ปริญญาเอก ม.ราชภัฏสวนสุนันทา (2)

มีปริญญาไม่สำคัญเท่ากับมีปัญญา

ถึงลูกศิษย์ปริญญาเอกที่รักทุกท่านและชาว Blog เนื่องจาก Blog เดิมมีข้อมูลมาก ผมจึงขอเปิด Blog ใหม่เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ทุกท่านครับ                                                           

                                                 จีระ  หงส์ลดารมภ์  

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Chira Academy

คำสำคัญ (Tags)#ป.เอกสวนสุนันทา2

หมายเลขบันทึก: 120675, เขียน: 19 Aug 2007 @ 20:18 (), แก้ไข: 24 Jun 2012 @ 02:36 (), สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ความเห็น: 137, อ่าน: คลิก


ความเห็น (100)

รายการนี้มีมากกว่า 100 ความเห็น
นายปลื้มใจ สินอากร
IP: xxx.151.232.70
เขียนเมื่อ 
วันที่  25  สิงหาคม  2550  บรรยายโดย อ.ดร.ศุภชัย  หล่อโลหะการเรื่อง  การจัดการนวัตกรรมและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อสร้างนวัตกรรม            อาจารย์ผู้บรรยายมีความเห็นวิชานี้ ควรเป็นนวัตกรรมการจัดการ ไม่ใช่การจัดการนวัตกรรมเพราะเราคงไม่มีความสามารถไปจัดการนวัตกรรมนั้น นอกเสียจากมีนวัตกรรม ขึ้นแล้ว เรานำนวัตกรรมนั้นไปจัดการเอง ผู้บรรยายได้อธิบายว่าเกิดอะไรในโลกใบนี้?            ประเทศที่มีทรัพยากรมาก แต่พลเมืองส่วนใหญ่ยากจน            ไนจีเรีย ----------  มีน้ำมัน            อินโดนีเซีย   ----------  มีป่าไม้            อาฟริกาใต้  ----------  มีเพชรและทองคำ            บราซิล  ----------  มีเงิน มีน้ำมัน            ประเทศเล็กแต่รวย ---------- ประเทศใหญ่ แต่จน           
ประเทศมีรายได้ต่อหัวประเทศมีรายได้ต่อหัว
ไต้หวัน18,100อินเดีย1,800
อิสราเอล18,300จีน3,800
ลิคเคนสไตน์23,000รัสเซีย4,200
ฮ่องกง23,670บราซิล6,150
สิงคโปร์27,800เม็กซิโก8,500
แล้วเกิดอะไรขึ้นบนโลกใบนี้?คุณลักษณะของคนในชาติที่พัฒนาแล้ว            1.  มีจริยธรรม                                        2.  มีความซื่อสัตย์            3.  มีความรับผิดชอบ                              4.  เคารพกฎหมาย            5.  เคารพสิทธิของผู้อื่น                           6.  รักการทำงาน            7.  รู้จักการออมและการลงทุน                  8.  ตั้งใจทำสิ่งใหญ่            9.  แม่นยำและตรงต่อเวลา ปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจและสังคมโลก-          ความรู้-          ทรัพย์สินทางปัญญา-          นวัตกรรม ความหมายของนวัตกรรม (Innovation)            คือ  สิ่งใหม่ที่เกิดจากการใช้ความรู้และความคิดสร้างสรรค์  ที่มีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคมนวัตกรรมไม่เพียงแต่มีคุณค่าแก่คนอื่นๆ ในสังคมต้องสามารถนำไปใช้ได้ด้วย            การวิจัยแตกต่างกับนวัตกรรมกล่าวคือR&D  การวิจัยใช้เงินเพื่อ  ----------  สร้างความรู้นวัตกรรม Innovationเปลี่ยนความรู้เพื่อ ----------   เงินทอง แนวคิดการจัดการนวัตกรรม            การพัฒนาธุรกิจใหม่บนฐานของการบริหารจัดการความรู้มีแนวคิดดังนี้-          ต้องไม่ทำวิจัย-          ไม่สนับสนุนงานวิจัยพื้นฐาน-          มุ่งใช้ประโยชน์จากงานวิจัย

การบริหารงานของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ

               สำนักงานนวัตกรรมมีเจ้าหน้าที่ประมาณ  50 นาย แต่มีผลงานวิจัยจำนวน  โดยใช้การบริหารจัดการโดย Out Source  ซึ่งมีผู้รับงานไปทำการวิจัยจำนวนมาก  เช่น  การผลิตภัณฑ์ยางพาราและไม้ยาง,  การเพาะเลี้ยงปลาการ์ตูน เพื่อการส่งออก, ทั้งคอมโพสิท เป็นนวัตกรรมถึงบรรจุก๊าซในยุคน้ำมันแพง, พลาสติกชีวภาพทำจากธรรมชาติคืนสู่ธรรมชาติ, เตียงคราเป็นทร์! เตียงป้องกันและรักษาแผลกดทับเสื้อซิลเวอร์นาโน นวัตกรรมสำหรับคนรุ่นใหม่, แป้งเด็กจากแป้งข้าวเจ้า, สเต็มเชลล์ เป็นต้น

                                                                                                      การกระจายอายุพนักงาน สนช. เฉลี่ยอยู่ที่ 30 ปี ผู้ปฏิบัติงานส่วนใหญ่จะรับสมัครผู้เรียนจบใหม่และอยู่ทำงานที่ สนช. ประมาณ 10 ปี
กฤษณา ปลั่งเจริญศรี
IP: xxx.151.232.70
เขียนเมื่อ 
สรุปการบรรยายในหัวข้อ“ Innovation Solutions” ในวันเสาร์ที่ 25 สิงหาคม 2550 เรียบเรียงการบรรยายโดย นางสาวกฤษณาปลั่งเจริญศรี  (Innovation)”   หมายถึง   นวัตกรรม คือ สิ่งที่เกิดจากความรู้และความคิดสร้างสรรค์ที่มีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคม”  ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ต้องเป็นสิ่งใหม่สำหรับผู้สร้างสรรค์ แต่เก่าสำหรับคนอื่น ความคิดสร้างสรรค์ กับ นวัตกรรมนั้น ไม่มีทางรู้เลยว่า ความคิดนั้นใหม่หรือไม่ (ยกเว้นแต่จะอ้างอิงกับมาตรฐานบางอย่าง) และไม่มีทางบอกได้ว่ามันมีคุณค่าหรือเปล่าจนกระทั่งผ่านการประเมินทางสังคม นวัตกรรมมี 2 ประเภท คือ 1.นวัตกรรมแบบปิด 2.นวัตกรรมแบบเปิด แต่ส่วนใหญ่ที่นิยมคือการนำนวัตกรรมมาผสมผสานกัน นวัตกรรมผสมผสาน เกิดจากการผสมผสานแนวคิดที่แตกต่างโดยไม่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญเท่า นวัตกรรมเฉพาะทางและเกิดจากการเชื่อมโยงสิ่งต่าง ๆเข้าด้วยกันในทางที่ไม่ธรรมดา เป็นผลจากการเคลื่อนย้ายผู้คน,การบรรจบกันของศาสตร์สาขาต่าง ๆ และการประมวลผลที่ล้ำยุค  แนวทางเล็ก ๆน้อย ๆ นการสร้างนวัตกรรม คือปัญหาคาใจต่าง ๆ 1. เข้าไปจุดไหนดี 2. เข้าไปทำอะไรดี 3. รู้ว่าทำอะไร แต่จะทำอย่างไร 4.ใครเป็นคนทำ 5. ความสามารถเรามีแค่ไหน ใครช่วยได้ จากปัญหาต่าง ๆเหล่านี้ทำให้เราต้องหาคำตอบ โดยการหาความรู้จาก web site หนังสือ เอกสาร หรือผู้รู้ ,หาพรรคพวก(เครือข่ายในการทำงาน) ,หาแนวคิด (สัมมนา ประชุม)จากนั้นทำการประมวล และลองนำผลจากการประมวลมาสัก 2-3 อย่างลองทำดู ถ้าผลไม่ออกมาแย่เกินไปก็ลุย ไม่ต้องกลัวผิดพลาด เพราะพันธกิจของเราคือ สร้างทางเลือก  จากการฟังบรรยายในวันนั้นจึงมีความคิดว่า การสร้างทางเลือกทางนวัตกรรมนั้น เราต้องทำการวิจัยและพัฒนาความรู้ ความสามารถของทุกอย่างในองค์กร รวมถึงสิ่งสำคัญที่สุดคือ ทุนมนุษย์ การพัฒนาทุนมนุษย์คือสิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้ธุรกิจขององค์กรก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ตราบใดที่เรามีทรัพยากรทุนมนุษย์อยู่อย่างจำกัดขนาดนี้ การพัฒนาองค์กร การพัฒนาทางด้านนวัตกรรม ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเกี่ยวพันกันทั้งสิ้น ดังนั้นคำถามที่ว่าเริ่มอย่างไร จบอย่างไร ควรต้องกลับมามามองตรงจุดนี้ ดังที่อาจารย์สิริลักษณ์ ท่านเคยมาบรรยายไว้ว่า ถ้าเราคิดเป็นระบบได้ ตอบคำถาม How to ได้ เราก็จะรู้ได้ว่าเราจะปฏิบัติตนให้ดำเนินตนอย่างไรในธุรกิจที่มีการแข่งขันสูงขนาดนี้ การกลับไปที่จุดเริ่มต้นจะไม่ใช่เรื่องยากเลย ถ้ากลับไปแล้วสามารถนำพาองค์กรของตนไปสู่ความสำเร็จได้ กฤษณา ปลั่งเจริญศรี
รักษเกชา แฉ่ฉาย
IP: xxx.151.232.70
เขียนเมื่อ 
  การบ้านวันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๕๐             ก่อนเข้าเรียนในวันที่ ๒๕ ส.ค. ๕๐ อาจารย์จีระ หงส์ลดารมภ์ ได้มานั่งคุยกับนักศึกษาประมาณครึ่งชั่วโมง เพื่ออบรมสั่งสอนและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ พร้อมทั้งมอบหมายงานให้ทำ term paper อีกชิ้นหนึ่ง พร้อมทั้งได้หยิบยกประเด็นน่าสนใจเกี่ยวกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยที่มีวัฒนธรรมองค์กรเป็นลักษณะที่สืบทอดอำนาจในสายงานของตนเอง โดยไม่สนใจว่าจะมีฝีมือหรือเป็นที่ยอมรับของคนในองค์กรโดยส่วนรวมหรือไม่ ซึ่งอาจารย์ไม่เห็นด้วยและว่าน่าจะเป็นการแต่งตั้งข้ามสายงานในลักษณะ cross functional ได้ ดังนั้น จึงควรศึกษา succession plan ขององค์กรนี้            หลังจากนั้นอาจารย์ได้พาให้นักศึกษาเข้าห้องเรียนและแนะนำวิทยากรคือ อาจารย์ ศุภชัย หล่อโลหะการ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ที่มาชี้แนะและเล่าประสบการณ์ รวมทั้งแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับนักศึกษาในเรื่องการจัดการนวัตกรรมและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อสร้างนวัตกรรม (หัวข้อที่กำหนดไว้ใน course outline)               อาจารย์ศุภชัยให้ความหมายของคำว่า นวัตกรรม ว่าคือ สิ่งใหม่ที่เกิดจากการใช้ความรู้และความคิดสร้างสรรค์ที่มีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคม             เพราะฉะนั้น หากจะมีใครถามว่า การปฏิวัติ เป็นนวัตกรรมหรือเปล่า ก็คงต้องดู ๓ สิ่งหลัก คือ เป็นของใหม่หรือเปล่า? ใช้ความรู้และความคิดสร้างสรรค์หรือเปล่า? ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจและสังคมหรือเปล่า? ถ้าได้คำตอบว่า ใช่ ก็ถือได้ว่าการปฏิวัติเป็นนวัตกรรม นอกจากนี้ นวัตกรรมต้องเป็นเรื่องเชิงบวกและดี ถ้าเป็นเรื่องที่ไม่ดีไม่ถือว่าเป็นนวัตกรรม            ความคิดสร้างสรรค์นั้นอาจจะเก่าสำหรับผู้สร้างสรรค์ แต่ต้องใหม่สำหรับคนอื่น ซึ่งเราอาจจะ ไม่มีทางรู้เลยว่าความคิดนั้นใหม่หรือไม่ (ยกเว้นจะอ้างอิงกับมาตรฐานบางอย่าง) และไม่มีทางบอกได้เลยว่ามันมีคุณค่าหรือเปล่า จนกระทั่งผ่านการประเมินทางสังคม             แนวทางในการสร้างนวัตกรรมนั้น มีหลายทาง โดยอาจจะเริ่มจากการหาความรู้จากแหล่งต่าง ๆ การหาเครือข่าย และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากการสัมมนาหรือการประชุม ซึ่งแต่ละคนก่อนที่จะเริ่มก็มักจะมีปัญหาคาใจกันทั้งนั้น ซึ่งคำถามยอดฮิตอาจเป็นลักษณะ ดังนี้-          เราจะเข้าไปจุดไหนดี?-          เข้าไปทำอะไรดี?-          รู้ว่าจะทำอะไร แต่จะทำอย่างไร?-          ใครจะเป็นคนทำ?-          ความสามารถเรามีแค่ไหน ใครช่วยได้?อาจารย์ศุภชัยตั้งข้อสังเกตว่า เมืองไทยมีแนวคิดสร้างสรรค์เยอะ แต่ไม่สามารถ scale up ได้ ด้วยหลายสาเหตุ เช่น เราอยู่กันแบบสบายเกินไป ติดปัญหาเรื่องอาวุโส และผู้บริหารคนใหม่มักชอบรื้อของคนเก่า จากผลการสำรวจของ IBM Global CEO Survey พบว่านวัตกรรมนั้นเป็นมากกว่าผลิตภัณฑ์และการบริการ ความร่วมมือจากภายนอกเป็นสิ่งสำคัญ นอกจากนี้ นวัตกรรมต้องเริ่มจากระดับสูง (innovation starts at the top) ดังนั้นการตัดสินใจของ CEO จึงเป็นเรื่องสำคัญ อาจารย์ศุภชัยกล่าวว่าสมองซีกซ้ายขวานั้นสำคัญ แต่ที่สำคัญกว่านั้นแต่ไม่ค่อยใช้กันคือสมองตรงกลาง ซึ่งก็คือ การตัดสินใจ นั่นเอง ที่ผ่านมาพบว่าผู้ที่เกี่ยวข้องมักไม่กล้าตัดสินใจอาจารย์ได้แนะนำ Five Faces of CEO ซึ่งตีพิมพ์ใน Business Week, August 20-27, 2007 ประกอบด้วย1.      The Brain: ต้องเป็นคนเก่ง แนะนำคนอื่นได้2.      The Ambassador: ต้องรู้จักประเทศอื่น โดยเฉพาะคู่แข่งทุกระดับ คล้ายนักการทูต3.      The Dealmaker: ต้องสามารถสร้าง deal ให้เกิดขึ้นได้4.      The Conductor: ต้องยุยงหรือจับแพะชนแกะ ประสานงานให้เกิดมรรคผลได้5.      The Casting Agent: ต้องเลือกคนมาแทนตนได้ คล้าย ๆ กับเลือกดาราท้ายที่สุดก็สรุปว่า การที่จะสร้างสรรค์อะไรก็ตาม คนเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด ซึ่งคุณลักษณะของคนในชาติที่พัฒนาแล้วจะต้องมีสิ่งต่าง ๆ  ประกอบด้วย o      จริยธรรมo      ความซื่อสัตย์o      ความรับผิดชอบo      เคารพกฎหมายo      เคารพสิทธิผู้อื่นo      รักการทำงานo      รู้จักการออมและการลงทุนo      ตั้งใจทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่o      แม่นยำและตรงต่อเวลานอกจากนี้ คนจะต้องมีการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง แต่อย่างไรก็ตาม ความรู้แม้จะเป็นสิ่งสำคัญ แต่ก็ยังน้อยกว่าความคิดสร้างสรรค์ ความรู้และการวิจัยเป็นพื้นฐานแต่ไม่ใช่ปัจจัยหลักที่ทำให้ประเทศเติบโต ความคิดสร้างสรรค์และความคิดเชิงประกอบการต่างหาก ที่ทำให้ประเทศเติบโต ดังนั้น จึงต้องมีนวัตกรรม ซึ่งเป็นเสมือน โซ่ข้อกลาง มาเชื่อมต่อ มิเช่นนั้นเราจะไม่สามารถสร้างผลิตภาพ (productivity) และการแข่งขัน (competitiveness) ได้                                 รักษเกชา แฉ่ฉาย
นายทวีป พรหมอยู่
IP: xxx.151.232.70
เขียนเมื่อ 
สรุปการบรรยายครั้งที่ 9 (เสาร์ที่ 25 สิงหาคม 2550) โดย อาจารย์ศุภชัย หล่อโลหการ จากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในหัวข้อInnovation Solution  เริ่มด้วยเกิดอะไรขึ้นกับโลกนี้  เล็กแต่รวย... ใหญ่แต่จน...  ประเทศใหญ่เต็มไปด้วยทรัพยากรแต่ยากจน ผิดกับบาง ประเทศที่เล็กไม่มีทรพยากรแต่รวยที่เป็นเช่นนี้เพราะประเทศใหญ่เหล่านั้นอยู่ได้ด้วยการขายทรัพยากรธรรมชาติในขณะที่ประเทศเล็ก ๆ สร้างความร่ำรวยจากการใช้ความรู้ความคิดสร้างสรรค์ ะความหมายของ Innovation หมายถึง สิ่งใหม่ที่เกิดจากการใช้ความรู้และความคิดสร้างสรรค์ที่มีประโยชน์ต่อเศรษฐ์กิจและสังคม เป็นอะไรที่ลงทุนน้อยแต่ส่งผลแรง ๆ ประเภทล้มช้างได้ ลักษณะของ Innovation ต้องมี process และมีเป้าหมาย ต้องเป็นสิ่งใหม่หรือสิ่งใหม่ที่ต่อยอดจากสิ่งเก่า ไม่ใช่ที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ  เกิดจากกระบวนการคิดและทำความพอใจให้คนอื่น การปฏิวัติจัดเป็นนวัตกรรมหรือไม่ ต้องพิจารณาจาก 3 ประเด็น การปฏิวัติเป็นของใหม่หรือไม่ ใช้ความรู้และความคิดสร้างสรรค์หรือไม่ เกิดผลดีต่อเศรษฐกิจและสังคมหรือไม่ Innovation เป็นตัวจักสำคัญทำให้ประเทศชาติเจริญเติบโต ความรู้และการวิจัยไม่ใช่ Key อีกต่อไป ความคิดสร้างสรรค์และการลงมือทำเป็นสิ่งที่สำคัญ ขีดความสามารถทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของ SMEs ไทย ส่วนมากจะรับจ้างผลิตให้กับผลิตภัณฑ์ที่มียี่ห้อ ตลาดจึงถูกกำหนดโดยผู้ว่าจ้าง  Business Week ประจำสัปดาห์นี้ ได้พูดถึง The Five Face of CEOS ต้องรู้นโยบายของรัฐของประเทศนั้น ๆ ประกอบด้วย 1 The Brain สมองคิด 2. The Ambassador ต้องมีประสบการณ์และรู้นโยบายในประเทศเหล่านั้น 3. The Dealmaker การทำให้ทุกฝ่ายมั่นใจและคล้อยตาม 4. The Conductor ยุให้ลงมือปฏิบัติ ประเภทจับแพะชนแกะ 5. The Casting Agent เลือกคนที่เหมาะที่จะมาเป็นตัวแทนในอนาคต       อาจารย์ได้ยกตัวอย่างคนสิงคโปร์ One Singaporean worker costs as much as… ว่าเทียบเท่ากับคนไทย 8 คน ดังนั้นประเทศไทยเราต้องเร่งพัฒนาปรับปรุง คุณลักษณะของคนในชาติที่พัฒนา คือ 1. จริยธรรม 2. ความซื่อสัตย์ 3. ความรับผิดชอบ 4. เคารพกฎหมาย 5. เคารพสิทธิของผู้อื่น 6. รักการทำงาน 7. รู้จักการออมและลงทุน 8. ตั้งใจทำสิ่งยิ่งใหญ่ 9. แม่นยำและตรงต่อเวลา ปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจและสังคมโลก คือความรู้ทำให้เกิดทรัพย์สินทางปัญญา ทรัพย์สินทางกทำให้เกิด นวัตกรรม นวัตกรรมทำให้เกิดผลิตภาพ(Productivity) และ ผลิตภาพทำให้เกิดความสามารถในการแข่งขัน 

Human Capital Managment Homework โดยนายปรีติ ปิติอลงกรณ์ เสนอ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมย์ และ อ.ศุภชัย หล่อโลหะการ

 

สิ่งที่ได้จากการเรียนในครั้งนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับความเข้าใจในการจัดการนวัตกรรม เพื่อให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในด้านต่างๆ รวมทั้งทางด้าน HR ด้วย โดย อ.ศุภชัย ได้ให้เงื่อนไขของการสร้างนวัตกรรมว่า ต้องมีส่วนประกอบดงกล่าวเข้าไปด้วยคือ

1. ต้องเป็นของใหม่ (อาจเก่ามาจากที่อื่นก็ได้แต่มีBusiness Model ใหม่)

2. ต้องใช้ความรู้ความคิดสร้างสรรค์ (ทำสิ่งที่ลงทุนลงแรงน้อยๆ แต่สร้างผลกระทบได้มาก ๆ ใช้ความคิดเยอะๆ)

3. ต้องส่งผลดีกับ เศรษฐกิจ สังคม และประเทศชาติ

ซึ่ง อ.ศุภชัย ได้อธิบายให้ฟังว่า ที่จริงแล้ว นวัตกรรมเป็น Process ไม่ใช่ Product แต่ก่อให้เกิดเป็น Product ในภายหลัง และนวัตกรรมเกิดจากความคิดเป็นขั้นเป็นตอนไม่ใช่เกิดจากอุบัติเหตุ และการทำวิจัยภายในหน่วยงานเพื่อสร้างนวัตกรรมนั้น ปัจจุบันอาจไม่ทันโลกทันเหตุการเนื่องจากตอนนี้มี Open Innovation Model คือ นวัตกรรม Out Source จากภายนอกได้ โดยที่ งานวิจัยเป็น Research Driven ส่วน นวัตกรรมเป็น Market Driven ยกตัวอย่างบ้านเราเอง คิดอะไรไหม่ๆ ได้เสมอแต่ไม่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง หรือนำไปปฏิบัติได้แต่ Scale Up ไม่ได้ เพราะ นวัตกรรมที่เห็นผลสำเร็จในเชิงพานิชย์และสามารถนำพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญก้าวหน้าได้ นอกจากความคิดสร้างสรรค์แล้วยังต้องการความเป็นผู้ประกอบการด้วย

นวัตกรรมนั้นคือตัวเชื่อมโยงระหว่างความรู้และการทำให้เกิดผล โดยที่คนที่ดีและการจัดการที่ดี จะนำไปสู่นวัตกรรมที่ดี ซึ่งในแต่ละประเทศคนและการจัดการมีความสำคัญกว่าทรัยากรที่มีในประเทศนั้นๆ ยกตัวอย่างเช่น ประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติมากๆ กลับเจริญน้อยกว่าประเทศที่มีทรัพยากรน้อย แต่มีคนและการจัดการที่ดี

Human Capital Managment Homework โดยนายปรีติ ปิติอลงกรณ์ เสนอ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมย์ และ อ.ศุภชัย หล่อโลหะการ

 

สิ่งที่ได้จากการเรียนในครั้งนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับความเข้าใจในการจัดการนวัตกรรม เพื่อให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในด้านต่างๆ รวมทั้งทางด้าน HR ด้วย โดย อ.ศุภชัย ได้ให้เงื่อนไขของการสร้างนวัตกรรมว่า ต้องมีส่วนประกอบดงกล่าวเข้าไปด้วยคือ

1. ต้องเป็นของใหม่ (อาจเก่ามาจากที่อื่นก็ได้แต่มีBusiness Model ใหม่)

2. ต้องใช้ความรู้ความคิดสร้างสรรค์ (ทำสิ่งที่ลงทุนลงแรงน้อยๆ แต่สร้างผลกระทบได้มาก ๆ ใช้ความคิดเยอะๆ)

3. ต้องส่งผลดีกับ เศรษฐกิจ สังคม และประเทศชาติ

ซึ่ง อ.ศุภชัย ได้อธิบายให้ฟังว่า ที่จริงแล้ว นวัตกรรมเป็น Process ไม่ใช่ Product แต่ก่อให้เกิดเป็น Product ในภายหลัง และนวัตกรรมเกิดจากความคิดเป็นขั้นเป็นตอนไม่ใช่เกิดจากอุบัติเหตุ และการทำวิจัยภายในหน่วยงานเพื่อสร้างนวัตกรรมนั้น ปัจจุบันอาจไม่ทันโลกทันเหตุการเนื่องจากตอนนี้มี Open Innovation Model คือ นวัตกรรม Out Source จากภายนอกได้ โดยที่ งานวิจัยเป็น Research Driven ส่วน นวัตกรรมเป็น Market Driven ยกตัวอย่างบ้านเราเอง คิดอะไรไหม่ๆ ได้เสมอแต่ไม่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง หรือนำไปปฏิบัติได้แต่ Scale Up ไม่ได้ เพราะ นวัตกรรมที่เห็นผลสำเร็จในเชิงพานิชย์และสามารถนำพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญก้าวหน้าได้ นอกจากความคิดสร้างสรรค์แล้วยังต้องการความเป็นผู้ประกอบการด้วย

นวัตกรรมนั้นคือตัวเชื่อมโยงระหว่างความรู้และการทำให้เกิดผล โดยที่คนที่ดีและการจัดการที่ดี จะนำไปสู่นวัตกรรมที่ดี ซึ่งในแต่ละประเทศคนและการจัดการมีความสำคัญกว่าทรัยากรที่มีในประเทศนั้นๆ ยกตัวอย่างเช่น ประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติมากๆ กลับเจริญน้อยกว่าประเทศที่มีทรัพยากรน้อย แต่มีคนและการจัดการที่ดี

นายชัยธนัตถ์กร ภวิศพิริยะกฤติ
IP: xxx.91.172.250
เขียนเมื่อ 
HRM : INNOMAN            จากการบรรยายเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2550 ของ อาจารย์ศุภชัย หล่อโลหะการ ผู้เชี่ยวชาญทางด้าน INNOVATION ของประเทศไทย ผมขอสรุปเสนองานบรรยายว่าเป็นเรื่องสำคัญที่คนยุคใหม่ต้องมี INNOVATION เพราะนวัตกรรมจะพัฒนาระบบคิด ระบบการทำงาน ระบบผลิตภัณฑ์และระบบบริการให้สนองตอบต่อผู้ผลิต ผู้บริโภคโดยเพิ่มคุณค่าทั้งทางด้านเทคโนโลยีการผลิต ลดต้นทุนผลผลิตใหม่ ๆ ที่มีคุณภาพและตอบโจทย์ของผู้บริโภคได้อย่างดียิ่ง            นวัตกรรมจำเป็นต้องมีและต้องเกิดเมื่อทรัพยากรมีจำกัด แต่พลโลกเพิ่มมากขึ้นจึงจำเป็นที่จะต้องหานวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อใช้ทรัพยากรให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด นวัตกรรมจะเกิดไม่ได้เลยถ้าทุนมนุษย์ด้อยคุณภาพ เพราะนวัตกรรมจะเกิดจากการคิดคำนึง ใคร่ครวญ สงสัย และใจทุ่มเท เพื่อหาทางออกที่ใหม่แปลก และเป็นผลประโยชน์เชิงบวก การสร้างคนที่มีคุณภาพจึงสำคัญยิ่งในโลกที่พัฒนาแล้วทุนมนุษย์จะมีบริบทในด้าน 1) จริยธรรม 2) ความซื่อสัตย์ 3) ความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม 4) เคารพกฎหมาย 5) เคารพสิทธิ์ของผู้อื่น 6) รักการทำงาน 7) รู้จักการออมและลงทุน 8) ตั้งใจทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ 9) แม่นยำตรงเวลา อย่างครบถ้วน ทำให้คนในส่วนของโลกที่เจริญคิดแต่เรื่องใหม่ ๆ ของใหม่ ๆ ซึ่งอาจพัฒนาจากของเดิม ๆ ก็ได้โดยทำให้ดีขึ้น            อะไรที่จะเป็นนวัตกรรมก็คงต้องมี 3 องค์ประกอบที่สำคัญคือ 1) ของใหม่ มีวัตถุประสงค์ชัดเจน มีกระบวนการ 2) ใช้ความรู้ให้เกิดการสร้างสรรค์ 3) ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจและสังคมเชิงบวกทุนมนุษย์จะสร้างนวัตกรรมจึงต้องมองเห็นความเปลี่ยนแปลงในโลกว่าจะมีทิศทางใดทั้งทรัพยากร เทคโนโลยี เศรษฐกิจ การเมือง สังคม เพื่อการปรับสมดุลของการใช้ทรัพยากรให้เกิดคุณภาพสูงสุด ผู้บริหารจึงจำเป็นต้องคิดใหม่ ทำใหม่ คิดนวัตกรรม คิดนอกระบบเพื่อจะได้ให้ผู้ร่วมงานได้เกิดสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ ขึ้นมา ระบบโครงสร้าง นโยบาย วิสัยทัศน์ ซึ่งต้องตอบสนองให้ทุนมนุษย์ได้คิดตลอดเวลาเพื่อหานวัตกรรมใหม่ ๆ มาใช้ผลิตสินค้าหรือบริการ บริษัทในยุโรปและอเมริกาจะจัดระบบการทำงานและกระบวนการ ให้ทุนมนุษย์มีอิสระ และคิดได้อย่างกว้างขวาง โดยมีแรงกระตุ้นทั้งเงินและสิ่งที่ไม่เป็นตัวเงิน แต่ในประเทศไทยเราคงผลิตนวัตกรรมได้น้อยอาจเป็นด้านระบบการศึกษา ระบบคิด ระบบสังคม ระบบสิ่งแวดล้อมที่ไม่สอดคล้องหรือท้าทายจึงทำให้คนไทยหัดคิดเรื่องนวัตกรรมน้อยก็ได้ อย่างไรก็ตามนวัตกรรมจะนำสังคมแน่นอนเพราะการจัดการ การบริหาร การผลิต การตลาด ฯลฯ จะมีนวัตกรรมใหม่ ๆ ขึ้นมาเพื่อสนองตอบต่อลูกค้าที่มีพฤติกรรมการบริโภคเปลี่ยนไป ทุนมนุษย์ในประเทศไทยจึงต้องปรับเปลี่ยนเพื่อสร้างทุนมนุษย์ที่มีความเป็น INNOMAN มากขึ้นเพื่อก้าวไปให้ทันโลกที่เปลี่ยนแปลง             ขอบคุณครับ : นายชัยธนัตถ์กร ภวิศพิริยะกฤติ
สรณิต พุ่มพฤกษ์
IP: xxx.108.211.225
เขียนเมื่อ 
จากการฟังบรรยายเมื่อวันที่ 25 สค.2550ของ ท่านอาจารย์  ศุภชัย หล่อโลหะการได้บรรยายให้ความรู้ในบรรยากาศที่ดีมากได้รับเกร็ดความรู้ในการดำเนธุรกิจ เกล็ดในการบริหารคน รูปแบบในการทำงาน ท่านสามารถถ่ายทอดได้อย่างมีศิลปะ ทำให้ได้รู้ว่านวัตกรรมต้องใช้ ความรู้ใหม่ เป็นของใหม่ และส่งผลดีต่อเศรษฐกิจและสังคม นวัตกรรมไม่มีสตางค์ก็ล้มช้างได้                          -นวัตกรรมจะเป็นเหตุบังเอิญที่ประสบความสำเร็จนั้นไม่ใช่นวัตกรรม                          -ความรู้สำคัญมากแต่ความคิดสร้างสรรค์สำคัญกว่า                          -ความรู้กับการวิจัยไม่ใช่       KEY ประเทศจะเจริญเติบโตได้ด้วยความดิคสร้างสรรค์และต้องลงมือทำจริง                          ได้แนวคิดเกี่ยวกับการเกาะกระแสเศรษฐกิจแล้วโหนตัวขึ้น เช่นเสื้อเหลืองนาโนเทคโนโลยี  ทำไมต้องเป็นเสื้อเหลืองเพราะจับทางกระแสนิยมเสื้อเหลืองถูกทางบวกับเทคโนโลยีเลยทำให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว                          การทำธุรกิจ คิดในระดับไมโครเป็นภาพไมโครต่อกับไมโครทำระดับเล็กให้เข้มแข็ง                          ถ้าจะเป็นซีอีโอต้องรู้นโยบายของรัฐนั้นๆ                          ถ้าจะเป็นนวัตกรรมต้องขายแบบใหม่ คิดแบบสร้างสรรค์ ต้องใช้ประสบการณ์                          ขอบคุณท่านอาจารย์ท่านอ.ศุภชัยหล่อโลหะการ และท่านศ.ดร.จีระ ที่ได้นำแต่สิ่งที่เป็นความรู้เชิงข้ามศาสตร์มาให้นักศึกษามาโดยลอด                                                                                    นายสรณิต  พุ่มพฤกษ์
Surachet Suchaiya
IP: xxx.121.216.213
เขียนเมื่อ 
Surachet  Suchaiya (Mobile: 089 205 3098, surachet@catinfonet.com)

HomeWork# 10 Innovation (25-Aug-07)

Innovation Solutions.

อ.ศุภชัย  หล่อโลหการ

 

ความรู้ที่ได้จากการเรียนในวันนี้

            Innovation หรือ นวัตกรรม เป็นสิ่งที่เราสามารถสร้างขึ้นได้ ไม่จำเป็นต้องมีทรัพยากรมาก แต่ก็สามารถสร้างนวัตกรรมได้   หากประเทศไทยมีนวัตกรรมของตัวเอง เป็นผู้คิดค้นนวัตกรรม เราจะได้ไม่ต้องเอาจ้างผลิตสินค้า  ถ้าเราคิดค้นนวัตกรรม และจดสิทธิบัตร นำมาผลิตสินค้าภายใต้ตราสินค้าเราเอง ประเทศไทยจะเจริญก้าวหน้าขึ้นไป

 

คำจำกัดความระหว่างวัตกรรม กับ ปฎิวัติ จาก อ.ศุภชัย  หล่อโลหการ

1.การปฎิวัติเป็นของใหม่ หรือไม่?

2.การปฎิวัติใช้ความรู้ใหม่ ความคิดสร้างสรรค์ หรือไม่?

3.การปฎิวัติเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจและสังคมในแง่บอก หรือไม่?

 

ตัวอย่างของ นวัตกรรม  เช่น

การจี้เครื่องบินชนตึก World Trade ก็เป็นนวัตกรรมด้านบวก ของ อัลเควดา แต่ถือเป็น นวัตกรรมลบของอเมริกาและพันธมิตร.

 

การออกเทปร่วมกันของ Bird ธงไชย และ เสก Loso ก็เป็นนวัตกรรม.

 

แต่การแสดงโขนประยุกต์ร่วมกันของ เสก Loso และ น้อยวงพรู ที่ อเมริกา  ไม่แน่ใจว่าเป็นนวัตกรรมหรือไม่?

 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงได้รับการยกย่องเป็น พระบิดาแห่งนวัตกรรมไทย เนื่องจากทรงคิดนวัตกรรมออกแบบ กังหันน้ำชัยพัฒนา, ฝนเทียม และ ริเริ่มสิ่งอื่นๆด้านพลังงานและการอนุรักษ์ อีกมากมาย.

 

นวัตกรรม เป็น สิ่งใหม่ที่เกิดจากการใช้ความรู้และความคิดสร้างสรรค์ที่มีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคม

นวัตกรรม ไม่เพียงแต่มีคุณค่า แต่คนอื่นๆในสังคมต้องสามารถนำไปใช้ได้ด้วย.

 

นวัตกรรมผสมผสาน

-    เกิดจากการผสมผสานแนวคิดที่แตกต่างกัน

-    ไม่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญเท่านวัตกรรมเฉพาะทาง

-    เกิดจากการเชื่อมโยงความคิดต่างๆ เข้าด้วยกันในทางที่ไม่ธรรมดา

-    เป็นผลจากการเคลื่อนย้ายของผู้คน

-    การบรรจบกันของศาสตร์สาขาต่างๆ

-    การประมวลผลที่ล้ำยุค

 

แนวทางการสร้างนวัตกรรม

1.แก้ปัญหาคาใจ

            - เข้าไปจุดไหนดี?

            - เข้าไปทำอะไรดี?

            - รู้ว่าทำอะไร แต่จะทำอย่างไร?

            - ใครจะเป็นคนทำ?

            - ความสามารถเรามีแค่ไหน ใครช่วยได้?

2.แนวทางการแสวงหาโครงการ

            การหาความรู้           

                        - Website

                        - หนังสือ,เอกสาร

                        - ผู้รู้

            หาเครือข่าย

            หาแนวคิด

-    สัมมนา,ประชุม

3.การประมวลผล = Knowledge + Paradigm Shift + Investment + Work Process + Network.

 

เพราะฉะนั้นการที่ประเทศไทยจะมีการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆได้เอง  อย่างสำเร็จและหยั่งยืนนั้น เราจะต้องผนวกเรื่องการจัดการ HR เข้ากับ Innovation  ในภาพของ Macro Economic นั้นเพื่อให้ประชากรของประเทศมีความรู้ ความคิด สติปัญญา ในการคิดสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ โดยใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยน์สูงสุด.

ญาณัญฎา ศิรภัทร์ธาดา
IP: xxx.91.19.192
เขียนเมื่อ 
การบ้านครั้งที่  10 เรียนวันเสาร์ที่  1  กันยายน  2550  กับท่าน อ. พจนารถ ซีบังเกิด  PresidentHuman Capital Club (Thailand)นักศึกษาชื่อ  นางสาวญาณัญฎา ศิรภัทร์ธาดา   เรื่อง Performance Management System

For Successful Manager..........

