประเด็น นอกจากนี้ยังมี ทฤษฎี 4 L’s ซึ่งเป็นทฤษฎีวัฒนธรรมของการเรียนรู้ คือ 1. Learning Methodology เข้าใจการเรียนรู้2. Learning Environment สร้างบรรยากาศในการเรียนรู้3. Learning Opportunities สร้างโอกาสในการเรียนรู้4. Learning Communities สร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ ซึ่งท่าน Dr.Jira ได้ทำโครงการ KPD ร่วมกับโรงเรียนอาชีวะศึกษา ในการทำโครงการ KPD (Key People Development) โดยนำเด็กอาชีวะเข้าทำการอบรม ให้ใฝ่รู้ในการเรียนรู้ รู้จริง ทำจริง มีโอกาสไปดูงาน ฝึกงาน ตามแหล่งอุตสาหกรรมต่างๆ เพื่อจะได้รับค่าตอบแทนได้สูง มีความสามารถ ประสิทธิภาพในการทำงานสูง สามารถทำงานได้ตลอดอายุการใช้งาน จะไม่ตกงาน หรือไม่มีงานทำเหมือนปัจจุบัน เช่น โรงงานอุตสาหกรรมไพบูลย์ เท็กซ์ไทล์ โรงงานผลิตรองเท้ากีฬา เพราะฝีมือแรงงานไม่ได้มาตราฐาน ค่าแรงงานสูง ต่างชาติก็เลิกจ้าง ย้ายถิ่นฐานออกไปประเทศอื่น </span></span> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; tab-stops: 0cm" class="MsoNormal"></p>
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p></span></span>
การจัดการทุนมนุษย์ครั้งที่ 8ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">วันที่ 18 สิงหาคม 2550</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">บรรยากาศการเรียนรู้แบบสร้างสัมพันธภาพก่อนการเรียนที่แตกต่างและมีคุณค่า ขอเรียกว่า “Prof. Chira Model“ เป็นสิ่งที่ดีมากในการส่งผลให้ประสิทธิภาพทางการเรียนดี และต้องกราบขอบพระคุณที่ อาจารย์กรุณาเปิด blog ให้พวกเราได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันแบบ Global Citizen และแสดงความเมตตา ห่วงใยในการศึกษาของพวกเรา นอกจากนี้อาจารย์ยังเปิดโอกาสในการให้ไปพบ และซักถามได้ตลอดเวลา กลุ่มเราคงจะต้องหาโอกาสเพื่อเพิ่มพูนความรู้จากการได้ติดตามและสนทนา ปะทะความรู้กับอาจารย์</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">วันนี้อาจารย์ให้ทุกคนในห้องเรียนสรุปสิ่งที่ได้ทั้งหมดโดยไม่ซ้ำประเด็นให้ข้อคิดในเรื่องทุนทางปัญญาเปรียบเสมือนเบ็ดตกปลา และคำถามข้อแรกสำหรับวันนี้คือ การพัฒนาคนเองตามแนวคิดของ Prof. Peter Senge และ ผศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ แตกต่างอย่างไร</p>
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> ก่อนอื่นคงต้องกล่าวอ้างถึงก่อนว่าในยุคโลกาภิวัตน์นี้จะเห็นว่ามีสิ่งต่าง ๆเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแข่งขันกันทางเศรษฐกิจ สังคม การติดต่อสื่อสารที่ทันสมัยและเปลี่ยน version อย่างรวดเร็ว หรือแม้แต่จะเป็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติ ที่กล่าวขวัญกันมากที่สุดเห็นจะเป็นเรื่อง ภาวะโลกร้อน จากเหตุและปัจจัยต่าง ๆดังกล่าวจะเห็นว่าเกิดจากมนุษย์ทั้งสิ้นทั้งในด้านดีและด้านเสื่อม ดังนั้นมนุษย์จึงเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าที่สุดที่จะส่งผลในการพัฒนาองค์กรไปตามทิศทางที่กำหนด และจากเหตุนี้มนุษย์ทุกคนจึงต้องมีพัฒนาการในการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดเวลาและ 5 แนวคิดหลักของ Prof. Peter Senge ประกอบด้วย </p>
1. Personal Mastery ความรอบรู้หมายถึงการรู้จักตนเองที่แท้จริง มีวิสัยทัศน์ เป้าหมายของตนเอง ซึ่งอาจสรุปได้อย่างชัดเจนคือการรู้อะไร ให้รู้จริง
2. Mental Model เป็นแบบอย่างทางความคิดแต่ต้องไม่ยึดตัวเองเป็นที่ตั้ง3. Shared Vision หมายถึงการมีส่วนร่วมในการกำหนดวิสัยทัศน์ หรือมองเห็นอนาคตสำหรับสังคมเรายังต้องปรับในการเปิดใจกันให้มากกว่านี้
4. Team Learning มีการเรียนรู้ร่วมกัน การเรียนรู้เป็นกลุ่มจะทำให้เกิดการพัฒนาและสร้างสรรค์
5. Systems Thinking มีการเรียนรู้และการคิดเป็นระบบ มีเหตุผล มีขั้นตอนที่ชัดเจน
จะเห็นได้ว่าหลักการและแนวคิดของ Peter Senge ทั้ง 5 ประการ นับได้ว่าเป็นความรู้พื้นฐานที่จำเป็นและสำคัญต่อการพัฒนาบุคลากรในองค์กรขณะเดียวกันหลักการณ์และแนวคิดของ ดร.จีระ มีความเห็นในเรื่องการเรียนรู้โดยใช้ทฤษฎี 8’ k ซึ่งประกอบด้วย
1. Human Capital ทุนมนุษย์ซึ่งประมวลทั้งหมดตั้งแต่ข้อ 2-8 เป็นทั้งในส่วนที่วัดได้ ประเมินได้ ตรวจสอบได้ เห็นได้ และส่วนที่ซ่อนอยู่ภายในที่สร้างสรรค์ อาจเป็นความสามารถ หรือความมีน้ำใจ ความรู้สึก
2. Intellectual Capital ทุนทางปัญญาที่เกิดจากการเรียนรู้จากสิ่งเดิม ๆแล้วพัฒนาเป็นสิ่งใหม่ ๆที่มีคุณค่า
3. Ethical Capital ทุนทางจริยธรรม วัฒนธรรมซึ่งเป็นเรื่องที่ใช้เวลาในการสั่งสมตั้งแต่วัยเยาว์นับเป็นทุนมนุษย์ที่ช่วยให้มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐที่มีค่ายิ่ง
4. Happiness Capital ทุนแห่งความสุข ที่แสดงออกหรือสะท้อนโดยสีหน้า ท่าทางและอารมณ์ของคน
5. Social Capital ทุนทางสังคมเพราะมนุษย์ต่างเป็นสัตว์สังคมต้องอยู่ร่วมกัน ดังนั้นจึงเกิดทีมในการร่วมกันทำงาน
6. Sustainsibility Capital ทุนแห่งความยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยากที่สุดในการดำรงรักษาไว้
7. Digital Capital ทุนในการสื่อสารทางสารสนเทศ ที่มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยส่งเสริมให้เพิ่มประสิทธภาพของมนมนุษย์ยิ่งขึ้น
8. Talented Capital เป็นพรสรรค์เฉพาะตน
(ทุนทางความรู้, ทักษะ และทัศนคติ :Mindset)
จะเห็นได้ว่าทฤษฎี 8 K มีความคล้ายคลึงกับ 5 หลักแนวคิดของ Peter Senge เป็นอันมากซึ่งทั้งสองทฤษฎีเป็นพื้นฐานของการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาตนเองสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ทั้งในเรื่องการเรียน การสอนและการทำงาน แต่ทฤษฎี 8 K เป็นการพัฒนาในแนวทางตะวันออกที่มีความละเอียดอ่อนมากกว่า คำนึงถึงจิตใจ ความรู้สึกซึ่งเป็นข้อดีและเหมาะกับวัฒนธรรมบ้านเรา
อาจเนื่องจาก ดร.จีระ เข้าใจในวัฒนธรรมของคนตะวันออกเป็นอย่างดี ดังนั้นทฤษฎี 8 K นอกจากจะเป็นพื้นฐานของการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาคนแล้ว ยังเน้นและให้ความสำคัญทางด้านคุณธรรม จริยธรรม รวมทั้งสิ่งสำคัญที่ทุกคนปรารถนานั่นคือความสุข
ทำอย่างไรให้แนวคิดนี้ขยายเข้าสู่สังคมในมุมกว้าง
เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลยในการจะนำแนวคิดของทั้งสองปรมาจารย์ไปขยายสู่สังคมในมุมกว้าง และต้องใช้เวลาเพื่อศึกษาเรียนรู้ให้เข้าใจอย่างถ่องแท้โดยการสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้จาก ทฤษฎี 4 L’s คือเข้าใจวิธีการเรียนรู้ (Learning Methodology) สร้างบรรยากาศในการเรียนรู้ที่ดี (Learning Environment) สร้างโอกาสในการเรียนรู้ (Learning Opportunity) และสุดท้ายคือการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ (Learning Communities)
ซึ่งนำทฤษฎี 2 R ’s เป็นแนวดำเนินการ คือการมองความจริง(Reality ) อย่างตรงประเด็น (Relevance) แล้วกำหนดเป็นแผนการปฏิบัติการ เขียนโครงการและบริหารโครงการให้บรรลุผล
</span></span></span><p> >>อรพินท์ มณีรัตน์ << </p></span>
การบ้านครั้งที่ 7 : วันเสาร์ที่ 18 สิงหาคม 2550 ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ : เลขาธิการมูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ เรื่อง :เรื่องทรัพยากรมนุษย์ต้องมองจากภาพใหญ่ (Macro) ไปสู่ภาพเล็ก (Micro)<p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal">นักศึกษา : นายชัยธนัตถ์กร ภวิศพิริยะกฤติ..</p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal"> </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal">Prof.Peter Senge เขียนเรื่อง The Fifth Discipline Fieldbook แห่ง The Sloan School of Management สถาบัน MIT ให้แนวคิดเกี่ยวกับ Learning Organization ให้เกิดขึ้นในองค์กรบนเงื่อนไขการพัฒนาคนทุกระดับอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกัน ทั้งในด้านวิธีการ การบริหารจัดการ การสร้างค่านิยม งบประมาณและเวลาที่เพียงพอ โดยให้ความรู้ที่ทันสมัย ให้ทุกคนสามารถเรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่องและเรียนรู้ตลอดชีวิต Life Long Learning ซึ่ง Prof.Peter Senge กำหนดหลักสำคัญไว้ 5 ประการ ดังนี้ </p> 1. Personal Mastery- การเรียนรู้และการกระตุ้นให้บุคคล/สมาชิกในองค์กร เกิดพลังงานEnergy และนำพลังงานมาใช้เพิ่มสมรรถนะความสามารถ อันนำไปสู่เป้าหมายแห่งความสำเร็จของบุคคลและองค์กร 2. Mental Models - การสะท้อนให้เห็นถึงทิศทางและการตัดสินใจขององค์กร 3. Shared Vision - เป็นการสร้างความรู้สึกผูกพันของคนในกลุ่ม ด้วยการใช้ความคิดร่วมกันสร้างสรรค์สิ่งใหม่ และปฏิบัติตามกฎที่กำหนดร่วมกันเพื่อนำสู่จุดหมาย 