ในวันนี้นักศึกษาปริญญาเอกได้มีโอกาสพบกับท่าน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ได้กล่าวถึง ทุนทางจริยธรรม และทุนทางความสุข  ซึ่งท่านได้มามอบความรู้จากประสบการณ์ของท่าน ให้มองการเปลี่ยนแปลง และปัญหาของ ภาค Macro เพื่อนำมาบริหาร Change ทั้งในด้านของ โอกาสและ ภัยคุกคาม การเรียนปริญญาเอกต้องมี Freedom (Development is freedom)

และวิเคราะห์แบบทฤษฎี 2 R's คือ
           - Reality มองความจริง
           - Relevance  สอดคล้อง ตรงประเด็น
หลังจากนั้นก็เป็นการเริ่มเข้าสู่บทเรียนของอาจารย์พจนารถ.....Performance Management Systemอาจารย์พจนารถเริ่มต้นด้วย ประโยคที่ว่า What make them do that they did … และได้ยกตัวอย่างของ Egg Bank ซึ่งเป็นธนาคารที่ไม่มีสาขาเลย ใช้ระบบ E-banking ทั้งหมด แต่กลับประสบความสำเร็จได้อย่างดี ชวนให้นักศึกษาปริญญาเอกได้กระตุ้นต่อมการคิดตั้งแต่โหมโรงเลยทีเดียว ทุกองค์กรอาจเขียนกลยุทธ์เอาไว้สวยหรูอย่างไรก็ได้ แต่การที่จะทำให้เป็นรูปธรรมได้นั้นต้องขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลากหลายปัจจัยและก็เกี่ยวของกับเรื่องการบริหารผลการปฏิบัติงานอย่างหนึ่งด้วย
Management
  เป็นการพยายามสนับสนุน ให้คนอื่น ทำงานหรือภารกิจสิ่งใดให้สำเร็จ องค์กรสมัยใหม่ก็มีการนำเอาแนวคิดของการบริหารเชิงกลยุทธ์มาประยุกต์ใช้ในการบริหารงานขององค์กร แต่ในการบริหารงานเชิงกลยุทธ์ขององค์กรต่าง ๆ ส่วนใหญ่จะประสบปัญหา ในเรื่องการขาดประสิทธิภาพในการบูรณาการผลการปฏิบัติงานของพนักงาน หน่วยงาน และองค์กรให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันได้  หลายครั้งมีการประเมินผลการทำงานที่ทำให้พนักงานเจ็บปวดจากการกระทำที่ไม่ถูกต้องเหมาะสมของผู้ประเมิน จึงมีการพัฒนากระบวนการประเมินผลการปฏิบัติงาน (Performance Appraisal) ซึ่งเป็นการประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงานในอดีตเปรียบเทียบกับมาตรฐานที่กำหนดไว้มาเป็นกระบวนการบริหารผลการปฎิบัติงาน (Performance Management)การบริหารผลการปฏิบัติงาน หมายถึง กลยุทธ์ หรือ กระบวนการในการบริหารทรัพยากรมนุษย์ที่จะทำให้องค์กรมีผลการปฏิบัติงานบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ โดยผ่านกระบวนการปรับปรุงผลการปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ และมุ่งเน้นการพัฒนาพนักงานอย่างเข้มข้น  แทนที่บทบาทของผู้บังคับบัญชาจะทำหน้าที่เป็น "ผู้พิพากษา" ผลการทำงานของลูกน้อง ก็เปลี่ยนไปเป็น  "ผู้ฝึกสอน" ซึ่งเป็นแนวคิดที่ดี  และนี่คือ ความแตกต่างระหว่างการประเมินผลการปฏิบัติงานกับการบริหารผลการปฏิบัติงาน   และแนวทางของการบริหารผลการปฏิบัติงานก็เป็นกลยุทธ์ทางด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์สมัยใหม่ที่กระบวนการปฏิบัติงานจะมีส่วนเข้าไปช่วยเหลือ และปรับปรุงให้พนักงานแต่ละคนปฏิบัติงานบรรลุ เป้าหมาย และดัชนีชี้วัดที่กำหนดไว้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งในการกำหนดเป้าหมาย และดัชนีชี้วัดในการปฏิบัติงานของพนักงานจะต้องให้สอดคล้องกับเป้าหมายขององค์กรนั่นเอง PM Process : 

1. Performance Planning / Goal-Setting   นั่นคือ การกำหนดวัตถุประสงค์และบทบาทหน้าที่ของพนักงานให้ชัดเจนก่อน แต่ก็จะมีตัวช่วยทางการบริหารทรัพยากรมนุษย์คือ Training & Development   

2. Continuous Coaching and Feedback    นั่นคือต้องดู ขีดจำกัดความสามารถของพนักงานว่า ดีหรือไม่ดี  ถ้าไม่ดีพอก็ต้องแจ้งให้ทราบเลย ตัวช่วยทางการบริหารทรัพยากรมนุษย์คือ Mentoring / Counseling

3. Performance Review and Evaluation  นั่นคืออาจใช้สูตร 90/90 คือ 90 วัน /90 นาทีในการใช้เวลาคุยกับลูกน้อง ตัวช่วยทางการบริหารทรัพยากรมนุษย์คือ Pay & Recognition

4. Corrective and Adaptive Action     Career Development นั่นคือการปรับวิธีการทำงานให้สำเร็จตามกลยุทธ์ ไม่ควรไปปรับกลยุทธ์ ตัวช่วยทางการบริหารทรัพยากรมนุษย์คือ  การพัฒนาในอาชีพ

การตั้งเป้าหมายที่ดี  SMART

Specific

Measurement

 Attainable

Relevant

Timebound

โดยมี  Key performance indicator  เป็นตัวปรับพฤติกรรมการทำงาน แต่ไม่ควรมี  KPI  แค่เพียงตัวเดียวต้องมีหลายตัวDashboard Metrics  ในการวัดความแตกต่างของบุคคลในการทำงาน ซึ่งประกอบด้วย

Quantity

Quality

Cost

Speed

Compliance

การบริหารผลการปฏิบัติงานนั้น เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนต่อความรู้สึกของคนทำงาน และเป็นเรื่องที่ต้องมีกรอบทิศทางที่ออกแบบมาดี และเป็นที่ยอมรับของคนในองค์กร เพื่อให้เกิดความร่วมมือที่ดี เกิดความยุติธรรม เหมาะสม ไม่จำเป็นต้องอธิบายมากเพราะเป็นระบบที่มีการสื่อสารกันด้วยความเข้าใจในทุกส่วนขององค์กรเป็นอย่างดีมาแล้ว  เช่นการให้ผลตอบแทนเป็นเงินเดือนก็จะพิจารณาจาก คุณค่าของพนักงานและ บทบาทหน้าที่ตลอดจนผลการปฏิบัติงานของพนักงาน (เป็นคนดีประกอบกับเป็นคนเก่งด้วย)  ส่วนเรื่องของเงินโบนัส ก็เป็นการตอบแทนให้กับ คนที่นอกจากจะเป็นคนดีประกอบกับเป็นคนเก่งแล้วยังเป็นคนที่มีผลงานอีกด้วย ก็เป็นเรื่องที่มีความชัดเจนและเหมาะสมดีค่ะ

าจจะใช้ เครื่องมืออีก 2 ตัวมาพิจารณาได้เช่น

1. Performance Results Rating Table

2. Competency Rating Table

นางสาวญาณัญฎา  ศิรภัทร์ธาดา คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา yananda_nam@hotmail.com

“A LEADING QUALITY UNIVERSITY FOR ALL”  

 

Siriporn (NaPombhejara) Allapach
IP: xxx.25.192.253
เขียนเมื่อ 

Dear Prof. Chira,

On Saturday 1st September, 2007 we had k. Pojchanart C-Bangkerd as the instructor.

K. Pojchanart shared the class on "Performance Management". The essential factors in the organization which lead lead to the achievement were discussed in class.

The instructor showed us the illustration of the Grand Canyon, how each ending are on separate direction. There are no meeting point.

This is one of the classic example of how we can adapt this piece of beauty of the nature into the organization. How the management or the leaders do not have the "meeting points" with their employees or "doers".

This is why the Performance Management has to take the important roles. The PM are involving the transaction of :

Mission - vision - goals - objecties - strategies- tactics - roles - practices relationships.

The leader of organization must verify "who we are", "where are we going" and "what must happen we get to that point?".

Strategies/tactics are how are we going to make it happen.

Roles & Practices are how each individuals responsible for taking action of working together, supporting one another and make it to that point together.

PM is one the tool or excercise in "getting better results". Focusing is a must. We must be able to focus on what we need to do which on the same direction and allignment of the firm's strategies and to reach the goals.

The PM Process can not be success without the training & development, mentoring/counseling, pay & recognition and career development.

Along the line of the process there are supporting factors needed to be happening at the same time. 

The instructor also shared her view on "feedback" and the "Dash Board Metrics"

The feedback can be in both negative and positive ways. It depends on the situation and each individual at times.

Dash Board Metrics are process of :

Quantity, quality, cost, speed and compliance.

The important on this metrics can become the Key Performance Indicators for the organization.

It was another fruitful and very much of learning and sharing. We are looking forward to have k. Potchanart as our instructor again in near future.

Thank you very much.

Best regards,

Sarah (NaPombhejara) Allapach

SSRU/DM

2 September, 2007

กฤษฎา สังขมณี
IP: xxx.91.172.246
เขียนเมื่อ 
การบ้านครั้งที่  10เรียนวันเสาร์ที่  1  กันยายน  2550  กับท่านอาจารย์  พจนารถ  ซีบังเกิดPresident of Human Capital Club (Thailand)นักศึกษาชื่อ  นาย  กฤษฎา  สังขมณี ในเวลา  9.00 น.  ศ. ดร. จีระ  หงส์ลดารมภ์  ได้สร้าง  Learning  Community  ในหลายประเด็น  เริ่มตั้งแต่ย้ำเตือนกับนักศึกษาว่า  สามารถหาความรู้จากท่านได้มากเพราะ  Frontier  of  Knowledge  และ  Negotiation  Cost  กับท่านน้อยลงมากเนื่องจากเราเป็นนักศึกษาของท่าน  และเราต้องได้ความรู้จากกันและกันให้คุ้มกับค่าเสียโอกาสในชีวิตของทุก ๆ คน  โดยเริ่มประกายความคิดกันที่ทฤษฎี  Independent  Freedom  ไม่ต้องเป็น  Office Mentality  แต่เป็น  Office  Virtual  ท่านให้ความเป็นห่วงการอพยพแรงงาน  ต้นเหตุของปัญหาสังคม  และประเทศ ควรเร่งรัดการแก้ปัญหาขนส่งมวลชนอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็ว  เพราะคนไทยมีค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางสูงมาก เมื่อเทียบกับค่าครองชีพ  โดยเฉพาะคนจน  และยังมีอันตรายจากปํญหาอาชญากรรมสูงด้วย  น่าจะมีการพัฒนาต่างจังหวัด  (Rural  Development)  เพื่อให้  Rural  Sector  help  Big  Sector    นั่นคือเราต้องช่วยกัน  Think  out  of  the  Boxขณะเดียวกันท่านยังให้คำแนะนำว่า  HR  พันธุ์แท้ต้องไม่หยุดสำรวจตัวเอง  การประสบความสำเร็จก็ต้องไม่ประมาท  และต้องดูวิถีชีวิตตนเอง  อยู่ด้วยความพอเพียง  ควรมองภาพใหญ่  แล้วทำในภาพย่อยของแต่ละคน  แต่ละองค์กร  โดยใช้ทฤษฎี  2R’s  เพื่อให้เกิด  Reality  and  Relevance  เพื่อให้เกิดความเจริญอย่างยั่งยืนของประเทศเรา สำหรับหัวข้อที่ศึกษากว่า  2  ชั่วโมง  (10.00 – 12.30  น.)  คือ  Performance  Management  System  for  Successful  ได้ให้สาระความรู้และความน่าสนใจอย่างยิ่งในด้านการจัดการทุนมนุษย์  (Human  Capital  Management)   ทั้งในแง่  Human  Resource  Management  และ  Human  Resource  Development  เนื้อหาที่ศึกษามีดังนี้อาจารย์  พจนารถ  เริ่มต้นด้วยการพูดถึงองค์กรต้องมี  Vision  and  Mission  ให้ชัดเจน  เพื่อเป็นธง  นำไปสู่ภาคปฏิบัติต่อไป  เช่นธนาคารที่ต้องการเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี  เน้นลูกค้า  Corporate  ก็ไม่จำเป็นต้องมีสาขา  เพราะการตั้งสาขา  1  แห่งในเขตเมือง  ธนาคารแห่งประเทศไทยมีระเบียบให้ต้องเปิดสาขาในต่างจังหวัดที่ยังไม่เจริญ  หรือมีปัญหาทางเศรษฐกิจ  เช่นที่แม่ฮ่องสอน  รวมถึงใน  3  จังหวัดภาคใต้  ซึ่งไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน  จากนั้นอาจารย์ได้ถามความเห็นนักศึกษาด้วยการฉายภาพยนตร์สั้น  3  เรื่อง  ที่เป็นพฤติกรรมของบุคคลต่าง ๆ ในองค์กร  มีทั้งการที่หัวหน้าสั่งเป็นอาจิณ  ลูกน้องทำตามสั่ง  คิดเองไม่เป็น  มีทั้งที่คนองค์กรเร่งรีบ  กระตือรือร้น  เพื่อสร้างความสุข  และความประทับใจให้ลูกค้า  แล้วมาร่วมกันหาข้อสรุปได้ดังนี้Vision  and  Mission  เป็นทั้ง  Values  &  Culture  ขององค์กร  ดังนั้นทุกคนต้องรู้ว่า  เราคือใคร  และเราต้องการไปที่ไหนGoal  and  Objective  ทุกคนต้องตระหนักว่า  อะไรจะต้องเกิดกับเราบ้าง  เพื่อการไปให้ถึง  Vision  and  Mission”Strategies  and  Tactics  คือการที่คนต้องร่วมมือกันในความหมายของ  เราจะร่วมมือกันอย่างไร  เพื่อให้เกิดสิ่งที่พวกเราต้องการ  Roles  ,  Practices  and  Relationship  คือ บทบาทในส่วนย่อยที่รับผิดชอบงานของแต่ละคน  รวมถึงในการประสาน  ร่วมมือกัน  สนับสนุนต่อ  เพื่อนร่วมงาน  และเพื่อนร่วมองค์กร      อาจารย์เปรียบเทียบให้เห็นว่า  กรณีที่องค์กรไม่สามารถกำหนด  Vision  and  Mission  ได้เอง  ยังสามารถว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญการเขียนแผนกลยุทธ์มาเขียนแผนให้ได้เลย  หากแต่สิ่งที่สำคัญมากกว่าคือการ  “Buy in  &  Walk  the  Talk”    เพื่อให้คนทั้งองค์กรรู้ (Know)  ตระหนัก (Feel)  และให้ความสำคัญ (Believe)  จนนำไปสู่การปฏิบัติจริง  (Act)   ตัวอย่างในอีกกรณีหนึ่งก็คือ  แกรนด์  แคนยอน  ในธรรมชาติเกิดขึ้นได้อย่างไร  ไม่มีใครรู้  แต่ในองค์กรหน้าผาที่ยิ่งใหญ่เปรียบเหมือนผู้นำ  ในอีกฝั่งหนึ่งของโตรกผานั้น  เทียบได้กับพนักงาน  ทั้ง  2  ฝั่งไม่เคยบรรจบกันได้  เพราะเป็นธรรมชาติที่ต้องทำหน้าที่ที่ต่างกันอย่างมากมาย  หากแต่องค์กรสามารถสร้างเกาะกลางน้ำ  หรือสะพานเชื่อมระหว่าง  2  ฝั่งได้  ด้วยคนที่เรียกว่า  ผู้จัดการ เพื่อมาทำหน้าที่ทางด้านการ   Management   คำจำกัดในภาษาอังกฤษในที่นี้  คือ  Getting  things  done  through  and  work  with  other  people.นั่นเอง  ผมเคยทราบมาว่าการที่ผู้บริหารให้ความเป็นธรรมช้า  ยิ่งถ้าเป็นเรื่องที่เข้าใจง่าย ๆ ด้วยแล้ว   ก็คือการปฎิเสธความยุติธรรม  นั่นเอง  ทำให้   Performance  Management  System  for  Successful  ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ Performance  Management  Process  ที่ดีต้องมีลักษณะเป็นวงจร  ประกอบด้วยPerformance  Planning  (Goal  Setting)  ควรมีการพิจารณาทั้งในแง่ผลงาน  และพฤติกรรม ทั้งนี้ขึ้นกับลักษณะงาน  และจุดเน้นขององค์กร  ซึ่งคนทุกคนควรได้รับการ  Training  Development  ทุกปีไม่ว่าจะมีผลงาน และพฤติกรรมอย่างไร  อาจารย์เสนอสูตร  90  วัน  คุยกัน  90  นาที  บมจ.  ปูนซิเมนต์ไทยใช้สูตร  ปีละไม่น้อยกว่า  7  วันไม่อั้นงบประมาณ  แต่  ข.ส.ม.ก.  ใช้สูตรปีละ  784  บาทต่อคน  จึงไม่ต้องบรรยายความต่อว่า  Performance  ทำไมถึงต่างกันContinuous  Coaching  &  Feed  back  โดยการจัดให้มี  Mentor  Mentee  ประการสำคัญก็คือ  การ  Feed  back  ต้องมีการแจ้งเป็นระยะPerformance  Review  &  Evolution  การประเมินผลงาน  เพื่อการ  Pay  &  Recognition  เป็นสิ่งที่อ่อนไหวต่อความรู้สึกของผู้ถูกประเมิน  และต่อพนักงานคนอื่น  ต้องรอบคอบว่าองค์กรของเราเหมาะจะใช้วิธีใดCorrective  &  Adaptive  Action  เป็นขั้นตอนที่ส่งเสริมให้คนที่สมควรได้รับความก้าวหน้าในอาชีพการงาน  อันเนื่องจากความพยายามในการทำงาน  มุ่งมั่น  ทุ่มเท  เสียสละ  ร่วมมือกับเพื่อนร่วมงาน   ประเด็นถัดมาคือ  เป้าหมายที่กำหนดให้กับพนักงานทุกคน  ทุกระดับ  ต้อง  Challenge  ห้ามปรับเป้าหมายให้ง่ายเกินไป  การทำงานสบาย ๆ ก็บรรลุเป้าหมายเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง  และก็ต้องไม่ยากเกินกว่าที่ทรัพยากรขององค์กรจะทำได้ด้วย  ข้อคิดที่สำคัญมากก็คือ  ต้องปรับวิธีการทำงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย  โดยผ่าน   Performance  Management  Process Smart  Goal  ประกอบไปด้วยS  Specific  เป้าหมายต้องมีลักษณะเฉพาะเจาะจง  และเกี่ยวข้องกับงาน M  Measurable  สามารถวัดได้  มีวิธีการวัดที่เหมาะสม  เช่นอาจต้องแยกวัดยอดขายที่เพิ่มขึ้น  ว่าเพิ่มจากลูกค้าเก่า  หรือลูกค้าใหม่A  Attainable  เป้าหมายต้องมีความเป็นไปได้  แต่ไม่ง่ายเกินไปR  Relevant  สอดคล้องกับสถานการณ์ที่องค์กรเผชิญอยู่T  Timebound  มีกรอบเวลาที่ชัดเจน ในส่วนสุดท้าย  อาจารย์กรุณาให้ข้อคิดร่วมกับการแลกเปลี่ยนความเห็นกับนักศึกษา  ในแง่ที่ว่าหน่วยงานและระบบราชการ  ต้องชัดเจนในเรื่อง  K.P.I.  ตั้งแต่หน่วยงานผู้ทำหน้าที่รับผิดชอบ  การประสานงานกับหน่วยงานอื่นที่เป็นผู้รู้  รวมถึงมาตรวัดในแต่ละด้าน  เช่น  Quality  ,  Quantity  ,  Cost  ,  Speed  ,  Compliance เป็นต้น  จนได้ข้อสรุปว่า ใครเป็นคนดี ใครเป็นคนเก่ง  ใครเป็นคนมีผลงาน  ใช้อะไรวัดบ้าง  คนดี  คนเก่ง สมควรได้รับเฉพาะ  Basic  Benefit  หรือไม่ และคนประเภทมีผลงานเด่น  สมควรได้รับ  Premium  Benefit  แม้จะไม่ใช่คนดีหรือไม่   ขอขอบพระคุณท่านอาจารย์  พจนารถ  ซีบังเกิด  ที่กรุณาสละเวลากว่า   2 ชั่วโมง เพื่อให้ความรู้ด้านการจัดการทุนมนุษย์ ให้เอกสารข้อมูลการบริหารผลการปฎิบัติงาน  (Performance  Management)  ที่เขียนโดย  ชัยทวี  เสนะวงศ์  และให้ข้อมูลใน  Handy  Drive  อีกมากมาย  รวมทั้งให้การสนทนาอย่างเป็นกันเองที่เต็มไปด้วยทั้งสาระและเกร็ดความรู้ ในมื้ออาหารกลางวันครับ    

Surachet  Suchaiya (Mobile: 089 205 3098, surachet@catinfonet.com)

HomeWork# 11 Human Capital (1-Sep-07)

Performance Managemen System for Successful Manager.

Aj.Potchanart  Seebungkerd

 

ความรู้ที่ได้จากการเรียนในวันนี้

Case Study : การ FeedBack

            บอกเขาว่าสิ่งที่คุณทำอย่างนี้ดีแล้ว, อย่างนี้ก็ดี, อะไรๆคุณก็ดีหมด เขาจะรู้สึกมีคุณค่าถ้าคุณเพียงแต่ทำตรงนี้ให้ดีขึ้นอีก คุณจะพัฒนาเป็นคนเก่งกว่านี้

หรือ Perfect เลยแหล่ะ

            การ FeedBack อย่างนี้ นุ่มนวล น่าฟัง น่าปฎิบัติตาม น่าเลื่อมใส ศรัทธา.

ผู้นำต้องฝึกตรงนี้ไว้.

 

Case Study : การดุลูกน้อง ที่ไม่ควรทำ

            เช่น คุณมีลูกน้องที่เป็น Rising Star คุณรักเขามาก ทุ่มเท Energy ให้กับเขามาก.

อยู่มีวันหนึ่ง ลูกน้องคนนี้เกิดทำอะไรผิดพลาดขึ้นมา.

            คุณเกิดความไม่พอใจ และผิดหวังมาก ดุลูกน้องคนนี้รุนแรงมาก. พูดว่า คุณผิดหวังมากในการทำงานของเขาครั้งนี้   ลูกน้องคนนี้จะรู้สึก Fail มาก ทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณเคยทำให้เขามาไม่มีความหมายต่อเขาเลย  ในที่สุดคุณก็ไม่สามารถ Promote เขาขึ้นมาได้อย่างที่คุณได้เคยหมายมั่นปั่นมือเอาไว้.

 

การติชมลูกน้อง.

การชมให้คุณใช้ U Message “You have done a good job”.

ที่ปิดงานได้เพราะคุณ , คุณเป็นกำลังสำคัญของบริษัทฯ , คุณเป็นตัวอย่างที่ดีมาก.

 

การติให้ใช้ I Message

ผมวางแผนงานไม่ดีเอง ทำให้คุณไม่สามารถต่องานจากผลได้ ,

คุณเป็นคนเก่งเป็นหน้าเป็นตาของบริษัทฯ  อย่าทำอย่างนี้เลย ผมรู้สึกไม่ดีเลย อยากให้ช่วยปรับปรุง.

 

หน้าที่ของ Manager คือคนที่ Manage คนอื่นให้ทำงาน, Manager Motivate คนให้ทำงานได้บรรลุเป้าหมาย, Manger ที่ดีจะเป็นมากกว่า Manager แต่เป็น Leadership ขององค์กร.

การบริหารคนให้ทำงานได้ ไม่ใช่ปรับเป้าหมาย แต่ต้องปรับวิธีการบริหาร.

            เช่น บริษัทฯ ตั้งเป้ายอดขาย 100 ล้านบาท/ปี คุณเป็นหัวหน้า แต่ลูกน้องไม่สามารถทำยอดขายได้ตามเป้า  เราไม่ควรปรับเป้าของยอดขายลง เพื่อให้ลูกน้องทำได้ แต่เราควรปรับวิธีการบริหารงานให้ลูกน้อง Motivate ลูกน้องให้สามารถทำได้ตามเป้า.

 

The Road to High Performance

-    Performance Planning

-    Coaching

-    Feedback

-    Development

-    Performance Review & Appraisal

-    Rewarding

-    Etc.

 

Case Study การทำ Reward

            คนที่ Generation ต่างกันมักมีความต้องการที่ต่างกัน  คุณจะต้องสร้างแรงจูงใจที่ต่างกัน เช่น เด็กจบใหม่ไฟแรง  มักต้องการเข้ามาหาประสบการณ์ คุณจะให้เขาอยู่กับองค์กรเราตลอดไปคงเป็นไปไม่ได้  คุณต้องศึกษาว่าเขาต้องการอะไรให้ในสิ่งที่เขาต้องการ.

            การกรณีคนที่ทำงานมาหลายที่ค่อนข้างมีอายุมีประสบการณ์แล้ว ความต้องการของเขาจะต่างกับเด็กจบใหม่  แรงจูงใจที่คุณจะสร้างให้เขาก็จะแตกต่างจากเด็กจบใหม่คุณจะต้องศึกษาให้ทราบก่อนว่าเขาต้องการอะไร เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ตรงประเด็น เกาตรงทีคัน

            ตัวอย่างความต้องการ เพื่อสร้างแรงจูงใจ

-    บางคนต้องการประสบการณ์.

-    บางคนต้องการเงินเดือนมากในระดับหนึ่ง.

-    บางคนต้องการการยอมรับ.

-    บางคนต้องการความสบายใจในการทำงาน.

 

 

SMART  Goal การตั้งเป้าหมายที่ดี

Specific                                                 เฉพาะเจาจง

Measurable                                           สามารถวัดได้

Attainable                                             สามารถทำให้สำเร็จได้

Relevant                                                สอดคล้องกับความเป็นจริง

Time bound                                          กำหนดระยะเวลา

 

การ Link Sales ต้องมี Tactic (ต้องมีการ Training) ตัวอย่าง เช่น

ในร้านขายยา Booth  พนักกงานของ booth ได้รับการ Training เรื่อง Link Sales ให้ลูกค้าไม่รำคาญในการขายของพวกเราหล่านั้น  เมื่อลูกค้าที่เดินในร้าย Booth กำลังเลือกหาสินค้าพวกงานของ Booth จะพยายามช่วยลูกค้าหาสินค้า และแนะนำสินค้าไปด้วยในตัว แต่จะไม่ยัดเยียดสินค้าอื่นให้ลูกค้าแทน ตัวที่ลูกค้าต้องการ   แนะจะเป็นการแนะนำอย่างนุ่มนวล ลูกค้าไม่เอาไม่เป็นไร.

 

Dashboard Metrics (ปัจจุบันนี้ Dashboard สำหรับผู้บริหารถูกจัดทำด้วยระบบ IT  และ Link กับข้อมูลในส่วนต่างๆแบบ Real time เช่น การจัดส่งสินค้า , ยอดขาย , ยอดการผลิต , จำนวนวัตถุดิบ , จำนวนครั้งการให้บริการ , Customer Feedback ,  etc.

-    Quantity

-    Quality

-    Cost

-    Speed

-    Compliance

 

Performance Management Architecture – Mixed Model

Values

R & R

Competence

Performance

คนดี

คนเก่ง

มีผลงาน

Salary

Bonus

Culture

&

Brand

Present

Job Roles

-    Core

-    Leadership

-    Technical

Market Benchmark

Value to Organization

Strategy Aligment

Salary

 

    ตารางด้านบนนี้ใช้ในการพิจารณารับคนและจ่ายเงินเดือนรวมทั้ง Bonus เนื่องจาก คุณต้องพิจารณาจากความรู้ความสามารถที่คุณต้องการตรงกับ Industrial ขององค์กรหรือไม่  Knowledge บางอย่างมีคุณต่อธุรกิจของคุณมาก คุณจำเป็นที่จะต้องจ่ายค่าแรงให้แก่คนที่มีความรู้นั้นมากในระดับหนึ่ง   แต่บาง knowledge มีค่าน้อยมากหรือไม่มีค่าเลยในองค์กรของคุณ.

นางสาวชารวี บุตรบำรุง
IP: xxx.155.54.248
เขียนเมื่อ 
                                            การบ้าน เรียนวันที่ 1 กันยายน 2550 ผู้บรรยาย อ.พจนารถ  ซีบังเกิดผู้เรียน ชารวี  บุตรบำรุงเรื่อง..Performance  management  System      ในช่วงแรกอาจารย์ได้ให้พวกเราชมภาพยนตร์ 2 เรื่อง แล้วให้เปรียบเทียบกัน โดย
  • เรื่องแรก เป็นภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับการทำงานที่มีเจ้านายชอบใช้คำถามประชดประชันกับลูกน้อง เช่น ถ้าให้ลูกน้องไปซื้อกาแฟมาให้ แล้วระหว่างรอ จะถามว่า กาแฟฉันไปไหน คนซื้อไปตายหรือยังไงและเป็นลักษณะเจ้านายที่สั่งการอยู่ตลอดเวลา เป็นเหตุให้เมื่อเจ้านายไม่มาทำงาน ลูกน้องจะไม่รู้ว่าตนเองต้องทำอะไร
  • เรื่องที่สอง เป็นเรื่องที่ต่างจากเรื่องแรก คือ จะมีวัฒนธรรมองค์กรที่ดี มี Mindset ที่ดี มีการบริการที่ดีคำนึงถึงลูกค้า
  • ฉะนั้น เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว เรื่องที่สอง เป็นที่ทำงานที่มีบรรยากาศการทำงานที่ดี ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญ ต่อจากนั้น อาจารย์ได้บรรยายเรื่อง Performance  management  System ว่า องค์กรเริ่มต้นจากการ รับคนเข้าไปทำงานตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย , มีการกำหนดกลยุทธ์ , วัตถุประสงค์ , เป้าหมาย , วิสัยทัศน์ [คือ การฝันไปไกลๆ แล้วมาที่ พันธกิจ (ภาคเอกชน) ] , พันธกิจ [คือ วางกรอบก่อนมีวิสัยทัศน์ (ภาครัฐ) ]
  • ทุกองค์กรได้มีการกำหนดกลยุทธ์ไว้อย่างสวยหรู แต่จะทำสำเร็จได้หรือไม่ ต้องพึ่ง Performance  management  System  เพราะทุกคนในองค์กรได้รับการปฏิบัติ เมื่อองค์กรประกาศ วิสัยทัศน์ และ พันธกิจ แต่ไม่มีการปฏิบัติ ก็จะไม่เกิดประโยชน์ ฉะนั้น จึงเป็นหน้าที่ของ ผู้บริหารหรือผู้จัดการ ต้องทำหน้าที่อยู่ตรงกลาง และสื่อระหว่างผู้บริหารระดับสูงและระดับล่างให้ได้ โดย Performance  management  System  ช่วยผู้บริหาร ให้ลูกน้องทำงานได้ โดย Management คือ ..Getting  things  done  through  and  with  other  people.. ต้องมีวิธีการสื่อสาร
  • Performance  management  System  คือการทำให้คนมี Focus จะเริ่มต้นโดยการสร้างวัฒนธรรมองค์กร ทราบความต้องการของลูกค้า เปรียบเสมือนถนนที่เต็มไปด้วยป้ายบอกระยะทาง ฉะนั้นPerformance  management  System  จึงต้องประกอบด้วย Performance Planning , Coaching , Feedback , Development , Performance Review&Appraisal , Yield , Rewarding และ Performance management Process (ต่อเนื่อง) ไม่ใช่ System ที่ทำแล้วหยุด จึงประกอบด้วย
 -         Performance Planning/Goal-Setting (Trainning&Development)-         Continuous Coaching and Feedback (Mentoring/Counseling)-         Performance Review and Evaluation (Pay&Recognition)-         Corrective and Adaptive Action (Career Development)  รวมถึงการตั้งเป้าหมายที่ดี ประกอบด้วยS pecific                  เฉพาะเจาะจงM easurable           สามารถวัดได้A ttainable             สามารถทำให้สำเร็จได้R elevant               สอดคล้องกับความเป็นจริงT imebound            กำหนดระยะเวลาพร้อมทั้งมี     Best Practices in Performance Measurement                     : Dashboard Metrics ประกอบด้วย
  • Quantity
  • Quality
  • Cost
  • Speed
  • Compliance
 และ  Performance  Management  Architecture-Mixed Models คือต้องมีการสร้างValues การทำ R&D รวมทั้ง Competencies เพื่อให้องค์กรมีบุคลากรที่ทั้งเป็นคนเก่ง และ เป็นคนดี ซึ่งเขาเหล่านี้จะได้รับ Salary เป็นการตอบแทน ส่วน Performance คือ การมีผลงาน ฉะนั้นก็จะมี Bonus เป็นการตอบแทน นอกจากนี้ Performance  Management  Architecture-Mixed Models ยังต้องประกอบด้วย -         Culture & Brand , Present Job Roles , Core , Leadership , Technical , Market Benchmark , Value to Organisation , Strategy Alignmentฉะนั้นถ้า  บุคลากรในองค์กรคนใดที่มี Performance สูง ก็ควรได้รับ Bonus สูงต่างจากคนอื่น  สรุป..Key Factors in Managing & Improving Performance ผู้บริหารหรือผู้นำ ต้องมุ่งมั่น ชัดเจน สม่ำเสมอ ในการกำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าหมาย  ต้องคำนึงถึงการบริหารและผลที่ได้รับจากการ performance สร้างแรงจูงใจ เข้าใจ พัฒนาทักษะ และความสามารถในการแข่งขัน จัดระบบงาน และสร้างวัฒนธรรมองค์การที่ดี มีธรรมาภิบาล อย่างจริงจังและต่อเนื่อง  เพราะ การบริหารเรื่อง performance ที่ดีมีระบบเป็นธรรมแก่ลูกน้อง บุคลากรในองค์กร ก็จะมีแรงใจ กำลังใจ ตั้งใจ สูง ส่งผลให้ มีผลการปฏิบัติงานที่ดีมีคุณภาพ เพิ่มขึ้น เพื่อให้องค์กรเกิดการพัฒนาเติบโตต่อไป..ขอบคุณค่ะ    
นางสาวนพมาศ ช่วยนุกูล
IP: xxx.120.66.142
เขียนเมื่อ 
เรียน ศ. ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์  การบ้าน  PHD 8202 การจัดการทุนมนุษย์  (อาจารย์พจนารถ ซีบังเกิด 1 กันยายน 25550)รภ.สวนสุนันทา  /นพมาศ ช่วยนุกูล Performance Management System 1. PM Process   ที่ประกอบด้วย  Performance Planning , Continuous Coaching & Feedback ,  Performance Review & Evaluation , Corrective & Adeptive Action  นั้น    ลูกน้องแต่ละคนก็มี PM Process  ไม่เหมือนกัน  และการทำกลยุทธ์ให้บรรลุต้องอาศัย PM Process  เพื่อให้คนในองค์กรนำไปสู่การปฏิบัติ คือทำให้คนมี Focus และทำงานได้ตรงกับ Strategy   อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนเห็นว่าการที่มุ่งให้คนในองค์กรทำงานตรงกับยุทธศาสตร์เป็นเรื่องที่ดี แต่ทั้งนี้ การปฏิบัติงานของคนในองค์กรจะต้องออกแบบให้แต่ละคนมี room ไว้สำหรับรับ งานด่วน นโยบายเร่งด่วน งานใหม่ ๆ ที่กำหนดขึ้นภายหลัง หรือที่องค์กรถูกมอบหมายให้ทำด้วย   เพราะคิดว่างานที่ไม่ได้คาดคิดมาก่อนเหล่านี้เป็นเรื่องจำเป็นและส่งผลต่อเป้าหมายองค์กร เช่นเดียวกับงานตามยุทธศาสตร์ เช่นกัน 2. สำหรับใน Step II Continuous Coaching & Feedback นั้น ผู้เขียนคิดว่านอกจากการ Coaching จะนำมาใช้เพื่อ การพัฒนาผลการปฏิบัติงาน, การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในการปฏิบัติงาน, และเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ ในภารกิจที่ได้รับมอบหมายแล้ว  ยังจะเป็นการเพิ่มขีดความสามารถของคนและองค์กร รวมทั้งจะเป็นการพัฒนาทักษะ ความรู้ และพฤติกรรมของคนอีกด้วย  3. ในเรื่องการเปรียบเทียบ Coaching & Feedback  ที่พอประมวลได้คือ  การ Coaching เป็นการ (1) มุ่งผลลัพธ์  (2) เป็นการสนทนา  (3) เน้นคำถามและการช่วยแก้ไขปัญหา  (4) ใช้กรเล่าเรื่องและกระตุ้นแรงจูงใจ  ในขณะที่การ Feedback เป็นการ (1) มุ่งพฤติกรรม  (2) เป็นการให้คำตอบ   (3) เน้นยกพฤติกรรมที่สังเกตพบแล้วมาเป็นหัวข้อการ Feedback  (4) ใช้การพูดที่เจาะจง  ซึ่งหัวหน้าควรดู Style ลูกน้องแต่ละคนว่าควรใช้วิธี Coaching  หรือใช้การ Feedback  อันไหนจะเหมะสมกับแต่ละคนกว่ากัน   และหลังจาก Coaching  หรือ Feedback  แล้วก็ควรมีการบันทึกรายละเอียดเอาไว้เพื่อให้เรารู้ว่าที่เราคิดและสนับสนุนเขาในเรื่องอะไร  และทำให้เขาบรรลุผลได้อย่างไร  ซึ่งเป็นประโยชน์สำหรับการติดตามความก้าวหน้า   และหากหัวหน้าที่มีเวลาน้อย ๆ อาจจะเลือกดูจาก KPI ในตัวที่ส่อว่าลูกน้องจะทำแล้วไม่บรรลุผล ขึ้นมาเพื่อ Coaching & Feedback ในเรื่องนั้น ๆ ก่อน 4. ส่วนการพัฒนาคน นั้น นอกจากว่าจะมีเรื่อง Training & Development  และ Mentoring /Counseling แล้ว  ยังอาจมีวิธี เช่น Self-directed Learning , การให้ปฏิบัติงานกับผู้ปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพหรือกับผู้บังคับบัญชา (Shadowing) , การให้งานพิเศษหรือโครงการสำคัญ ๆ (Special Assingment /Project) เป็นต้น  ...............................   
Orapin Maneerat
IP: xxx.136.69.122
เขียนเมื่อ 
การจัดการทุนมนุษย์ครั้งที่ 10อ.พจนารถ ซีบังเกิด"Performance Management System"

วันที่ 1 สิงหาคม 2550

วันนี้มาสายน่าเสียดายมากที่ฟังศ.ดร. จีระ ได้น้อยกว่าทุกครั้งแต่ก็ได้เพื่อนที่ดี ช่วยทบทวนให้ทราบในวันต่อมา

ความสม่ำเสมอเหมือนทุกครั้งของอาจารย์ที่มีความหวังดี เป็นห่วง ลูกศิษย์ และพยายามย้ำเตือนว่าการเรียน Phd.

ของพวกเราต้องแตกต่าง ต้องมีการเรียนรู้อย่างลึกซึ้ง รู้จริงสร้างคุณค่าของความเป็นมนุษย์ จาก

Hunan capital คิดอย่าง Organic

และสุดท้ายมุ่งสู่สังคม มาช่วยในการพัฒนาชาติบ้านเมือง

การบรรยายของ อ. พจนารถ ซีบังเกิด เริ่มจากการให้ชม    Clip VDO สั้น ๆ แล้วเปิดโอกาสในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันเกี่ยวกับการทำงานที่มีผู้นำที่แตกต่าง ส่งผลกระทบอย่างไร ทั้งในทางบวกและทางลบ แต่เมื่อมีการเปรียบเทียบภาครัฐและเอกชนทุกครั้งก็จะพบว่าในภาครัฐช่างไม่มีความคล่องตัวและไม่อิสระในการพัฒนาหรือเปลี่ยนแปลงได้ง่าย ๆ  อาจารย์ยกตัวอย่างเป็นกรณีศึกษาแสนที่จะล้ำลึกอาจารย์  ยกตัวอย่าง แกรนด์แคนยอน ว่าได้มีการศึกษาอย่างมากมายว่าเกิดขึ้นจากอะไร แต่จนถึงปัจจุบันนี้ยังหาข้อสรุปไม่ได้  แต่แกรนด์แคนยอน ก็ยังคงเป็นธรรมชาติที่สวยงาม แฝงด้วยความน่าสนใจ น่าศึกษาอยู่ตลอดเวลา และในความสวยงามนั้นก็มีความแตกต่างอย่างหลากหลายเช่นคดเคี้ยว สูงชัน ฯ เมื่อเปรียบกับการบริหารจัดการองค์กรก็จะพบซึ่งสิ่งเหล่านี้  ดังนั้นผู้นำจึงมีบทบาทที่สำคัญและต้องตระหนัก เพราะไม่มีสูตรสำเร็จในการบริหารจัดการแต่อย่างใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการบริหารทรัพยากรมนุษย์ เพราะว่า

มนุษย์ทุกคนมีความต่าง

 

การประเมินศักยภาพของคนในองค์กรจึงมีบทบาทในเรื่อง HR และการบริหารผลการปฏิบัติงาน  (P M : Performance management) เป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยให้องค์กรประสบความสำเร็จ

ระบบการบริหารผลการปฏิบัติงาน (Performance Management) ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ

      1. Performance Planning /Goal-setting

      2. Continuous coaching and Feed back

      3. Performance review and evaluation

      4. Corrective and adaptive action

 

ในแต่ละส่วนเชื่อมโยงกันโดยเริ่มที่การตั้งเป้าหมายในการบริหารผลการปฏิบัติงานการ และการตั้งเป้าหมายที่ดี         (S MART Goals) จะต้องมีความเฉพาะเจาะจง กำหนดระยะเวลา สามารถวัดได้ สอดคล้องกับความเป็นจริง และสามารถทำให้สำเร็จได้ อาจสรุปได้ว่าทุกคนต้องรู้ทิศทาง(Vision, Mission  และวัตถุประสงค์หรือเป้าหมาย)         ขององค์กรอย่างเข้าใจและถ่องแท้ ตรงกับทฤษฏี 2R's     ของ ศ.ดร.จีระ

SMART         S :Specific

                    M :Measurable                    A :Attainable                    R :Relevant

                    T :Timbound

 

สุดท้ายคือมี การพัฒนาปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลให้    กระบวนการ P M ประสบความสำเร็จไ ด้แก่การฝึกอบรม  และการพัฒนา มีที่ปรึกษาที่ชาญฉลาด  เป็นที่ยอมรับ     และเป็นที่ไว้วางใจ  มีความก้าวหน้าในการทำงาน หรือมี Career Development

 การเรียนวันนี้รู้สึกว่าเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว                    ขอขอบพระคุณศ.ดร.จีระ  หงส์ลดารมภ์ที่มอบโอกาสการเรียนรู้จาก กูรู เรื่องHR                      อย่างอาจารย์พจนารถ ซีบังเกิด ที่สร้างบรรยากาศ           การเรียนรู้ได้อย่างเป็นธรรมชาติ                                                                                                                      อรพินท์ มณีรัตน์

 

 
 
 
  
ดวงสมร ฟักสังข์
IP: xxx.91.172.250
เขียนเมื่อ 
การบริหารผลการปฏิบัติงาน (Performance Management) อาจารย์ให้ชม VDO สั้นๆ แต่ละเรื่องแตกต่างกันทั้งที่หัวหน้าออกคำสั่ง  ลูกน้องทำตามสั่ง คิดเองไม่เป็น  ฉะนั้นถ้าวันไหนหัวหน้าไม่มาลูกน้องก็จะทำอะไรไม่ได้เลย และคนในองค์กรกระตือรือร้น  เพื่อสร้างความสุขและความประทับใจให้ลูกค้า  เมื่อดูเสร็จแล้วอาจารย์ก็ให้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นได้ว่าองค์กรต้องมี Vision  and  Mission  เป็นทั้ง  Values  &  Culture  ขององค์กร  เพื่อคนในองค์กรจะได้ทราบไปในทิศทางเดียวกัน                 การบริหารผลการปฏิบัติงาน (Performance Management) คือระบบการบริหารจัดการเพื่อให้ผลการปฏิบัติงานขององค์กรและพนักงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน (Williams, 2002)                 การบริหารผลการปฏิบัติงาน มีแนวคิดที่ต้องการพัฒนาพนักงานให้มีความรู้ ความสามารถทักษะในการปฏิบัติงานจนมีผลการปฏิบัติงานในอนาคตบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้อย่างมีประสิทธิภาพ องค์กรขนาดใหญ่ต้องทำ Performance Management โดยเริ่มต้นจาก Mission, Vision, Goals, Objective, Strategies, Tactics และ Roles ตามลำดับ เพื่อให้การบริหารผลการปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพ Manager จะต้องทำหน้าที่เป็นสื่อกลางระหว่างผู้บริหารระดับสูงกับพนักงานโดยใช้การสื่อสาร                ปรัชญาการบริหารผลการปฏิบัติงาน What get measured “Get Doneอยากให้สิ่งใดสำเร็จ ประเมินสิ่งนั้น (Peter Drucker)                Performance Management Process ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ดังนี้                1. Performance Planning : เป็นขั้นตอนที่ผู้เกี่ยวข้องในการปฏิบัติงานมาคิดภารกิจ ความรับผิดชอบของงานแต่ละงาน ความรู้ความสามารถที่ต้องใช้ในการปฏิบัติงาน เป้าหมาย และดัชนีชี้วัดในอนาคต ซึ่งการตั้งเป้าหมายที่ดีจะอาศัยเครื่องมือ SMART Goals ได้แก่ (1) S: Specific เป็นลักษณะเฉพาะเจาะจงและชัดเจน ต้องการอะไรให้ตั้งเป้าแบบนั้น (2) M: Measurable สามารถวัดได้ (3) A: Attainable สมเหตุสมผล ท้าทาย สามารถทำให้สำเร็จได้ถ้าใช้ความพยายามเพิ่มขึ้น (4) R: Relevant สอดคล้องกับความเป็นจริง เกี่ยวเนื่องกับหน้าที่และความรับผิดชอบ และ (5) T: Time bound กำหนดระยะเวลา ช่วงเวลาที่ทำให้สำเร็จตามเป้าหมาย                2. Continuous Coaching and Feedback : การจัดการ สอนงาน และแจ้งผล โดยจะต้องเป็นการปรับปรุงการปฏิบัติงานแบบยั่งยืน อีกทั้งเป็นกระบวนการพัฒนาพนักงานอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ และเป็นการพัฒนาองค์กรไปสู่ องค์กรแห่งการเรียนรู้ สำหรับในแง่ของ Feedback ต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษร โดยอาศัยการ Training & Development                 3. Performance Review and Evaluation : เป็นภารกิจของผู้บังคับบัญชาที่จะต้องกระทำอย่างใกล้ชิดต่อเนื่องและสม่ำเสมอ ไม่ใช่ถึงระยะเวลาที่องค์กรกำหนดว่าจะต้องประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงาน ผู้บังคับบัญชาจึงจะมาประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงานในแบบฟอร์มที่องค์กรกำหนด การประเมินผลต้องสร้างให้เกิดการยอมรับและศรัทธาในความยุติธรรม โปร่งใส และอธิบายได้แก่พนักงาน โดยอาศัยเครื่องมือ Mentoring Counseling                4. Corrective and Adaptive Action : เป็นขั้นที่ผู้บังคับบัญชาและพนักงานจะเข้ามาทบทวนการปฏิบัติงานที่ผ่านมาว่ามีผลสำเร็จหรือมีปัญหาอุปสรรคอย่างไร และจะต้องแก้ไขอย่างไร โดยใช้การ Pay & Recognition อันจะนำมาของ Career Development                ซึ่ง Performance Management Process จะมีลักษณะเป็นวงจรหรือกระบวนการที่ไม่หยุดนิ่ง และเงื่อนไข 2 ประการคือ (1) Top Management ต้องจริงจัง และ (2) ต้องบริหารจัดการคนทั้งระบบ โดย Performance Management นั้นเป็นรากฐานที่สำคัญ (Foundation) ของความสำเร็จทางกลยุทธ์ขององค์กร โดยจะต้องมีความยืดหยุ่น (Flexibility) และมีความเป็นพลวัตต์ (Dynamic) สูง มิฉะนั้นองค์กรจะไม่สามารถดำรงอยู่และแข่งขันได้ นอกจากองค์กรจะต้องปรับโครงสร้างภายในแล้ว จะต้องมีการปรับปรุงและพัฒนากระบวนการบริหารทรัพยากรบุคคลด้วย โดยมุ่งเน้นให้มีความหลากหลายทางทักษะ และความสามารถ และจำเป็นต้องปฏิบัติงานได้หลากหลายตามสภาวะขององค์กร (Multi-Task and Multi- Skills) การบริหารผลการปฏิบัติงานนั้นจะประสบความสำเร็จได้ต้องอ้างอิงกับการบริหารทรัพยากรบุคคลที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะเกี่ยวข้องกันใน 4 มิติดังนี้ มิติที่ 1: การให้คุณค่าแก่บุคลากร หมายถึง องค์กรจะต้องมีความเชื่อมั่นว่าบุคลากรมีศักยภาพสามารถพัฒนาได้ มิติที่ 2: การพัฒนาบุคลากร ต้องมีกระบวนการและแนวทางอย่างมีระบบ มีทิศทาง และสอดคล้องกับความต้องการขององค์กรด้วย มิติที่ 3: การให้บุคลากรมีส่วนร่วม คือองค์กรต้องเปิดโอกาสให้บุคลากรมีส่วนร่วมในการบริหาร และจัดการ มีอิสระในการจัดการงานของตนเองภายใต้กติกาที่ยอมรับ และมิติที่ 4: การจ่ายผลตอบแทน ผลตอบแทนตามความสามารถ และอย่างเป็นธรรม เพื่อเป็นแรงจูงใจต่อการพัฒนาเพื่อผลสำเร็จในการปฏิบัติงานสรุปได้ว่า การบริหารผลการปฏิบัติงาน เป็นการกำหนดเป้าหมายและถ่ายทอดทุกระดับประเมินผลเชื่อมโยงการให้ค่าตอบแทน โดยอาศัยเครื่องมือ Balanced Scorecard และ KPI
นางเครือวัลย์ สมณะ
IP: xxx.8.169.181
เขียนเมื่อ 
อ.พจนารถ  ซีบังเกิด  บรรยายวันเสาร์ที่  1  กันยายน  2550  ในหัวข้อ“Performance Management System for Successful Manager”ระบบการบริหารผลการปฏิบัติงานเพื่อความสำเร็จ การที่จะนำระบบผลการปฏิบัติงานไปสู่ความสำเร็จได้นั้น  สิ่งสำคัญที่สุดคือ เรื่อง คน ทุนมนุษย์  ผู้จัดการ หรือ ผู้บังคับบัญชา จะต้องเป็นผู้ที่มี Creative Thinking มี Mindset  มองอะไรเป็นองค์รวม เป็นระบบสัมพันธ์กับ System thinking และต้องเข้าใจในปรัชญาของการนำกระบวนการมาประยุกต์ใช้ในการบูรณาการบริหาร  ผลการปฏิบัติงานของพนักงาน หน่วยงาน และองค์กรให้เป็นไปในแนวทิศทางเดียวกัน เพื่อให้บรรลุภารกิจตามเป้าหมาย “Getting thing done through and with other people”  ทุกองค์กรผู้บริหารจัดการควรมีความรู้เป็นองค์รวม  ตัวอย่างเช่น 1.       วิสัยทัศน์ พันธกิจ (Mission)ต้องกำหนดให้ชัดเจนว่าองค์กรต้องการจะทำอะไร?  เป้าประสงค์หลักที่ต้องการอยู่ตรงไหน (Goals)? ทรัพยากร สภาพแวดล้อม ทุนมนุษย์ มีเพียงพอที่จะนำองค์กรไปสู่ความสำเร็จตามที่กำหนดไว้ได้อย่างไร? 2.       วัตถุประสงค์ (Objective)หลังจากทราบวิสัยทัศน์พันธกิจ(Mission) แล้ว ต้องมีการกำหนดหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบรองรับการทำงานเพื่อให้บรรลุผลสำเร็จ และกลุ่มผู้บริหารจัดการนี้ต้องคิดให้เป็น คิดให้ไกล มีความคิดรวบยอด (Concept) ให้ชัดเจนที่สามารถนำไปปฏิบัติได้ในโลกแห่งความเป็นจริงอาจตั้งเป้าหมายที่ดีตามแบบของอาจารย์พจนารถ                                                                        SMART                                                Specific                                 เฉพาะเจาะจง                                                Measurable                           สามารถ                                                Attainable                             สามารถทำให้สำเร็จได้                                                Relevant                                สอดคล้องกับความเป็นจริง                                                Time bound                          กำหนดระยะเวลา       3.       กลยุทธ์ (Strategies)แนวทางที่จะทำให้วัตถุประสงค์เกิดความสำเร็จ ต้องวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายในและภายนอกขององค์กร ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรง จึงควรมีหลายแนวทางให้เผื่อเลือกเตรียมไว้  ต้องรู้จักนำ System Thinking มาใช้หากมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ก็ต้องใช้หลักความคิดมาเป็นตัวกำหนด และทุกกลยุทธ์ที่กำหนดไว้  พนักงานทุกระดับสามารถนำมาปฏิบัติได้อย่างเข้าใจถ่องแท้ Tactics (How we are going to make it happen) 4.       แผนปฏิบัติการ (Action Plan)พนักงานระดับปฏิบัติการทุกคนจะต้องรู้จักบทบาทหน้าที่ของตนตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติงาน  ต้องรับผิดชอบร่วมกัน  ทำงานให้เต็มความสามารถ  เต็มศักยภาพจนบรรลุผลสำเร็จ (Roles Practices Relationship) ปัจจัยสำคัญของผู้จัดการ ต้องมีแนวคิดเชิงกลยุทธ์ (Strategic Thinking) ต้องสร้างมิติ รูปแบบพฤติกรรมในการการปฏิบัติงานของพนักงาน ให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมและความต้องการขององค์กร โดยมีขั้นตอนและกระบวนการปฏิบัติงานทั้งผู้บังคับบัญชาและพนักงาน  สามารถร่วมมือกันด้วยจิตสำนึกที่ดีต่อองค์กร  ผลักดัน ขับเคลื่อนนโยบายทำให้เห็นจริง (to improve performance and realize their potential) Performance Management Process PM Process มี 4 ขั้นตอน1.       Performance Planning / Goal-Settingมีการฝึกอบรมและพัฒนา Training and Development โดยยึด Job Description ของแต่ละคน แต่ละกลุ่มวัตถุประสงค์ (Objective) ที่ได้กำหนดไว้2.       Continuous Coaching and Feedback จะต้องมีผู้รู้เป็นผู้ที่มีประสบการณ์เป็นที่ยอมรับนับถือของพนักงานสามารถให้คำแนะนำหรือเป็นที่ปรึกษาหารือได้อย่างสบายใจ การตอบกลับ (feedback) ควรเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร และควรมีการกระทำปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง หากได้การตอบกลับ (feedback) ที่ดีจะมีประโยชน์มาก เป็นการเพิ่มความเข้มแข็งและขีดความสามารถ (Reinforcement) ให้แก่องค์กร3.       Performance Review and Evaluationให้มีการประเมินผลจากสิ่งที่ตั้งหรือสิ่งที่ได้กำหนดเป้าหมายไว้นั้น อาจไม่สามารถปฏิบัติให้เห็นผลได้จริง หรือมีความไม่เหมาะสมกับพฤติกรรมของพนักงาน หรือมีพฤติกรรมไม่เหมือนกันจึงต้องมีการ Review เพื่อพิจารณาส่วนที่องค์กรต้องตอบแทนและเพื่อให้เป็นที่ยอมรับ4.       Corrective and Adaptive Actionต้องมีการทบทวน ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง แก้ไข (Corrective) ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมกับวัฒนธรรมขององค์กร ถูกต้องตามหลักจรรยาบรรณ และมีการปรับปรุงพัฒนาตนเอง ทำให้ดีขึ้นกว่าเดิม ให้เป็นที่เหมาะสมกับคำที่ว่า “Career Development” อาจารย์พจนารถยังให้ความรู้และประสบการณ์ที่มีคุณค่าอีกมากมายในการบรรยายครั้งนี้  ซึ่งหาอ่านได้อีกหลายหัวข้อที่น่าสนใจจากเอกสารที่แจกให้นักศึกษา สรุป  “Performance Management System for Successful Manager”  คือ  …..Getting things done through and with other people…..                                                                                                                                 นางเครือวัลย์  สมณะ 6  กันยายน  2550   
นายพนม ปีย์เจริญ
IP: xxx.121.135.203
เขียนเมื่อ 

การบ้านครั้งที่ 10

เรื่อง Performance Management System

อาจารย์พจนารถ ซีบังเกิด

เรียนวันเสาร์ที่ 1 กันยายน 50

...................................................

คน เป็นทรัพยากรที่มีค่าสำคัญที่สุดในองค์กร ทำอย่างไรเราจึงจะทำให้ทรัพยากรบุคคลนั้นมีค่าเป็นสินทรัพย์ (Asset) ที่มีคุณภาพได้ตลอดไป เท่าที่เขายังอยู่ในองค์กรของเรา โดยเฉพาะ การทำให้เกิด Happiness Capital ในชีวิตของเขาเหล่านั้นด้วยการทำให้คนในองค์กรมองเห็นและรู้สึกว่า ตัวเองเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีคุณค่าเช่น

- มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ

- มีคุณค่าทางจิตใจ

- มีคุณค่าทางสังคม

แนวคิดเบื้องต้นเช่นนี้จะเป็นบ่อเกิดอันสำคัญในการสร้างทุนแห่งความสุข ซึ่งศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ได้พูดถึงเสมอ และเช้าของวันที่ 1 กันยายน 50 นี้ ท่านก็ได้กล่าวถึงทุนทางความสุข และทุนทางจริยธรรมอีกเช่นเคยด้วยการนำ ทฤษฎี 2 R คือ

- Reality การมองความจริง

- Relevance ความสอดคล้องตรงประเด็น

เพราะในความเป็นจริงแล้ว คนที่ทำงานอย่างมีความสุข มักจะมีผลงานที่ถูกสร้างออกมาอย่างมีคุณภาพและมีประสิทธิภาพมากกว่าคนที่ยอมทำงานด้วยความจำนนจากปัจจัยรอบด้าน

Performance Management System

เป็นสิ่งที่องค์กรขนาดใหญ่ต้องทำและให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นการบริหารจัดการผ่านกระบวนการ และเครื่องมือต่างๆ เพื่อให้เกิดผลการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่ดี

Performance Management Process

1. Performance Plan / Goal – Setting

เป็นการกำหนดบทบาทหน้าที่ตาม Job description ของพนักงาน ว่ามีหน้าที่รับผิดชอบด้านใดบ้าง โดยใช้เครื่องมือในการช่วยบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ คือการฝึกอบรม (Training) และการพัฒนา (Development) ซึ่งต้องจัดให้เหมาะสมกับบทบาทหน้าที่ของแต่ละคน

2. Continuous Coaching and Feedback

ต้องอาศัย Mentoring และ Counseling ในการบริหารจัดการ ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด ต้องทำหน้าที่เป็น Coach ให้กับลูกน้อง และไม่ว่าลูกน้องจะทำได้ดีหรือไม่ดีก็ต้อง Feedback ให้ลูกน้องได้รับรู้ จะใช้วิธีบอกด้วยตนเองหรือจะบอกเป็นลายลักษณ์อักษร ก็เลือกให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล

ถ้าลูกน้องทำดีให้ใช้ You Message แต่ถ้าลูกน้องทำไม่ดีให้ใช้ I Message ในการพูดคุยกับลูกน้อง

3. Performance Review and Evaluation

จัดให้มีโอกาสพบปะพูดคุยกับลูกน้องบ้าง อาจใช้สูตร 90/90 ก็ได้ คือทำงาน 90 วัน หาโอกาสพูดคุยกัน 90 นาที เครื่องมือในการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ Pay & Recognition

4. Corrective and Adaptive Action

พิจารณาว่า มีอะไรต้องแก้ไขปรับปรุงบ้าง ให้พิจารณาการปรับจากวิธีการก่อน ไม่ควรไปปรับที่กลยุทธ์ ด้วยการใช้เครื่องมือคือ Career Development เป็นการพัฒนาสายงานอาชีพไว้รองรับ เมื่อเขาพัฒนาไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ได้

การตั้งเป้าหมายที่ดี ( Smart Goal )

ต้องมีลักษณะดังนี้

1. Specific > เฉพาะเจาะจง

จะทำอะไรต้องกำหนดให้ชัดเจน เช่น การกำหนดเป้าหมายที่ยอดขาย 3 เดือน 6 เดือน หรือ 1 ปี ต้องกำหนดให้ชัดเจน

2. Measurable > สามารถวัดได้

มีการกำหนดกฎเกณฑ์ ที่สามารถใช้วัดได้ชัดเจน เช่น ยอดขายจากลูกค้าใหม่ หรือยอดขายจากลูกค้าเก่า จะตั้งเป้าหมายเท่าใด ต้องสามารถกำหนดวัดได้

3. Attainable > สามารถทำให้สำเร็จได้

การตั้งเป้าหมายที่เป็นไปไม่ได้จะขาดแรงจูงใจให้อยากทำ เพราะฉะนั้นการตั้งเป้าหมายต้องทำให้เห็นว่าถ้าพยายามก็มีโอกาสเป็นไปได้

4. Relevant > สอดคล้องกับความเป็นจริง

อย่าตั้งเป้าโดยไม่ดูตาม้าตาเรือ ต้องตั้งเป้าให้สอดคล้องกับทุกคนในขณะนั้น ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ที่เป็นตัวแปรในการส่งไปสู่เป้าหมาย

5. Time bound > กำหนดระยะเวลา

กำหนดเวลาวิ่งสู่เป้าหมายที่ชัดเจน ทำให้แต่ละคนรู้เวลาที่มีและเวลาที่เหลือของตนเองในการวิ่งสู่เป้าหมาย

ซึ่งเวลาและเป้าหมายต้องมีความสอดคล้องกัน จึงจะเป็นแรงจูงใจให้อยากจะวิ่งไปสู่เป้าหมาย

 

นอกจากนั้นอาจารย์ได้ให้แนวคิด ในการใช้มาตรวัด Dashboard Metrics ซึ่งเป็นการวัดในแต่ละด้านเช่น

Quality

Quantity

Cost

Speed

Compliance

ซึ่งการใช้ KPI ที่ดีนั้นต้องสอดคล้องกับกลยุทธ์ด้วย และการวัดผลงานนี้จะเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งที่จะทำให้เราได้รู้ว่า ใครเป็นคนเก่ง ใครเป็นคนดี สมควรได้รับผลตอบแทนที่ดี.

 

นายพนม ปีย์เจริญ

6.9.2007

ศุภรา เจริญภูมิ
IP: xxx.24.13.103
เขียนเมื่อ 
การเรียนปริญญาเอกต้อง Looking for Wisdom ” เป็นข้อแนะนำดีๆ ในเช้าวันเสาร์ที่      1 ก.ย.50  ที่ทำให้ผู้ฟังรับรู้และรู้สึกถึงความห่วงใยที่ผู้พูดอย่าง  ศาสตราจารย์ ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์  ต้องการสื่อให้ลูกศิษย์นำไปใช้เป็นแนวทางปฏิบัติและถ่ายทอดให้เกิดผลลัพธ์ทั้งในภาพ Macro และ Micro ต่อไป... ศาสตราจารย์ ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ได้แสดงความชื่นชมในแนวคิดที่ตรงกันกับ คุณพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา ไว้ในหนังสือ ทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้ มีใจความตอนหนึ่งว่า.... จักรยานนานไปก็เสื่อม แต่คนถ้าทะนุบำรุง พัฒนา ยิ่งนาน ยิ่งเก่งกล้า ในทำนองเดียวกัน คนถ้าไม่ดูแลพัฒนาก็เสื่อมหรือเสื่อมเร็วกว่าวัตถุด้วย  ผมยังจำคำพูดคุณพารณไว้ตลอด และบางครั้งนึกถึงผู้ใหญ่ที่มีประสบการณ์มากๆ และสามารถวิเคราะห์แนวคิดหลักๆ ได้ จนกระทั่งฝรั่งจะใช้ความหมายว่า Wisdom คือ การไตร่ตรองผ่านประสบการณ์ยาวนาน และสรุปออกมาอย่างเฉลียวฉลาด และมีความหมาย ที่นำไปใช้ได้.....โดยผ่านกระบวนการวิเคราะห์ด้วยทฤษฎี 2R’s คือ Reality มองความจริง และ Relevance ตรงประเด็น **** จากนั้น….อาจารย์พจนารถ ซีบังเกิด President of Human Capital Club (Thailand) ได้มาถ่ายทอดและแลกเปลี่ยนความรู้ในหัวข้อ Performance Management System for Successful ที่ดีในลักษณะวงจร ซึ่งประกอบด้วย 1.Performance Planning / Goal Setting คือการกำหนดวัตถุประสงค์และบทบาทหน้าที่ของพนักงานให้ชัดเจน และพนักงานทุกคนควรได้รับการ Training & Development โดยอาจารย์พจนารถเสนอสูตร 90-90 หรือ 90 วัน คุยกับพนักงาน 90 นาที…….ในขณะที่คุณพารณ ได้กล่าวถึงการให้ความสำคัญในเรื่อง Training ของบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด ซึ่งลงทุนกับการให้ความรู้พนักงานประมาณ   ปีละ 300,000 บาทต่อคน บนพื้นฐานตามสูตร 10-10-7  คือผู้บริหารระดับสูง หรือ Top Manager, Department Manager ขึ้นไป และ Middle Manager ต้องเข้าเรียนในหลักสูตรที่เป็นประโยชน์ต่องานของตน 10 วันทำงานต่อปี สำหรับพนักงานระดับล่าง 7 วันทำงานต่อปี  2.Continuous Coaching and Feedback คือการแนะนำ / พิจารณา โดยการจัดให้มี Mentoring/Counseling และต้อง Feed Back ให้พนักงานทราบเป็นระยะๆ 3. Performance Review and Evaluation การทบทวนและประเมินผลงานโดยใช้ Pay & Recognition เป็นตัวเสริม  ควรมีการพิจารณาทั้งในด้านผลงาน Performance และพฤติกรรม Attendance 4. Corrective and Adaptive Action การปรับแก้ไขการปฏิบัติงานเพื่อนำไปสู่ความก้าวหน้าและเป้าหมายที่กำหนด โดยการส่งเสริมด้วย Career Development ***** อาจารย์พจนารถ ได้เสริมในประเด็นการตั้งเป้าหมายที่ดี Smart Goal ประกอบด้วย Specific, Measurable, Attainable, Relevant, Time Bound และมุมมองของการวัดคุณภาพด้วย Dashboard Metrics ซึ่งประกอบด้วย Quantity, Quality,Cost, Speed และ Compliance ***** อย่างไรก็ตามดิฉันขอนำเสนอการวัดคุณภาพของการดำเนินธุรกิจตามแนวคิดและทฤษฎีการจัดการคุณภาพทั้งองค์กร หรือ TQM (Total Quality Management) เพื่อใช้เป็นข้อมูลและปรับใช้ในมุมมองของ HR….. โดยการวัดคุณภาพดังกล่าวสามารถวัดคุณภาพในมุมมองของ ดัชนีวัดคุณภาพ (Key Quality Indicators) และมุมมองแบบ QCDSME + PK ได้แก่ Quality (คุณภาพ) Cost (ต้นทุน) Delivery (การส่งมอบ) Safety (ความปลอดภัยในการทำงานและความปลอดภัยของผู้บริโภค) Morale (ขวัญกำลังใจในการทำงาน) Environment (ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสภาพแวดล้อมในการทำงาน) Productivity (อัตราการเพิ่มผลผลิต) และ Knowledge (อัตราการเพิ่มภูมิปัญญา) ***ไม่ว่าจะใช้ทฤษฎีใดๆ หรือทฤษฎีของใครมาเป็นแนวทางก็ตาม ดิฉันยังคงให้ความสำคัญกับการคิดอย่างมีระบบ Systematic Thinking  แบบ Mind Set เพราะเป็นรากฐานที่สำคัญในการเชื่อมโยงระหว่าง Wisdom กับทฤษฎีต่างๆ อันส่งผลให้เกิดความแตกต่างของผลลัพธ์ในการสร้างมูลค่าเพิ่ม Value Added นั่นเอง**** ***** ศุภรา  เจริญภูมิ  SUPPARA  CHAROENPOOM *****
หรรษา คล้ายจันทร์พงษ์
IP: xxx.91.172.248
เขียนเมื่อ 
สรุปการบรรยาย 1 ก.ย.2550 อาจารย์พจนารถ  ซีบังเกิด เรื่อง การบริหารผลการปฏิบัติงาน(Performance Management) นิยามงานพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อาจมีอยู่มากมาย หนึ่งในนั้นนิยามโดย Richard A. Swanson ปรมาจารย์ด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์แห่ง University of Minnesota ท่านกล่าวถึงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ คือ กระบวนการในการพัฒนาและปลดปล่อย ความสามารถของมนุษย์ (Unleashing human expertise) โดยใช้การพัฒนาองค์การและการฝึกอบรมพัฒนา ทั้งนี้เพื่อเป้าหมายคือ ผลการปฏิบัติงาน (PERFORMANCE) (Swanson, 2001) ดังนั้นผู้ปฏิบัติงานด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์หากใช้นิยามนี้ในการดำเนินงาน ขอบข่ายงานที่รับผิดชอบจึงต้องครอบคลุมปัจจัยอื่นๆอีกมากมายนอกจากการจัดอบรม สัมมนา งานเลี้ยงสังสรรค์ ความหมาย ของการบริหารผลการปฏิบัติงาน  (Performance Management) กระบวนการบริหารแบบบูรณาการที่เชื่อมโยงการวางแผนยุทธศาสตร์และเป้าหมายขององค์กร การพัฒนาผลการปฏิบัติงาน       การติดตามผลการปฏิบัติงาน  และการประเมินผลการปฏิบัติงาน             โดยมุ่งเน้นความสอดคล้องของผลการปฏิบัติงานของบุคคลให้เป็นไปในทิศทางเดียวกับเป้าหมายรวมขององค์กร ปรัชญาการบริหารผลการปฏิบัติงานได้เปลี่ยนจากการประเมินผลงานมาเป็นการพัฒนา (Development Approach) ผลการปฏิบัติงาน โดยมีเป้าหมายเพื่อให้เกิดสมดุลในผลประโยชน์ต่อทั้งองค์การและบุคลากรในองค์การ “Balance the employees’ benefits and the organizational benefits.” (Williams, 2002) ขอบเขตของการบริหารผลการปฏิบัติงานจึงครอบคลุมกระบวนการวางแผน, การบริหาร, การติดตามผลงาน, การทบทวนผลงาน, การให้รางวัล และการพัฒนาอย่างเป็นระบบ เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง มิใช่การประเมินผลงานเพียงครั้งหรือสองครั้งในรอบปี แต่เป็นการติดตามผลการปฏิบัติงานเพื่อให้เกิดการปรับปรุงผลการปฏิบัติงานทั้งขององค์การและบุคลากรในองค์การ การประเมินผลการปฏิบัติงาน หรือ PA: Performance Appraisal จึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นของกระบวนการบริหารผลการปฏิบัติงาน ดังนั้นการบริหารผลการปฏิบัติงานจึงเปรียบเป็นหนึ่งในเครื่องมือการบริหาร (Management Tool) ของผู้บริหารองค์การ Performance Management Process1.การวางแผนและการตั้งเป้าหมาย(Performance Plan / Goal – Setting)เป็นการกำหนดบทบาทหน้าที่ตามของพนักงาน ว่ามีหน้าที่รับผิดชอบด้านใดบ้าง โดยใช้เครื่องมือในการช่วยบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ คือการฝึกอบรม (Training) และการพัฒนา (Development) ซึ่งต้องจัดให้เหมาะสมกับบทบาทหน้าที่ของแต่ละคน2.การฝึกฝนอย่างต่อเนื่องและการตอบกลับ(Continuous Coaching and Feedback )ต้องอาศัย Mentoring และ Counseling ในการบริหารจัดการ ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด ต้องทำหน้าที่เป็น Coach ให้กับพนักงานหรือลูกน้อง พนักงานแต่ละคนเราจะ Feedback ไม่เหมือนกัน ถ้าลูกน้องทำดีให้ชมเชย แต่ถ้าลูกน้องทำไม่ดีเราก็ควรอธิบายให้เขาเข้าใจ 3.การตรวจทานและประเมินผล(Performance Review and Evaluation )เครื่องมือในการบริหารจัดการของขั้นตอนนี้คือการจ่ายและรับรอง( Pay & Recognition )4.การแก้ไขบทลงโทษและปรับปรุงให้เหมาะสม(Corrective and Adaptive Action)พิจารณาว่า มีอะไรต้องแก้ไขปรับปรุงบ้าง ด้วยการใช้เครื่องมือคือ ทำแล้วต้องก้าวหน้า(Career Developmentป) เป็นการพัฒนาสายงานอาชีพไว้รองรับ เมื่อเขาพัฒนาไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ได้การตั้งเป้าหมายที่ดี ( Smart Goal )ต้องมีลักษณะดังนี้1. Specific  เฉพาะเจาะจง      ตัวที่ตั้งจะต้องมีตัวเดียวแล้วไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้และจะต้องวัดได้ KPI จะต้องเป็นตัวเลข2. Measurable  สามารถวัดได้  KPI ต้องสัมพันธ์กับกลยุทธ์ตั้งไว้ทำอะไรต้องใส่ไปที่คน และจะต้องมีผู้รับผิดชอบว่าใครจะเป็นคนทำ3. Attainable  สามารถทำให้สำเร็จได้4. Relevant  สอดคล้องกับความเป็นจริง5. Time bound   ต้องสอดคล้องกับเวลา กำหนดระยะเวลาได้ว่าใช้เท่าใดวิธีปฏิบัติที่ดีที่สุดในการวัดผลงาน : Dashboard Metrics ประกอบด้วย 1. ปริมาณ  (Quantity )2. คุณภาพ  (Quality) 3. ต้นทุน  (Cost) 4. ความรวดเร็ว  (Speed )5. ต้องทำถูกกฎระเบียบ  (Compliance)  
รักษเกชา แฉ่ฉาย
IP: xxx.242.151.243
เขียนเมื่อ 
              การพัฒนามนุษย์ในวันที่ ๑ ก.ย. ๕๐ เริ่มตั้งแต่เช้าก่อนเข้าห้องเรียนตามปกติ โดยอาจารย์จีระ หงส์ลดารมภ์ มาให้ข้อเสนอแนะและแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับนักศึกษา พร้อมทั้งมีอาจารย์พจนารถ ซีบังเกิด นั่งอยู่กับพวกเราด้วย เป็นการสร้าง learning community และ learning environment ทำให้เกิด good learning atmosphere ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้ทุกคนได้มีส่วนร่วม (participation) มีอิสระ (independent) และมีเสรีภาพ (freedom) ในการเรียนรู้เพื่อให้เกิดการต่อยอดและพัฒนา            การเรียนรู้ในรูปแบบข้างต้นไม่เพียงแต่จะทำให้เกิดมุมมองใหม่ ๆ ที่มีผลเชิงบวกต่อการสรรค์สร้างภูมิปัญญา (wisdom) เท่านั้น แต่จะทำให้เกิด social capital หรือต้นทุนทางสังคม ที่สามารถเป็นเครือข่ายไปสู่ความสำเร็จได้ด้วย ผลดีอีกประการหนึ่งก็คือจะทำให้ transaction cost ซึ่งประกอบด้วย information; negotiation และ enforcement ลดลง อย่างไรก็ตาม ต้องไม่ลืมว่าการพัฒนามนุษย์ที่ดีนั้นจะต้องหมั่นสำรวจตนเองอยู่เสมอและไม่ประมาท รวมทั้งต้องอยู่บนโลกแห่งความเป็นจริง  (reality) และความเหมาะสม (relevancy) ตามทฤษฎี 2Rs ของอาจารย์จีระ นอกจากนี้ ก็จะต้องดูวิถีชีวิต วัฒนธรรม และการอยู่ร่วมกันในบริบทของสังคมนั้น ๆ มิใช่วิ่งไล่ตามวัฒนธรรมของชาติอื่นที่ไม่เหมาะสมกับบริบทของสังคมไทยเลย นั่นคือต้องผสมผสานระหว่าง ทุนนิยม กับ ไทยนิยม ให้ได้            สำหรับการเรียนในห้องเรียนนั้น อาจารย์พจนารถ ซีบังเกิด ได้บรรยายในหัวข้อ “Performance Management System for Successful Manager” ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งในกระบวนการพัฒนาทุนมนุษย์ วงจรของ PM Process ประกอบด้วย (๑) Performance Planning/ Goal Setting: การวางแผนและการกำหนดเป้าหมาย ซึ่งการตั้งเป้าหมายที่ดีนั้น ควรเป็นตามหลัก SMART ได้แก่ Specific: เฉพาะเจาะจง Measurable:สามารถวัดได้ Attainable: สามารถทำให้สำเร็จได้ Relevant: สอดคล้องกับความเป็นจริง Timebound: กำหนดระยะเวลา (๒) Continuous Coaching and Feedback: การสอนงานและการสะท้อนผลงานอย่างต่อเนื่อง (๓) Performance Review and Evaluation: การทบทวนและการประเมินผลการปฏิบัติงาน (๔) Corrective and Adaptive Action: การแก้ไขปรับปรุง ซึ่งการที่จะทำให้การดำเนินการตามวงจรข้างต้นอย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะต้องมีระบบการฝึกอบรมและพัฒนา (Training and Development) ระบบการเป็นพี่เลี้ยงและให้คำปรึกษา (Mentoring/Counseling) ระบบการให้ผลตอบแทน (Pay and Recognition) และระบบการพัฒนาความก้าวหน้าในสายอาชีพ (Career Development) ที่เป็นมรรคเป็นผลด้วย  

            อย่างไรก็ตาม การทำความเข้าใจในหลักการเชิงทฤษฎีของตัวมันเองนั้น ดูเหมือนจะไม่ยาก แต่ความยากน่าจะอยู่การนำไปประยุกต์ใช้ให้เข้ากับบริบทของแต่ละหน่วยงาน เพราะถ้าหากไม่ยาก เมืองไทยก็น่าจะพัฒนามากกว่านี้เพราะว่าไปแล้ว ประเทศเราก็เป็นประเทศหนึ่งที่อุดมไปด้วยทฤษฎีการพัฒนามนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นทฤษฎีที่เอามาจากหนังสือของต่างประเทศหรือที่มีการสร้างนวัตกรรมขึ้นเอง แต่หน่วยงานอีกเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะหน่วยงานภาครัฐที่ยังไม่สามารถ absorb องค์ความรู้เหล่านั้นมาประยุกต์ใช้ในหน่วยงานของตนได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ซึ่งผมเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่คนระดับผู้นำจะต้องหาทางแก้ไขให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเอาจริงเอาจังเพื่อให้การพัฒนามนุษย์มีการประสานสอดคล้องกันทุกองคาพยพ เหนือสิ่งอื่นใดก็คือการที่จะต้องหา facilitator ที่สามารถแปลงทฤษฎีมาอธิบายในบริบทของงานในหน่วยงานนั้น ๆ ให้เข้าใจตรงกันและเดินไปพร้อม ๆ กันให้ได้ ไม่เช่นนั้นแค่เถียงกันว่าสิ่งไหนคือ goal หรือ objective และสิ่งไหนคือ vision หรือ mission ก็จะใช้เวลาไปมากพอสมควรแล้ว และก็จะอยู่ในวังวนเดิมคือการพัฒนาไม่ไปถึงไหนเสียที เป็นการใช้งบประมาณไปอย่างไม่คุ้มค่าเท่าที่ควร