4. Team Learning - การแลกเปลี่ยนความรู้ และรวบรวมความคิด ทักษะ เพื่อนำมาใช้พัฒนาความรู้ความสามารถของกลุ่มบุคคลในองค์กร 5. System Thinking - วิธีการคิดและการเชื่อมโยงการเรียนรู้ที่ได้จากหลักการในข้อ 1-4 เพื่อนำมาใช้ปรับเปลี่ยนกระบวนการให้เกิดประโยชน์ในภาพองค์รวมกฎของ Peter Senge มีว่า รู้อะไรให้รู้จริง แบบอย่างทางความคิด เห็นอนาคตร่วมกัน เรียนเป็นทีม และคิดมีเหตุผล และจากหนังสือ Leveraging The New Human Capital ซึ่งพูดถึงว่าคนคือตัวขับเคลื่อนความสำเร็จ ไว้ดังนี้ องค์กรที่ประสบความสำเร็จ คือองค์กรที่มีวินัยในการคิด การปฏิบัติ และวินัยของคน ที่สำคัญคือ การเลือกคนที่ตรงความต้องการและเลือกคนได้เหมาะสมกับงาน ทฤษฎีทุน 8 ประการ Human Capital ทุนมนุษย์Intellectual Capital ทุนทางปัญญาEthical Capital ทุนทางจริยธรรมHappiness Capital ทุนแห่งความสุขSocial Capital ทุนทางสังคมSustainability Capital ทุนแห่งความยั่งยืนDigital Capital ทุนทาง IT Talented Capitalทุนทาง Knowledge, Skill และ Mindsetเน้นที่การสะสมทุนทางปัญญาต้อง ต่อเนื่อง และต่อเนื่อง ในยุค 21st Century อาวุธที่สู้กันมากที่สุดคือปัญญา การมีปัญญาอย่างเดียวก็คงไม่พอ ก็มีอะไรอีกหลาย ๆ การที่จะเปลี่ยน mindset ได้ จะต้องหาความรู้ให้ทันโลกและสดใหม่อยู่เสมอ ข้ามศาสตร์ และวิเคราะห์แบบโป๊ะเชะ วิธีการหาความรู้ต้องเป็นวิธีที่ตัวเรามีส่วนร่วม ความรู้เกิดขึ้นได้ทุกที่ (Anywhere Learning / Study Tour / Tea Time .etc..) ไม่ใช่ฟังข้างเดียว ควรจะวิเคราะห์ให้เป็น และวิเคราะห์แบบทฤษฎี 2 R’s คือ
- Reality มองความจริง
- และ Relevance ตรงประเด็น
Leveraging The New Human Capital1People, The Engine of Success ได้ความรู้พอสังเขปดังนี้ เมื่อทุนมนุษย์มีการเปลี่ยนแปลง หากองค์กรมองกำไรเป็นเป้าหมายที่มีความสำคัญมาในอันดับแรแล้วให้ความสำคัญกับ คน เป็นอันดับรองแล้ว นั่นคือสัญญาณอันตราย เพราะองค์กรนั้นกำลังมองความความสำคัญของทุนมนุษย์ซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีค่าสูงสุดขององค์กรเสียแล้วเรื่องความสำคัญของคนกลายมาเป็นประเด็นที่องค์กรต่างๆนำมากล่าวถึง ความสามารถของคนที่จะนำพาองค์กรให้ประสบความสำเร็จได้อย่างไร และแน่นอน ทุนมนุษย์เป็นความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างยั่งยืน ทุนมนุษย์ ทรัพย์สินทางปัญญา ความรู้ ความสามารถ ทักษะ ความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม เป็นตัวผลักดันให้เกิดความได้เปรียบในการแข่งขัน และการเพิ่มขึ้นของผลิตภาพ ก็คือความสามารถในการผลิตสินค้าหรือบริการนั่นเอง 1. เกิดผลกระทบในทางบวกสนับสนุนซึ่งกันและกัน2. เห็นคุณค่าและใส่ใจพนักงานมากขึ้น3. มีความเชื่อว่าองค์การแบ่งปันคุณค่าให้มากขึ้นผลกระทบในทางบวกสนับสนุนซึ่งกันและกันนี้ เกิดขึ้นระหว่างพนักงานกับลูกค้าหรือองค์กร ได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จ กลายมาเป็น คุณค่า ทักษะทางเทคนิค และความรู้ คนเป็นตัวขับเคลื่อนให้เกิดนวัตกรรม และการปรับปรุงกระบวนการผลิต ทุนมนุษย์จึงเป็นทรัพย์สินทางปัญญา และความสัมพันธ์ตามภารกิจและเป็นหมายขององค์กร นอกจากนั้น ความสามารถในการแข่งขันในยุคข่าวสารจะขับเคลื่อนกันที่ความรู้และเทคโนโลยี ซึ่งเทคโนโลยีการสื่อสารทำให้คนเข้าถึงข่าวสาร สินค้าและบริการทั่วโลก องค์กรจึงต้องพัฒนานวัตกรรมสินค้าและการบริการของตนอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น องค์กรจะต้องเข้าใจคน และให้การสนับสนุนเพื่อให้เขามีความสามารถ ให้เขาสะท้อนการปฏิบัติงานที่ดี และให้เขามีความเชื่อมั่นในค่านิยมขององค์กร การบริหารทุนมนุษย์แตกต่างจากการบริหารทุนด้านอื่น ๆ ในขณะที่คนทำให้เกิดความแตกต่างในความสำเร็จขององค์กร ดังนั้น เราต้องบริหารคนเพื่อให้เขามีความสามารถในการปฏิบัติงาน ให้การดูแล และประสานการเชื่อมโยง องค์กรต้องไม่คิดว่าการบริหารคนเหมือนกับเป็นเครื่องจักร เพื่อขยายศักยภาพเครื่องจักร และแม้ว่าองค์กรจะประสบความสำเร็จก็ตามแต่คนเหล่านั้นก็ไม่สามารถทำได้ทุก ๆ อย่าง <p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal"> </p>