                                            รักษเกชา แฉ่ฉาย

 
นายทวีป พรหมอยู่
IP: xxx.91.173.28
เขียนเมื่อ 
สรุปการบรรยายครั้งที่ 10 (เสาร์ที่ 1 กันยายน 2550) โดย อาจารย์พจนารถ ซีบังเกิด เรื่อง Performance  management  System      ก่อนเข้าห้องเรียนได้พวกเราได้ร่วมสนทนากับอาจารย์ จีระ ฯ ที่เป็นประโยชน์หลายประเด็น เช่น เรื่องการอพยพแรงงานต้นเหตุของปัญหาสังคมระดับประเทศ  ปัญหาการขนส่งมวลชนที่ต้องเร่งแก้ไขเพราะส่งผลกระทบมากโดยเฉพาะคนจน  การรู้จักกันและกัน (Relationship)  ทุนแห่งความยั่งยืน ฯลฯ จากนั้นจึงฟังการบรรยายจากอาจารย์ พจนารถฯ ต่อ  ช่วงแรกอาจารย์ได้ให้พวกเราชมภาพยนตร์ 2 เรื่อง ที่แสดงถึงพฤติกรรมของคนในองค์กรที่แตกต่างกัน แล้วให้พวกเราแสดงความคิดเห็น ต่อจากนั้น อาจารย์ได้บรรยายเรื่อง Performance  management  System ซึ่งหมายถึงกลยุทธ์ หรือกระบวนการในการบริหารทรัพยากรมนุษย์ที่จะทำให้องค์กรมีผลการปฏิบัติงานบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ โดยผ่านกระบวนการปรับปรุงผลการปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ และมุ่งเน้นการพัฒนาพนักงานอย่างเข้มข้น องค์กรมีการกำหนดกลยุทธ์ วัตถุประสงค์ เป้าหมาย วิสัยทัศน์ พันธกิจ ซึ่งองค์กรจะประสบความสำเร็จหรือไม่ต้องพึ่ง Performance  management  System  ฉะนั้น จึงเป็นหน้าที่ของ ผู้บริหารที่จะต้องสื่อให้คนในองค์กรเกิด Motivate ในการทำงาน   ความสำคัญอีกอย่างของ    Performance  management System  คือการทำให้คนในองค์กรมี Focus ร่วมกัน สร้างวัฒนธรรมองค์กร ค้นหาความต้องการของลูกค้าเสมือนถนนที่เต็มไปด้วยป้ายบอกเส้นทาง Performance  management  System ประกอบด้วย Performance Planning , Coaching , Feedback , Development , Performance Review & Appraisal , Yield , Rewarding และ Performance management Process (ต่อเนื่อง) ไม่ใช่ System ที่ทำแล้วหยุด จึงประกอบด้วย -         Performance Planning/Goal-Setting (Training & Development)-         Continuous Coaching and Feedback (Mentoring/Counseling)-         Performance Review and Evaluation (Pay & Recognition)-         Corrective and Adaptive Action (Career Development)  ประเด็นสำคัญอีกอย่างที่อาจารย์กล่าวถึงคือการตั้งเป้าหมายที่ดี (SMART Goal) ประกอบด้วย Specific    เฉพาะเจาะจง Measurable   สามารถวัดได้            Attainable   สามารถทำให้สำเร็จได้  Relevant   สอดคล้องกับความเป็นจริง   Time bound   กำหนดระยะเวลาพร้อมทั้งมี     Best Practices in Performance Measurement  : Dashboard Metrics ประกอบด้วย Quantity Quality  Cost  Speed  Compliance และ  Performance  Management  Architecture-Mixed Models คือต้องมีการสร้างValues การทำ R&D รวมทั้ง Competencies เพื่อให้องค์กรมีบุคลากรที่ทั้งเป็นคนเก่ง และ เป็นคนดี ซึ่งเขาเหล่านี้จะได้รับค่าตอบแทนเป็น Salary ส่วนคนที่มี Performance คือ ควรจะมี Bonus เป็นการตอบแทน และ บุคคลใดในองค์กรที่มี Performance สูง ก็ควรได้รับ Bonus เพิ่มขึ้น   
สรณิต พุ่มพฤกษ์
IP: xxx.108.210.224
เขียนเมื่อ 
           จากบรรยายในวันเสาร์ที่  1  กันยายน  2550  โดยอ.พจนารถ  ซีบังเกิด  ในหัวข้อ“Performance Management System   ซึ่งPerformance Management Process จะประกอบไปด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่                1. Performance Planning คือการกำหนดภารกิจ  เป้าหมายขององค์กร     ซึ่งการตั้งเป้าหมายที่ดีนั้นจะต้องอาศัยหลักการของ  SMART Goals โดยอักษรแต่ละตัวมีความหมายดังนี้S : Specific        เฉพาะเจาะจงและชัดเจน M: Measurable  สามารถวัดได้ A: Attainable     มีความสมเหตุสมผล R: Relevant        สอดคล้องกับความเป็นจริง T: Time bound   กำหนดระยะเวลาให้สำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้            2.   Continuous Coaching and Feedback ในการบริหารจัดการที่ดี   หัวหน้าต้องดูแลลูกน้องอย่างใกล้ชิด  และการตอบกลับ (feedback)ที่ดีควรทำเป็นลายลักษณ์อักษร และควรมีการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องเพราะจะเป็นการเพิ่มศักยภาพขององค์กร    3.   Performance Review and Evaluation  เป็นการประเมินผลงานโดยวัดจากเป้าหมายขององค์กร  ซึ่งหัวหน้าจะต้องเป็นผู้ประเมินผลการปฏิบัติงานของลูกน้องอย่างต่อเนื่อง  ด้วยความยุติธรรม4.   Corrective and Adaptive Action  เป็นขั้นตอนของการทบทวนการปฏิบัติงานว่ามีความเหมาะสมหรือไม่  ควรแก้ไขอะไรบ้างเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมขององค์กร  และที่สำคัญควรต้องมีการปรับปรุงพัฒนาให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น(Career Development) นอกจากนี้หน่วยงานต่างๆไม่ว่าจะเป็นเอกชนหรือหน่วยงานของราชการควรนำ KPI มาใช้เป็นดัชนีชี้วัดในการปฏิบัติงานของพนักงานโดย  KPI  ที่ดีจะต้องสอดคล้องกับกลยุทธ์และเป้าหมายขององค์กรด้วย ซึ่ง KPI นั้นไม่ควรมีเพียงแค่ตัวเดียวแต่ควรมีหลายตัวซึ่งวัดการปฏิบัติงานของพนักงานในด้านต่างๆ  (Dashboard Metrics) อันได้แก่
  • Quantity   ปริมาณ
  • Quality      คุณภาพ
  • Cost          ต้นทุน
  • Speed       ความรวดเร็ว
  • Compliance   ปฏิบัติตามกฎระเบียบ
 ขอบคุณครับ  สรณิต  พุ่มพฤกษ์

 

IP: xxx.155.54.247
เขียนเมื่อ 
วันที่  1  กันยายน  2550 บรรยายโดย อ.พจนารถ ชีบังเกิดเรื่อง  Performance Management            การบริหารองค์กรสมัยใหม่จะต้องบริหารในลักษณะ บรรษัทรัฐบาล คือ ต้องบูรณาการ ความต้องการและการคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสียกับองค์กรเข้ามายังการปฏิบัติงานขององค์กร เพื่อที่จะต้องสนองความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับองค์กร ซึ่งความต้องการของผู้มีส่วนได้เสียกับองค์กรมีหลายรูปแบบ1.      ผู้ถือหุ้น                   :  ต้องการเงินปันผลที่สูงขึ้น2.      ผู้บริโภค                  :  ต้องการสินค้าและบริการที่มีคุณภาพตรงเวลาราคาเหมาะสม3.      พนักงาน เจ้าหน้าที่  :  ต้องการรักษาผลประโยชน์ตอบแทนที่สูงขึ้น4.   สังคม                      :  ต้องการสิ่งแวดล้อมที่ดีหรือรักษาให้คงอยู่ โดยปราศจากมลพิษหรือสิ่งที่มารบกวนทำลายสังคมและสิ่งแวดล้อม การบริหารองค์กรให้มีสมรรถภาพ            ผู้บริหารจะต้องดำเนินงานให้องค์กรสนองความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และให้องค์กรบรรลุเป้าหมาย องค์กรจะต้องมีกลยุทธ์ในการบริหารงาน แต่ในการบริหารเชิงกลยุทธ์ขององค์กรต่างๆ ส่วนใหญ่จะประสบปัญหาคล้ายๆ กัน อย่างหนึ่ง คือ องค์กรยังขาดประสิทธิภาพในการบูรณาการผลการปฏิบัติงานของ พนักงาน หน่วยงาน และองค์กรให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันได้ ซึ่งจากปัญหาดังกล่าวจะส่งผลกระทบให้ผลการปฏิบัติงาน โดยภาพรวมขององค์กรไม่สามารถบรรลุเป้าหมาย ภารกิจ  และวิสัยทัศน์ที่องค์กรกำหนดไว้ได้            เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์ได้พัฒนาแนวคิดให้มีขึ้นมาโดยมีแนวคิดที่สำคัญว่า การปฏิบัติงานของพนักงานมีความจำเป็นที่จะต้องมีการบริหารทั้งนี้ เพื่อให้ผลการปฏิบัติงานของพนักงานมีการบูรณาการซึ่งกันและกัน สอดคล้องกับเป้าหมายของหน่วยงานและองค์กร โดยในท้ายที่สุดก็จะทำให้ผลการปฏิบัติงานขององค์กรบรรลุเป้าหมายในการที่จะตอบสนองความต้องการ ความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับองค์กร            จากแนวคิดดังกล่าวจึงมีการพัฒนากระบวนการประเมินผลการปฏิบัติงาน (Performance Appraisal) ขึ้น ซึ่งเป็นการประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงานเปรียบเทียบกับมาตรฐานที่กำหนดไว้มาเป็นกระบวนการบริหารผลการปฏิบัติงาน (Performance Management) ที่มีแนวความคิดสำคัญๆ ที่ต้องการพัฒนาพนักงานให้มีความรู้ ความสามารถ ทักษะในการปฏิบัติงานจนมีผลการปฏิบัติงานในอนาคตบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้อย่างมีประสิทธิภาพ            กระบวนการบริหารผลการปฏิบัติงาน            ผลการปฏิบัติงานของพนักงานมีปรัชญา และแนวคิดสำคัญๆ ดังนี้1.      การบูรณาการเป้าหมายขององค์กรมาสู่เป้าหมายของหน่วยงาน และพนักงาน2.      การทำงานที่มองไปข้างหน้าโดยมุ่งเน้นที่กระบวนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์3.      มุ่งเน้นการปรับปรุงการปฏิบัติงานของพนักงานอย่างต่อเนื่อง4.      สร้างความร่วมมือ การยองรับ และเห็นพ้องต้องกันมากกว่าการควบคุม5.   ให้เกิดการยอมรับในสาเหตุของความบกพร่องในการปฏิบัติงานของพนักงานแต่ละคน และยังสามารถบ่งชี้ได้ว่าจะแก้ปัญหาความบกพร่องนั้นด้วยวิธีการอย่างไร6.      กระตุ้นให้พนักงานรู้จักการบริหารการปฏิบัติงานของตนเอง7.      ต้องให้มีการบริหารงานแบบการมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง8.      ต้องนำข้อมูลจากผลการปฏิบัติงานย้อนกลับให้แก่พนักงาน และผู้บังคับบัญชาทราบอย่างสม่ำเสมอ และต่อเนื่อง9.      การปฏิบัติงานไม่ใช่วัตถุประสงค์หลักในการขึ้นค่าจ้างประจำปี10.  ผลการปฏิบัติงานไม่ใช่วัตถุประสงค์หลักในการขึ้นค่าจ้างประจำปี การบริหารผลการปฏิบัติงานของพนักงานการบริหารผลการปฏิบัติงาน หมายถึง กลยุทธ์ หรือกระบวนการในการบริหารทรัพยากรมนุษย์ที่จะทำให้องค์กรมีผลการปฏิบัติงานบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้โดยผ่านกระบวนการปรับปรุงผลการปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ และมุ่งพัฒนาพนักงาน องค์กรจะต้องสร้าง หรือผสมผสานมิติในการปฏิบัติงานของพนักงาน1. แนวดิ่ง เป็นการเชื่องโยงวิสัยทัศน์ ภารกิจ เป้าหมายขององค์กร หน่วยงาน และพนักงานให้ไปในทิศทางเดียวกัน2. แนวทางราบ เป็นการนำผลการปฏิบัติงานของพนักงานไปใช้ประโยชน์ในกิจกรรมการบริหารทรัพยากรมนุษย์ เช่น การพัฒนา และฝึกอบรมการให้ผลประโยชน์ตอบแทน วางแผนอาชีพ การโยกย้ายเลื่อนตำแหน่ง เป็นต้น

สรุป การประเมินผลการปฏิบัติงานเป็นกลยุทธ์ทางด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์ที่มีกระบวนการปฏิบัติงานมีส่วนเข้าไปช่วย และปรับปรุงให้พนักงานแต่ละคนปฏิบัติงานให้บรรลุเป้าหมาย และดัชนีชี้วัดที่กำหนดไว้อย่างมีประสิทธิภาพ กระบวนการบริหารผลการปฏิบัติงานที่มีการประยุกต์ใช้อย่างมีประสิทธิภาพจะมีส่วนอย่างมากในการบูรณาการเป้าหมายในการปฏิบัติงานของพนักงาน หน่วยงาน องค์กรให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งก็คือเป้าหมายสูงสุดขององค์กรที่จะตอบสนองถึงความต้องการของผู้มีส่วนได้เสียขององค์กรอันจะนำมาซึ่งการประสบความสำเร็จในการบริหารองค์กรได้ในอนาคต

นายปลื้มใจ สินอากร
IP: xxx.91.172.245
เขียนเมื่อ 

วันที่  1  กันยายน  2550 บรรยายโดย อ.พจนารถ ชีบังเกิด

เรื่อง  Performance Management           

การบริหารองค์กรสมัยใหม่จะต้องบริหารในลักษณะ บรรษัทรัฐบาล คือ ต้องบูรณาการ ความต้องการและการคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสียกับองค์กรเข้ามายังการปฏิบัติงานขององค์กร เพื่อที่จะต้องสนองความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับองค์กร ซึ่งความต้องการของผู้มีส่วนได้เสียกับองค์กรมีหลายรูปแบบ

1.      ผู้ถือหุ้น                   :  ต้องการเงินปันผลที่สูงขึ้น

2.      ผู้บริโภค                  :  ต้องการสินค้าและบริการที่มีคุณภาพตรงเวลาราคาเหมาะสม

3.      พนักงาน เจ้าหน้าที่  :  ต้องการรักษาผลประโยชน์ตอบแทนที่สูงขึ้น

4.   สังคม                      :  ต้องการสิ่งแวดล้อมที่ดีหรือรักษาให้คงอยู่ โดยปราศจากมลพิษหรือสิ่งที่มารบกวนทำลายสังคมและสิ่งแวดล้อม 

การบริหารองค์กรให้มีสมรรถภาพ           

ผู้บริหารจะต้องดำเนินงานให้องค์กรสนองความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และให้องค์กรบรรลุเป้าหมาย องค์กรจะต้องมีกลยุทธ์ในการบริหารงาน แต่ในการบริหารเชิงกลยุทธ์ขององค์กรต่างๆ ส่วนใหญ่จะประสบปัญหาคล้ายๆ กัน อย่างหนึ่ง คือ องค์กรยังขาดประสิทธิภาพในการบูรณาการผลการปฏิบัติงานของ พนักงาน หน่วยงาน และองค์กรให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันได้ ซึ่งจากปัญหาดังกล่าวจะส่งผลกระทบให้ผลการปฏิบัติงาน โดยภาพรวมขององค์กรไม่สามารถบรรลุเป้าหมาย ภารกิจ  และวิสัยทัศน์ที่องค์กรกำหนดไว้ได้            เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์ได้พัฒนาแนวคิดให้มีขึ้นมาโดยมีแนวคิดที่สำคัญว่า การปฏิบัติงานของพนักงานมีความจำเป็นที่จะต้องมีการบริหารทั้งนี้ เพื่อให้ผลการปฏิบัติงานของพนักงานมีการบูรณาการซึ่งกันและกัน สอดคล้องกับเป้าหมายของหน่วยงานและองค์กร โดยในท้ายที่สุดก็จะทำให้ผลการปฏิบัติงานขององค์กรบรรลุเป้าหมายในการที่จะตอบสนองความต้องการ ความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับองค์กร           

จากแนวคิดดังกล่าวจึงมีการพัฒนากระบวนการประเมินผลการปฏิบัติงาน (Performance Appraisal) ขึ้น ซึ่งเป็นการประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงานเปรียบเทียบกับมาตรฐานที่กำหนดไว้มาเป็นกระบวนการบริหารผลการปฏิบัติงาน (Performance Management) ที่มีแนวความคิดสำคัญๆ ที่ต้องการพัฒนาพนักงานให้มีความรู้ ความสามารถ ทักษะในการปฏิบัติงานจนมีผลการปฏิบัติงานในอนาคตบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้อย่างมีประสิทธิภาพ

 กระบวนการบริหารผลการปฏิบัติงาน          

  ผลการปฏิบัติงานของพนักงานมีปรัชญา และแนวคิดสำคัญๆ ดังนี้

1.      การบูรณาการเป้าหมายขององค์กรมาสู่เป้าหมายของหน่วยงาน และพนักงาน

2.      การทำงานที่มองไปข้างหน้าโดยมุ่งเน้นที่กระบวนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

3.      มุ่งเน้นการปรับปรุงการปฏิบัติงานของพนักงานอย่างต่อเนื่อง

4.      สร้างความร่วมมือ การยองรับ และเห็นพ้องต้องกันมากกว่าการควบคุม

5.   ให้เกิดการยอมรับในสาเหตุของความบกพร่องในการปฏิบัติงานของพนักงานแต่ละคน และยังสามารถบ่งชี้ได้ว่าจะแก้ปัญหาความบกพร่องนั้นด้วยวิธีการอย่างไร

6.      กระตุ้นให้พนักงานรู้จักการบริหารการปฏิบัติงานของตนเอง

7.      ต้องให้มีการบริหารงานแบบการมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง 

8.      ต้องนำข้อมูลจากผลการปฏิบัติงานย้อนกลับให้แก่พนักงาน และผู้บังคับบัญชาทราบอย่างสม่ำเสมอ และต่อเนื่อง

9.      การปฏิบัติงานไม่ใช่วัตถุประสงค์หลักในการขึ้นค่าจ้างประจำปี

10.  ผลการปฏิบัติงานไม่ใช่วัตถุประสงค์หลักในการขึ้นค่าจ้างประจำปี 

การบริหารผลการปฏิบัติงานของพนักงาน

การบริหารผลการปฏิบัติงาน หมายถึง กลยุทธ์ หรือกระบวนการในการบริหารทรัพยากรมนุษย์ที่จะทำให้องค์กรมีผลการปฏิบัติงานบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้โดยผ่านกระบวนการปรับปรุงผลการปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ และมุ่งพัฒนาพนักงาน องค์กรจะต้องสร้าง หรือผสมผสานมิติในการปฏิบัติงานของพนักงาน

1. แนวดิ่ง เป็นการเชื่องโยงวิสัยทัศน์ ภารกิจ เป้าหมายขององค์กร หน่วยงาน และพนักงานให้ไปในทิศทางเดียวกัน

2. แนวทางราบ เป็นการนำผลการปฏิบัติงานของพนักงานไปใช้ประโยชน์ในกิจกรรมการบริหารทรัพยากรมนุษย์ เช่น การพัฒนา และฝึกอบรมการให้ผลประโยชน์ตอบแทน วางแผนอาชีพ การโยกย้ายเลื่อนตำแหน่ง เป็นต้น

สรุป การประเมินผลการปฏิบัติงานเป็นกลยุทธ์ทางด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์ที่มีกระบวนการปฏิบัติงานมีส่วนเข้าไปช่วย และปรับปรุงให้พนักงานแต่ละคนปฏิบัติงานให้บรรลุเป้าหมาย และดัชนีชี้วัดที่กำหนดไว้อย่างมีประสิทธิภาพ กระบวนการบริหารผลการปฏิบัติงานที่มีการประยุกต์ใช้อย่างมีประสิทธิภาพจะมีส่วนอย่างมากในการบูรณาการเป้าหมายในการปฏิบัติงานของพนักงาน หน่วยงาน องค์กรให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งก็คือเป้าหมายสูงสุดขององค์กรที่จะตอบสนองถึงความต้องการของผู้มีส่วนได้เสียขององค์กรอันจะนำมาซึ่งการประสบความสำเร็จในการบริหารองค์กรได้ในอนาคต

ญาณัญฎา ศิรภัทร์ธาดา
IP: xxx.91.18.206
เขียนเมื่อ 
การบ้านครั้งที่  11 เรียนวันเสาร์ที่  8  กันยายน  2550  กับท่าน อาจารย์ ดร.อรพินท์ สพโชคชัย  กรรมการ ก.พ.ร.นักศึกษาชื่อ  นางสาวญาณัญฎา ศิรภัทร์ธาดา  

 เรื่อง การสร้างระบบคุณธรรม จริยธรรม ธรรมาภิบาลสำหรับทรัพยากรมนุษย์ Ethical Capital..........

ในวันนี้นักศึกษาปริญญาเอกได้มีโอกาสพบกับท่าน ดร.อรพินท์ สพโชคชัย  กรรมการ ก.พ.ร. และเริ่มเข้าสู่บทเรียนอาจารย์เล่าว่าท่านมีประสบการณ์ด้านการปฏิรูประบบราชการ มากว่า 30 ปี ถ้าจะพูดถึงเรื่องของธรรมาภิบาล เป็นตัวที่ซ่อนอยู่ใน Result Base Management  เดิม Capital นั้นแบ่งออกเป็น 2 เรื่องคือ Economics และHuman

วิวัฒนาการของ Ethical Capital :

ยุคที่ 1: คนนั้นต่อสู้กันด้วยกำลังคนที่มากกว่าเป็นเรื่องที่ได้เปรียบ

ยุคที่ 2 : ปัจจุบันเป็นยุคที่ต่อสู้กันด้วย Knowledge คุณภาพของคน ดังเช่น ดร. มหาเธ โมฮัมหมัด พยายามผลักดันให้เกิด Malasia Vision 2000  นั่นคือคนในชาติมาเลย์ ต้อง Superior ที่สุด การแข่งขันจึงเป็นเรื่องของ Knowledge ตลอดจนการสร้าง  Gifted &Talent ให้ความสำคัญของ Brain ของประเทศ และการลงทุนกับ  Human Capital

ยุคที่ 3: คนจะต่อสู้กันด้วย Ethical ดังเช่น การที่ EU พยายามขอเข้ามาดูระบบและกระบวนการเลือกตั้งของประเทศไทย ทำให้มีนักศึกษาท่านหนึ่งถามว่าแล้วเมื่อก่อน ไม่เห็น EU ขอเข้ามาดูเลย หมายความว่า ที่ผ่านมาการเลือกตั้งมันบริสุทธ์ยุติธรรมหรืออย่างไร ทำไมตอนนี้จึงอยากมาดูล่ะ? ดิฉันคิดว่า มันเป็นเรื่องที่มีความสลับซับซ้อนเกินกว่าที่จะมานั่งเดาว่า Why?  หลายคนคงทราบดีว่าขณะนี้บ้านเราเมืองเรามันอยู่ในภาวะที่เกินความปกติ หรือมันอยู่ต่ำกว่าเส้นปกติที่ควรจะเป็น ดิฉันเห็นด้วยกับคำถามนั้นคล้ายกับคนไทยอีกหลายคน แต่ก็พอจะมีโอกาสได้รู้มาจากแหล่งข่าวที่คอยประเทืองปัญญาให้คนไทยได้หูตาสว่างมากขึ้นว่า .......... อะไรจะเป็นอะไร อิทธิพลจากอำนาจเก่า หรือเกมการเมืองที่ต้องชิงไหวชิงพริบกันอย่างดุเดือดหรืออย่างไร ตอบไม่ได้หรอกค่ะ วันหนึ่งประเทศไทยคงดีกว่านี้ ก็ได้แต่เพียงหวังจะเห็นเช่นนั้น 555  ประเทศแถบเอเชียมีความพยายามที่จะรวมตัวกันให้เป็นกลุ่ม Asean money และความพยายามนี้เองหากประเทศได้รับความร่วมมือในการรวมกลุ่มจะทำให้ได้ Privilledge หลากหลายประการ กลุ่มใดได้เข้าเป็น OECD นั้นเป็นมาตรฐานยืนยันความมี Ethical ที่สูง เป็นที่ยอมรับกัน

Good Governance :

"ธรรมาภิบาล (Good Governance)" มาเผยแพร่ และได้กระแสการตอบรับจากสังคมเป็นอย่างดี คำว่า "ธรรมาภิบาล" เกิดจากคำว่า "ธรรม" สนธิกับคำว่า "อภิบาล" (การรักษายิ่งซึ่งธรรม) มาจากคำในภาษาอังกฤษคือคำว่า Good Governance คำนี้คณะกรรมการบัญญัติศัพท์รัฐศาสตร์ของราชบัณฑิตยสถาน ได้บัญญัติไว้ว่า "วิธีการปกครองที่ดี" แต่ทางผู้แทนราษฎรได้ใช้คำว่า "ธรรมรัฐ" ซึ่งไม่ตรงกับความหมายในภาษาอังกฤษ เพราะ"ธรรมรัฐ" แปลว่า "รัฐที่มีธรรม" ทาง คณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน (อ.กพ.) ก็ได้บัญญัติศัพท์ใหม่ว่า "สุประศาสนการ" แต่ทาง ราชบัณฑิตยสถานก็ยังไม่เห็นด้วย ปฐมเหตุของ ธรรมาภิบาล หรือ ธรรมรัฐ ก็คือการสร้างระบบบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดี (Good Governance) อีกทั้งเป็น วาทกรรมทางการเมือง ที่ องค์กรเหนือรัฐ คือธนาคารโลก ได้นำเสนอหยิบยื่น ให้กลุ่มประเทศ ที่ 3 (ประเทศลูกหนี้) นับตั้งแต่ปลายคริสต์ศักราช 1980 เป็นต้นมา เพราะเล็งเห็นความไม่ได้มาตรฐานสากลในการบริหารบ้านเมือง ของกลุ่มประเทศดังกล่าว อันเนื่องมาจาก ความไร้ประสิทธิภาพ และการคอร์รัปชันของรัฐบาล โดยเฉพาะกลุ่มประเทศ ในแถบลาติน อเมริกาและ แอฟริกา ที่ส่งผลกระทบต่อการชำระหนี้เงินกู้จากธนาคารโลก โดยได้ให้คำนิยามความหมายของ Good Governance ว่า เป็นลักษณะและวิถีทางของการใช้อำนาจรัฐ เพื่อการจัดการทรัพยากรทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศเพื่อการพัฒนา ความหมายของธรรมาภิบาลคือ การบริหารจัดการบ้านเมือง สังคม หรือองค์กร สถาบันธุรกิจ ด้วยความซื่อสัตย์ (Honesty) ความเปิดเผยโปร่งใส (Transparency) ความรับผิดและรับชอบที่ตรวจสอบได้ได้แก่ การตระหนักในสิทธิหน้าที่ ความสำนึกในความรับผิดชอบ ต่อสังคม การใส่ใจปัญหาสาธารณะของบ้านเมือง และกระตือรือร้นในการแก้ปัญหา ตลอดจนการเคารพ ในความคิดเห็นที่แตกต่างกัน และความกล้าที่จะยอมรับผลจากการกระทำของตน ได้แก่ การตระหนักในสิทธิหน้าที่ ความสำนึกในความรับผิดชอบ ต่อสังคม การใส่ใจปัญหาสาธารณะของบ้านเมือง และกระตือรือร้นในการแก้ปัญหา ตลอดจนการเคารพ ในความคิดเห็นที่แตกต่างกัน และความกล้าที่จะยอมรับผลจากการกระทำของตน(Accountability) ความชอบธรรม ยุติธรรม (Fairness)ได้แก่  การสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกันของคนในชาติ  โดยปรับปรุง  กลไกการทำงานขององค์กรทุกวงการให้มีความโปร่งใส  มีการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์อย่างตรงไปตรงมาด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย  ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้สะดวก  และมีกระบวนการให้ประชาชนตรวจสอบความถูกต้องชัดเจนได้ ความมีคุณภาพ ประสิทธิภาพ (Quality & Efficiency) การมีมาตรฐานคุณธรรมและจริยธรรมเป็นการทั่วไปได้แก่  การยึดมั่นในความถูกต้องดีงาม  ซึ่งมีในหลายแง่มุม เช่น เมตตาธรรม คือความปรารถนาให้ผู้อื่นเป็นสุข  จริยธรรม ทำอะไรก็ให้ถูกต้องครบถ้วนทุกขั้นตอน  กตัญญู กตเวทิตา การรู้จักบุญคุณ และคิดจะตอบแทน  หิริโอปตัปปะ การรู้จักละอาย และเกรงกลัวบาปกรรมไม่ดี เป็นต้น  โดยรณรงค์ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐยึดถือหลักนี้ในการปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นตัวอย่างของสังคม  และสนับสนุนให้ประชาชนพัฒนาตนเองไปพร้อมกัน  เพื่อให้คนไทยมีความซื่อสัตย์ จริงใจ ขยัน อดทน มีระเบียบวินัย ประกอบอาชีพสุจริต  จนเป็นนิสัยประจำชาติอันจะช่วยยกคุณค่าความเป็นมนุษย์ให้สูงขึ้น  เป็นที่ยกย่องของคนทั่วไป (General Ethical & Moral Standard) หลักความมีส่วนร่วม  ได้แก่  การเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมรับรู้ และเสนอความเห็น  ในการตัดสินปัญหาสำคัญของประเทศ  ไม่ว่าด้วยการแจ้งความเห็น  การไต่สวนสาธารณะ  การประชาพิจารณ์  การแสดงประชามติ  หรืออื่น ๆหลักความคุ้มค่า  ได้แก่  การบริหารจัดการและการใช้ทรัพยากรที่มีจำกัดเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ส่วนรวม  โดยการรณรงค์ให้คนไทยมีความประหยัด  ใช้ของอย่างคุ้มค่า  สร้างสรรค์สินค้าและบริการที่มีคุณภาพสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลกและรักษาทรัพยากรธรรมชาติให้สมบูรณ์ยั่งยืน บทสรุป ถ้าเป็นบรรษัทภิบาล (Corporate Governance) ก็จะหมายถึง การกำกับดูแลกิจการในภาคธุรกิจที่ต้องอาศัยความโปร่งใส รับผิดชอบ และเที่ยงธรรม ทั้งภาคทฤษฎีและภาคการปฏิบัติ โดยผู้มีอำนาจตัดสินใจในบรรษัทภิบาลที่ดี จะต้องมีความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของบริษัท (shareholder) และควรปฏิบัติอย่างเสมอภาค เพื่อการดำเนินการภายในองค์กรให้ได้รับผลประโยชน์สูงสุดนั่นเอง โดยทั้งนี้ทั้งนั้นต้องได้รับความร่วมมือร่วมใจจากสมาชิกทุกคนภายใน องค์กร โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมอย่างมีจิตสำนึกหรือ จิตสาธารณะ (Public consciousness) ตลอดจนความสมัครสมานสามัคคีร้อยรัด ของสมาชิกที่เข้ามาเพื่อรังสรรค์ สิ่งที่ดีงามแก่องค์กรธุรกิจโดยรวม ในการทำงานของระบบงาน เพื่อความก้าวหน้าและความยั่งยืนต่อไป  แต่ถ้าจะให้จำกัดความสั้นๆคือ “ไม่โกงเปรียบเสมือน ภูมิคุ้มกันที่ดีของระบบ ปัจจุบันเราให้ความสำคัญกับมาตรฐานของการอยู่ร่วมกันมากขึ้น ความสมานฉันท์ และสังคมเสถียรภาพ สังคมแห่งการเรียนรู้ พิจารณาจาก วิวัฒนาการของการเมือง ที่ขณะนี้เราเป็นยุคที่ 3 ของประชาธิปไตย เริ่มจาก

1.Direct Democracy 2.Representative Democracy3.Participate Democracy สังคมธรรมาภิบาล : ต้องมีความเท่าเทียมกัน มีคนดี ระบบดี คนสุจริต และความโปร่งใส รัฐธรรมนูญ ปี 2540 ได้วางหลักเรื่อง ธรรมาภิบาลไว้อย่างมากมาย แต่มีปัญหาตรงที่ การนำไปปฏิบัติซึ่งไม่ตรงตราเจตนารมย์ของการร่างรัฐธรรมนูญ ระบบอะไรที่ดีนั้น คำว่าดีมีประสิทธิภาพ มิใช่แค่เพียงการร่างนโยบายที่สวยหรูเท่านั้น การนำนโยบายไปสู่ขั้นตอนการปฏิบัติต้องดีมีคุณธรรม มีประสิทธิภาพด้วย มิฉะนั้นเกิดปัญหาตามมาอีก ในขั้นตอนของการแปลงนโยบายไปใช้ ถ้ามี Human Capital มากๆปัญหานี้คงน้อยลงปัญหาในเรื่องที่คนมักไม่มีความไว้วางใจ กลไกตรวจสอบอีกต่อไปแล้ว ทำให้เกิดช่องว่าง เป็นมหันตภัยที่คุกคามประเทศในเรื่องความมั่นคง การที่จะลดวงจรอุบาทว์ของการรับสินบน คอร์รัปชั่นให้หมดไปเป็นเรื่องที่ยากและต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย เมื่อไม่มีผู้ให้ก็จะไม่มีผู้รับ หรืออยากรับแต่รอไปเป็นชาติเลย เพราะไม่มีคนให้อีกแล้ว สิ่งเหล่านี้ไม่พอ ภาครัฐบาลในสถานภาพของผู้ใบริการสาธารณะต้อง นำเรื่อง Good Governance มาลดวงจรนี้โดยตัดขั้นตอนการทำงานที่ยุ่งยากของรัฐบาลลง ทำให้เป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุด เมื่อคนรู้สึกว่าเกิดความรู้สึกสะดวกสบายขึ้น ไม่มีภาระ ไม่ยุ่งยาก ไม่เสียเวลา จึงไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินเพื่อซื้อความสะดวกอย่างเคยอีกต่อไป เช่นในประเทศโบลิเวีย ที่มีการนำแนวคิดนี้มาใช้แล้วประสบความสำเร็จ และยังสามารถนำเงินที่ถูกต้องนี้มาบริหารจัดการให้เกิดความพึงพอใจ พอเพียงของพนักงานเจ้าหน้าที่ด้วยการเพิ่มเงินเดือน ให้อีก พนักงานเลยเกิดมีสังคมใหม่ เป็นสังคมวัฒนธรรมแห่งความพอเพียงทั้งกายและใจ นำไปสู่ มาตรฐานธรรมาภิบาล :

ประเทศไทยมีคนยากจนที่คิดจากเกณฑ์ว่า มีรายได้ มีความเป็นอยู่ การดำรงชีวิต ที่ต่ำกว่าเส้นมาตรฐาน ประมาณ 9 ล้านคน ตามสถิติ ของสภาพัฒน์ฯ จึงต้องมีการสร้างดัชนีตัวชี้วัด แล้วหารด้วยจำนวนจังหวัดกับ 9 ล้านคน แล้วแต่ละจังหวัดก็เป็นเจ้าภาพรับไปดูแลต่อ ด้วยการสร้างรายได้ ลดวงจรความยากจน ตามแผนและนโยบายที่ได้ Commit กับประชาชนและจะเป็นผลงานของรัฐบาลในภาพรวม แต่ระบบนี้ต้องต่อสู้กับตนเอง และ หนีสถิติเดิมที่ทำได้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะไม่มีคนจนเหลืออยู่ดังเช่นคนใน USA และ Singapore  และการสนับสนุนให้เกิด พระราชบัญญัติธรรมาภิบาล ให้ประสบความสำเร็จต่อไป.....

นางสาวญาณัญฎา  ศิรภัทร์ธาดา คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา yananda_nam@hotmail.com“A LEADING QUALITY UNIVERSITY FOR ALL”  

 

Siriporn (NaPombhejara) Allapach
IP: xxx.25.202.238
เขียนเมื่อ 

Dear Prof. Chira,

We had K. Aurin Sopchokchai from Government sector as our instructor yesterday, September 8, 2007.

Her topic was on the Ethical Capital and the definition of Good Governance. She described the level of good standard for being good governance and good citizen for the organization, especially for the government sectors.

The Ethical Capital is allignment with the good governance. Ethical is a must for any aspect of life, not only for the work wise but it should be for the moral of life. People are mostly focus only on the human and social capital, the ethical is another key factor for making well output. Most of the countries doing the heavy work on the human capital. Education is the key to develop people and the country. The ethical must be a drive with going together with the human and social capital.

Ethical standard for the country can not be accomplish without the full cooperation from population of the country. Create the awareness of how to be a good citizen and how to be allignment on being good citizen by against the wrong attitude, behavior on the under standard of ethical level is should be influence at all working places not only for government sections.

The right behavior, attitude will creat the better living environment and better society. Develping country, as a macro aspect must concerns on the level of standard of living. This aspect should not be only concern on the income, work , education but should also apply to the main concern on ethical standard.

The important of being good citizen and create good governance as the work wise and broad to the country aspect must be together with the full participation, accountability of the leaders and followers and the tranparency.

Awareness of being good citizen to the society, having good level standard and understand and accept the ethical capital as part of the key standard in life will makes the work place and the society become much better place to lives.

It was one of the key topic which we need to share visions together and learning from the govenment aspect.

Thank you very much & Best regards,

PS: I will not be in class on Saturday 15 September as I will be attending the Marketing Conference in Manila, Phillipine. My apology for the absence. Thank you very much.