ทรงศรี ด่านพัฒนาภูมิ วิชาการจัดการทุนมนุษย์ หลักสูตรการจัดการนวัตกรรมโดย ศาสตราจารย์ ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ เรียนเรื่อง โลกาภิวัตน์ วันนี้เรียนได้ความรู้มากมายเรื่องการค้าเสรี WTO, FTO เรื่องการเงินเสรี อัตราแลกเปลี่ยน บทบาทของจีน อินเดียและละตินอเมริกา เรื่องอิทธิพลของประชาธิปไตยและ Human right เรื่อง Global worming ภัยธรรมชาติเรื่อง สงครามและการก่อการร้าย เรื่องน้ำมันหมดโลกพลังงานทดแทนเรื่องโรคระบาด เช่น ไข้หวัดนก เอดส์ เรื่องทรัพยากรมนุษย์ต้องมองจากภาพใหญ่ (Macro) ไปสู่ภาพเล็ก (Micro) หรือในระดับองค์กร โลกาภิวัตน์ ต้องมีจุดแข็ง จุดอ่อน <table border="1" cellspacing="0" cellpadding="0" class="MsoTableGrid" style="border-collapse: collapse; border: medium none"><tbody>
</tbody></table> โลกาภิวัตน์ <table border="1" cellspacing="0" cellpadding="0" class="MsoTableGrid" style="border-collapse: collapse; border: medium none"><tbody>
</tbody></table> ทฤษฎีทุน 8 ประการที่เป็นพื้นฐานของทรัพยากรมนุษย์1. ทุนมนุษย์2. ทุนทางปัญญา3. ทุนทางจริยธรรม4. ทุนแห่งความสุข5. ทุนทางสังคม6. ทุนแห่งความยั่งยืน7. ทุนแห่ง IT8. ทุนทาง Knowledge Skill และ Mindset ทฤษฎี 5K’s ใหม่ เพื่อการพัฒนามนุษย์ยุคโลกาภิวัตน์1. ทุนแห่งการสร้างสรรค์2. ทุนทางความรู้3. ทุนทางนวัตกรรม4. ทุนทางวัฒนธรรม5. ทุนทางอารมณ์ ทุนทางความสุข (Happiness Capital) เป็นทุนที่สำคัญมากในการทำงานสำหรับยุคแห่งการแข่งขันนี้ ซึ่งการทำงานให้มีความสุขได้จะต้อง- รู้จุดมุ่งหมายของงานและรู้ว่าผู้รับบริการต้องการอะไร- รู้ว่าเรามีความสามารถในการนำเสนอพอเพียงหรือไม่- ต้องเตรียมตัวดีมีเวลาเพียงพอ- พักผ่อนเพียงพอ- มีทีมที่ดี- สุขภาพกายและสุขภาพใจต้องดี- ต้องสนุกกับการท้าทาย- ทำงานด้วยความกระตือรือร้น- ต้องมีความสามารถที่จะเรียนรู้- ต้องมีความสมดุลระหว่างชีวิตและงาน- ต้องไม่เครียด- เพิ่มคุณค่าให้ตัวเองในการทำงาน 1. Functional Competency คือความรู้ที่เราต้องเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำงาน เช่น วิศวกร ต้องฝึกเรื่องช่าง บัญชีก็ต้องฝึกเรื่องบัญชี 2. Organizational Competency เน้นเรื่องความรู้ที่มีประโยชน์ให้องค์กรมีการศึกษาเรื่อง ReengineeringSix Sigma การปรับองค์กร TQM วัฒนธรรมองค์กร การทำงานเป็นทีม การสร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้ Conflict, Management, Negotiation 3. Leadership Competency - เน้นเรื่อง People Skill - เน้นเรื่อง การสร้าง Trust 4. Entrepreneurial Competency - มีความคิดริเริ่ม - มีความคิดในเชิงผู้บริหาร - เผชิญหน้ากับความล้มเหลว - บริหารความเสี่ยง 5. Macro and Global Competency 1. รู้ทันเหตุการณ์ว่าอะไรกำลังดำเนินอยู่ทั้งในระดับประเทศและระดับโลก 2. แสวงหาโอกาสและหลีกเลี่ยงความเสี่ยง <table border="1" cellspacing="0" cellpadding="0" class="MsoTableGrid" style="margin: auto auto auto 47.4pt; border-collapse: collapse; border: medium none"><tbody><tr>
</tr></tbody></table> จะทำอย่างไรให้การ Motivation มีประสิทธิภาพและเกิดผลจริงกับงาน 1. วางแผนกำลังคนให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ขององค์กร2. พัฒนาและเตรียมความพร้อมทรัพยากรบุคคลขององค์กร3. พัฒนา สป.วท. ให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้4. ส่งเสริมการนำเทคโนโลยี/เทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการบริหารทรัพยากรบุคคล5. เสริมสร้างวัฒนธรรมและค่านิยมสร้างสรรค์ขององค์กร (Core Values)6. พัฒนาระบบบริหารทรัพยากรบุคคลให้มีความโปร่งใสและพร้อมรับการตรวจสอบ7. พัฒนาระบบการประเมินและบริหารผลการปฏิบัติงานให้สามารถนำมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล8. เสริมสร้างแรงจูงใจในการทำงานให้แก่บุคลากรขององค์กร9. พัฒนาคุณภาพชีวิตเพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างชีวิตกับการทำงาน
ขออนุญาติส่งการบ้านครั้งที่ 7 (เป็นครั้งที่ 2)
เนื่องจากส่งลง blog เดิมไปแล้วเมื่อ 16.8.50
แต่อ่านไม่ได้ครับ
การบ้านครั้งที่ 7 <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">เรียนวันที่ 11 สิงหาคม 2550 กับ อาจารย์ศิริลักษณ์ เมฆสังข์</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ผู้นำเสนอ นายพนม ปีย์เจริญ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; line-height: 150%" class="MsoNormal"> </p>Competency <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; line-height: 150%" class="MsoNormal">แบ่งออกเป็น 4 ประเภท คือ</p>
1. Core Competency
2. Managerial Competency
3. Functional Competency
4. Individual Competency
ซึ่ง Competency นั้นต้องประกอบด้วย
- Skill (ทักษะ)
- Knowledge (ความรู้)
- Behavior (พฤติกรรม)
ในที่นี้ คุณซาร่าได้นำเสนอทฤษฎี ABC Theory ซึ่งผู้บริหารจากต่างประเทศนำมาให้ Baker Macancy ในประเทศไทยคือปฏิบัติเป็นแนวทางเดียวกัน คือ
A = Attitude
B = Behavior
C = Consequences
ซึ่งได้มีการแลกเปลี่ยนแนวความคิดกันค่อนข้างหลากหลาย แต่ท้ายที่สุดไม่ว่าจะเป็นทฤษฎีใดก็ตาม ก็ต้องนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับวัฒนธรรมของไทยของเรา
Boyatzis ได้กล่าวถึงความหมายของ Competency ว่าเป็น “คุณสมบัติที่มีความเป็นเหตุเป็นผล นำไปสู่ผลลัพธ์ที่เหนือกว่า”
อย่างไรก็ตามในโลกปัจจุบัน เราให้ความสำคัญเรื่อง Competency มากขึ้น เพราเราเชื่อว่า
“ ในอนาคต Competency จะเป็นตัวกำหนดอนาคตขององค์กร มากกว่าตัวสินค้าและบริการ และเชื่อว่า Competency Based ดีกว่า Technical Knowledge Based ”
เพราะเรายังเชื่ออีกว่า Core Competency เป็นเอกลักษณ์ ที่แสดงถึง Know – How ขององค์กรอันเป็นที่มาของสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ ในรูปสินค้าและบริการ และยังยากต่อการเลียนแบบอีกด้วยคำถามต่อมาก็คือ แล้วอะไรเล่าที่เป็น
องค์ประกอบสำคัญที่ทำให้เกิด Competency <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; line-height: 150%" class="MsoNormal">1.Share Mind Set การมีทัศนคติร่วมกัน แบ่งออกเป็นสองส่วนคือ</p>
ภายใน ที่เราต้องเข้าใจ
- เป้าหมาย
- Vision
- Mission และ
- Strategy ขององค์กร
ภายนอก เป็นส่วนที่เราต้องเข้าใจ
- Costumer
- Supplier
- etc.
2.Management and Human Resources Practices เป็นเรื่องของกระบวนการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ในทุกกระบวนการตั้งแต่- กระบวนการ Recruit - Select - การบวนการ Human Resource Development- กระบวนการ Evaluation และ Compensation ไปจนถึง <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-indent: -18pt; line-height: 150%" class="MsoNormal">- กระบวนการ Career Planning , Career Management </p>
ตลอดจนกระบวนการของ Communication
3.Capacity for Change
ความสามารถในการปรับปลี่ยน พฤติกรรมและคนในองค์กร เช่น ต้องให้มี Empowerment ในองค์กร <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; line-height: 150%" class="MsoNormal"></p> 4.Leadership <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; line-height: 150%" class="MsoNormal"> การพัฒนาภาวะผู้นำ ต้องให้เกิดมีในทุกระดับองค์ประกอบเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิด Competency ซึ่งการเกิด Competency ในทุกด้านจะทำให้องค์กร เป็นองค์กรที่เป็น High Performance Organization อันเป็นสิ่งที่ผู้บริหารในทุกองค์กรต้องการ</p>
เหตุที่ต้องการองค์กรที่มีประสิทธิภาพสูงก็เนื่องมาจาก
- ความล้มเหลวในการปรับเปลี่ยน พฤติกรรมพนักงานด้วยการ Training และ Education
- สภาพการแข่งขันเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคและกลุ่มผลประโยชน์ ทำให้ต้องช่วงชิง Market Share และเพื่อให้มีความได้เปรียบในการแข่งขัน (Competitive Advantage)
เหนือสิ่งอื่นใดผู้บริหารมีความต้องการ Unique Assets อันเป็นสิทรัพย์ขององค์กรที่มีความแตกต่างไปจาก Generic Assets อันเป็นสินค้าและบริการทั่วไปที่ลอกเลียนแบบได้ไม่ยาก
แต่ Competency ของคนในองค์กรที่นับว่าเป็นสินทรัพย์ที่เป็น Unique Assets นั้น ยากที่จะลอกเลียนแบบได้ง่ายๆ เพราะเป็นวัฒนธรรมที่สั่งสมมายาวนาน จนกลายเป็นวัฒนธรรมองค์กรไปแล้ว <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; line-height: 150%" class="MsoNormal"> อันเป็นส่วนสำคัญทำให้เกิด Core Competency ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่แสดงถึง know – How ขององค์กรเป็นที่มาของสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ ในรูปของสินค้า และบริการอันถือว่าเป็น Competency Advantage ที่ยากต่อการเลียนแบบ</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; line-height: 150%" class="MsoNormal">โดยมีองค์กรประกอบ 3 ด้านใหญ่ๆคือ</p>