Sarah (NaPombhejara) Allapach

SSRU/DM

siriporn.allapach@bakernet.com

9/9/07

กฤษฎา สังขมณี
IP: xxx.91.172.248
เขียนเมื่อ 
การบ้านครั้งที่  11เรียนวันเสาร์ที่  8  กันยายน  2550  กับท่านอาจารย์  อรพินท์  สพโชคชัยกรรมการ  (เต็มเวลา) ก.พ.ร.นักศึกษาชื่อ  นาย  กฤษฎา  สังขมณี ในเวลา  9.00 น.  อาจารย์  อรพินท์  ได้เริ่มการบรรยายและสร้างบรรยากาศให้เป็นการอภิปรายในหัวข้อ  การสร้างระบบคุณธรรม  จริยธรรม  ธรรมาภิบาลสำหรับทรัพยากรมนุษย์   จุดประเด็นกันตรงที่ในสมัยก่อน  การอยู่รอดของคนใด  หรือของสังคมใด ๆ  จะขึ้นอยู่กับพละกำลัง  จำนวนคน  จำนวนทรัพยากรธรรมชาติที่มีหรือที่สามารถจัดหามาได้  ผมขอเรียกว่า  ใครใหญ่ใครอยู่   ต่อมาความเจริญมีมากขึ้น  จึงลดการใช้กำลัง  หันมาใช้ความรู้ของแต่ละคน  แต่ละสังคมมากขึ้น  คือ ยุคของการใช้สมอง  แต่ไม่ได้คำนึงถึงการใช้สมอง  หรือความคิดว่าใช้อย่างถูกต้อง  เหมาะสม  หรือไม่  แฝงด้วยเล่ห์เหลี่ยม  การเอารัดเอาเปรียบ  จากการเป็นชนชั้นผู้นำ  เรียนสูง  ตำแหน่งหน้าที่ฐานะทางสังคมที่ดี  มีเครือข่ายพรรคพวกกว้างขวาง  เพราะหลายครั้ง หลายคนใช้เป็นช่องทางแสวงหาประโยชน์กับตน  พวกพ้อง  และประเทศของตนดังนั้นต่อมาคน  และ  สังคม จึงมีความต้องการความถูกต้องมากยิ่งขึ้น  Ethics จึงเข้ามามีบทบาทต่อการใช้ชีวิตของคนอย่างมาก  การวัดผลการทำงานใด ๆ  (Result Base  Management)  โดยมีการใช้ดัชนีชี้วัด (Key  Performance  Index : KPI)  นั้น  ในเบื้องหลังจะมีหลักความถูกต้อง  เป็นธรรม  ที่เรียกว่า  หลักธรรมาภิบาล  เป็นแนวคิดที่สนับสนุนอยู่เสมอ  ถึงแม้ในทางปฏิบัติจริงจะยังไม่เป็นไปทั้งหมด  แต่อย่างน้อยก็มีการให้ความสำคัญ  และร่วมกันตระหนักในทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอาจารย์กล่าวถึงการปฏิรูประบบราชการไทย และ การทำงานของ  ก.พ.ร. ว่ามีปัญหาในหลายด้าน  ตั้งแต่เริ่ม  อย่างไรก็ตามการมีปัญหา  และการได้รับเสียงบริภาษจากหน่วยงานอื่น แสดงว่ามาถูกทางแล้ว (Done Anything  Right)  ในสหรัฐอเมริกามีการให้ความสำคัญในเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี  1993  ผมมีความเห็นว่าในสังคมอเมริกันด้วยกันเอง ให้ความสำคัญเรื่องนี้มาก  แต่อเมริกาก็ยังไม่ทำสิ่งนี้ในด้านการเมือง  และเศรษฐกิจระหว่างประเทศ  โดยเฉพาะกับประเทศในโลกที่  3  สักเท่าใด  ผมยังคิดต่อไปอีกว่า  สังคมตะวันออกของชาวเอเชียบางประเทศต่างหาก  ที่ให้ความสำคัญกับธรรมภิบาลอย่างจริงจังกว่า  เช่นกรณีการลาออกและยอมรับผิดของนายธนาคารญี่ปุ่น ที่มีส่วนในปัญหาทางเศรษฐกิจ  กรณีของผู้นำที่ไม่ทำให้ผู้ถูกปกครอง  “Trust”   มักมีจุดจบที่ไม่สวย  ดังเช่นอดีตประธานาธิบดีคลินตัน , โจเซฟ  หลุยส์  เอสตราดา  แห่งทำเนียบมาลากันยัง , ประธานรุ่น 0143 กรณีเสียสัตย์เพื่อชาติ  รวมถึงอัศวินคลื่นลูกที่ 3  เจ้าของอาณาจักรชินคอร์ป  สาเหตุคงเป็นเพราะปัจจุบันการปกครองระบอบประชาธิปไตย ไม่ใช่  Directic  Democracy  ไม่ใช่  Representative  Democracy   หากแต่เป็น   Participative Democracy  กรณีที่สหภาพยุโรปยื่นเงื่อนไขขอเข้ามีส่วนร่วมในการจัดการเลือกตั้ง  23  ธันวาคม  2550  จึงเป็นการสะท้อนความไม่น่าเชื่อถือของการจัดการเลือกตั้งของไทย  และระบบการบริหารราชการไทย ที่คนไทยพิสูจน์ให้ชาวโลกเห็นเองว่าไม่มีธรรมาภิบาล  ตั้งแต่ต้นปี  2549  จนถึงปลายเดือนกันยายน  การปกครองที่ไม่มีธรรมาภิบาล  ส่งผลให้ประชาชนที่ขาดโอกาสทางสังคม  เกิดความยากลำบากในการดำรงชีวิต เพราะประโยชน์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตกอยู่กับคนส่วนน้อยที่ถืออำนาจรัฐ สะท้อนต่อมาถึงความเจริญเติบทางเศรษฐกิจในอัตราต่ำ  และการมีความสุขของคนในชาติจำนวนมากลดลง  อาจวัดโดยเปรียบเทียบจากจำนวนคนที่มีความยากจนต่ำกว่าเส้นความยากจนที่องค์การสหประชาชาติกำหนด  จำนวนครั้งของการเกิดอาชญากรรม  จำนวนสลัมและชุมชนแออัด จำนวนบุคคลเร่ร่อนจรจัด การเข้าถึงบริการสาธารณะของรัฐ  เช่นบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขมูลฐาน  จำนวนประชากรต่อแพทย์ในชนบท  จำนวนผู้การได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐาน  เป็นต้น  ผมเคยได้ยินชาวบ้านพูดกันว่า  กระทรวงนี้สร้างตึกอีกแล้ว รถก็ติดหนักขึ้นอีก  ขี้ฝุ่นก็เยอะ  ป้ายสีเขียวตัวหนังสือขาวหน้าโครงการเขียนไว้ว่าเสร็จเมื่อไหร่  ไม่เห็นเคยตรงเวลาเลย  เสียดายเงิน  7 %ของค่างานชะมัด(ช่างบังเอิญ เท่า VAT พอดี)  แต่อาจมีคนบางคนยืนยิ้ม  บางคนเสียโอกาสที่ไม่ได้ยิ้ม  เป็นการสะท้อนว่าระบบธรรมาภิบาลของไทยยังไปไมถึงไหน ข้อคิดสำหรับผู้บริหารยุคใหม่องค์กรธรรมาภิบาลและการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากผู้บริหาร         ทำความเข้าใจและเปิดใจยอมรับการเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เกิดขึ้น (Appreciation)         คิดเป็นคุณและคิดเป็นธรรม (Positive thinking)         กำหนดวิสัยทัศน์ เป้าหมายการทำงาน และอนาคต (Vision and career path)         เดินหน้าพัฒนาตนเอง (Self-development)          เป็นคนดีมีอุดมการณ์ ราชการ และ เป็นตัวอย่าง (Role model)         บริหารชีวิตอย่างสมดุล มีสติ และเรียนรู้จากข้อผิดพลาด  หลักการธรรมภิบาลต้องให้ความสำคัญกับ         ความสุจริต ชัดเจน และโปร่งใส (Honesty &Transparency)          ความพร้อมรับผิดชอบ (Accountability)          คุณธรรมจริยธรรมและมโนสุจริต (Integrity)         การมีส่วนร่วม (Participation) และ         มีความเท่าเทียมกันในสังคมและเป็นธรรม (Equity and Fairness)  นอกเหนือจากที่กล่าวข้างต้นแล้ว  สิ่งสำคัญในวันนี้ที่ประชาชน  คนเจ้าของประเทศต้องการจากการทำงานของคนของรัฐมากที่สุดก็คือ  การลดขั้นตอนการทำงาน  เพิ่มความโปร่งใสในการทำงาน  ลดการรู้สึกว่าเป็นเจ้านายประชาชน  และมีสำนึกของการเป็นคนของรัฐที่มี Service  &  Marketing  Mind  เพื่อเป็นการดำเนินตามรอยเบื้องพระยุคลบาทของพระมหาราชาของพวกเรา
นางสาวนพมาศ ช่วยนุกูล
IP: xxx.120.64.106
เขียนเมื่อ 
เรียน ศ. ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์  ส่งการบ้าน  PHD 8202 การจัดการทุนมนุษย์  ที่ อาจารย์อรพินท์ สพโชคชัย สอนในวันที่ 8 กันยายน 2550  หัวข้อ การสร้างระบบคุณธรรม จริยธรรม ธรรมาภิบาลสำหรับทรัพยากรมนุษย์ (Ethical Capital)/ นักศึกษา นพมาศ ช่วยนุกูล รภ.สวนสุนันทาการสร้างระบบคุณธรรม จริยธรรม ธรรมาภิบาลสำหรับทรัพยากรมนุษย์ (Ethical Capital) ในกรณีการประยุกต์ใช้ในระบบราชการเป้าหมายของราชการก็คือ  ประโยชน์สุขของประชาชน1. การพัฒนาข้าราชการ  โดยการพัฒนาและเพิ่มสมรรถนะของข้าราชการ  และ การปรับความคิด วัฒนธรรม และค่านิยม เพื่อให้ข้าราชการเป็น  High Performance Civil Servants  นั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย2. ระบบราชการ  โดยการใช้การบริหารราชการยุคใหม่ (NPM) และสร้าง GG คือ การสร้างธรรมาภิบาล การบริหารมุ่งผลสัมฤทธิ์  การปรับระบบการทำงาน และกระบวนงาน  หรือการพัฒนาคุณภาพบริหาร เพื่อให้องค์กรภาครัฐเป็น High Performance Public Sector ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกัน  กล่าวคือการพัฒนาในข้อ 1 และข้อ 2 ต้องมีความสัมพันธ์และสอดคล้องกัน โดยเฉพาะในการปรับความคิด วัฒนธรรม และค่านิยม ในข้าราชการ จะต้องดเป็นสิ่งเดียวกันกับการสร้างธรรมาภิบาลในองค์กรภาครัฐ  เมื่อข้อ 1 และ ข้อ 2 ไปด้วยกันแล้วจะส่งผลและสนับสนุนความต้องการ (ประโยชน์สุข) ของประชาชน และเกิด High  Performance  Society   I ประเด็นการพัฒนาข้าราชการและระบบราชการ  ที่ ก.พ.  และ ก.พ.ร. กำลังดำเนินการและทุ่มเทอย่างหนักขณะนี้   ทำไมจึงมีคำถามและมีข้าราชการตำหนิอย่างมาก ?  ในทัศนคติของผู้เขียนเห็นว่าทั้ง   ก.พ.  และ ก.พ.ร. ทำหน้าที่ของตนเองแบบต่างคนต่างทำได้ดีมากและทำงานแข่งกับเวลาอย่างเห็นได้ชัด  [แต่ผลที่ออกมาจากการทำงานอย่างหนัก ทำให้ข้าราชการ/องค์กรภาครัฐ มีแนวคิดเป็น 2 แบบคือ 1) ต้องทำอะไรหลายอย่างบนความไม่เข้าใจว่า ทำไมต้องทำ จำเป็นแค่ไหน และหากไม่ทำจะเกิดอะไรขึ้น  2)  ต้องทำเพราะถูกบังคับ ฉะนั้นต้องมีหน้าที่ทำให้เสร็จและมีผลงานส่งตามกำหนด] ดังนั้นผู้เขียนอยากเห็นบรรยากาศที่  ก.พ.  และ ก.พ.ร. ร่วมคิด ร่วมเสนองานแบบที่สร้างความรู้ ความเข้าใจในข้าราชการได้ว่าตัวเขา ต้อง/ควร ทำอะไร เพื่ออะไร และองค์กร ต้อง/ควร ทำอะไร เพื่ออะไร  หากวัตถุประสงค์ของคนและองค์กรเป็นสิ่งเดียวกัน ก็น่าจะเห็นผลสำเร็จที่เป็นเป้าหมายของราชการได้ไม่ยาก  โดยผู้เขียนเห็นว่า คนเป็นจุดสำคัญที่สุดกล่าวคือ ระบบที่ ก.พ. และ ก.พ.ร. ร่วมกันออกแบบจะดีเลิศอย่างไร แต่หากคนหรือข้าราชการไม่เข้าใจ และไม่มีเจตคติในการยอมรับการลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นแล้ว ก็ไม่อาจส่งผลดีต่อคนในองค์กร และองค์กรนั้น ซึ่งเป้าหมายสูงสุดของราชการก็ไม่เกิดII ปัจจัยอีกประการหนึ่งที่น่าจะมีความสำคัญต่อการพัฒนาข้าราชการคือ ความแตกต่างในปัจเจกบุคคล กล่าวคือ ข้าราชการส่วนกลาง-ส่วนภูมิภาค,  ผู้บริหาร-ผู้ปฏิบัติ ,ฯลฯ  มีทัศนคติและมีระดับความรู้ความสามารถที่แตกต่างกัน ซึ่งการแปลงนโยบายสู่แผนการปฏิบัติจะทำได้เร็ว-ช้า แตกต่างกันด้วย III สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งคือ ระหว่างที่มีการใช้ระบบหรือพยายามใช้ระบบคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาลอยู่นี้ หากพบว่าบุคคลใด ทำดี-บุคคลใด ทำในสิ่งที่ไม่มีคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาล ผู้เกี่ยวข้องจะต้องแสดงผลตอบแทนให้เห็นช้ดและตรงไปตรงมาในบุคคล 2 ประเภทนี้ ให้สาธารณะเห็นความแตกต่างอย่างเอาจริงเอาจังและต้องสร้างการตอบแทนดังกล่าวนี้ให้เป็นวันธรรมในสังคมข้าราชการด้วย .............................  
นางสาวชารวี บุตรบำรุง
IP: xxx.155.54.246
เขียนเมื่อ 
                                           การบ้าน เรียนวันเสาร์ที่ 8 กันยายน 2550 บรรยายโดย..ดร.อรพินท์  สพโชคชัย กรรมการก.พ.ร. เรื่อง การสร้างระบบคุณธรรม จริยธรรม ธรรมาภิบาลสำหรับทรัพยากรมนุษย์ : Ethical  Capital ผู้เรียน..ชารวี  บุตรบำรุง     

เมื่อกล่าวถึง Capital จะแบ่งออกเป็นหลายด้าน อาทิเช่น ทุนด้านทรัพยากรธรรมชาติ , Social Capital , Human Capital , ทุนทางเศรษฐกิจ ซึ่งในอดีตจะเน้นการพัฒนา 2 ด้านนี้ เช่น เกาหลี พัฒนาHuman Capital โดยพัฒนาการศึกษา เน้นด้านวิทยาศาสตร์ มีโรงเรียนที่ศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะมานานหลายปีและหลายแห่ง หรือแม้แต่การผลิตโทรศัพท์มือถือ ก็ส่งวิศวกรไปเรียนรู้ยังต่างประเทศ แต่สำหรับประเทศไทยมีโรงเรียนที่เน้นวิทยาศาสตร์น้อยมาก และเริ่มต้นเพียงไม่นาน ฉะนั้นจึงควรหันมาให้ความสนใจเพื่อส่งเสริมพัฒนามากขึ้น หรือแม้แต่มาเลเซียที่มี Mission ปี 2000 ว่า คนมาเลเซียต้องเป็น Superior ในภูมิภาคเอเชีย ดังนั้นผู้บริหารประเทศไทย ต้องมีความชัดเจนในทิศทาง มีการกำหนดแผนยุทธศาสตร์ แผนบริหารราชการแผ่นดิน มีเป้าประสงค์ เป้าหมาย กลยุทธ์ ตัวชี้วัด ที่จะนำพาประเทศไทยไปสู่การพัฒนาที่ดีขึ้น

     อีกทั้งปัจจุบัน หลายฝ่ายได้หันมาให้ความสนใจ โดยเฉพาะ EU ในเรื่อง Ethical Capital มี Ethical Standard ที่ทุกประเทศให้ความสำคัญ หันไปยึดปฏิบัติ เช่น Toyota สร้างคุณภาพตีตลาดรถยุโรปหรือGM , เกาหลีผลิตเกมส์ออนไลน์ ที่มียอดขายมากกว่างบประมาณแผ่นดินเรา แต่ต้องถามว่า Ethical Standard อยู่ที่ไหน

    

ฉะนั้นควรเร่งสร้าง Ethical Standard และ Ethical Capital โดยเฉพาะภาครัฐ หรือระบบราชการ ยิ่งปัจจุบันเป็นยุคโลกาภิวัตน์หรือสังคมยุคใหม่ เราจะทำอย่างไร ให้อยู่ร่วมกันอย่างมีเสถียรภาพ อย่างต่อเนื่อง มีมาตรฐานของการอยู่ร่วมกัน มีสันติ สมานฉันท์ ความขัดแย้งลดน้อยลง นำไปสู่สังคมที่มีเสถียรภาพ อีกทั้งยุคประชาธิปไตย แบ่งออกเป็น 3 ยุค คือ 1. การโหวตโดยตรง 2. มีตัวแทน 3. ประชาชนมีส่วนร่วม

    นำไปสู่หลักการบริหารภาครัฐสมัยใหม่ = Good  Governance = สังคมมีความเป็นธรรม เท่าเทียมกันทุกกลุ่ม ทุกฝ่ายทุกเรื่อง โปร่งใส จากการเปลี่ยนแปลงสู่..การบริหารราชการตามหลักการธรรมาภิบาล คือ 
  • การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ( การเมืองภาคประชาชน และปัญหาความโปร่งใส )
  • ปัญหาและกระแสกดดันทางเศรษฐกิจ สู่การแข่งขันและการอยู่รอด ( ภาคธุรกิจเอกชน ภาค technocrats ภาควิชาการ และภาคประชาชน )
  • กระแสกดดันเวทีนานาชาติ ( มาตรฐานการบริหารจัดการตามหลักประชาธิปไตยและธรรมาภิบาล )
ดังนั้น การบริหารประเทศ ต้องมองข้าม Short อะไรคือปัญหาสำคัญ Brand ซื้อได้หมด แต่ Ethical ต้องสร้าง ไม่มีขาย และควรให้ความสำคัญกับ หลัก
  • ความสุจริต ชัดเจน และโปร่งใส : Honesty & Transparency
  • ความพร้อมรับผิดชอบ : Accountability
  • คุณธรรมจริยธรรมและมโนสุจริต : Interity
  • การมีส่วนร่วม : Participation
  • มีความเท่าเทียมกันในสังคมและเป็นธรรม : Equity and Fairness
และที่สำคัญ ควร 1. พยายามอย่างไรจึงจะปรับกลไกที่ทำงาน ให้เป็นหลักสากล หรือหลักสมัยใหม่ (ลดขั้นตอน)

2. ทำให้มีความโปร่งใสชัดเจน (ทำสิ่งที่คลุมเครือให้หายไป)

    

     จากอดีตสู่ปัจจุบัน มีเรื่องราวมากมายที่สะท้อนถึง Ethical ที่เกี่ยวกับผู้นำประเทศ เพราะผู้นำประเทศเปรียบเสมือนต้นแบบ ในการพาประเทศไปสู่ความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็น ประธานาธิบดี บลิน คลินตัน กับ ลูวินสกี หรือแม้แต่ประเทศไทย อดีตนายกทักษิณ เช่นในเรื่องขายหุ้น ฯ ที่เป็นต้นแบบในทางลบ แต่ต้นแบบในทางบวก เช่น นายกรัฐมนตรี,ผู้จัดการธนาคารของญี่ปุ่น ในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ ธนาคารมีปัญหา เขาเหล่าต่างแสดงความรับผิดชอบจากการบริหารงาน โดยการลาออกทันที ฉะนั้น การที่จะปลูกฝังความมี Ethical ในคน ซึ่งเป็นทรัพยากรที่สำคัญของประเทศได้ ควรเริ่มต้นที่ผู้นำ โดยเฉพาะภาครัฐหรือราชการ ถือเป็นหน่วยงานที่ใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด มีหน้าที่บริการ รับผิดชอบต่อประชาชน ควรมีความตั้งใจในการทำงาน บริการด้วยความเต็มใจ ต่อประชาชน ต่อประเทศชาติ  รวมทั้งมีวิสัยทัศน์กว้างไกล ชัดเจน โปร่งใส ตรวจสอบได้ เป็นธรรม เท่าเทียมกันทุกฝ่าย ยึดมั่นในความถูกต้อง จริงใจ ทั้งต่อหน้าและลับหลัง รู้จักบุญคุณกตัญญูกตเวทิตา เมื่อผู้นำมีสิ่งเหล่านี้ ความเชื่อถือ ความไว้วางใจย่อมเกิดขึ้นพร้อมเป็นเบ้าหลอมให้ประชาชนในประเทศ ยึดถือและนำมาเป็นแบบอย่างปฏิบัติตาม คุณธรรมและจริยธรรม ความสุข ความยั่งยืน ความมีเสถียรภาพ ย่อมเกิดขึ้น ประเทศก็จะพัฒนาเจริญเติบโตต่อไป......แต่สำหรับประเทศไทย......วันนี้คงต้องถามว่า Ethical Standard อยู่ที่ใด ? มีมากน้อยแค่ไหน ?  ช่วยหาคำตอบด้วย.... ขอบคุณค่ะ

  
 
ดวงสมร ฟักสังข์
IP: xxx.91.172.250
เขียนเมื่อ 
Ethical Capital (อ.อรพินท์  สพโชคชัย)                 ทุนทางจริยธรรม จัดเป็นทรัพย์สินขององค์กร ในสหรัฐฯ นำระบบคุณธรรมจริยธรรมเข้ามาใช้ตั้งแต่ปี 1993 แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ อาจารย์แนะว่าสมัยก่อนใช้กำลังเป็น Human Capital ประเทศที่มีคนมากกว่าจะได้เปรียบกว่าประเทศที่มีคนน้อย แต่ในปัจจุบันนี้ Human Capital ใช้ Knowledge มาเป็นเครื่องมือในการต่อสู้ ตัวอย่างการลงทุนด้าน Human Capital อันนำไปสู่การพัฒนา เช่น ในประเทศมาเลเซียมองว่าในปี 2000 คนมาเลเซียต้องเป็น Superior และในปี 2007 ใช้ brain ของ Human Capital ในการขับเคลื่อนประเทศ หรือในประเทศเกาหลีมีการสร้างระบบ Gifted & Talented โดยการลงทุนสร้าง brain มีโรงเรียนมากกว่า 20 แห่งให้ประชาชนในประเทศ ทำให้มีนักวิทยาศาสตร์และมีเทคโนโลยีมากมาย และกรณีของบริษัทซัมซุง ที่ส่งนักวิศวกรไปเข้าอบรมเรื่องการออกแบบในการต่างประเทศแล้วมาออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่                 คำว่า “Ethical Standard” เป็นสิ่งที่ทั่วโลกยึดถือกันในปัจจุบันซึ่งเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้และสังคมข้อมูลข่าวสาร การมี Ethical Standard จะนำมาสู่ Ethical Capital ดังนั้นจึงทำให้มีการเข้ามาสังเกตการณ์เลือกตั้งของ EU ในประเทศไทย อาจารย์ยกตัวอย่างประเทศที่มี Zero Corruption เช่น ฟินแลนด์ และสิงคโปร์ และอาจารย์มองว่าประเทศไทยขาดในเรื่องของ Accountability (ความพร้อมรับผิดชอบ) และ Integrity (มโนสุจริต) โดยประเทศไทยถูกจัดอันดับโดยกลุ่มนักธุรกิจต่างประเทศว่าเป็นประเทศที่มีการคอร์รัปชั่นสูงสุดอยู่ในอันดับต้นๆ ของประเทศต่างๆ ทั่วโลก  หากเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ประเทศไทยมีการคอร์รัปชั่นค่อนข้างมาก โดยเห็นได้จากคะแนนภาพลักษณ์การคอร์รัปชั่นที่จัดโดยองค์กรโปร่งใสระหว่างประเทศ ประเทศไทยล่าสุดได้ 3.8 จาก  10 และอยู่ลำดับที่ 59 วัดจากประเทศที่โปร่งใสมากมาหาน้อย (วิทยากร เชียงกูล, 2549  : 6)                ยุคประชาธิปไตย มี 3 ยุค (1) Direct Democracy เป็นประชาธิปไตยโดยตรง จะมีการให้คะแนนของแต่ละคนใน hall (2) Representative Democracy คือเมื่อประชาชนเพิ่มมากขึ้นทำให้เข้าสู่ยุคประชาธิปไตยแบบตัวแทน และ (3) Participative Democracy ตั้งแต่ปี พ.ศ.2535 เป็นประชาธิปไตยที่คนเข้ามามีส่วนร่วม                 หลักการบริหารราชการสมัยใหม่ จะต้องประกอบด้วย 2 หลักดังนี้ (1) พยายามปรับกลไกให้เข้าสู่หลักสากล เช่น การปรับคุณภาพการบริการให้ดีขึ้น (ลดขั้นตอนการทำงานลง) และเพิ่มหลักธรรมาภิบาล ซึ่งจะส่งผลให้เกิด Good Governance และค่าใช้จ่ายต่างๆ ลดน้อยลง และ (2) มีความโปร่งใสชัดเจน ประชาชนจะได้รับทราบข้อมูลครบถ้วนและทำให้ไม่มีการรับเงินใต้โต๊ะ โดยสังคมที่มี Good Governance จะเป็นธรรม มีความเท่าเทียมกัน เปิดเผยข้อมูล สุจริตโปร่งใส และตรงไปตรงมา                     คำว่า   Good Governance เริ่มนำมาใช้กันเมื่อประมาณ  10  กว่าปีที่ผ่านมา  โดยปรากฏในรายงานของธนาคารโลก  เมื่อปี  .. 1989  เมื่อแนวความคิด Good Governance  เข้ามาในประเทศไทยในช่วงปีพ..2540 นักวิชาการหลายท่านได้แปลความหมายของคำว่า Good Governance โดยเสนอใช้คำว่า กลไกประชารัฐที่ดี  บ้าง ประชารัฐ  บ้าง ธรรมรัฐ  บ้าง ศุประศาสนการ  บ้าง  แต่ปัจจุบันใช้คำว่า ธรรมาภิบาล  ซึ่งเป็นที่นิยมใช้กันมาก  เพราคำว่าธรรมาภิบาลจะมีความหมายอย่างกว้างครอบคลุมทั้งทางบริหารจัดการที่ดีขององค์การธุรกิจ  และการปกครองที่ดีของภาครัฐ ซึ่งสรุปได้ว่า Good Governance   จะให้ความสำคัญกับองค์ประกอบ  3 ส่วน คือ                    ·     ภาครัฐ (Public  Sector)   ซึ่งจะมีส่วนเสริมสร้างและปฏิรูปการเมือง  กฎหมายและการบริหารราชการ                    ·     ภาคเอกชน (Private Sector) ซึ่งจะมีส่วนในการประกอบธุรกิจที่ดีและดำเนินธุรกิจอย่างซื่อสัตย์สุจริตและมีความรับผิดชอบต่อสังคมส่วนรวม ซึ่งจะทำให้ประเทศชาติมีความเจริญรุ่งเรือง                    ·     ภาคประชาชนหรือองค์กรต่างๆ (Civil Society) จะมีส่วนในการเกื้อหนุนในการดำเนินการทางเศรษฐกิจ  สังคม  การเมือง  โดยการระดมกลุ่มต่าง ๆ  ให้เข้ามามีส่วนร่วมใน
กิจกรรมต่างๆ  และสามารถตรวจสอบทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจเอกชนให้ตั้งอยู่ในความถูกต้องได้ซึ่งหลักการธรรมาภิบาลจะให้ความสำคัญกับหลักต่างๆ ดังนี้ (1) ความสุจริต ชัดเจน และโปร่งใส (Honesty & Transparency) (2) ความพร้อมรับผิดชอบ (Accountability) (3) คุณธรรมจริยธรรมและมโนสุจริต (Integrity) (4) การมีส่วนร่วม (Participation) และ (5) มีความเท่าเทียมกันในสังคมและเป็นธรรม (Equity and Fairness) โดยหลักทั้ง 5 ข้อจะต้องเป็นวาระแห่งชาติของภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนทั้งประเทศ                ดิฉันได้มีโอกาสอ่านบทความเกี่ยวกับ การใช้จริยธรรมและคุณธรรมในการบริหารงานภาครัฐและภาคเอกชน ของพล.อ.เปรม ท่านกล่าวว่าผู้บริหารจะต้องมีจิตสำนึกที่จะนำสิ่งที่ดีไปใช้ และขจัดสิ่งที่ไม่ดีให้หมดไป สิ่งเหล่านี้คือ 1.ความซื่อสัตย์ เป็นจริยธรรมทั้งของการบริหารภาครัฐและของผู้บริหาร ความซื่อสัตย์ในการบริหารงานคือ ความซื่อสัตย์ของผู้บริหาร ความซื่อสัตย์ไม่ได้หมายถึง การประพฤติปฏิบัติถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น แต่ต้องถูกต้องตามจริยธรรมและศีลธรรมด้วย ความซื่อสัตย์มิได้หมายเฉพาะตนเองมีความซื่อสัตย์เท่านั้น แต่หมายถึง ต้องควบคุมให้คนรอบตัวเรา มีความซื่อสัตย์ การบริหารและผู้บริหารไม่ซื่อสัตย์ เพราะมีกิเลสก่อให้เกิดปัญหาการทุจริตและประพฤติมิชอบ องค์กรใดผู้บริหารมีกิเลสต้องขจัดด้วยหิริโอตัปปะ 2.กฎหมาย เป็นที่ยอมรับกันว่า กฎหมายไม่สามารถอุดช่องโหว่การบริหารของผู้บริหารที่จะแสวงหาผลประโยชน์ให้กับตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ กฎหมายวางมาตรฐานขั้นต่ำของการประพฤติมิชอบไว้เท่านั้น แต่มาตรฐานทางจริยธรรมในเรื่องของการประพฤติชอบและความซื่อสัตย์นั้นสูงกว่ากฎหมาย ในบางเรื่องกฎหมายเขียนว่าไม่ผิด แต่เมื่อเอามาตรฐานทางจริยธรรมมาจับก็อาจถือว่าผิดได้ เช่น เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน กฎหมายบัญญัติไว้เฉพาะเรื่องของตนเอง แต่ไม่ได้ห้ามไปถึงครอบครัวและญาติพี่น้องจึงมีการกล่าวกันว่ากฎหมายบางฉบับไม่เป็นธรรม 3.ความเป็นธรรม บอกยากว่าความเป็นธรรมคืออะไร บ้างว่าความเป็นธรรมอยู่ที่กฎหมาย ถ้าทำถูกกฎหมายก็ถือว่าเป็นธรรม บ้างว่าความเป็นธรรมอยู่ที่จิตสำนึกของผู้บริหารก็ไม่น่าจะถูกนัก เพราะผู้บริหารลำเอียงได้ บ้างก็ว่าถ้าคนส่วนใหญ่ได้ประโยชน์สูงสุดถือว่าเป็นธรรม คนด้อยโอกาส คนที่เสียเปรียบในสังคมให้คนเหล่านั้นสามารถพัฒนาฐานะทางเศรษฐกิจและสภาพทางสังคมสูงขึ้นอย่างมีหลักการและเหตุผล ผู้ที่มีฐานะทางเศรษฐกิจสูงและมีความได้เปรียบอยู่แล้ว ควรจะต้องยอมเสียประโยชน์บ้าง 4.ประสิทธิภาพ เป็นเรื่องเข้าใจง่ายและจริยธรรมของการบริหารงานที่ถกเถียงกันเกี่ยวกับเรื่องนี้ คือ ในตัวประสิทธิภาพเองอาจไม่สอดคล้องกับจริยธรรม กรณีจะเลือกอะไร สำหรับผมเลือกจริยธรรม เพราะผมเชื่อว่า เราสามารถหาหนทางที่จะให้ประสิทธิภาพไปด้วยกันได้กับจริยธรรมไม่ว่าจะเป็นเรื่องความซื่อสัตย์ ความโปร่งใส หรือ ความเป็นธรรม 5.ความโปร่งใส เป็นเรื่องเข้าใจง่ายและเป็นจริยธรรมของการบริหารงาน เช่นเดียวกัน ปัจจุบันมีการเรียกร้อง เรียกหาความโปร่งใสกันมาก เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบการบริหารภาครัฐได้ เรามีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญและในพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสาร บัญญัติให้รัฐเปิดเผยข้อมูลอันเป็นสาธารณประโยชน์แก่ประชาชน การหลีกเลี่ยงไม่เปิดเผยข้อมูลถือได้ว่าขัดจริยธรรม 6.ความมั่นคงของรัฐ เราใช้จริยธรรมในการบริหารเพื่อผลประโยชน์ของรัฐความมั่นคงของรัฐคือผลประโยชน์ของรัฐอย่างหนึ่ง การใช้จริยธรรมในการบริหารความมั่นคงอาจจะกระทบสิทธิและเสรีภาพของประชาชน จึงจำเป็นต้องหาความสมดุลให้ได้ ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ยังคงมีอยู่และอาจจะคงมีต่อไป เพราะผู้บริหารอาจจะยังหาความสมดุลไม่พบ 7.ค่านิยม มีผลกระทบโดยตรงต่อจริยธรรม ค่านิยมของคนไทยที่ชัดเจนในปัจจุบัน คือ ส่วนใหญ่ยังเชื่อว่า ความร่ำรวย สามารถสร้างชื่อเสียง เกียรติยศ และฐานะได้ จึงมีคนจำนวนไม่น้อยรีบสร้างความร่ำรวย โดยไม่แยแสต่อจริยธรรมและที่แปลกแต่จริง และเป็นอันตรายอย่างยิ่ง คือ เรามักจะนิยมยกย่องคนร่ำรวยว่าเป็นคนดี น่าเคารพนับถือ โดยใส่ใจว่า เขาเหล่านั้นร่ำรวยมาด้วยวิธีใด และดูหมิ่นคนจนต่าง ๆ นานา เพราะคนเหล่านั้นมอซอ พูดไม่เพราะ มีความรู้น้อยไม่อยากคบหาสมาคมด้วย ตราบใดที่เหม็นสาบคนยากคนจน ยังร้องเพลง "กอดกับคนจน หน้ามนต์ยังบ่นว่าเหม็น" ไม่มีทางแก้ปัญหาความยากจนสำเร็จ                ดังนั้น การบริหารภาครัฐสมัยใหม่นั้นจะต้องมีสิ่งที่สำคัญ 2 ส่วน คือ (1) การสร้างค่านิยมความมีจริยธรรม และจรรยาบรรณวิชาชีพ ซึ่งอยู่ในระดับปัจเจกบุคคล และ (2) การส่งเสริมแนวคิดเกี่ยวกับธรรมาภิบาลให้เป็นที่ยอมรับในทุกภาคส่วนของสังคม เป็นกฎเกณฑ์กติกาของสังคมในการส่งเสริมการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีต่อไป..
นายพนม ปีย์เจริญ
IP: xxx.121.135.19
เขียนเมื่อ 

การบ้านครั้งที่ 11

การสร้างระบบคุณธรรม จริยธรรม ธรรมาภิบาล สำหรับทรัพยากรมนุษย์

( Ethical Capital)

สอนโดย ดร.อรพินท์ สพโชคชัย

เรียนเสาร์ที่ 8 กันยายน 50

นักศึกษาชื่อ นายพนม ปีย์เจริญ

.......................................

กว้างยิ่งกว่าท้องฟ้า ลึกกว่ามหาสมุทร

เป็นสิ่งที่พระเจ้าประทานให้เรามา พร้อมๆกับการสร้างมนุษย์ ด้วยการวางไว้ในตำแหน่งสูงที่สุดในร่างกายของเรา และเราเรียกมันว่า สมองหรือ “Brain”

   

     สมองมีความลึกซึ้งซับซ้อนเชื่อมโยงกับสิ่งต่างๆอยู่ตลอดเวลา สมองมีการเรียนรู้และมีพัฒนาการอย่างไม่หยุดยั้ง ขึ้นอยู่กับการพัฒนาการในการเรียนรู้และสิ่งแวดล้อมที่หล่อหลอมมาตั้งแต่ต้น จากการทดลองพบว่า เมื่อมนุษย์แรกเกิดจนถึงอายุ 11 เดือน เขาถูกนับว่าเป็นประชากรของโลก แต่หลังจากนั้นเมื่อเขาถูกหล่อหลอมด้วยภาษา วัฒนธรรม ประเพณี ค่านิยม พฤติกรรมของพ่อแม่ หรือผู้เลี้ยงดูที่อยู่ใกล้ชิด ตั้งแต่ขั้นปฐมภูมิ ทุติยภูมิ เขาก็จะกลายไปเป็นประชากรของประเทศนั้นๆไปแล้ว

   

     โดยเฉพาะในประเทศไทยของเรา แต่เดิมมาเราพัฒนาและปลูกฝังคนของเรา ด้วยการพัฒนามาจากภายใน คือการพัฒนาทางด้านจิตใจ

ด้วยไตรสิกขา คือ ศีล... การพัฒนาด้านพฤติกรรม

สมาธิ... การพัฒนาด้านจิตใจ

ปัญญา.. การพัฒนาด้านความรู้ สติปัญญา

        ดังนั้นการพัฒนาคนของไทยเราจึงปลูกฝังเรื่องคุณธรรม จริยธรรม ไปพร้อมๆกับการพัฒนาด้านความรู้ มาถึงในยุคหนึ่ง เราหันไปพัฒนาตามแนวทางตะวันตก ด้วยการพัฒนาคนจาก Vision และ Skill แล้วละเลยการปลูกฝังพัฒนาทางด้านจิตใจ จนเราได้ คนเก่ง แต่ไม่ดีมาอยู่ในสังคมระดับรากหญ้าไปจนถึงระดับผู้นำของประเทศ กว่าเราจะรู้ตัวก็เหมือนทฤษฎีกบต้ม ไปเรียบร้อยแล้ว

     เราจึงรีบหันมามองเรื่องของคุณธรรม จริยธรรมกันอีกครั้งหนึ่ง ชนิดที่ถ้าเป็นรถก็เลี้ยวกลับจนเกือบตีลังกาหงายท้องยังไงอย่างนั้น เหตุผลก็เพื่อเราอยากได้สังคมตามที่เราต้องการคือ

    

1. สังคมคุณภาพ

2. สังคมแห่งการเรียนรู้

3. สังคมแห่งความสมานฉันท์ และเอื้ออาทร

    

     ซึ่งการที่สังคมจะเป็นเข่นนี้ได้ ก็ต้องได้รับการสนับสนุน ร่วมมือจากทั้ง 3 ภาคส่วนคือ

    

1. ภาครัฐ ที่ต้องมีธรรมาภิบาล ( Good Governance )

ทำหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภค และดูแลสิ่งแวดล้อมที่ดีเอาไว้

2. ภาคเอกชน ที่ต้องมีบรรษัทภิบาล ( Corporate Governance )

ทำธุรกรรมด้วยความสุจริตถูกต้อง โปร่งใส และเป็นธรรม

3. ภาคประชาชน ต้องมีประชาสังคม ( Civil Society )

เน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อนำไปสู่การอยู่ร่วมกันในสังคมที่เอื้อประโยชน์ต่อกัน โดยที่บุคคล ( Individual ) ต้องมีสุขภาพดี มีการศึกษาที่ดี มีการพัฒนาอาชีพ

    

- กลุ่มหรือทีม ( Team ) ต้องมุ่งเป้าไปสู่การทำให้เกิดรูปแบบของประชาสังคม (Society)

- ชุมชน (Society) ต้องเป็นชุมชนเข้มแข็ง

ซึ่งในความเป็นจริงของโลกปัจจุบัน ในบ้านเมืองเรา สังคมยังยังไม่มีโอกาสเป็นไปตามสังคมที่เราต้องการ เพราะปัญหาต่างๆยังมีอยู่คือ

1. ปัญหาความยากจน

2. ปัญหายาเสพติด และ

3. ปัญหาทุจริต คอรัปชั่น

    

     สาเหตุใดเล่าที่ทำให้สังคมไทยเราเป็นเช่นนี้ และทำไมถึงแก้ไม่หายเสียที สาเหตุหลักๆที่เป็นเช่นนี้ก็ด้วยเพราะ คนไทยเราด้วยกันเอง

1. เกิดจากบุคลิกภาพของคนไทยเราเอง ที่ไม่ชอบเอาตัวเข้าไปยุ่ง
เพราะคิดว่าธุระไม่ใช่จึงหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า และใส่หน้ากากเข้าหากัน เมื่อถึงเวลาที่จะเด็ดขาดก็ใช้หลัก ประนีประนอม รอมชอมกัน
2. โครงสร้างทางสังคม เป็นลักษณะโครงสร้างหลวม (Loose Structure) ชอบทำงานเฉพาะกิจไม่ชอบทำงานที่ผูกพันระยะยาว ขาดวินัย มีความเป็นปัจเจกบุคคลสูง คล้อยตามกลุ่ม ที่สำคัญเมื่อมีการกระทำผิดการลงโทษก็อ่อน

3. การกล่อมเกลาทางสังคม ขาดต้นแบบที่ดีทั้งในส่วนปฐมภูมิ และทุติยภูมิ ที่ยังขาดแบบอย่างที่จะทำให้สังคมเด็กๆและวัยรุ่น เอาเป็นแบบอย่างได้ ทั้งโรงเรียน เพื่อน กลุ่มอาชีพ และสื่อต่างๆ

  

4. ค่านิยมระบบอุปถัมภ์

เป็นค่านิยมที่ปลูกฝังมาตั้งแต่บรรพบุรุษ และถูกพัฒนารูปแบบมาตามกาลเวลา แต่ก็ยังแสดงออกมาในลักษณะประจบสอพลอ ขาดความเสมอภาค มีความสัมพันธ์ในแนวดิ่ง มีผลประโยชน์ต่างตอบแทน และยึดประโยชน์ส่วนตนมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม

    

5. กระแสโลกาภิวัตน์

ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ( Cross Culture ) อย่างรวดเร็วจึงทำให้เกิด

- บริโภคนิยม

- วัตถุนิยม

- เห็นเงินตราและวัตถุมีคุณค่า มากกว่าคุณธรรมและจริยธรรม

     สาเหตุทั้งหลายเหล่านี้คือต้นเหตุของปัญหาของสังคมไทย ที่ทำให้เรามีปัญหาอยู่ทุกวันนี้ เราต้องแก้ไขด้วย 3 ภาคส่วน ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น คือ

ภาครัฐต้องมีธรรมาภิบาล

ภาคเอกชนต้องมีบรรษัทภิบาล

ภาคประชาชนต้องมีชุมชนที่เข้มแข็ง แล้วช่วยกันสร้างให้สังคมเป็นสังคมที่

  

1. มีคุณภาพ

2. มีการเรียนรู้และภูมิปัญญา

3. สมานฉันท์
และอื้ออาทร

     ซึ่งเราจะต้องทำให้การเมืองบ้านเรา ที่เป็นระบอบประชาธิปไตย เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง ด้วยการทำให้การเมืองเป็น การเมืองระบบเปิด ( Political Open System ) ซึ่งจะเป็นการเมืองตามที่ประชาชนต้องการโดยที่

      

1. ภาคประชาชน

ต้องพยายามสร้างค่านิยมในการเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองมากยิ่งขึ้น

2. ภาคตรวจสอบ

ต้องมีความโปร่งใสตรวจสอบได้ พยายามอย่าให้เป็นลักษณะ สภาผัวเมีย ดังที่เคยเป็นมา

3. ภาคตัวแทน

ต้องมีความซื่อสัตย์ สุจริต โปร่งใส ตรวจสอบได้ มีอุดมการณ์ในการทำงาน เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนโดยแท้จริง

     

     เพราะพรรคการเมืองที่เป็นพรรคเสียงข้างมาก ที่จะเข้ามาจัดตั้งรัฐบาล และมาใช้อำนาจในการบริหารประเทศ

ทั้ง อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร อำนาจตุลาการ ต้องได้บุคคลที่มีจริยธรรม คุณธรรม เข้าหลักเป็นคนดีและเก่งด้วย จึงจะเข้ามาช่วยทำให้สังคมไทยน่าอยู่เช่นที่เคยเป็นมา

     เพราะฉะนั้นพรรคการเมืองทั้งหลายที่ต้องทำหน้าที่ สรรหา.. ตรวจสอบ.. คัดเลือก.. บุคคลที่จะมาทำหน้าที่เป็นตัวแทนให้กับประชาชนในเบื้องต้นเสียก่อน ก่อนที่จะมาให้ประชาชนเป็นผู้เลือกเข้าไปเป็นตัวแทนให้เขาอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้เราได้ผู้นำที่เป็นคนเก่ง คนดี มีจริยธรรม คุณธรรม ในการบริหารบ้านเมืองอย่างมี ธรรมาภิบาล ด้วยการยึดหลักการต่างๆดังต่อไปนี้

    

1. หลักคุณธรรม

2. หลักนิติธรรม

3. หลักความคุ้มค่า ในการใช้ทรัพยากร

4. หลักความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้

5. หลักการมีส่วนร่วมในการรับผิดชอบ

     

     ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้เป็นหลักยึดให้กับ ผู้แทนที่จะก้าวไปสู่ผู้นำในระดับต่างๆเพื่อให้ยึดถือปฏิบัติ และถือได้ว่าเป็น KPI ที่สำคัญในการตรวจสอบมาตรฐานของผู้นำในแต่ละระดับของประชาชน.

    

นายพนม ปีย์เจริญ

Mr. Panom Peecharoen

11.9.2007

    

 

Surachet  Suchaiya (Mobile: 089 205 3098, surachet@catinfonet.com)

HomeWork# 12 Human Capital (1-Sep-07)

Ethic Capital.

ดร. อรพินท์  สพโชคชัย

 

            ดร.อรพินท์  สพโชคชัย ท่านเป็น กรรมการ ก.พ.ร. จบปริญญาโท และ ปริญญาเอก ด้าน Public Administration จากต่างประเทศ

ความรู้ที่ได้จากการเรียนในวันนี้

            ดร.อรพินท์ ได้เล่าถึงประสบการณ์ในการทำงานบริหารงานภาครัฐกว่า 20 ปี ให้ผมได้รับทราบและเกิดแนวคิดใหม่   ท่านเล่าถึง  กพร.ใช้ระบบ Result Based Management ซ่อมหลักธรรมภิบาลเอาไว้  มีการทำ Bottom Line  เป็นเส้นวัด

            คุณธรรมกับจริยธรรมในองค์กร Good Corporate Governance  ท่านมี คำคมว่า “You must be something right”  หมายความว่าคุณทำสิ่งที่ถูกต้อง ได้ยกตัวอย่างการพัฒนาในเรื่องต่างๆที่แฝงไว้ด้วย Ethics

 

Case Study : เกี่ยวกับเรื่อง Give and Talent ของประเทศเกาหลีใต้.

            เรื่องจากประเทศเกาหลีใต้มองเห็นความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องทุนมนุษย์ตั้งแต่เมื่อกว่า 20ปี ที่แล้ว รัฐบาลประเทศเกาหลีใต้ ได้สร้างโรงเรียนที่สอนเด็กที่มีความเก่ง, ความถนัดด้านต่างๆ และมีพรสวรรค์ ทำการเรียนการสอนคล้ายๆกับ โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ของเรา แต่ในประเทศไทยมีเพียงแห่งเดียว  ประเทศเกาหลีใต้มีโรงเรียนแบบนี้ 20 กว่าแห่งทั่วประเทศ เปิดสอนมากกว่า 20 ปี แล้วในขณะที่ประเทศไทยมีเพียงแห่งเดียวเปิดสอนได้ไม่ถึง 10ปี ปัจจุบันนักเรียนเหล่านี้ของเกาหลีใต้จบออกมาเป็นระดับผู้บริหารระดับกลางและระดับสูงขององค์กรต่างๆในประเทศแล้ว.

 

Case Study : การลงทุนด้านทรัพยากรบุคคลของบริษัทผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือในประเทศเกาหลีใต้ให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในวงการโทรศัพท์มือถือ

            ประเทศเกาหลีใต้ผู้นำด้านอุปกรณ์สื่อสารอิเล็กทรอนิกส์ เช่นโทรศัพท์มือถือ โดย บริษัทผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือในเกาหลี  ส่งนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรผู้ออกแบบมือถือ/คอมพิวเตอร์ ไปเข้า course fashion design ที่ปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อให้เกิดแนวคิดใหม่ๆในการออกแบบผลิตภัณฑ์  ซึ่งผลผลลัพท์ที่ออกมานั้น ทำให้เกิดการผลิกโฉมหน้าวงการอุปกรณ์สื่อสารอย่างโทรศัพท์มือถือ จากที่เคยมีแต่ โทรศัพท์มือถือ สีดำและสีเทา กลับมือถือสีแดง , สีเขียว , สีฟ้า เจาะกลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้หญิง , เด็กวัยรุ่น เป็นต้น.

 

ดร.อรพินท์ยกตัวอย่างของคำบางคำที่ไม่มีคำแปลในภาษาไทย อาจต้องใช้คำหลายๆคำเพื่อบอกความหมายของคำเหล่านี้.

-          Integrity คือ เป็นคนดี ยืนหยัดในหลักการ อยู่ฝ่ายดี Integrity คำคำนี้ยังรวมความหมายถึงการสร้างความเจริญให้เกิดขึ้นในสังคมได้ (Civili society) อาจจะเกินกว่าคนในสังคมไทยส่วนใหญ่จะเข้าใจ.

-          Accountability คือ ความพร้อมรับผิดชอบ

 

Case Study : การโกหกของอดีตประธานาธิบดีบิล คลินตัน กับ โมนิกา ลูวินสกี

            อดีตประธานาธิบดีบิล คลินตัน แห่ง สหรัฐอเมริกา กับ โมนิกา ลูวินสกี มี "ความสัมพันธ์ไม่เหมาะสม" (inappropriate relationship) ในช่วงที่ลูวินสกีเป็นนักศึกษาฝึกงานในทำเนียบขาว ระหว่าง พ.ศ. 2538-2539 ตลอดเวลาที่มีเป็นคดีอยู่นั้น คลินตัน

ปฎิเสธตลอดเวลาว่า ไม่เคยมีความสัมพันธ์ ทางเพศกับ ลูวินสกี แต่เมื่อคดีดำเนินมาถึงที่สุด อดีตประธานาธิบดีบิล คลินตัน ต้องออกมายอมรับ ว่ามีความสัมพันธ์ทางเพศกับ

โมนิกา ลูวินสกี  ทำให้ประชาชนอเมริกาช๊อคไปตามๆกัน กับการโกหกของผู้นำของเขา.

 

วิวัฒนาการประชาธิปไตย

Direct Democracy : ประชาธิปไตยโดยตรง.

Representative Democracy : ประชาธิปไตยแบบตัวแทน.

Participative Democracy : ประชาธิปไตยแบบประชาชนมีส่วนร่วม.

 

การบริหารตามหลักธรรมาภิบาล 

-          การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง (การเมืองภาคประชาชนและปัญหาความโปร่งใส่ transparency Problem )

-          ปัญหาและกระแสกดดันทางเศษฐกิจสู่การแข่งขันและการอยู่รอด (ภาคเอกชน ภาคผู้เชี่ยวชาญทางด้านเทคนิค Technocrats , ภาควิชาการ , ภาคประชาชน)

-          กระแสกดดันเวทีนานาชาติ (มาตรฐานการบริหารจัดการตามหลักประชาธิปไตยและธรรมภิบาล)

 

            รัฐบาลที่แล้ว ในยุคของนายกทักษิณ  ชินวัตร ซื้อ Brain ได้ แต่ Ethics ซื้อไม่ได้ รัฐบาลที่แล้วสอบตกเรื่อง Ethics ทำให้เกิดการปฎิวัติ 

 

Unexpected expenses คือ ค่าใช้จ่ายที่ไม่สามารถทราบได้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่.

 

ดร.อรพินท์ ยกตัวอย่าง การให้บริการของภาครัฐ เช่น โรงพยาบาล ที่ให้บริการแก่ประชาชน ไม่จำเป็นต้องให้ ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม แก่หมอและพยาบาล.

 

Case Study : โบลิเวีย กับการจัดการคอร์รับชั่น.

            ในอดีตประชาชนในโบลิเวียเมื่อการธุรกรรมที่ต้องติดต่อกับทางราชการ จะต้องเสียเวลานานมากในการติดต่อ และต้องจ่ายใต้โต๊ะจำนวนมากให้แก่เจ้าหน้าของทางราชการ นายกรัฐมนตรีท่านหนี่งของโบลิเวีย มองเห็นปัญหาเหล่านี้ ซึ่งเป็นกาฝากของทางราชการอย่างมาก จึงได้จัดการกับเจ้าหน้าที่ที่เรียกรับสินบนเหล่านี้.

            จากนั้นเมื่อ kill the big fish แล้ว นายกรัฐมนตรีของโบลิเวียท่านนี้ มีนโยบายให้จัดเก็บค่าธรรมสูงขึ้นกว่าเดิม แต่เมื่อเทียบกับเงินสินบนที่เคยจ่ายให้เจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อแลกกับความเร็วในการติดต่อธุรกรรม ถือมากน้อยกว่ามาก. ค่าธรรมเนียมที่สูงขึ้นทำให้รัฐได้เงินเข้ามาพัฒนาระบบการบริการให้ดีขึ้น รวดเร็ว.

            ปัจจุบันอดีตนายกรัฐมันตรีของโบลิเวียท่านนี้เมื่อครบวาระแล้ว ท่านได้ไปเป็น     อาจารย์สอนอยู่ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในโบลิเวีย.

 

            อยากให้ประเทศไทยสามารถทำได้อย่างประเทศเกาหลี ที่อดีตประธานาธิบดีของเกาหลีเคยสร้างความเจริญ ให้ประเทศอย่างมาก แต่เมื่อมีการคอร์รับชั่นเกิดขึ้น  ประชาชนของเขาแยกแยะออกว่า สิ่งใดคือความดี สิ่งใดคือความเลว มันสมานท์ฉันกันไม่ได้ เขาไม่ต้องการคนที่เก่งแต่โกงมาก   เมื่อมีประธานาธิบดีอีกคนจากที่เคยเป็นแกนนำนักศึกษาล้มรัฐบาลที่โกงได้ แต่เมื่อโตขึ้นมาเป็นรัฐบาลและได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีแล้ว ก็แสดงพฤติกรรม มือหนึ่งทำแต่อีกมือหนึ่งล้วงกระเป๋า ประชาชนจากที่เยรักก็ไม่ศรัทธา และเมื่อการตรวจสอบดำเนินคดีถึงที่สุด ก็เป็นประธานาธิบดีคนที่สองที่ได้เข้าคุกไปอีกคน. ผิดว่าไปตามผิด ไม่ใช่ คนที่เราชอบผิดไม่เป็นไร ความผิดกองเป็นภูเขาเหลากา ทำเป็นเหมือนเส้นผมบังภูเขา.

หรรษา คล้ายจันทร์พงษ์
IP: xxx.246.22.250
เขียนเมื่อ 
การสร้างระบบคุณธรรม จริยธรรมธรรมาภิบาลสำหรับทรัพยากรมนุษย์
( Ethical Capital )อรพินท์ สพโชคชัย  กรรมการ ก.พ.ร. ความเป็นมาของหลักธรรมาภิบาลจากวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในปัจจุบันได้ส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วนของสังคม ดังที่ทราบกันทั่วไปแล้วว่า สาเหตุสำคัญ ประการหนึ่งเกิดขึ้นจากความบกพร่อง ความอ่อนแอ และหย่อนประสิทธิภาพของกลไกด้านการบริหารจัดการในระดับชาติ และระดับองค์กร ทั้งในภาครัฐ และเอกชน รวมไปถึงการทุจริต และการกระทำผิดจริยธรรมในวิชาชีพ ซึ่งแยกพิจารณาได้ดังนี้1. การขาดกลไกและกฎเกณฑ์ที่ดีพอในการบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคม ขณะที่กลไกที่มีอยู่บกพร่อง ไม่สามารถเตือนภัยที่เคลื่อนตัวเข้ามากระทบระบบเศรษฐกิจและการเงินอย่างรวดเร็วได้ รวมทั้งเมื่อถูกกระทบแล้วยังไม่สามารถปรับเปลี่ยนกลไก และฟันเฟืองการบริหารจัดการต่าง ๆ ของภาครัฐและภาคเอกชนให้ทันต่อสถานการณ์ได้2. ความอ่อนด้อยและถดถอยของกลุ่มข้าราชการ นักวิชาการหรือเทคโนแครต(Technocrats) คนกลุ่มนี้ต้องมีบทบาทสำคัญในการศึกษา ค้นคว้า เสนอแนะนโยบายและแก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ ที่จำเป็นในการบริหารประเทศ3. ระบบการตัดสินใจและการบริหารจัดการทั้งของภาครัฐและภาคธุรกิจเอกชนมีลักษณะที่ขาดความโปร่งใสบริสุทธิ์และยุติธรรม ส่งผลให้ตัวระบบเองไม่มีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสหรือช่องทางให้เกิดความฉ้อฉลผิดจริยธรรมในวิชาชีพขึ้นได้4. ประชาชนขาดข้อมูลข่าวสาร ขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์บ้านเมืองอย่างชัดเจน จึงทำให้ไม่มีโอกาสในการร่วมตัดสินใจและร่วมแก้ไขปัญหา5. ปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบทั้งในภาครัฐและเอกชน ซึ่งเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางและมีการร่วมกันการกระทำทุจริตอย่างเป็นกระบวนการจากสาเหตุดังกล่าว หากไม่ได้รับการจัดการแก้ไขและป้องกันโดยเร่งด่วนแล้ว โอกาสการฟื้นตัวจากวิกฤติเศรษฐกิจของไทย อาจต้องใช้เวลานานกว่าที่ควรจะเป็น ดังนั้นการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนก็คือ การขจัดสาเหตุของปัญหาดังกล่าวข้างต้น และสร้างธรรมรัฐ หรือธรรมาภิบาล(Good Governance) เพื่อการบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดี ให้ปรากฏเป็นจริงในภาครัฐภาคเอกชน และภาคประชาชน โลกยุคโลกาภิวัฒน์หรือสังคมยุคใหม่1.      การเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจ        เศรษฐกิจเสรี         การแข่งขันรุนแรงและยังมีการกีดกันทางการค้า        การรวมตัวทางเศรษฐกิจ2.      วิวัฒนาการและลักษณะทางสังคม        สังคมข้อมูลข่าวสาร สังคมแห่งการเรียนรู้...วัฒนธรรมของสังคมเมือง         เปลี่ยนรูปแบบการดำรงชีวิต และการแข่งขัน 3.      การขับเคลื่อนทางการเมืองการปกครอง        ปรับเข้าสู่การเมืองแบบมีส่วนร่วม  (Participative Democracy)         ระบบการเมืองที่มีคุณธรรม จริยธรรม เป็นที่เชื่อมั่นศรัทธา4.      พัฒนาการและการตื่นตัวของภาคประชาสังคม        ความเข้มแข็งและการรวมตัวของภาคประชาชน        เรียกร้องกติกาการอยู่ร่วมกันของมนุษย์อย่างมีดุลยภาพและเป็นธรรมาภิบาลธรรมาภิบาล (อังกฤษ: good governance) คือ การปกครอง การบริหาร การจัดการ การควบคุมดูแล กิจการต่าง ๆ ให้เป็นไปในครรลองธรรม นอกจากนี้ยังหมายถึงการบริหารจัดการที่ดี ซึ่งสามารถนำไปใช้ได้ทั้งภาครัฐและเอกชน ธรรมที่ใช้ในการบริหารงานนี้ มีความหมายอย่างกว้าง กล่าวคือ หาได้มีความหมายเพียงหลักธรรมทางศาสนาเท่านั้น แต่รวมถึง ศีลธรรม คุณธรรม จริยธรรม และความถูกต้องชอบธรรมทั้งปวง ซึ่งวิญญูชนพึงมีและพึงประพฤติปฏิบัติ อาทิ ความโปร่งใสตรวจสอบได้ การปราศจากการแทรกแซงจากองค์กรภายนอก เป็นต้น          ธนาคารโลกให้ความหมาย Good Governance ไว้ว่า เป็นลักษณะและวิถีทางของการใช้อำนาจในการใช้ทรัพยากรทางเศรษฐกิจและทางสังคมของประเทศเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน 1 และพรนพ พุกกะพันธุ์ ให้ความหมาย Good Governance ไว้ว่า เป็นผลลัพธ์ของการจัดกิจกรรมซึ่งบุคคลหรือสถาบันทั่วไป ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนมีผลประโยชน์ร่วมกันได้กระทำลงไปในหลายทาง มีลักษณะเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจนำไปสู่การผสมผสานประโยชน์ที่หลากหลาย ที่ขัดแย้งกันได้ 2            สำหรับในที่นี้จะให้ความหมายคำว่า ธรรมาภิบาล ซึ่งมาจากคำว่า Good Governance  แต่จะให้ความหมายไปในทางการบริหารราชหาร เพื่อให้แตกต่างจาก บรรษัทภิบาล  (Corporate Governance) ว่า ธรรมาภิบาล หมายถึง การบริหารของภาครัฐที่มุ่งความดีงาม และเกิดประโยชน์สูงสุดแก่รัฐ และประชนอย่างทั่วถึงและยุติธรรม ธรรมาภิบาลจึงประกอบด้วย การบริหารที่ดีและมีความยุติธรรมทั้งเพื่อรัฐและเพื่อประชาชน           ฉะนั้นในอนาคตของหน้าในแต่ละประเทศ Capital ที่ประเป็นเครื่องกีดกันก็คือEthical Capital คำว่า good governance นำมาใช้ในปี ค.ศ.1989 โดยนักวิชาการกลุ่มหนึ่งได้ศึกษาว่าประเทศไทยมีความยั่งยืน โดยหลักแท้แล้ว good governanceจะมีลักษณะเป็นการทำงานที่โปร่งใสเป็นธรรม และคนที่มี Integrity คือคนที่มีความสุจริต เป็นคนดี โปร่งใส มีจรรยาบรรณการเปลี่ยนแปลงและวิวัฒนาการของสังคมโลกในยุคปัจจุบัน          มีการเปลี่ยนแปลงและวิวัฒนาการของสังคมโดยจะสะท้อนออกมาในลักษณะของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองปัจจุบันนี้โลกนิยมการปกครองระบอบประชาธิปไตยซึ่งการปกครองระบบนี้มีสองยุคยุคแรก แบบ Direct Democracy (ประชาธิปไตยโดยตรง) คือคนที่เป็นมนุษย์เท่านั้นที่จะ Vote ได้ ยุคสอง ประชาธิปไตยแบบตัวแทน  ในประเทศไทยเกิดขึ้นเมื่อ ปี พ.ศ.2535 สมัย พลเอกสุจินดาเคราประยูร ต่อมากลายเป็นยุคสังคมข่าวสาร  Good governance ตามที่ UN ESCAP กำหนดมี 8 หลักการคือ1.      การมีส่วนร่วม (participatory) 2.      การปฏิบัติตามกฎหมาย (rule of law) 3.      ความโปร่งใส(transparency)4.      ความรับผิดชอบ (responsiveness) 5.      ความสอดคล้อง (consensus oriented) 6.      ความเสมอภาค (equity and inclusiveness) 7.      การมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล (effectiveness and efficiency) 8.      การมีเหตุผล(accountabilityหลักการธรรมภิบาลโดยภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชนจะต้องให้ความสำคัญกับ 1.      ความสุจริต ชัดเจน และโปร่งใส (Honesty &Transparency) 2.      ความพร้อมรับผิดชอบ (Accountability) 3.      คุณธรรมจริยธรรมและมโนสุจริต (Integrity)4.      การมีส่วนร่วม (Participation) และ5.      มีความเท่าเทียมกันในสังคมและเป็นธรรม (Equity and Fairness)   หลักการบริหารภาครัฐสมัยใหม่ (New Public Management)           หลักการบริหารภาครัฐสมัยใหม่จะต้องมีธรรมาภิบาล(Good Governance )ซึ่งธรรมาภิบาลจะประกอบด้วยหลักที่สำคัญคือ1.      หลักประชาธิปไตยคือต้องมีเสรี มีส่วนร่วม2.      หลักการบริหารสมัยใหม่3.      หลักกลไกลตลาดประเทศไทยต้องรวมกลุ่มอาเชี่ยนซึ่งการรวมกลุ่มแบบนี้เราควรรวมกลุ่มแบบนี้ควรที่จะรวมกับประเทศอินเดียและจีนจะเป็นโอกาสที่ดีแก่ประเทศไทย และถ้ารวมกันได้แล้วเราก็ควรจะให้มีเงินสกุลเดียวคือสกุลเอเชีย(Asian Money) การรวมกลุ่มแบบEthical Standard เป็นกรอบธรรมาภิบาล  ประเทศที่มีธรรมาภิบาลสูงสุดที่ได้รับรางวัลคือ ประเทศ ฟินแลนด์ นอรเวร์ สวีเดน ส่วนในเอเชียคือประเทศสิงค์โปร์ ส่วนประเทศไทยตั้งเป้าหมายไว้ที่ 4 ปีข้างหน้า OECD เพราะเป็นการยกมาตรฐานทางด้านจริยธรรมหรือธรรมาภิบาลและAccountability เช่นประเทศญี่ปุ่น เขาจะแสดงความรับผิดชอบของนักรบญี่ปุ่นที่คว้านท้องตนเองต่อหน้าจักรพรรดิ์ และถ้าธนาคารในต่างประเทศเขาทำผิดต่อลูกค้าเขาจะแสดงความรับผิดชอบโดยประธานธนาคารจะออกมากล่าวขอโทษส่วนของประเทศไทย ถ้าเป็นปรานธนาคารเมื่อทำผิดคงจะไม่มีใครมาแสดงความรับผิดชอบ    การพัฒนาระบบราชการ          ระบบราชการในอดีด1.      เป็นระบบราชการที่บริหารงานแบบดั้งเดิม2.      มีปัญหาด้านธรรมาภิบาลหลักในการพัฒนาระบบราชการ1.      ประยุกต์หลักการบริหาราชการยุคใหม่ (NPM)2.      สร้าง GOOD  GOVERNANCEระบบราชการที่พึงปรารถนา1.      สนองความต้องการและประโยชน์สุขของประชาชน2.      บริหารงานมุ่งผลสัมฤทธิ์3.      ประสิทธิภาพประสิทธิผล4.      เน้นหลักคุ้มค่า ทันสมัย5.      เที่ยงธรรมและรับผิดชอบ6.      ยืนหยัดในความถูกต้อง7.       ประชาชนมีส่วนร่วม8.      สุจริต โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ บทสรุป ธรรมาภิบาลหรือ(Good Governance )แม้จะดีเลิศแค่ไหนก็ตามแต่ก็ยากที่จะกระทำลงให้สำเร็จได้ครบทุกหลักการก่อนที่จะมาให้ความสนใจการพัฒนาด้านการบริหารและการจัดการ ควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ก่อนที่จะนำไปสู่การพัฒนาด้านอื่นๆ การพัฒนางานใดๆ ต้องพัฒนาที่อุดมการณ์อันเป็นจุดมุ่งหมายของการกระทำที่แท้จริง   
นายสิทธิชัย ธรรมเสน่ห์
IP: xxx.155.54.247
เขียนเมื่อ 

เรียน ศ.ดร.จีระ   หงส์ลดารมภ์    (Homework  11)

          จากการศึกษาเรื่องการสร้างระบบคุณธรรม จริยธรรม ธรรมาภิบาลสำหรับทัรพยากรมนุษย์(Ethical Capital) กับ ดร.อรพินท์  สพโชคชัย กรรมการ ก.พ.ร. เมื่อวันเสาร์ที่ 8 กันยายน 2550 สรุปได้ดังนี้

          หน่าวยงาน ก.พ.ร. เป็นหน่วยงานที่ผลัดดันให้เกิดคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาล ในการบริการจัดการภาครัฐ

          Capital หมายถึง ทุน ซึ่งในอดีตจะวัดกันที่ปริมาณคน(Human Capital) แต่ปัจจุบันวัดกันที่ความคิดของคน(Thinking Capital)

          การที่ EU ขอเข้ามาดูการเลือกตั้งของไทย เขาต้องการมาสังเกตการณ์เรื่องความยุติธรรม ความโปร่งใสของการเลือกตั้ง หรือปัญหาต่างๆอันอาจจะเกิดขึ้นในการเลือกตั้งที่จะถึงนี้

          ฟินแลนด์, สิงค์โปร์ ได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มี  Ethical Standards

          เกาหลีเป็นประเทศที่เป็นผู้นำด้าน Human Capital ของเอเชีย

          ปี ค.ศ. 1983 เริ่มนำคำว่า Good Governance มาใช้กันอย่างแพร่หลาย เพราะถือว่าประเทศใดมี Good Governance ถือเป็นประเทศที่มีการบริหารแบบโปร่งใส

          นักวิชาการของไทยได้มีการบัญญัติศัพท์ คำว่า Good Governance ไว้หลากหลาย  เช่น

      - ประชารัฐ (โดย ศ.ดร.ชัยอนันต์  สมุทวณิช),

      -  ธรรมรัฐ (โดย ศ.พงษาพิชญ์ และ อ.ธีรยุทธ  บุญมี),

      - สุประศาสนการ(โดยอนุกรรมการบัญญัติศัพท์ทางการบริหารของก.พ.),

      - ธรรมมาภิบาล(โดย ม.ร.ว.จัตุมงคล  โสณกุล)

          จากการกล่าวถึงบทนำดังกล่าวข้างต้น จะโฟกัสมาที่

  1. กรอบความคิดและหลักการธรรมาภิบาล
  2. การนำหลักธรรมาภิบาลสู่การพัฒนาระบบราชการ
  3. การปรับระบบการบริหารราชการ สู่การบริหารราชการที่ผนึกพลังเป็นระบบบูรณาการเพื่อพัฒนาประเทศ
  4. การพัฒนาโครงสร้างและวิธีการบริหารงาน

           ซึ่งทั้งหมดนี้ เป็นการปรับกระบวนทัศน์และวัฒนธรรมข้าราชการ

          ปี 2539 -2540  เป็นช่วงที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออก ประเทศไทยได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก สิ่งที่ตามมาคือ

  • การบริการทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน ขาดคุณธรรม จริยธรรม
  • ความมั่งคั่งเป็นจุดหมายหลักของธุรกิจ
  • ระบบทุนนิยมมีความมั่นคงแข็งแรง

          กระแส 4 I เข้ามามีบทบาทในยุคโลกาภิวัตน์/สังคมยุคใหม่

        • Investmant                           • Industry

        • Information Technology   • Individual

          สิ่งที่เกิดขึ้นในโลกยุคไร้พรมแดน

  • การเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจ
  • วิวัฒนาการและลักษณะทางสังคม
  • การเคลื่อนทางการเมืองการปกครอง
  • พัฒนาการและการตื่นตัวของภาคประชาสังคม

          โลกยุคโลกาภิวัตน์ เดิมเรียกว่า "โลกานุวัฒน์"

          เมื่อพูดถึงธรรมาภิบาลมักจะมองไปที่การบริหารจัดการภาครัฐเป็นหลักและจะมองไปที่ตัวผู้บริหาร ตลอดทั้งมีคุณธรรม จริยธรรม ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้บริหารจะต้องตระหนักให้มาก ในประเทศไทยเริ่มมีการรณรงค์เรื่องดังกล่าว (คุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาล) ตั้งแต่เจอกับภาวะวิกฤตในการบริหารบ้านเมือง ในยุคของอดีต นายกรัฐมนตรี ทักษัณ  ชินวัตร ซึ่งทำให้ทุก ๆ องค์กรหันมาจริงจังในเรื่องดังกล่าว

          จากอดีตในการเป็นผู้นำประเทศตั้งแต่สมัยแรก(2544 -2548) มาถึงสมัยที่ 2(2549) อดีตนายกรัฐมนตรี ได้บริหารประเทศจนทำให้ประชาชนตายใจจนในที่สุดเป็นไปตามคำพังเพยที่ว่า "ช้างตายทั้งตัว เอาใบบัวปิดไม่มิด" ดังนั้นตั่งแต่ กันยายน 2549 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน เรื่องต่าง ๆ ที่อดีตนายกรัฐมนตรีทำไว้จึงปรากฏออกมาในเชิงลบต่อสาธารณชนทั่วประเทศ และทั่วโลก แทบไม่เว้นแต่ละวัน

          นี่คือ "บทเรียนราคาแพง" ที่สุดของคนไทย และของประเทศไทย ที่ทำให้ต้องหวนกลับมาดูตัวเองว่า "การก้าวเดินอย่างช้าๆ" บางครั้งมันย่อมดีกว่า การก้าวแบบ "ก้าวกระโดด" เป็นไหนๆ

          อย่างไรก็ตามแม้จะมีการตำหนิภาครัฐในเรื่องของคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาล จาก Cast ข้างต้นแล้วก็ตาม แต่การจะสร้างระบบคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาล สำหรับทรัพยากรมนุษย์เราก็ต้องมองตั้งแต่ภาครัฐอยู่ดี  เพราะถือเป็นคนกลุ่มใหญ่ของประเทศ นั่นคือภาครัฐควรมีบทบาทหน้าที่ในการกระตุ้น เศรษฐกิจ และดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชน(Welfare State)

          หลักการบริหารภาครัฐสมัยใหม่

      Good Governance   <--->  New Public Management         

   โดยข้อ 3 หลักดังต่อไปนี้

  1. หลักการประชาธิปไตย
  2. หลักกลไกตลาด
  3. หลักการบริหารสมัยใหม่

           จากพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงตรัสกับประชาชนชาวไทยในวันเสด็จขึ้นครองราชย์ นั่นคือ "เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม" ซึ่งพระองค์ท่านทรงถือเป็นคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนชาวไทยดังกล่าว จนเห็นได้ว่าพระองค์ท่านทรงให้ความสำคัญกับเรื่อง "ธรรม" กับการปกครองประเทศ เปรียบเสมือนกับ "ธรรมภิบาล" ในปัจจุบันนั้นเอง

          แสดงให้เห็นได้ว่าคนยิ่งเป็นผู้นำระดับสูงมากเท่าใด ยิ่งต้องรักษาคำพูดมากเท่านั้น นั่นคือ "ธรรมาภิบาล" ซึ่งต้องทำให้ได้อย่างที่พูดไว้

          หลักการธรรมาภิบาลให้ความสำคัญกับ

     • ภาครัฐ     • ภาคเอกชน      • ภาคประชาชน

          ปรัชญาและหลักธรรมาภิบาล

  1. หลักความเท่าเทียมกัน(Equity)
  2. หลักความรับผิดชอบ(Accountability)
  3. หลักความยุติธรรม(Fairness)
  4. หลักความโปร่งใส(Transparency)
  5. หลักการมีส่วนร่วม(Participation)

          วิวัฒนาการของการบริหารภาครัฐ

    - ค.ศ.1950 การบริหารรัฐกิจ แบบดั้งเดิม

    - ค.ศ.1970 การบริหารภาครัฐ

    - ค.ศ.1980 การบริหารภาครัฐแบบสมัยใหม่

    - ค.ศ.2000 การบริหารภาครัฐ ตามหลักธรรมาภิ  บาล

          ข้อคิดสำหรับผู้บริหารยุคใหม่

    "องค์กรธรรมาภิบาล และการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากผู้บริหาร"

 • Appreciation                    • Positive thinking

 • Vision and Career path • Self-development

 • Role model                    • Learning by Doing

          ข้อคิดสำหรับคนทั่วไป

     - Ethic ไม่มีขาย - อยากได้ต้องสร้างเอง

     - คนควรยืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้อง และควรทำจึงจะเริ่มสร้างธรรมาภิบาลได้

     - มโนสุจริต Integrity ยืนหยัดในหลักการ ใฝ่คุณธรรม

          ข้อคิดสำหรับภาครัฐ

     - การบริการประชาชนให้เกิดประโยชน์ ต้องยึดหลักดังนี้

  1. ลดขั้นตอน
  2. ทำให้โปร่งใส

     - ควรสร้าง Ethical Standards ทั้งระบบ

         สรุป คุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาล ล้วนแล้วแต่เป็นนามธรรม เข้าจะให้ทั้ง 3 ส่วนเป็นรูปธรรมได้ ต้องใช้ 3จ. เข้าช่วย

               1. ตั้งใจ       2.จริงใจ       3.ใส่ใจ

แล้วนั่นแหละถึงจะรู้ซึ้งถึงแก่นแท้ของคำทั้ง 3 ดังกล่าวข้างต้น

                                              - ขอบคุณครับ -

                                         สิทธิชัย    ธรรมเสน่ห์

            

 