1. ทรัพยากรมนุษย์ ที่มีคุณภาพ โดยต้องอาศัยกระบวนการทุกกระบวนการดังที่กล่าวไว้ข้างต้น คือ ตั้งแต่
- กระบวนการสรรหา,คัดเลือก
- กระบวนการพัฒนา ทรัพยากรมนุษย์
- กระบวนการวัดผล ประเมินผลและให้ผลตอบแทน
- กระบวนการ Career Planning และCareerManagement
- ตลอดจนการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt; line-height: 150%" class="MsoNormal"> </p>
2. องค์กร ที่ต้องพัฒนาให้เป็นองค์กรสมัยใหม่ ( New Public Management )โดยต้องมีโครงสร้าง ( Structure ) ขององค์กรที่
- มีความเป็นทางการต่ำ ( Formalization )
- มีความซับซ้อนต่ำ ( Complexity )
- มีการกระจายอำนาจที่เหมาะสม ( Centralization )
โดยเฉพาะถ้าเป็นองค์กรภาครัฐก็ต้องยึดหลักปฏิบัติที่ถือเอาประชาชนเป็นศูนย์กลางกล่าวคือ
1. ต้องสนองตอบประชาชนมากกว่าองค์กร ( Social Equity )
2. ไม่เลือกปฏิบัติ ( Equality )
3. มุ่งสู่การบริหารจัดการที่มีธรรมาภิบาล ( Value – Based )
4. แสวงหารูปแบบโครงสร้างที่ Flexible ( Change )
ซึ่งอาจารย์ ศิริลักษณ์ เมฆสังข์ ได้พูดถึงสิ่งที่องค์กรสมัยใหม่ต้องการในขณะนี้คือ 1. ความรู้ใหม่ๆ ( New knowledge )2. ทักษะและความสามารถที่ใช้งานได้ ( Effective / Competency )3. ทัศนคติที่ดี ( Positive Attitude )4. การทำงานที่มีระบบที่ดี ( Systematic Approach ) 5. ความสามารถในการแข่งขัน ( Competitive Advantage ) 6. ความสามารถในการบริหารการเปลี่ยนแปลง ( Change Management ) 7. ภาวะความเป็นผู้นำ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; line-height: 150%" class="MsoNormal"> 3. วัฒนธรรมองค์กร</p>
เช่น การทำงานเป็นทีม
การเรียนรู้ตลอดเวลาและต่อเนื่อง โดยมีผู้นำเป็นผู้สนับสนุนมากกว่าเป็นผู้กำหนดแนวทางทั้งหมด
การจัดทำ Competency สำหรับองค์กร </span> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; line-height: 150%" class="MsoNormal"> - กำหนดวิสัยทัศน์ ( Vision ) ภารกิจ ( Mission </p>
- กลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ ( Business Strategy & Process )
- วิเคราะห์ประเมินจุดเด่น , จุดด้อย , โอกาสและอุปสรรคขององค์กร ( Swot Analysis )
- วิเคราะห์และประเมินจุดเด่น จุดด้อย ของพนักงานในองค์กรในแต่ละระดับ ตามทิศทางกลยุทธ์การ ดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ
- วิเคราะห์และจัดทำความสามารถหลักของบริษัทฯ ( Core Competencies ) และทักษะ ความสามารถที่จำเป็นที่จำเป็นต้องปฏิบัติงาน ( Professional or Technical Competencies )
- กำหนดแนวทางการประเมินทักษะความรู้และความสามารถหลัก
- นำผลการประเมินไปเชื่อมโยงกับการพัฒนาบุคลากร การสรรหาจ้างงาน การประเมินผลงาน ตลอดจนการบริหารค่าตอบแทน ดังที่กล่าวไว้
โดยต้องมองให้ออกว่า เราต้องการคนเช่นไรถึงจะทำให้องค์กรของเราประสบความสำเร็จ และมีความได้เปรียบในการแข่งขัน ( Competitive Advantage )
ซึ่งความสำเร็จในการจัดทำ Competencies จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ
1. ต้องเชื่อมโยง Competencies กับเป้าหมายขององค์กรและเป้าหมายของธุรกิจตลอดเวลา
2. โดยเริ่มจากร่าง Competencies ที่ใช้กันโดยทั่วไปก่อน
3. พร้อมทั้งคัดเลือกบุคคลที่เหมาะสมมาเป็นทีมในการจัดทำ Competency
4. ต้องเน้นเรื่องการนำไปใช้ได้ ไม่ใช่แค่สร้าง Model ขึ้นมา
5. ต้องได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหารทุกฝ่าย
6. ต้องมีการแจ้งให้พนักงานทราบอยู่บ่อยๆ
7. มีการจัดทำการประเมิน Competency ที่ง่ายและไม่ซับซ้อนเกินไป
8. จัดให้มีการฝึกอบรมและการสื่อสารสำหรับผู้จัดการและพนักงาน
9. มีการทดลองใช้ Competencies กับบางแผนกก่อน
10. ผู้บริหารระดับสูงต้องมีส่วนร่วมในการดำเนินการด้วย
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่จะทำองค์กรเป็นองค์กรที่มีประสิทธิภาพสูง ( High Performance Organization ) อันจะทำให้มีความได้เปรียบในการแข่งขัน ( Competitive Advantage )
คนทุกคนในองค์กรจะต้องมีศักยภาพที่เพียงพออันเนื่องมาจากทุกกระบวนการที่ช่วยพัฒนา ห้มีความพร้อม จนทุกคนในองค์กรเป็นสินทรัพย์ประเภท Unique Asset ที่องค์กรอื่น ก็ยากที่จะลอกเลียนแบบได้.