นางเครือวัลย์ สมณะ
IP: xxx.8.167.128
เขียนเมื่อ 
การสร้างระบบคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาลสำหรับทรัพยากรมนุษย์ (Ethical Capital)โดยอาจารย์ ดร.อรพินท์ สพโชคดี  เมื่อวันที่  8  กันยายน  2550 ระบบคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาล  ปัจจุบันสังคมมีปัญหา คนในสังคมขาดทั้งคุณธรรมและจริยธรรมมีมากขึ้น คนไทยเริ่มเห็นภัยได้กระตุ้นเรียกร้อง รัฐให้ความสนใจจึงได้เริ่มมีพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546  ในมาตรา 13 และมาตรา 14 ได้กำหนดให้คณะรัฐมนตรีต้องจัดให้มีแผนการบริหารราชการแผ่นดินครอบคลุมระยะเวลา 4 ปี โดยนำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี   ที่แถลงต่อรัฐสภา มาพิจารณาดำเนินการให้สอดคล้องกับแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ และได้นำมาเป็นแผนการบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2548 - 2551  ประเด็นยุทธศาสตร์หลักซึ่งรัฐบาลมุ่งเน้นให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก รวมทั้งสิ้น 9 ประการ ในประการที่ 6 คือ การพัฒนากฎหมายและส่งเสริมการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี  ข้อสำคัญ เป้าประสงค์เชิงยุทธศาสตร์เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องการให้บรรลุผลในช่วงปี 2548 2551 รวมถึงตัวชี้วัด ระบบคุณธรรม จริยธรรม ธรรมาภิบาล สำหรับทรัพยากรมนุษย์ การสร้างนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก สิ่งเหล่านี้ต้องสร้างด้วยการปลุกและปลูกจิตสำนึก ต้องเริ่มต้นตั้งแต่สถาบันครอบครัว สังคม จนถึงระดับประเทศชาติ ซึ่งได้มีการกำหนดและมีแผนงานของรัฐเกี่ยวกับ การส่งเสริมการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี เพื่อเป็นการพัฒนาระบบราชการให้มีประสิทธิภาพโปร่งใส  ตรวจสอบได้ ปราศจากการทุจริตและประพฤติมิชอบ  รวมทั้งการส่งเสริมระบบธรรมาภิบาลในภาคเอกชนและสังคม  รัฐได้มีแผนงานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548-2551  จวบจนกระทั่งปัจจุบันยังไม่เห็นประชาชนได้รับผลประโยชน์ในการนี้ และยังไม่มีสิ่งใดปรากฏเห็นชัดเจนอย่างเป็นรูปธรรม  ประเทศไทยมีประชากรประมาณ 63 ล้านคนและรัฐบาลไทยได้ลงทุนส่งนักเรียนไปศึกษาในประเทศต่างๆ ที่เจริญแล้ว เกือบทุกสาขาวิชา ระหว่างที่ศึกษาอยู่ในต่างประเทศ ภูมิปัญญาของนักเรียนไทยไม่ได้ด้อยกว่าเจ้าของประเทศเลย บางคนเก่งกว่าด้วยซ้ำ แต่พอกลับมายังประเทศไทยกลับไม่สามารถนำความรู้เหล่านั้นมาพัฒนาประเทศไทยได้ น่าจะมีผู้นำที่มีคุณสมบัติครบ มีคุณธรรม จริยธรรม ธรรมาภิบาล มีความสามารถบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี ที่เป็นทั้งคนดีและคนเก่ง ทั้งประเทศจะไม่มีทุนมนุษย์ดังกล่าวเชียวหรือ? ไม่น่าจะแพ้ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งมีพลเมืองประมาณ 3 ล้านคน หรือคนในสังคมไทยยังมัวสาละวนอยู่ในวังวนวิตกจริต ขาดจิตสำนึกที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะหรือเรียกว่า จิตสาธารณะ”?  ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าศึกษา อาจารย์อรพินท์ ได้บรรยายกรอบความคิดและหลักธรรมาภิบาล ต้องสร้าง Ethical Standard ก่อนจึงจะมาสร้าง Ethical Capital เพราะมาจากการพัฒนา Ethical ซึ่งเป็นตัวคุ้มกัน Good Governance คือ กลไกประชารัฐ หรือธรรมรัฐ ธรรมาภิบาล (Civilization) ต้องสร้างมาตรฐาน สำหรับสังคมไทยยังไม่ได้ข้อสรุป   อาจารย์ได้พูดถึงคนไทยโดยส่วนใหญ่ ชอบพูดโกหกจนเป็นนิสัย จึงเป็นต้นเหตุของความวุ่นวายของคนไทยทั้งประเทศ และเป็นต้นเหตุต่างๆ ของปัญหามาจากเรื่องวัฒนธรรมเป็น Standard ทางด้าน Ethic”  เรื่อง Ethical หลายประเทศจึงกลับมาให้ความสนใจเรื่องธรรมาภิบาล เพื่อหลักการบริหารภาครัฐสมัยใหม่   (New Public Management) คือหลักประชาธิปไตย หลักกลไกตลาด หลักการบริหารสมัยใหม่มี 10 หลัก (อยู่ในเอกสารการบรรยาย) ส่วนการเปลี่ยนแปลงสู่การบริหารราชการตามหลักการธรรมาภิบาล คือ การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง (ความโปร่งใส) ปัญหากระแสกดดันทางเศรษฐกิจสู่การแข่งขันและความอยู่รอด กระแสกดดันเวทีนานาชาติ คือ มาตรฐานการบริหารจัดการตามหลักประชาธิปไตยและธรรมาภิบาล หลักการธรรมาภิบาลให้ความสำคัญ-          ความสุจริตชัดเจนและโปร่งใส (Honesty & Transparency)-          ความพร้อมรับผิดชอบ (Accountability)-          คุณธรรม จริยธรรม และมโนสุจริต (Integrity)-          การมีส่วนร่วม (Participation)-          มีความเท่าเทียมกันในสังคมและเป็นธรรม (Equity and Fairness)ส่วนปรัชญาและหลักธรรมาภิบาลในภาครัฐที่สำคัญๆ คือ-          หลักประชาธิปไตย (Equity) หลักความรับผิดชอบ (Accountability) หลักยุติธรรม (Fairness) หลักความโปร่งใส (Transparency) แนวทางในการเป็นผู้ผู้นำการเปลี่ยนแปลงเพื่อส่งเสริมการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี-          ทำความเข้าใจประเด็นที่ต้องเปลี่ยนแปลง “What and Why”-          กำหนดแผน และแนวทางเพื่อการเปลี่ยนแปลง “How, When and Who Responsibility”-          เริ่มกระบวนการเปลี่ยนแปลง “What Actions and How Much”-          สร้างวัฒนธรรมการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง “Keep Change Momentum”ความสำเร็จของการนำไปสู่การปฏิบัตินั้นขึ้นอยู่กับสภาพเศรษฐกิจและสังคม  ที่สำคัญคนที่จะนำมาปฏิบัติ(Leadership) ให้บรรลุผลสำเร็จนั้น ต้องรู้จักคิดในระดับชาติ (Macro) แต่ต้องเริ่มทำจริงจังในระดับตนเอง ครอบครัว (Micro) จึงจะสำเร็จง่าย ขอเล่าถึงสังคมไทยในอดีต (ยุคเก่า) ในการดำเนินธุรกิจระดับ SME ผู้ที่มีพื้นฐานและทำการค้าสำเร็จ มักจะเป็นผู้ที่มีเชื้อสายจีน ซึ่งได้รับการสั่งสอนสืบทอดกันมาจากบรรพบุรุษให้รู้จักพึ่งตนเอง หากจะทำการค้าต้องมีมานะอดทน ความคิดนั้นต้องอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง ทำอะไรขอให้คิดทำตามกำลังและความสามารถของตน ทำให้ได้และต้องทำอย่างจริงจังให้ได้สำเร็จ มีคำพังเพยที่ว่า คนไทยชอบทำจากใหญ่ไปหาเล็ก  คนเจ๊กมักทำจากเล็กไปหาใหญ่ โดยเฉพาะจะสอนในสิ่งสำคัญ คือ Ethic ให้มีความซื่อสัตย์สุจริตต่อตนเองและผู้อื่น คนซื่อกินไม่หมด คนคดกินไม่นาน ไม่เอารัดเอาเปรียบผู้อื่น เป็นต้นการสร้างคุณธรรม จริยธรรม ธรรมาภิบาล จึงเชื่อมั่นว่าหากในสังคมส่วนใหญ่รวมพลังปฏิบัติเป็นตัวอย่าง เป็นกระบวนการ โดยเริ่มจากตัวเราเองก่อนไปถึง ครอบครัว สังคม ประเทศชาติ ถือปฏิบัติเป็นนิจสิน คนไทยคงมีชีวิตและความเป็นอยู่ที่มีความสุข (Happiness) คงมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าทุกวันนี้           ดังคำกล่าวของอาจารย์ชัยวัฒน์  ถิระพันธ์  ผู้อำนวยการสถาบันการเรียนรู้และพัฒนาประชาสังคม (civic net)             สังคมดีไม่มีขาย อยากได้ต้องร่วมสร้าง                                              นางเครือวัลย์  สมณะ                                              13  กันยายน  2550
นายทวีป พรหมอยู่
IP: xxx.91.173.98
เขียนเมื่อ 
สรุปการบรรยายครั้งที่ /12 (เสาร์ที่ 8 กันยายน 2550) โดย อรพินท์ สพโชคชัย  กรรมการ ก.พ.ร.  ในหัวข้อ การสร้างระบบคุณธรรม จริยธรรม ธรรมาภิบาลสำหรับทรัพยากรมนุษย์( Ethical Capital ) Good Governance หรือ ธรรมาภิบาล ก่อนที่จะใช้คำว่าธรรมาภิบาล เคยมีผู้ใช้คำอื่นมาก่อนหลายคำ เช่น ประชารัฐ   ธรรมรัฐ หรือ สุประศาสน หลักการของgood governance ตามที่ UN ESCAP กำหนดมี 8 หลักการคือการมีส่วนร่วม (participatory) การปฏิบัติตามกฎหมาย (rule of law) ความโปร่งใส(transparency)  ความรับผิดชอบ (responsiveness) ความสอดคล้อง (consensus oriented) ความเสมอภาค (equity and inclusiveness) การมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล (effectiveness and efficiency) และการมีเหตุผล(accountability) กระผมเห็นว่าความสำเร็จของ good governance อยู่ที่การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการการศึกษา ดังที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้เคยมีพระราชดำรัส ไว้ตอนหนึ่งว่า  การพัฒนาบ้านเมืองให้เจริญยิ่งขึ้นไปนั้น ย่อมต้องพัฒนาบุคคลก่อน การที่จะพัฒนาบุคคลนั้นต้องด้วยปัจจัยประการเดียวคือการศึกษา  แต่เนื่องจากสภาพสังคม และการดำรงชีวิตของคนเราในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา มนุษย์มีความต้องการพื้นฐานคือ ความสุข ความสมบูรณ์ ทั้งร่างกายและจิต ความต้องการดังกล่าวของมนุษย์ในขณะนี้ไม่เรียบง่ายเหมือนอดีต แต่กลับมีความยุ่งยากและซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ทั้งสังคมและตัวมนุษย์เองมีการแข่งขัน แย่งชิง เอารัดเอาเปรียบกันในทุกๆ ทาง ทำเพื่อความสุขความพอใจของตนเอง ละเลยสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งนำไปสู่ปัญหาต่างๆ ของส่วนรวมอย่างมากมาย ดังนั้นจึงเป็นโจทย์ว่าจะจัดการศึกษาอย่างไรเพื่อให้เกิดความเจริญงอกงามในตัวบุคคลการที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้ และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข ตามนโยบายปฏิรูปการศึกษา ในปีงบประมาณ2550 ที่กำหนดไว้โดยมีหลักการว่า ยึดคุณธรรมนำความรู้ สร้างความตระหนักสำนึกในคุณค่าของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงความสมานฉันท์ สันติวิธี  วิถีประชาธิปไตย พัฒนาคนโดยใช้คุณธรรมเป็นพื้นฐานของกระบวนการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงความร่วมมือของสถาบันครอบครัว ชุมชน สถาบันทางศาสนา และสถาบันการศึกษาโดยมียุทธศาสตร์การศึกษาที่คุณธรรมนำความรู้คือการศึกษาต่างๆ มักเอาความรู้นำ โดยไม่มีปัญญาตาม ความรู้ไม่มีพลังพอที่จะต้านทานอำนาจของความไม่ดีได้ความรู้จึงถูกนำไปใช้ในเรื่องไม่ดีต่างๆ หรือถูกบงการด้วยความไม่ดี สังคมและโลกจึงวิกฤต การพัฒนาควรจะใช้ความดีหรือคุณธรรมนำแล้วตามด้วยความรู้ ยุทธศาสตร์การศึกษาที่คุณธรรมนำความรู้จึงสำคัญยิ่ง    ธรรมาภิบาล (Good Governance) เป็นพื้นฐานที่จะช่วยพัฒนาสังคมทั้งระบบให้มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพได้ สังคมไทยที่พึงปรารถนาในอนาคตคือ สังคมที่มีความสงบสุข เป็นสังคมที่มีความสุข เป็นสังคมที่มีสมรรถภาพ มีความยุติธรรม มีความเมตตากรุณา มีครอบครัวที่อบอุ่น มีชุมชนที่เข้มแข็ง และมีหลักศาสนา วิถีประชาธิปไตย หลักธรรมมาภิบาลเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวในการดำรงชีวิตของคนในสังคมไทยเพื่อให้ประเทศไทยมีความเป็นไทอยู่ตลอดไป
การปฏิรูปการศึกษาจะประสบความสำเร็จ คือ ต้องสามารถพัฒนาคุณภาพผู้เรียนให้สูงขึ้น ให้เขามีความรู้สึกนึกคิดที่ดี เมื่อมีความรู้สึกนึกคิดที่ดี ก็จะเกิด ค่านิยมที่ดี เมื่อมีค่านิยมที่ดี ก็ส่งผลถึงการมี เจตคติที่ดีงามและใฝ่ดี และเมื่อมีเจตคติที่ดีแล้ว พฤติกรรมต่างๆ ก็ย่อมแสดงออกไปในทางที่ดีงามด้วย  ถ้าทุกคนเป็นคนดี สังคมก็มีความสุขเกิดการพัฒนาการเปลี่ยนแปลงในทางเจริญขึ้นอย่างสมดุลระหว่างวัตถุและจิตใจ ตัวกระผมเองก็เกี่ยวข้องกับการศึกษาเราควรปฏิรูปการศึกษาอย่างต่อเนื่องมีการพัฒนาที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี คือ การพัฒนาให้เกิด ผลสัมฤทธิ์ ทั้ง ปริมาณ และ คุณภาพ โดยเฉพาะ ด้านคุณภาพ คือ การเป็น คนดี และ คนเก่ง การจะยกระดับคุณภาพผู้เรียนให้สูงขึ้นได้ พาหะที่จะนำพาไปสู่จุดมุ่งหมายก็คือ หลักสูตร จะได้ผลอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับผู้ขับเคลื่อนที่สำคัญที่สุดคือ ครู ควรจัดการเรียนการสอนที่เหมาะสมถูกทางนำข้อพกพร่อง ไป ปรับปรุง พัฒนา เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่พึงประสงค์ โดยเฉพาะพฤติกรรม มีสาเหตุหรือปัจจัย ก็คือ จิตใจ หากจิตใจได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้นได้ จนเป็นบุคคลที่มีเจตคติที่ดีทั้งต่อตนเอง และสังคมในทุกๆ ด้าน ทุกๆ ระดับ  สังคมก็จะเป็นสังคมที่มีความสุขอย่างแน่นอน
สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นเรื่องยากที่จะกระทำได้สำเร็จ ผู้เกี่ยวข้องทุกคนต้องตระหนักตั้งใจที่จะแก้ไขปรับปรุง ตั้งแต่สถาบันครอบครัว สถาบันการศึกษา รวมถึงสถาบันศาสนาด้วย เพราะหากถ้าปล่อยไปเรื่อย ๆ โดยไม่ทำอะไรเลย สังคมประเทศชาติก็คงจะถูกดึงลงเหวไปทุกวัน ๆ

 
ศุภรา เจริญภูมิ
IP: xxx.26.161.49
เขียนเมื่อ 
การสร้างระบบคุณธรรม จริยธรรม ธรรมาภิบาลสำหรับทรัพยากรมนุษย์ เป็นหัวข้อของการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเช้าวันเสาร์ที่ 8 ก.ย.50 โดย ดร.อรพินท์  สพโชคชัย กรรมการ ก.พ.ร เป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ให้กับพวกเรา ***  กระบวนทัศน์ของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์วันนี้ สิ่งที่เข้มข้นและกำลังมาแรงในกระแสโลกา ภิวัตน์นี้ คือการสร้าง คนดี หรือหากเป็นไปได้ก็ต้องการสร้าง คนเก่งที่ดี ด้วย  เป็นแนวคิดที่ดิฉันนำมาจากหนังสือ 2 พลังความคิดชีวิตและงาน ของศาสตราจารย์ ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ และคุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ *** เพราะระบบเศรษฐกิจโลกได้ผันแปรไปสู่ความโลภที่จะสร้างผลกำไรโดยไม่จบสิ้น ระบบคุณค่าเดิมที่ให้ความสำคัญกับเกียรติยศ ความดี กลับเสื่อมถอยให้แก่อำนาจเงิน จนผู้มีอำนาจ หรือผู้บริหารในภาครัฐ รวมไปถึงผู้บริหารระดับสูงขององค์กรในภาคเอกชนละเลยคำว่าคุณธรรม จริยธรรม ธรรมาภิบาล และความรับผิดชอบต่อสังคม ทำให้คนในสังคมปัจจุบันกำลังเกิดข้อสงสัยว่าผู้บริหาร หรือผู้มีอำนาจ กำลังขาดหลักการบริหารเหล่านี้จริง ถึงขนาดนำหลักการด้านการเสริมสร้างจริยธรรม ธรรมาภิบาล และการป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบในภาครัฐ มาประกาศเป็น วาระแห่งชาติ กันอย่างจริงจังในปัจจุบัน *** แต่ก็ดูจะไม่มีพลังขับเคลื่อนและยังไม่เกิดผลเป็นรูปธรรม ทั้งที่โลกของการสื่อสารที่ไร้พรมแดน ประชาชนมีการศึกษามากขึ้น เฉลียวฉลาดขึ้น แต่ดูราวกับว่าเรากำลังเดินหลงทางเพราะการศึกษามุ่งเน้นการให้วิชาการ ความรู้ ในขณะที่ถดถอยในเรื่องการสร้างเด็กไทยให้มี Mind Set แบบ Organic และการให้ความสำคัญ กับการปลูกจิตสำนึกให้รู้จักผิดชอบชั่วดี ทำให้สังคมในปัจจุบันขาดคุณธรรม จริยธรรม เนื่องจาก 1.สังคมในปัจจุบันเป็นสังคมที่แวดล้อมไปด้วยความฟุ้งเฟ้อ อยากมีเหมื่อนที่คนอื่นๆมี เช่น ค่านิยมของการมีโทรศัพท์มือถือหรือของ Brandname  2.เกิดจากการยอมรับคนที่มีอิทธิพลต่อตนเอง เช่น เจ้านาย ต้องการให้ทำ ถ้าไม่ทำจะมีผลต่อตำแหน่งหน้าที่การงาน หรือความไม่โปรดปราน จึงยอมทั้งๆ ที่รู้ว่าเป็นเรื่องไม่ชอบธรรม 3.เป็นเรื่องของผลประโยชน์หรือความอยากได้ ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากความต้องการส่วนบุคคล จึงทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้ทุกอย่างที่ตนต้องการ โดยไม่คำนึงถึงคุณธรรม จริยธรรม*** ปรัชญาของจีนได้กล่าวไว้ว่า คุณธรรม จริยธรรม เป็นรากแก้วที่สำคัญที่สุดอันจะนำมาซึ่งความสำเร็จในการบริหารงาน *** การปลูกจิตสำนึกดังกล่าวเป็นเรื่องที่ใหญ่มาก ไม่อาจปล่อยให้ครูผู้สอนเป็นผู้รับผิดชอบแต่ฝ่ายเดียว  สังคมทั้งระบบเริ่มตั้งแต่สถาบันครอบครัวต้องร่วมกันรับผิดชอบ และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ผู้ใหญ่ต้องปฏิบัติตัวให้เป็นแบบอย่างที่ดี เพื่อให้เยาชนของชาติเติบโตเป็นผู้นำหรือต้นแบบที่เป็นคนเก่งและดีเพื่อนำประเทศไปสู่การบริหารที่มีความชัดเจน โปร่งใส ตรวจสอบได้ ต่อไป *** อาจารย์อรพินท์ ได้บรรยายกรอบความคิดและหลักธรรมาภิบาล ว่าจะต้องสร้าง Ethical Standard เพื่อนำมาสู่ Ethical Capital ซึ่งประเทศที่พัฒนาแล้วให้ความสำคัญกับ Ethical Standard ดังกรณีที่ EU ต้องการเข้ามาสังเกตการณ์การเลือกตั้งของประเทศไทยว่าเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล Good Governance หรือไม่ อันได้แก่ ความสุจริต ชัดเจน และโปร่งใส (Honesty & Transparency) ความพร้อมรับผิดชอบ (Accountability) คุณธรรม จริยธรรม และมโนสุจริต (Integrity) การมีส่วนร่วม (Participation) มีความเท่าเทียมกันในสังคมและเป็นธรรม (Equity and Fairness) *** แต่การมาสังเกตการณ์เพื่อตรวจสอบนี้ ไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่เราคนไทยทุกคนจะต้องให้ความสนใจและเอาใจใส่เท่ากับการที่เราทุกคนรู้จักตรวจสอบและประเมินการทำความดีของตัวเราเองตลอดเวลา บนพื้นฐานที่ว่า ความเก่งไม่สำคัญเท่าความดี หากแต่ถ้าเราทั้งเก่งและดี ย่อมถือเป็นเกียรติและความภาคภูมิใจของครอบครัวและประเทศชาติ *** ศุภรา  เจริญภูมิ  SUPPARA  CHAROENPOOM ***
สรณิต พุ่มพฤกษ์
IP: xxx.108.210.41
เขียนเมื่อ 
จากการบรรยายเรื่องการสร้างระบบคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาลสำหรับทรัพยากรมนุษย์ (Ethical Capital)  โดยอาจารย์ ดร.อรพินท์ สพโชคดี  เมื่อวันที่  8  กันยายน  2550 ที่ผ่านมา                                     จากสถานการณ์ในปัจจุบันทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และการบริหารงานของภาครัฐนั้นมีการเปลี่ยนแปลงไป และเป็นไปอย่างรวดเร็ว าพแวดล้อมก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุคโลกาภิวัน์  แต่ระบบการบริหารงานของภาครัฐของไทยโดยรวมที่ผ่านมายังไม่สอดคล้องต่อความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วนั้น   การปรับเปลี่ยนบทบาทของสังคมโดยการนำหลักการบริหารการจัดการบ้านเมืองที่ดี  (Good  Governance)  หรือ หลักธรรมาภิบาลมาใช้  จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทยเราเพราะหลักธรรมาภิบาลก็คือ  การบริหารที่สามารถตรวจสอบได้  มีประสิทธิผลและเป็นระบบที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมเพื่อให้ประชาชนเข้ามามีบทบาทในการติดตาม  ตรวจสอบการดำเนินการทางการเมืองและการบริหารงานภาครัฐ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสในการปฏิบัติงาน  ซึ่งจะส่งผลให้สังคมไทยโดยรวมเติบโตด้วยความแข็งแกร่ง  สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ซึ่งจะช่วยให้ประเทศชาติพัฒนาอย่างรวดเร็วและยั่งยืนต่อไป               Good Governance   มีองค์ประกอบ  3 ส่วน คือ            ·   ภาครัฐ (Public  Sector)   ซึ่งจะมีส่วนเสริมสร้างและปฏิรูปการเมือง  กฎหมายและการบริหารราชการ            ·   ภาคเอกชน (Private Sector)  ซึ่งจะมีส่วนในการประกอบธุรกิจที่ดีและดำเนินธุรกิจอย่างซื่อสัตย์สุจริตและมีความรับผิดชอบต่อสังคมส่วนรวมซึ่งจะทำให้ประเทศชาติมีความเจริญรุ่งเรือง            ·   ภาคประชาชนหรือองค์กรต่างๆ(Civil Society) จะมีส่วนในการเกื้อหนุนในการดำเนินการทางเศรษฐกิจ  สังคม  การเมือง  โดยการระดมกลุ่มต่าง ๆ  ให้เข้ามามีส่วนร่วมใน
กิจกรรมต่าง ๆ  และสามารถตรวจสอบทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจเอกชนให้ตั้งอยู่ในความถูกต้องได้                                        ในส่วนราชการ ได้มีระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการสร้างระบบบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดี  .. 2542 ซึ่งหมายถึงการนำหลัก ธรรมาภิบาลมาใช้  โดยกำหนดให้ทุกหน่วยงานของรัฐ  ดำเนินการบริหารจัดการโดยยึดหลักการ ดังนี้             1.  หลักนิติธรรม  ได้แก่  การตรากฎหมาย  การออกกฎระเบียบ  โดยถือว่าเป็นการปกครองภายใต้กฎหมาย            2.  หลักคุณธรรม  ได้แก่  การยึดมั่นในความถูกต้องดีงาม  มีความซื่อสัตย์  จริงใจ  ขยัน  อดทน  มีระเบียบวินัย              3.  หลักความโปร่งใส ได้แก่ มีการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์อย่างตรงไปตรงมา ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร และสามารถตรวจสอบได้            4.  หลักความมีส่วนร่วม   ได้แก่  การเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมรับรู้และเสนอความเห็นในการตัดสินใจปัญหาสำคัญของ            5.  หลักความรับผิดชอบ  ได้แก่  การตระหนักในสิทธิหน้าที่ความสำนึกในความรับผิดชอบต่อสังคม              6.  หลักความคุ้มค่า  ได้แก่  การบริหารจัดการและใช้ทรัพยากรที่มีจำกัด  เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ส่วนรวม                                 โดยสรุปแล้ว  ธรรมาภิบาล  (Good Governance)  หมายถึง  การบริหารการจัดการทรัพยากรทางเศรษฐกิจและสังคม เป็นแนวทางในการจัดระเบียบ เพื่อให้สังคมของประเทศทั้งภาครัฐ  ภาคคเอกชน  และภาคประชาชนของทั้งประเทศ สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข และตั้งอยู่ในความถูกต้องเป็นธรรมโดยต้องมีการเชื่อมโยงองค์ประกอบทั้ง 3  ส่วนของสังคม  คือ ภาครัฐ  ภาคเอกชน  และภาคประชาสังคม  และให้มีการสนับสนุนซึ่งกันและกัน  ซึ่งจะก่อให้เกิดความสัมพันธ์กัน ระหว่างเศรษฐกิจ  สังคม  และการเมือง เพื่อให้ประเทศสามารถพัฒนาไปได้อย่างมีเสถียรภาพ               อย่างไรก็ตามเพื่อให้สังคมไทยพัฒนาไปสู่ประชาธิปไตยที่มีธรรมาภิบาลอย่างแท้จริง  ทั้ง  3  ส่วนคือ  ภาครัฐ  ภาคเอกชน  และภาคประชาสังคม  จำเป็นต้องพัฒนาไปพร้อม ๆ  กัน เพื่อให้มีการทำงานมีความเชื่อมโยงกัน  ารสนับสนุนซึ่งกันและกันในทุกภาคส่วน   ซึ่งจะก่อให้เกิดธรรมาภิบาลที่แท้จริง และเพื่อเป็นการพัฒนาสังคมเพื่อความสงบสุขและยั่งยืนตลอดไป    
Orapin Maneerat
IP: xxx.136.69.54
เขียนเมื่อ 
การจัดการทุนมนุษย์ครั้งที่ 11“Ethical Capital” การสร้างระบบคุณธรรม จริยธรรม ธรรมาภิบาลสำหรับทรัพยากรมนุษย์วันที่ 8 กันยายน 2550อาจารย์ ดร.อรพินท์ สพโชคชัย

กรรมการ กพร.

เรียนอาจารย์ดร.จีระ ต้องขอแสดงความยินดีกับรางวัลที่อาจารย์ได้รับ วันนี้พวกเรารู้สึกแปลก ๆที่ไม่ได้มีการพูดคุยกันก่อนเข้า class แสดงว่าสิ่งที่เงื่อนไขการเรียนนอก class เป็นสิ่งที่น่าสนใจ ดึงดูดในการเรียนรู้แบบไม่ได้ตั้งใจแต่ได้ประสิทธิผลดี

 

จากประสบการณ์หลากหลายในระบบการบริหารงานภาครัฐของอาจารย์ ดร.อรพินท์  สพโชคชัย การบรรยายจึงประกอบด้วยการยกเป็นกรณีศึกษาหลายกรณี ซึ่งเป็นสิ่งที่เรียนรู้ได้ง่าย ชัดเจน โดยมีหลักการบริหารภาครัฐสมัยใหม่ของ กพร.ใช้ระบบ Result Based Management  และ bottom line การบริหารภาครัฐสมัยใหม่จะเป็นเรื่อความสัมพันธ์ของ Good governance  กับ New Plublic management ซึ่งภายในประกอบด้วย หลักประชาธิปไตย

กลไกการตลาด และการบริหารสมัยใหม่

 

อย่างไรก็ตาม Human capital เปลี่ยนตามยุคตามสมัยดังนั้นการลงทุนเรื่องทุนมนุษย์จึงนับว่าเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นมากในการขับเคลื่อนขององค์กร และเนื่องจากมนุษย์มีความคิดซึ่งมีได้ทั้งด้านที่ดีและไม่ดี ในเรื่องมาตรฐานของคำว่าดี อาจารย์ยกตัวอย่างคำว่า Integrity คือ การเป็นคนดี อยุ่ในหลักการหรือมโนสุจริตที่ดี และสร้างความเจริญให้เกิดขึ้นในสังคมได้ แต่สำหรับคำว่าAccountability คือ ความพร้อมรับผิดชอบ เช่นการฮาราคีรี ของญี่ปุ่น  ซึ่งในส่วนนี้สำหรับวัฒนธรรมของประเทศไทยไม่มี

จากการเปลี่ยนแปลงยุคโลกาภิวัตน์สู่การบริหารราชการตามหลักธรรมาภิบาลซึ่งมีหลายมิติ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ความโปร่งใส ประชาชนมีส่วนร่วม และในทางด้านเศรษฐกิจก็มุ่งสู่การแข่งขันเพื่อการอยู่รอด และกระแสกดดันเวทีนานาชาติ ประชาคมโลกต่างให้ความสำคัญของ Ethic capital ซึ่งเป็นหนึ่งในทฤษฎี 8K's ของดร.จีระ หงส์ลดรมภ์

                                                  

                            

 

                  

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

รักษเกชา แฉ่ฉาย
IP: xxx.242.151.243
เขียนเมื่อ 

          เมื่อวันที่ ๘ กันยายน ๒๕๕๐ อาจารย์อรพินท์ สพโชคชัย ซึ่งเป็นกรรมการ ก.พ.ร. ได้มาบรรยายในเรื่อง การสร้างระบบคุณธรรม จริยธรรม ธรรมาภิบาลสำหรับทรัพยากรมนุษย์ (Ethical Capital)” โดยได้ชี้ให้เห็นว่าทุนมนุษย์นั้นจะให้ความสำคัญเฉพาะในเรื่องความรู้หรือความเก่งอย่างเดียวไม่ได้แล้ว จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเน้นให้ความสำคัญ พัฒนา และส่งเสริมในเรื่องคุณธรรมและจริยธรรม เพราะหากได้คนเก่งแต่เป็นคนไม่ดี ก็จะทำให้ชาติล่มจมได้ ซึ่งตัวอย่างก็มีให้เห็นทั่วโลก ภาครัฐต้องให้ความสำคัญในการส่งเสริมให้เกิดธรรมาภิบาล (Good Governance) ซึ่งอาจารย์อรพินท์ได้นำเสนอว่าหลักการธรรมาภิบาลนั้นให้ความสำคัญกับหลักความสุจริตชัดเจน และโปร่งใส (Honesty and Transparency) หลักความพร้อมรับผิดชอบ (Accountability) หลักคุณธรรม จริยธรรมและมโนสุจริต (Integrity) หลักการมีส่วนร่วม (Participation) และหลักความเท่าเทียมกันในสังคมและเป็นธรรม (Equity and Fairness) อาจารย์อรพินท์บอกว่าขณะนี้รัฐบาลกำลังขับเคลื่อนนโยบายในเรื่องนี้อย่างแข็งขัน โดยมีการสร้างกลไกการปฏิบัติงาน รวมทั้งกลไกการติดตามประเมินผลและตรวจสอบ ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ก็เพิ่มความเข้มข้นในเรื่องการตรวจสอบจริยธรรมไว้ค่อนข้างมากและครอบคลุมไปถึงผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกระดับ โดยให้ผู้ตรวจการแผ่นดินทำหน้าที่นี้ ซึ่งก็คงจะต้องติดตามดูกันต่อไป

          อย่างไรก็ตาม ผม(รักษเกชา)เห็นว่าลำพังองค์กรภาครัฐเพียงอย่างเดียวคงจะไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ ทุกภาคส่วนของบ้านเมืองจะต้องรวมพลังช่วยกัน ทั้งภาคเอกชนและภาคประชาสังคม (Civil Society) ความจริงแล้วเรื่องจริยธรรมไม่ใช่เรื่องที่จะมาพูดกันเฉพาะตอนเกิดวิกฤตเท่านั้น แต่เป็นสิ่งที่จะต้องปลูกฝังให้อยู่ในกมลสันดานตั้งแต่เด็ก แต่เราเองบางครั้งกลับมีส่วนในการทำให้เด็กรับรู้เรื่องการติดสินบนตั้งแต่วัยเยาว์ เช่น นอนซะลูกเดี๋ยวตื่นมาจะพาไปเที่ยว และบางคร้งก็ไม่ได้ส่งเสริมให้เด็กเป็นผู้คอยสอดส่องเป็นหูเป็นตาช่วยแก้ไขสิ่งผิด เช่น เราอาจจะบอกเด็กว่าเห็นอะไรไม่ถูกต้องให้บอกนะ แต่ครั้นเด็กมาบอก นอกจากเราจะไม่เอาธุระหรืออธิบายให้เด็กเข้าใจเพราะอาจเป็นการเข้าใจผิดได้แล้ว เรายังกลับบั่นทอนกำลังใจเด็กด้วยการดุว่าเด็กคนนี้ทำไมเป็นคนช่างฟ้องจัง ซึ่งพอโตขึ้นเห็นความไม่ถูกต้องของบ้านเมืองก็อาจจะเฉยๆ ขืนพูดไปเดี๋ยวกูซวยอีก ซึ่งก็มีให้เห็นเช่นกัน เหตุเช่นนี้อาจดูเป็นเรื่องเข้าใจได้ถ้าเป็นชาวบ้านธรรมดาๆ เพราะไม่มีอำนาจหน้าที่ที่จะไปสู้รบกลับใคร แต่หากเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือภาคธุรกิจเอกชนที่มีอำนาจวาสนาหรือบทบาทอำนาจหน้าที่โดยตรงล่ะ มิใช่เป็นการละเลยการปฏิบัติหน้าที่หรือ เรื่องนี้อาจโต้แย้งได้ว่าต้องเป็นไปตามหลักฐาน ก็จริงอยู่ แต่ในเรื่องจริยธรรมมันต้องการอะไรมากกว่านั้นคือถึงแม้จะไม่ได้มีกฎหมายห้ามไว้ แต่หากเห็นว่ามันขัดต่อมโนสุจริตหรือ integrity แล้ว เราก็เลี่ยงที่จะไม่ทำมันได้ เมื่อก่อนเคยมีบทเรียนวิชาหน้าที่พลเมืองและศีลธรรม แต่เดี๋ยวนี้วิชานี้ไม่รู้ว่านำเอาไปใส่ไว้ในบทเรียนช่วงไหน แต่ไม่เห็นวิชานี้มีการสอนกันเป็นบทเรียนวิชาหนึ่งเลยเหมือนเมื่อก่อน หลายคนก็ตั้งข้อสังเกตว่าเป็นเพราะอย่างนี้หรือเปล่า บ้านเมืองเราจึงประสบปัญหาเรื่องจริยธรรมค่อนข้างมาก โดยเฉพาะในกลุ่มคนหรือสาขาวิชาชีพที่ควรจะมีจริยธรรมมากกว่ากลุ่มอื่นด้วย (ขออนุญาตที่จะไม่ระบุวิชาชีพ แต่สังคมคงใช้วิจารณญาณได้ว่ามีอะไรบ้าง) การเรียนรู้ในสิ่งที่ถูกต้องต้องเริ่มตั้งเด็กในยามที่เป็นไม้อ่อน เพื่อไม่ให้ดัดยากในตอนแก่ และไปก่อให้เกิดปัญหากับบ้านเมือง โดยเฉพาะผู้ที่มีตำแหน่งใหญ่โตทั้งหลายในบ้านเมือง จำเป็นต้องได้คนเก่งที่ดี คำเปรียบเปรยที่ว่า ไวน์ดีไม่จำเป็นต้องแพง แต่ไวน์แพงจำเป็นต้องดี  สามารถนำมาใช้เทียบเคียงกับกรณีนี้ได้ คือ คนดีไม่จำเป็นต้องมีตำแหน่ง แต่คนมีตำแหน่งจำเป็นต้องดี และผมว่าจริยธรรมที่แท้มันมีปรัชญาเช่นที่ว่านี้จริงๆ