นายพนม ปีย์เจริญ
Mr.Panom Peecharoen
16.8.2007 <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; line-height: 150%" class="MsoNormal"> </p></span> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; line-height: 150%" class="MsoNormal"> </p></span></span></span></span></span></span></span></span></span> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; line-height: 150%" class="MsoNormal"> </p></span></span></span></span>
ทรงศรี ด่านพัฒนาภูมิ LEADERSHIP IN A CHANGING WORLDPresented by Peter Bjork เรียนเรื่อง Center for change managementเรียนเรื่อง “ผู้นำระดับโลกว่ามีหน้าที่จะต้องสร้างให้ทุกคนเป็นผู้นำให้มากขึ้น” ผู้นำที่ดี 1. เปิดรับประสบการณ์ใหม่ 2. อยากรู้อยากเห็นเรื่องใหม่ๆ ในโลก 3. มีพลังในการกระตุ้นลูกน้องคลอดเวลา 4. จะต้องรับฟังและยอมเรียนรู้ตลอดเวลา 5. ต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลง 6. ต้องถามอะไรให้ตรงประเด็นและถามมีสาระ 7. มีนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ 8. มีความมั่นใจในตนเอง 9. จะต้องติดตามผลลัพธ์ที่ได้และต้องศึกษาเรียนรู้ว่าดีหรือไม่ดีอย่างไร ในวันนี้ Mr.Peter ได้ให้ CCMExamples of Reference Projects ตัวอย่างโครงการของประเทศสวีเดน-ไทย <table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" class="MsoTableGrid" style="margin: auto auto auto 53.4pt; border-collapse: collapse"><tbody>
</tbody></table> จากการที่เรียนมาได้เกี่ยวกับหลักการเก็บข้อมูลฟาแรกซ์ว่ามีความแตกต่างอย่างไร แต่ละหัวข้อเช่น สบายๆ,มีความมีประสิทธิภาพ,ความคิด,ความกดดัน,ความคิดสร้างสรรค์,คนดี,เป็นทางการ,คนสวน,เปลี่ยนแปลง,เจ้าของกิจการ,ชัดเจน,แต่ละรายการมีความเป็นบวกและเป็นลบอยู่ในหัวข้อไหนบ้าง ดังจะเห็นได้จากตารางที่สอนมา อีกตัวอย่างหนึ่ง คนสวน, เจ้าของกิจการ, ความชัดเจน, ความคิดสร้างสรรค์, ความเป็นทางการ, ความไม่ชัดเจน, คนดี, เปลี่ยนแปลง, ความคิดสร้างสรรค์, ผลรวม, ดูได้จากตารางจากการวัดผลของฟาแรกซ์ ได้ทราบถึง1. พฤติกรรมของผู้นำ2. ความสำคัญของพฤติกรรมของผู้นำ3. ความสามารถของผู้จัดการ4. ความต้องการขององค์กร5. ความมีประสิทธิภาพของหน่วยงาน ขั้นตอนของฟาแรกซ์ SUPERIOR MANAGER1. ผลฟาแรกซ์ของแต่ละบุคคล หัวหน้า2. <table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%"><tbody><tr><td style="background-color: transparent; border: #ece9d8"><div>
FARAX
360๐ </div></td></tr></tbody></table>ทำซ้ำการวัดค่า ตัวเอง เพื่อนร่วมงาน3. การบริหารผลฟาแรกซ์4. การวัดค่า5. การปรึกษาในกลุ่ม ผู้ใต้บังคับบัญชา6. ข้อมูลฟาแรกซ์ หัวหน้าในเมืองไทย 1. ต้องมีแรงจูงใจในการพัฒนาตนเองในผู้จัดการ2. มีทรรศนคติที่เปิดกว้าง3. ได้ผลในระดับสูง4. มีช่องว่างระหว่างการวัดค่าด้วยตนเองและผู้ใต้บังคับบัญชา5. ผู้ใต้บังคับบัญชาต้องการควบคุมและการเปลี่ยนแปลง6. ผู้จัดการมีการแก้ปัญหา7. ผู้จัดการต้องการการติดตามผล8. การใช้ระบบ 360 องศาเป็นไปได้ดีในประเทศไทยแต่ภาษายังเป็นอุปสรรค สรุปเรื่องLeadership for Change (ผู้นำต้องมีการเปลี่ยนแปลง)- Partnership (มีส่วนร่วมในการดำเนินงาน)- Endurability (มีความอดทน อดกลั้น)- Management by Objectives (MBO) บริหารโดยวัตถุประสงค์- Acting as driving force (ลงมือปฏิบัติเพื่อขับเคลื่อน)- Conflict Solving (คลี่คลายข้อโต้แย้ง) Managerial Commitment to the Change Process ภาวะ/ความมุ่งมั่นของผู้บริหารสู่กระบวนการเปลี่ยนแปลง1. มีความสม่ำเสมอในคำพูดและการกระทำ2. ลงมือปฏิบัติเพื่อขับเคลื่อน3. มีความคืบหน้าอย่างกระตือรือร้น4. พร้อมและเต็มใจที่จะทบทวนความคิดของตนเอง Human Reactions on Change and Development ปฏิกิริยาต่อการเปลี่ยนแปลงและการปรับปรุง1. การเปลี่ยนแปลงการปรับปรุงทำให้เกิดความรู้สึกไม่มั่นคงและกลัวในเหตุการณ์ ที่คาดเดาไม่ได้2. มนุษย์แสวงหาสิ่งที่คาดเดาล่วงหน้าได้3. ความขัดแย้งระหว่างเหตุการณ์ที่คาดเดาได้และเหตุการณ์ที่คาดเดาไม่ได้4. มีปฏิกิริยาที่เป็นกลางหรือเชิงลบต่อการเปลี่ยนแปลงมากกว่าที่จะเป็นในเชิงบวก ทักษะในการดำเนินการ Implementation Skills1. มีความคงเส้นคงวา2. เลือกใช้วิธีการที่เหมาะสมให้เกิดการเปลี่ยนแปลง3. แก้ไขผลสะท้อนที่ได้รับกลับมาและทำให้เกิดผล4. วางรูปแบบความรู้สึกร่วมกันในสภาวะทางใจ Actions to Limit Negative Reactions สิ่งที่ควรทำเพื่อจำกัดปฏิกิริยาเชิงลบ1. ชี้แจงล่วงหน้า2. กล้าพูดทั้งในเชิงบวกและเชิงลบ3. เต็มใจต้อนรับคนเข้ามาร่วมกระบวนการเปลี่ยนแปลง4. สนับสนุนกิจกรรมภายในกลุ่ม5. บริหารการมีการพูดคุยถึงข้อคิดที่ต่างกันออกไป6. ยอมรับว่าอาจมีบางคนที่ไม่พอใจหรืออาจมีอารมณ์อื่น ๆ 7. มุ่งเน้นที่ธุรกิจลูกค้าและตลาด The Role of the Leader when implementing change บทบาทของผู้นำเมื่อปฏิบัติให้เกิดการเปลี่ยนแปลง1. ผู้นำคือ ตัวแทนขององค์กรและการเปลี่ยนแปลงแต่ควรต้องฟังความคิดเห็นของพนักงานด้วย2. ผู้นำอาจมองข้ามความสำคัญในการชี้แจงให้พนักงานทราบ3. ผู้นำควรสร้างช่องทางการสื่อสารที่ดี ……………………………………
ทรงศรี ด่านพัฒนาภูมิ COMPETENCY – BASED MANAGEMENTอาจารย์ ศิริลักษณ์ วันนี้ก็เรียนเกี่ยวกับขอบเขตเนื้อหาการสัมมนาและสิ่งที่องค์กรสมัยใหม่ต้องการ ความรู้ใหม่ ๆ (New Knowledge) ทักษะและความสามารถที่ใช้งานได้ (Effective Skills/competency) ทัศนคติที่ดี การทำงานที่มีระบบที่ดี ความสามารถในการแข่งขัน ความสามารถในการบริหารการเปลี่ยนแปลง ภาวะความเป็นผู้นำ (Leadership) คุณลักษณะของผู้บริหารยุคใหม่1. คิดอย่างมีระบบ2. สามารถปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมอื่นได้3. ฝึกฝนอย่างกว้างขวางต่อเนื่อง4. มีมาตรฐานและพฤติกรรมที่เหมาะสม ตัวชี้วัดที่ไม่ใช่ด้านการเงินที่นักลงทุนนักวิเคราะห์ทางด้านการเงินให้ความสำคัญ1. การปฏิบัติตามกลยุทธ์ขององค์กร2. ความน่าเชื่อถือของฝ่ายบริหาร3. คุณภาพกลยุทธ์4. ความสามารถในด้านนวัตกรรม5. ความสามารถในการดึงดูดบุคลากร6. ส่วนแบ่งการตลาด7. การดำเนินงานในกระบวนการที่สำคัญ8. การเป็นผู้นำด้านการค้นคว้าและด้านการพัฒนาความรู้ใหม่ ๆ ปัจจัยหลักของการแข่งขัน1. การพัฒนาผู้นำในองค์กรให้สามารถจัดการกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรง ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อหน่วยงานของคนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะที่ยังคงต้องดำเนินงานที่รับผิดชอบต่อไปตามปกติ2. การพัฒนาในองค์กรให้สามารถคิดและปฏิบัติโดยมองผลกระทบที่มีต่อองค์กรในภาพรวมมากกว่าการมองเฉพาะในหน่วยงานของตนเอง 3. ความสามารถในการสร้างความเข้าใจลดความกลัว,ลดการต่อต้านในระหว่างที่องค์กรมีการเปลี่ยนแปลง 4. การพัฒนาแบบการพัฒนาบุคลากรให้เกิดการเรียนรู้และสามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างจริงจังอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล 5. การพัฒนาระบบการทดสอบการพิจารณาลงนาม รวมถึงผลงานที่สามารถให้เกิดความสำเร็จตามเป้าหมายทางธุรกิจที่องค์กรกำหนดไว้ Competency คืออะไร หมายถึงทักษะ ความรู้ความสามารถและพฤติกรรมของบุคลากรที่จำเป็นในการปฏิบัติงานใดงานหนึ่งนั่นคือ ในการทำงานหนึ่ง ๆ เราต้องรู้อะไร เมื่อมีความรู้หรือข้อมูลแล้ว “เราต้องรู้ว่าจะทำงานนั้น ๆ อย่างไร” “เราควรมีพฤติกรรมหรือคุณลักษณะเฉพาะอะไร” ซึ่งสามารถกำกับดูแลได้ สังเคราะห์และวัดได้ ทำไมต้องมี Competency - ภาวการณ์แข่งขันที่เข้มข้น (ต้องสามารถบุกมากกว่าตั้งรับ) - ต้องการบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถที่นำไปใช้ได้จริง เกิดผลสำเร็จได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ความสำคัญของ Competency ต่อองค์กร - วิสัยทัศน์หมายถึงการมองไปข้างหน้าของผู้บริหารว่าต้องการเห็นองค์กรเป็นอย่างไรในอนาคต- ผู้บริหารควรพิจารณาความสามารถหลักขององค์กร ทักษะความรู้และความสามารถขององค์กรอะไรบ้างที่จำเป็นต่อความสำเร็จขององค์กรในอนาคต - ดำเนินการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงและประยุกต์สิ่งเหล่านั้นในการบริหารทรัพยากรบุคคลเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของวิสัยทัศน์ที่กำหนดไว้ คุณลักษณะของ Competencies ที่ดี - พฤติกรรมที่แสดงออกให้เห็นว่ารู้อะไรบ้างทำอะไรได้บ้างและเป็นคนอย่างไร - จำเป็นต่อการปฏิบัติงานซึ่งได้ผลดีกว่ามาตรฐานทั่วไป - วัดและประเมินได้ - พัฒนาได้ - สอดคล้องกับแผนกลยุทธ์ขององค์กร รูปแบบของการกำหนด Competency - หัวข้อ - คำอธิบายความหมาย - เครื่องบ่งชี้พฤติกรรมที่ต้องการ - ระดับของ Competency อุปสรรค- จัดทำ Competency โดยไม่มีแนวคิด/ภาพขององค์กรที่ชัดเจน- พยายามออกแบบ Competency ให้สมบูรณ์แบบ (Perfect) - การจัดและประเมิน Competency ไม่ชัดเจน- การฝึกอบรมผู้จัดการและพนักงานในเรื่องนี้ไม่เพียงพอความสำเร็จในการจัดทำ Competencies จะเกิดขึ้นได้- เชื่อมโยง Competencies กับเป้าหมายขององค์กรเป้าหมายทางธุรกิจตลอดเวลา- เริ่มจากการข่าว Competencies ที่ใช้กันโดยทั่วไปก่อน- คัดเลือกบุคคลที่เหมาะสมมากเป็นทีมในการจัดทำ Competencies- เน้นเรื่องการนำไปใช้ได้ไม่ใช่สร้าง Model ขึ้นมา- การสนับสนุนจากผู้บริหารระดับสูง- สื่อสารแจ้งให้พนักงานทราบบ่อย ๆ - จัดทำการประเมิน Competencies ที่ง่ายไม่ซับซ้อน- จัดให้มีการฝึกอบรมและการสื่อสารสำหรับผู้จัดการและพนักงาน- เริ่มทดลองใช้ Competencies ก็บางแผนกก่อน- ผู้บริหารระดับสูงต้องมีส่วนร่วมในการดำเนินการด้วย …………………………………………