                              รักษเกชา แฉ่ฉาย

ชัยธนัตถ์กร ภวิศพิริยะกฤติ
IP: xxx.155.54.245
เขียนเมื่อ 
ETHIC CAPITAL                การที่ทุนมนุษย์จะมีคุณธรรมจริยธรรมนั้นสร้างได้ แต่ต้องใช้เวลาและปลูกจิตใต้สำนึกว่าอะไรเป็นสิทธิ อะไรเป็นหน้าที่ และต้องยึดหลักอยู่บนหลักที่ค่อนข้างจะชัดเจนที่จะตอบคำถามของสังคมได้ ทุนมนุษย์ในองค์กรจึงมีข้อคำถามว่าคนเก่งที่เห็นแก่ตัวและพวกพ้อง หรือคนดีที่อาจจะเก่งน้อยกว่าอย่างไหนจะเหมาะสมที่สุด                ในยุคของการล่ากำไรของธุรกิจจึงไม่มีคำว่าปราณีของผู้ประกอบการทุกกลุ่มจึงเข้าห้ำหั่นกันทุกรูปแบบเพื่อครองตลาด ครองความเป็นผู้นำในสินค้าและบริการและสร้างผลกำไรสูงสุด ในยุคแห่งทุนนิยมแรกเกิดประชาชนด้อยพัฒนาทั้งหลายผู้บริหารส่วนใหญ่ที่มีอำนาจมักจะโกงหรือคอรัปชั่นหรือหักเปอร์เซ็นต์จากการทำธุรกิจทุกประเภท โดยเฉพาะมหาอำนาจจากตะวันตกก็จะมีเงินใต้โต๊ะให้แก่คนเหล่านี้ เงินช่วยเหลือโครงการพิเศษของ UN ก็จะมีจุดรั่วไหลมากมาย คงเป็นตัวอย่างที่ดีว่าคนเก่ง คนมีอำนาจหากขาดไร้ซึ่งคุณธรรมจริยธรรมแล้วส่วนรวมย่อมลำบากแน่นอน ตัวอย่างคดีสินบนของบริษัทสร้างเครื่องบินล็อกฮีทของประเทศสหรัฐอเมริกา หรือเงินช่วยเหลือที่ให้แก่ประเทศฟิลิปปินส์สมัยมากอสเป็นต้นแบบของคุณธรรมจริยธรรมของผู้บริหารที่ชัดเจน จนถึงปัจจุบันก็ยังมีคดีความของบริษัทเวิลคอมจำกัด หรือ บริษัท เอ็นรอน จำกัด ที่ CEO และ CFO ได้ทำการฉ้อฉลบริษัททำให้ผู้ถือหุ้นเสียหาย ซึ่งอาจจะรวมถึงกรณีซัพไพร์มของประเทศสหรัฐอเมริกาที่ส่งผลกระทบรุนแรงทำให้ธนาคารกลางของประเทศสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน และญี่ปุ่น ที่ต้องอัดฉีดเงินส่วนกลางเข้าไปในระบบเพื่อป้องกันความเสียหายในสินเชื่อที่เน่าใน แล้ววันนี้ก็มาเกิดกับบริษัทที่ทำธุรกิจเครือข่ายสื่อสารขนาดใหญ่ระดับประเทศของประเทศแคนาดา ชื่อบริษัท นอร์เทล เน็ตเวอร์ค คอร์ป ที่ผู้บริหารระดับบิ๊ก CEO , CFO , CCO ตกแต่งบัญชีให้ขาดทุนแล้วเพิ่มประสิทธิภาพแก้ปัญหาขาดทุนให้มีกำไรภายหลังเพื่อจะได้โบนัสและเงินพิเศษในความสำเร็จที่แก้ปัญหาบริษัทขาดทุนมาเป็นกำไรโดยใช้ระยะเวลาภายใน 2 3 ปี นี่แหละของจริงระดับโลกเงินและอำนาจไม่ปราณีใคร บังเอิญเกิดในประเทศสหรัฐอเมริกาจึงถูกจับนำมาลงโทษได้แต่ถ้าเกิดในแถบประเทศด้อยพัฒนาก็คงลำบาก                การที่ทุนมนุษย์ที่มีคนเก่งอย่างเดียวคงไม่ทำให้องค์กรประสบความสำเร็จดังเดิมได้ด้วยจะไปทำลายส่วนรวมโดยที่สุด ต้นตำรับธรรมาภิบาลก็ยังคงมีหนอนเจาะให้อ่อนแอ ระบบการศึกษา และฝึกอบรมควรจะต้องเพิ่มบทบาทและศักยภาพทำให้ทุนมนุษย์มีคุณธรรมจริยธรรมมากขึ้น           ธรรมาภิบาลหกหลักที่มีความโปร่งใส รับผิดชอบ เป็นธรรม มีกฎหมายรองรับ สุจริต และเท่าเทียมกัน แม่แบบก็ยังคงแย่เลยส่วนลูกหาบแบบไทยไทยก็คงต้องฝึกฝนกันต่อไปให้ยาวนาน เมืองไทยมักเน้นรูปแบบและภาพแต่เวลาปฏิบัติจริงในสังคมมันไม่ใกล้เคียงกับหลักการเท่าที่ควรอาจเป็นได้ด้วยคนไทยยังขาดความรู้และความเข้าใจ ตลอดจนระบบการศึกษาไทยที่ขายกระดาษโดยใครลอกเลียนแบบอาจารย์ได้ครบวงจรก็จะได้มา หรือว่าระบบสังคมไทยยังล้าหลังทางด้านความคิดอ่านซึ่งเป็นของคนส่วนน้อยที่มีคนส่วนใหญ่ยังขาดก็เป็นไปได้ในทุกกรณี บทเรียนประเทศไทยที่วุ่นวายสับสนส่วนใหญ่เกิดจากคนเก่ง แต่ขาดคุณธรรมจริยธรรมนั่นเองเพราะว่าบังเอิญคนเก่งรักตัวเองมากกว่าส่วนรวมนั่นแหละปัญหาธรรมาภิบาลคุณธรรมจริยธรรมจะทำอย่างไรให้เข้าไปสิงสู่ในก้นบึ้งของความคิดของคนเก่งและคนส่วนใหญ่ได้ คุณธรรมจริยธรรมจะช่วยประเทศได้แน่นอนไม่ต้องออกกฎหมาย ไม่ต้องออกระเบียบ ไม่ต้องออกกติกามารยาท เพราะการมีคุณธรรมจริยธรรมแค่รู้ว่าควรหรือไม่ก็ถือว่าดีแล้วธรรมาภิบาล คุณธรรมจริยธรรมที่จริงแล้วก็คือคิดดี พูดดี ทำดี ไม่ต้องปกปิดใครจะขอใครจะดู ใครจะมอง ก็จะดีไปหมดแต่วันนี้คนทำดีน้อยลงจึงมีรอยด่างที่ต้องคอยปกปิด เช่นคำสั่งไม่ชอบหรือจ่ายเงินไม่มีเหตุผล หรือได้ของฝากมาด้วยไม่สมควร จึงบอกใครไม่ได้ หลังสิ้นปีงบประมาณ ก็จะมีการจ่ายเงินโบนัสให้แก่ข้าราชการไทย ลองไปถามดูผู้ใหญ่ระดับปลัดกระทรวง อธิบดี หรือข้าราชการผู้ใหญ่ ซี 11 ซี 10 ซี 9 ว่าได้โบนัสเท่าไรก็จะมีคำตอบที่ไม่ต้องถามก็รู้คือไม่รู้ แต่ถ้ามาถามข้าราชการระดับ ซี 1-2-3-4-5-6-7 ก็จะชี้บอกเลยว่า ได้คนซะสี่ห้าพันบาท หรือหมื่นสองหมื่นบาท การนี้จะเข้าข่ายธรรมาภิบาล หรือคุณธรรมจริยธรรม หรือไม่ผมว่าอยู่ที่ระบบจะต้องตั้งคำถาม ETHIC CAPITAL จึงอยู่ที่ตัวบุคคลที่จะสร้างขึ้นโดยแท้แม้ระบบก็อาจจะมีผลน้อยนี่เป็นความเห็นของผมครับ กราบขอบพระคุณนายชัยธนัถต์กร ภวิศภิริยะกฤติ
kissana plungcharoensri
IP: xxx.120.96.109
เขียนเมื่อ 

จากการฟังบรรยายเมื่อวันเสาร์ที่ 18 กันยายน 2550 ETHICAL CAPITAL

อาจารย์ อรพินท์ สพโชคชัย

 

ดิฉัน นางสาว กฤษณา ปลั่งเจริญศรี ได้รับความรู้ ความเข้าใจ

               

การบริหารราชการแผ่นดิน ควรยึดหลักธรรมาภิบาล และมีการปรับปรุงระบบราชการ เพื่อให้มีประสิทธิผล และสนองความต้องการของประชาชน

               

หลักธรรมาภิบาล

  1. ความสุจริต ชัดเจน และโปร่งใส (Honesty and Transparency)
  2. ความพร้อมรับผิดชอบ (Accountability)
  3. คุณธรรม จริยธรรม และมโนสุจริต (Integrity)
  4. การมีส่วนร่วม (Participation)
  5. มีความเท่าเทียมกันในสังคม และเป็นธรรม (Equity and Fairness)

 

หลักการบริหารราชการที่ดี ได้ยึดถือตาม พระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารราชการแผ่นดินตาม ม.3/1

 

การบริหารราชการตาม พระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารราชการแผ่นดินตาม ม.3/1 นี้ ต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ ความมีประสิทธิภาพ ความคุ้มค่าในเชิงภารกิจแห่งรัฐ ทางลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน การลดภารกิจ และยุบหน่วยงานเล็กๆ ที่ไม่จำเป็น การกระจายภารกิจ และทรัพยากรให้แก่ท้องถิ่น การกระจายอำนาจตัดสินใจ การอำนวยความสะดวก และการตอบสนองความต้องการของประชาชน ทั้งนี้ โดยมีผู้รับผิดชอบต่อผลของงาน

 

มีการปรับปรุงระบบราชการ

  • เป็นการวางระบบงาน การบริหารงานที่ทันสมัย ใช้เทคโนโลยีเข้าช่วย
  • ให้ความสำคัญในการกระจายอำนาจตัดสิน และบริหารงานจากบนลงสู่ล่าง
  • พัฒนาคนให้มีศักยภาพสูง
  • เน้นพัฒนาคุณภาพ และมาตรฐานของระบบงาน
  • กำหนดมาตรฐานการบริการสาธารณะ
  • บริหารราชการโดยให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม

 

 

 

 

 

 

แนวทางสำหรับผู้บริหารนำไปปฏิบัติ

  1. ทำความเข้าใจในประเดนที่ต้องเปลี่ยนแปลง
  2. กำหนดแผนและแนวทางในการเปลี่ยนแปลง
  3. เริ่มกระบวนการการเปลี่ยนแปลง
  4. สร้างวัฒนธรรมการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง

 

จากการบรรยายของอาจารย์ อรพินท์ สพโชคชัย ด้าน MACRO รัฐบาล ทักษิณได้วางนโยบายไว้หลายเรื่อง มีทั้งดี และไม่ดี

 

ช่วยเหลือคนจน 30 บาท รักษาทุกโรค ทำให้ประชาชนได้รับการรักษาโรค โดยไม่ต้องเป็นหนี้สินเพิ่ม และสาเหตุของโฉนดที่ดินที่ถูกยึด เนื่องจาก ต้องเดินทางไปถนนสายนายทุน คือต้องไปขอยืมเงินจากนายทุน เพื่อไปทำการรักษาโรคที่เกิดขึ้นกับครอบครัว และเมื่อไม่มีเงินจ่ายค่ารักษาพยาบาล จึงต้องจำยอมเสียดอกเบี้ยคิดรายวัน 100 บาท ต่อเงินต้น 100 บาท ให้นายทุนเป็นจำนวนมาก เพื่อความอยู่รอดของตัวเองและครอบครัว

 

การทำให้ประชาชนมีหนี้สินลดลงบางส่วน ทางกระทรวงสาธารณะสุขได้เล็งเห็นว่าการนำเข้ายารักษาโรคควรจะลดลง เนื่องจากองค์การเภสัชกรของประเทศไทยก็สามารถผลิตหรือปั๊มยาเองได้ โดยไม่จำเป็นต้องนำเข้ายาที่มีต้นทุนสูงมาก ทำให้ประเทศไทยมีงบประมาณในการบริหารด้านโรงพยาบาลของรัฐเพิ่มมากขึ้น

 

ดิฉัน นางสาว กฤษณา ปลั่งเจริญศรี ขอกราบขอบพระคุณอาจารย์ อรพินท์ สพโชคชัย ที่ให้ความรู้ความเข้าใจเพิ่มมากขึ้น

 

 

 

นายปลื้มใจ สินอากร
IP: xxx.155.54.247
เขียนเมื่อ 

วันที่ 8 กันยายน 2550

 

บรรยายโดย ดร. อรพินท์ สพโชคชัย

 บรรยายเรื่อง การสร้างระบบคุณธรรม จริยธรรม ธรรมาภิบาลสำหรับทรัพยากรมนุษย์ (Ethical Capital) การปรับกระบวนทัศน์ และวัฒนธรรมข้าราชการ 

วิวัฒนาการของระบบการบริหารราชการแผ่นดิน

 

            1. ระบบการบริหารราชการยุคต้น (ปลายทศวรรษที่ 19)

 

                        - การบริหารหลังยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม (Frederick Tailor)

 

                        - การสร้างระบบราชการที่เป็นสถาบันที่เป็นมืออาชีพ ใช้ระบบคุณธรรมปลอดการแทรกแวงทางการเมือง (Max Weber)

 

                        - สร้างระบบราชการเป็น Rule-based ที่เรียกว่า Public Administration

 

            2. ค่านิยมความเชื่อว่ารัฐควรมีบทบาทหน้าที่ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ และดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชน (Welfare State)

                         - ภาครัฐจำเป็นต้องแทรกแซง และให้บริการสาธารณะหลักๆ และลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อความเป็นธรรมในสังคม 

ความพยายามในการปรับเปลี่ยน

 

            1. กระบวนการบริหารราชการที่ได้รับอิทธิพลจากนักคิดเชิงระบบ และเศรษฐศาสตร์นีโอคลาสสิกถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าไม่สามารถเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืน

 

            2. เกิดกระแสกดดันทางการเมืองภายใต้การบริหารราชการดั้งเดิม

 

                        - ด้านการเงินการคลัง

 

                        - ด้านคุณภาพบริการ และการบริหารงาน

                         - การปรับเปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับบทบาทของภาครัฐ (บทบาทของภาคประชาสังคมในการกำหนดนโยบาย) หลักการบริหารภาครัฐสมัยใหม่ New Public Management 

Good Governance

New Public Management
หลักประชาธิปไตย
หลักกลไกตลาด
หลักการบริหารสมัยใหม่
  

            1.  หลักการและทฤษฎีในการบริหารจัดการในองค์กรภาครัฐและเอกชนไม่น่าจะแตกต่างกัน ดังนั้น อาจจะใช้ทฤษฎีการบริหารจัดการที่เหมือนกันได้ประยุกต์

 

            2.  จำเป็นต้องปรับจากการบริหารที่เคยเน้นความรับผิดชอบต่อกระบวนการ กฎ ระเบียบ มาสู่การบริหารที่รับผิดชอบต่อเป้าหมาย และผลงาน ผู้บริหารงานสมัยใหม่ให้ความสำคัญกับการวางระบบความรับผิดชอบต่อผลงานที่เกิดจากการปฏิบัติงานตามหน้าที่และความรับผิดชอบมากกว่ากระบวนการ

 

            3.  เน้นการประยุกต์ให้ความรู้ความชำนาญในการบริหารจัดการ ผู้บริหารต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ และทักษะการบริหารและวิชาการที่เกี่ยวกับงาน

 

            4.  กระจายอำนาจการควบคุมลงสู่ผู้ปฏิบัติให้มากที่สุด โดยต้องถ่ายโอนอำนาจการบริหารและการตัดสินใจลงสู่ระดับล่าง  ควบคู่ไปกับการจัดระบบการควบคุมผ่านการรายงานผลงานที่มีประสิทธิภาพ การติดตามตรวจสอบ และจัดกระบวนการความรับผิดชอบ

 

            5.  แยกหรือสลายระบบราชการขนาดใหญ่ให้เล็กเท่าสุดเท่าที่จะทำได้ (Small is beautiful) แบ่งแยกระบบการบริหารงาน ขององค์กรขนาดใหญ่ออกเป็นรูปแบบการบริหารงานต่างๆ นอกภาคราชการ (quasi – autonomous agencies, non – and commercial functions)

 

            6.  สร้างความเป็นเจ้าของในระดับล่าง  วางระบบการแข่งขัน และระบบการซื้อบริการสาธารณะ มุ่งให้ภาคเอกชนหรือภาคประชาสังคมเข้ามาร่วมดำเนินการ โดยให้ความสำคัญในการสร้างระบบการแข่งขัน ้ามาร่วมดำเนินการ โดยให้ความสำคัญใบบการซื้อบริการสาธารณะ มุ่งให้ภาครัฐะการบริหารและวิชาการที่เกี่ยวกับงา(Contestability) ใช้งบประมาณในการจ้างงาน แทนการดำเนินงานโดยหน่วยงานภาครัฐ

 

            7.  ใช้ระบบสัญญาที่ระบุถึงผลงานและประสิทธิผลที่ชัดเจน แทนการจ้างหรือมอบหมายที่ไม่มีเป้าหมายชัดเจน  ซึ่งเป็นวิธีการของภาคเอกชนในการจ้างงาน เช่นการจ้างบุคลากรระยะสั้นๆ ใช้การจัดทำแผนยุทธศาสตร์ การทำแผนปฏิบัติงาน การจัดทำข้อตกลงการปฏิบัติราชการ การเชื่อมโยงหลักการปฏิบัติงานกับระบบการให้ค่าตอบแทนและรางวัล

 

            8.  การใช้การเงินรางวัลเป็นเครื่องจูงใจการทำงาน โดยประยุกต์ใช้หลักปฏิบัติที่เหมาะสมจากภาคธุรกิจเอกชน เช่น การจ้างตามสัญญาจ้างพร้อมระบบสวัสดิการที่เหมาะสม การให้รางวัลตอบแทนวัดผลสำเร็จของงาน และอาจจะเน้นการให้รางวัลเป็นตัวเงิน (Performance Pay)

 

            9.  ให้ความสำคัญในการบริหารงานที่ลดค่าใช้จ่าย การสร้างประสิทธิภาพและการลดขนาดระบบบริหารจัดการ

             10.  เน้นหลักความเป็นธรรม 

จากการเปลี่ยนแปลงสู่....การบริหารราชการตามหลักการธรรมาภิบาล

 

- การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง (การเมืองภาคประชาชน และปัญหาความโปร่งใส)

 

- ปัญหาและกระแสกดดันทางเศรษฐกิจ สู่การแข่งขันและการอยู่รอด(ภาคธุรกิจเอกชน ภาค technocrats ภาควิชาการ และภาคประชาชน)

 - กระแสกดดันเวทีนานาชาติ (มาตรฐานการบริหารจัดการตามหลักประชาธิปไตยและธรรมาภิบาล)  

หลักการธรรมาภิบาลให้ความสำคัญกับ

 

- ความสุจริต ชัดเจน และโปร่งใส (Honesty & Transparency)

 

            - ความพร้อมรับผิดชอบ (Accountability)

 

            - คุณธรรมจริยธรรม และมโนสุจริต (Integrity)

 

            - การมีส่วนร่วม (Participation)

             - มีความเท่าเทียบกันในสังคม และเป็นธรรม (Equity and Fairness) 

ปรัชญาและหลักธรรมาภิบาลในภาครัฐ

 

            - หลักสังคมประชาธิปไตยที่เคารพสิทธิ และความเท่าเทียมกัน (Equity) ของประชาชน เน้นหลักการบริหารราชการเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน หลักการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม การจัดบริหารสาธารณะที่มีคุณภาพ และมีคุณค่าปฏิบัติต่อประชาชนอย่างเสมอภาคไม่เลือกปฏิบัติ

 

            - หลักความรับผิดชอบ (Accountability) ต่อการตัดสินใจสาธารณะ เน้นความเป็นมืออาชีพ การยืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้อง มีความซื่อสัตย์ต่อประเทศชาติ มี Integrity และมีคุณธรรม

 

            - หลักยุติธรรม (Fairness) เน้นการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน กระจายบริการสาธารณะ กำหนดกติกาเพื่อสร้างความเป็นธรรมในสังคม บริหารราชการอย่างมีประสิทธิภาพประสิทธิผล

 

            - หลักความโปร่งใส (Transparency) เน้นการบริหารราชการอย่างซื่อสัตย์สุจริตเปิดเผยข้อมูลที่ถูกต้อง ทันสมัย บริหารราชการที่ชัดเจน และโปร่งใส

             - หลักการมีส่วนร่วม (Public Participation) เน้นการกำหนดนโยบาย และการให้บริการสาธารณะโดยเปิดเผย เปิดโอกาสให้ประชาชน และผู้ที่เกี่ยวข้องได้เข้าร่วมในกระบวนการรับรู้ เรียนรู้ การให้ข้อเสนอแนะ การรับฟังความคิดเห็น การให้ประชาชนเข้ามาเกี่ยวข้อง และร่วมตัดสินใจ มีการกำหนดแนวทาง กฎหมายและมีโครงสร้าง ระบบการบริหาร และข้าราชการที่พร้องและเข้าใจการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม  การพัฒนาระบบราชการ 
ระบบราชการในอดีตหลักในการพัฒนาระบบราชการระบบราชการที่พึงปรารถนา
- เป็นระบบราชการที่บริหารงานแบบดั้งเดิม- ประยุกต์หลักการบริหารราชการยุคใหม่ (NPM)- สนองความต้องการและประโยชน์สุขของประชาชน- บริหารงานมุ่งผลสัมฤทธิ์- ประสิทธิภาพประสิทธิผล- เน้นหลักคุ้มค่า ทันสมัย
- มีปัญหาด้านธรรมาภิบาล- สร้าง GOOD GOVERNENCE- เที่ยงธรรมและรับผิดชอบ- ยืนหยัดในความถูกต้อง- ประชาชนมีส่วนร่วม- สุจริต โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้
 

การพัฒนากระบวนทัศน์วัฒนธรรมการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีสำหรับภาคราชการ และข้าราชการ

 

            - วัฒนธรรมข้าราชการ

 

            - วัฒนธรรมองค์กร

 

            - วัฒนธรรมการบริหารราชการ

 

            - วัฒนธรรมการให้บริการประชาชน

 การพัฒนาระบบราชการและบทบาทพฤติกรรมของข้าราชการเพื่อส่งเสริมและสร้างส่วนราชการให้มีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี 

ข้อคิดสำหรับผู้บริหารยุคใหม่

 

องค์กรธรรมาภิบาลและการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากผู้บริหาร

 

            -  ทำความเข้าใจและเปิดใจยอมรับการเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เกิดขึ้น (Appreciation)

 

            -  คิดเป็นคุณและคิดเป็นธรรม (Positive thinking)

 

            -  กำหนดวิสัยทัศน์ เป้าหมายการทำงาน และอนาคต (Vision and career path)

 

            -  เดินหน้าพัฒนาตนเอง (Self - development)

 

            -  เป็นคนดีมีอุดมการณ์ ราชการและเป็นตัวอย่าง (Role modle)

             -  บริหารชีวิตอย่างสมดุล มีสติและเรียนรู้จากข้อผิดพลาด  แนวทางในการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง 

เพื่อส่งเสริมการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี

 

-  ทำความเข้าใจประเด็นที่ต้องเปลี่ยนแปลง “what and why”

 

            - กำหนดแผนและแนวทางเพื่อการเปลี่ยนแปลง “How, when and who responsible”

 

            - เริ่มกระบวนการเปลี่ยนแปลง “what actions and how much”

 

            - สร้างวัฒนธรรมการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง “keep change momentum”

ญาณัญฎา ศิรภัทร์ธาดา
IP: xxx.91.18.192
เขียนเมื่อ 
การบ้านครั้งที่  12 เรียนวันเสาร์ที่  15  กันยายน  2550  กับท่าน อาจารย์ พจนารถ ซีบังเกิด President  Human Capital Club (Thailand) นักศึกษาชื่อ  นางสาวญาณัญฎา ศิรภัทร์ธาดา   เรื่อง        

ในวันนี้นักศึกษาปริญญาเอกได้มีโอกาสพบกับท่าน อาจารย์พจนารถ ซีบังเกิด ก่อนเริ่มบทเรียนอาจารย์ได้อบหมายให้นักศึกษารวมกลุ่มกันเพื่อเล่นเกม Jigsaw โดยกำหนดเวลาให้ 3 นาทีและถือว่าเป็น KPI ในการเล่นเกม อาจารย์ได้สังเกต และประเมินการเล่นเกมของนักศึกษาโดยตลอด และก็มอบอุปกรณ์เพิ่มเติมให้เพื่อเป็นตัวช่วยให้เป้าหมายของภารกิจง่ายขึ้น ซึ่งเปรียบเสมือนการที่ผู้บริหารคอยอำนวยการให้การสนับสนุนทรัพยากรที่เอื้ออำนวยต่อการทำงานที่ได้มอบหมายไปแล้วให้ประสบความสำเร็จนั่นเอง เกมนี้สนุกและแฝงไปด้วยกุศโลบายในเทคนิคการถ่ายทอดความรู้ของท่านอาจารย์ที่เป็นมืออาชีพอย่างแท้จริง ทำให้เราทราบและมีความเข้าใจในบทเรียนมากยิ่งขึ้นจากเกมที่ได้เล่น ได้แง่คิดในเรื่องของการทำงานมากมาย การทำงานใดที่ได้รับมอบหมายต้องมีความร่วมมือที่ดี การวางแผนการทำงาน การใช้ระบบคิดที่สอดคล้องกับความสำเร็จของงาน เรากำลังจะกล่าวถึงเรื่องที่จะได้ศึกษาร่วมกันในวันนี้ คือ Organization alignment การทำงานที่ไม่มีจุดหมาย เปรียบเสมือนการต่อภาพ  Jigsaw ที่มองไม่เห็นภาพและทิศทางขององค์กร และเปรียบเหมือนกับการพายเรือไปกันคนละทิศคนละทาง ไร้จุดมาย ยากที่จะบรรลุวัตถุประสงค์และความสำเร็จขององค์กรได้ เสียเวลา เสียทรัพยากร และสัมพันธ์กับเรื่องของ Leadership ด้วย แม้ว่ามีภาวะผู้นำที่สูงอย่างไรก็ต้องคำนึงถึงเรื่องธรรมาภิบาล Governance ด้วย เรื่องของการ Alignment ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ  (แผน 10) ได้กล่าวไว้เกี่ยวกับเรื่องของการพัฒนาคนเอาไว้มากมาย สิ่งที่สำคัญคือการให้การศึกษากับคนซึ่งเปรียบเหมือนกับการพัฒนาทุมนุษย์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น  ในขณะนี้กระทรวงศึกษาธิการเองก็มีการให้ความสำคัญกับการพัฒนา การศึกษาของคนให้มากขึ้นก็จะทำให้ประเทศไทยก้าวไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

สรุปได้ว่า The Unfocused Organization ให้คนทำงานกันแบบไร้ทิศทาง ทำให้เกิดความสูญเสียทรัพยากรที่เกินกว่าความจำเป็นที่ควรเป็นไป และแตกต่างจาก The Aligned Organization ซึ่งมีผลกระทบในด้านที่ดีต่อองค์กรเป็นอย่างมาก
ในองค์กรธุรกิจมักให้ความสำคัญกับเรื่องของ ผลกำไร ผลประกอบการของธุรกิจ Business Governance เช่นเรื่องผลประกอบการPerformance โดยมุงเน้นที่จะสร้าง วิสัยทัศน์ พันธกิจ และกลยุทธ์เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ แต่ควรจะมุ่งให้ความสำคัญกับเรื่องของ Corporate Governance เช่นเรื่องของConformance ก็จะดีไม่น้อย เพื่อให้เกิดมีAccountability Assurance  เช่น การหาคนมารับผิดชอบในเรื่องต่างๆของบริษัทที่เกี่ยวกับ ที่มาของคณะกรรมการอิสระที่จะมามีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย ทิศทางของบริษัท กลุ่มคนเหล่านี้เองควรจะนำมาซึ่ง Knowledge และ Know how  ตลอดจนการ Oriented Board Member เพื่อให้ทุกคนมีทิศทางเดียวกันเห็นภาพของบริษัทร่วมกันเป็นภาพเดียวคือ Organization Vision ร่วมกันนั่นเอง...เป็น Traditional เพื่อใช้ในการกำหนด ค่านิยม แล้วค่านิยมนี้เองจะเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมของคนทำงานให้มีผลงานออกมาเป็นที่น่าพอใจขององค์กร ซึ่งมันก็เป็นเรื่องเดียวกันกับการกำหนด Vision Mission Values Goals Objectives นั่นเองเพียงแต่ว่า เดิมนิยมใช้เป็นแบบนั้นมากกว่า ความหมายก็เป็นไปในทางเดียวกันคือเรื่องของทิศทางของธุรกิจว่าเราจะเป็นใคร และอยู่ในจุดไหนของธุรกิจMission คือการตอบคำถามให้ได้ว่าเราเกิดมาเพื่อทำอะไร เช่น ก็จะเป็นสินค้าที่มีนวัตกรรมเพื่อความพึงพอใจของประชาชนทั่วไปและมีวิสัยทัศน์ที่บอกให้โลกรู้ว่าเขาจะต้องมีสินค้าที่มีเทคโนโลยีชั้นเยี่ยมเพื่อเปลี่ยนภาพลักษณ์ในอดีตที่คนมองว่าสินค้าของทางญี่ปุ่นไม่มีคุณภาพ เมื่อ Sony กำหนดวิสัยทัศน์ไว้เช่นนี้ นั่นก็หมายความว่า ฝ่ายวิจัยและพัฒนาสินค้าจะต้องทำอะไรบ้าง Value นั้นสามารถนำมาเป็น วิสัยทัศน์ หรือ พันธกิจก็ได้ และ ของ Sony ก็คือการมุ่งมั่นยกระดับคุณภาพสินค้าและคน และเป็นผู้บุกเบิกซึ่งต้องคำนึงถึงเรื่องของ Trust ซึ่งสร้างยากกว่า Competencyแต่ในปัจจุบันนิยมใช้คำว่า  Brand Statement มากกว่า แต่ที่สำคัญคือต้อง Align กับ วิสัยทัศน์และ พันธกิจ  และในเรื่องของกลยุทธ์นั้น ต้องพัฒนาคนให้มีความเป็น Dynamic สามารถปรับเปลี่ยนได้ ไม่จำเป็นต้องทำงานตาม Procedure  ต้องคำนึงถึงความสัมพันธ์ของคนในการทำงานร่วมกัน ซึ่งคนนั้นมีหลายประเภทที่แตกต่างกันไป เช่น ยกตนเป็นที่ตั้ง , คนประเภทที่ยอมให้คนอื่นก็จะได้ความสัมพันธ์ที่ดีแต่ผลงานอาจจะออกมาไม่ดีเพราะไม่มีความคิดเห็นเป็นของตนเองเลย ,คนประเภทหลีกเลี่ยงปัญหา, คนที่ประนีประนอม แต่การประนีประนอมนั้นอาจส่งผลให้เกิดผลงานได้ไม่เหมาะสมแม้ว่าจะมีความยุติธรรมก็ตาม,ส่วนคนประเภทที่ดีที่สุดในการทำงานคือประเภท Collabolative เพราะจะทำให้เกิดทั้งผลงานและความสัมพันธ์ที่ดีของการทำงานร่วมกัน ดังกล่าวว่า...Good leader creates good culture and motivated working environment

นางสาวญาณัญฎา  ศิรภัทร์ธาดา คณะวิทยาการจัดการ

มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา

yananda_nam@hotmail.com

“A LEADING QUALITY UNIVERSITY FOR ALL”
กฤษฎา สังขมณี
IP: xxx.91.172.247
เขียนเมื่อ 
การบ้านครั้งที่  12เรียนวันเสาร์ที่  15  กันยายน  2550  กับท่านอาจารย์  พจนารถ  ซีบังเกิดPresident of Human Capital Club (Thailand)นักศึกษาชื่อ  นาย  กฤษฎา  สังขมณี ในเวลา  9.00 น.  อาจารย์เริ่มให้ความรู้ด้วยการใช้ทฤษฎี  4 L’s ของ ศ.ดร. จีระ (Learning Methodology , Learning Opportunity , Learning Environment  และ  Learning Community)  ด้วยการให้พวกเราเล่นเกมส์ กลุ่ม  กลุ่มละ 3-4 คนต่อจิ๊กซอ เพื่อนำเราเข้าสู่บทเรียน เรื่อง Workforce Alignment in an Organizationเกมส์นี้สอนเราหลายด้านสำหรับการมีภาวะผู้นำ  เริ่มตั้งแต่การหาคนร่วมงาน  หาสถานที่ทำงานร่วมกัน  หากรอบแนวทางการทำงาน ทำให้ทุกคนเข้าใจภาพสุดท้ายคือเป้าหมายร่วมกัน  การมี Role Model   การแบ่งงานกันทำ  การบริหารเวลา  การเจรจาต่อรองในงบประมาณและทรัพยากร  การบริหารทรัพยากรให้ทันเวลา  การบริหารคนตามความชำนาญของเขา  การกำหนดเป้าหมายที่ท้าทายทีมงาน  รวมถึงความผิดพลาดจากการประเมินความสามารถของทีมงานที่ต่ำ  หรือสูงเกินไป  ในองค์กรจริงจึงมีทั้งการทำงานของคนที่ต่างประสบการณ์แล้วร่วมกันทำงานได้ดี  และต่างประสบการณ์แล้วทำงานร่วมกันไม่ได้  ทำอย่างไรล่ะที่ H.R.  จะผสานความสามารถและความสัมพันธ์ของคนให้บรรลุเป้าหมาย  ตามทิศทางที่องค์กรต้องการให้เป็น  เป็นเรื่องที่ท้าทายฝีมือ  H.R. หรือ Leadership เป็นอย่างยิ่ง  ผมมีความสนใจอีกประการหนึ่งคือ  เรื่องธรรมาภิบาลของคน  และขององค์กร (ซึ่งสะท้อนแนวคิดของคน ที่อยู่ในทีมของผู้นำ)  ซึ่งก็ตรงกับหัวข้อต่อมาที่อาจารย์ พจนารถ ให้ความรู้กับพวกเรา คือ  Enterprise Governance เพราะว่าถ้าองค์กรมุ่งเน้น (Focus) ที่ผลประกอบการและฐานะทางการเงินเพียงอย่างเดียว  ผู้นำก็จะกำหนด  Vision , Mission , Objective และใช้ Strategy เพื่อมุ่งสิ่งที่ต้องการ  โดยละเลยสิ่งที่ควรปฏิบัติตามทำนองคลองธรรม  กล่าวคือ  องค์กรต้องผสาน  Conformance เช่น การมีตัวแทนจากภายนอก  ซึ่งมากด้วยความรู้  ประสบการณ์  มาช่วย Shaptable  หรือมีส่วนกำหนด  Vision , Mission , Objective และใช้ Strategy นั้น ต้องมีผู้รับผิดชอบ หรือเจ้าภาพที่น่าเชื่อถือ (Accountability & Assurance) ขณะเดียวกัน  องค์กรก็ต้องมี  Performance  ที่จะใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด  นั่นหมายความว่าองค์กรได้สร้าง  Value Creation ให้แก่ตนเองและสังคมไปด้วยพร้อม ๆ กัน  ตัวอย่างของกรณีที่กว่า 60 ปีก่อน  สินค้าของญี่ปุ่นจะถูกดูแคลนในสายตาชาวโลก  แต่ปัจจุบันมิได้เป็นเช่นนั้นอีกแล้ว  ตรงข้ามกลับให้การชื่นชมยอมรับในคุณภาพและมาตรฐาน  รูปธรรมก็คือบริษัท  Sony ที่ทำได้อย่างดีเยี่ยมในสิ่งที่บริษัทอเมริกันล้มเหลว  ทำในสิ่งที่เป็นผู้บุกเบิกค้นคิดใหม่จากความสร้างสรรค์   ที่ทำได้เนื่องจากทุกระดับรู้ทิศทาง  มีเป้าหมาย  ร่วมแรงร่วมใจ  ไม่เล่นนอกบทบาท เพราะมี Trust  ร่วมกัน ปัจจุบันหลายองค์กรใช้  Brand Statement  เป็นตัวกำหนดทิศทาง  แต่ไม่ว่าจะใช้สิ่งใดกำหนดทิศทางองค์กร  ประการสำคัญคือ  ทั้งองค์กรต้องยอมรับ  รับรู้ร่วมกัน  โดยการที่ Initiative  Top  Down  แต่ต้องได้รับข้อมูลจริงจาก  Bottom  up  โดยไม่ต้องรู้ว่าคนไหนเป็นผู้ให้ข้อมูล  มิฉะนั้นโอกาสหน้าอาจไม่ได้ข้อมูลจริงอีก  สำหรับองค์กรที่มีระยะเวลาดำเนินมาอย่างยาวนาน  อาจมี  Culture  ที่เปลี่ยนแปลงยาก  บางสิ่งก็นับว่าเป็นจุดแข็ง  แต่บางครั้งก็เป็นจุดอ่อนที่ไม่พยายามปรับตัว  องค์กรจึงต้อง  Align  เปิดใจวิเคราะห์  5 Forces  &  SWOT  ต้องปรับตัวให้ทัน  คิดอยู่เสมอว่า  “HOW TO BE SUCCESSFUL IN A CHANGING  WORLD  ?  เน้นการพัฒนาคน  ทุกคน  ทุกระดับ  ให้ทั้งองค์กรมีลักษณะที่  Dynamic , Flexible  โดยการ  Empowermentจึงย้อนกลับมาที่  คน  อีกครั้งหนึ่งว่า  ไม่ว่าทฤษฎีของ  Maslow 5 ขั้น หรือทฤษฎีของ  Thomas Kilmann ( Confronting , Collaborative , Avoiding  และ Accommodating)  กล่าวถึงคนว่าคนจะมีลักษณะและพฤติกรรมตามฐานะ  และสถานการณ์  โดยมีปัจจัยภายในตัวคน  และสิ่งแวดล้อมภายนอกเป็นสาเหตุให้แสดงพฤติกรรมออกมา  อย่างไรก็ตาม  คนสามารถรับรู้  เรียนรู้  และปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้  แต่หากไม่มีการปรับเปลี่ยนเสียบ้างเลย  การอบรมเลี้ยงดูที่ดีในอดีต  และการมีการศึกษาสูง  จะเป็นสิ่งสูญเปล่าที่น่าเสียดายยิ่งของผู้นำองค์กร  แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติของไทยจึงให้ความสำคัญกับคนตั้งแต่แผนฉบับที่  8  เป็นต้นมา  อาจไม่ถึงกับสายเกินไป  แต่การที่ผู้นำไม่เป็นผู้นำที่ดี  ไม่สร้างวัฒนธรรมที่ดี  และไม่จูงใจให้มีสภาพแวดล้อมความเป็นอยู่ที่ดี  มุ่งแสวงหาโอกาส  จับกลุ่มแบ่งขั้ว  อ้างว่าเป็นทางเลือกที่ 3  ที่ 4  เพื่อความสมานฉันท์  ประชาชนเขารู้ทันพวกคุณนะ  ยิ่งเมื่อประชาชนเขาเรียนสูงเท่า ๆ กับพวกคุณ  หรือเรียนตำราเดียวกันด้วยแล้ว  ก่อนที่จะสำแดงความคิด  คำพูด  หรือพฤติกรรมใด ๆ คงต้องคิดให้มากกว่าเดิม องค์กร  และประเทศก็จะได้รับการพัฒนาขึ้นอีก ส่วนสุดท้ายของการเรียนครั้งนี้ก็คือ  ผู้นำควรมีเป้าหมายที่ชัดเจน  และทำให้ทุกระดับยอมรับ  ไม่มีHidden Agenda  แต่มีความรู้ ความเข้าใจ  ความชำนาญ  มีเหตุผล  มีความรับผิดชอบอย่างมีหลักมีเกณฑ์ วัดผลงานได้  มีการจูงใจให้รางวัลที่เหมาะสม   และมีความรู้สึกรัก  ผูกพัน  และเป็นเจ้าของในงาน  องค์กรก็จะพัฒนาและได้รับความสำเร็จในที่สุดขอขอบพระคุณท่านอาจารย์  พจนารถ  ซีบังเกิด  ที่กรุณาสละเวลากว่า   3 ชั่วโมง เพื่อให้ความรู้ด้านการจัดการทุนมนุษย์ แก่พวกเราครับ
Siriporn (NaPombhejara) Allapach
IP: xxx.25.131.75
เขียนเมื่อ 

Dear Prof. Chira,

I missed Human Capital class on Saturday 15 September, 2007 as I was attending Baker & McKenzie's Regional Marketing Conference in Manila during 12-15 September, 2007.

I recieved a class material from AJ Supara and after reading through the handouts, I found it very much an essentail topic to be discussed.

K. Potchanart Seebungkerd was the lecturer and her topic was "Workforce Alignment in an Organization".

This is one of the essential topic and it's always an issue among the organization of how the employees have the understanding of the vision, mission, strategy of their organization. How can we reach our goal? How can we achieved our target? These questions would come up among most of the board meeting, manager meeting etc. However, the vision, mission, strategy will not become the key of the organization if the employee do not have their engagement and their responsibilities in working as a team.

Workforce Alignment is a must and key factor for all type of organization. It doesn't take much to be on the same direction but it's not easy to get the team in one alignment. This is always a difficult issue to get the message across to everyone in the organization. The employee engagement can not be happen and the management drive can not be accomplished if the rest of the employee are not in the same direction.

The individual's vision and the company's vision must be on the shared purpose. The mission can happen if both individual employee and the management or owner of the company can get the understanding and message is going through the team as a holistic perception.

Direction of the company or organization must come from :

-Mission or company's core purpose, who is our group of customers and what value can the company offer to the customer?

-Vision or what does the company wishes to be known as?

-Values or what are the company's principles and behavior? What are the company cherish and uphold?

K. Potchanart has her theory and illustration on the "Workfoce Alignment Model for Successful Strategy Execution". It's very interesting of the way these transations works. The illustration showing as :

1. Aligned Goals

2. Business Acumen/Skills

3. Measured Accountabilities

4. Linked Rewards

5. Ownership Thinking

These are the step to follows in making the "smooth landing". The company must understand and able to coach their employee into the right direction. The implementation can easily happen if the clear message has been interpretred in the right way and clearly understanding.

Successful is the key words. At the end of the day, the company is looking for the dynamic support from the staff. Working as the team and having the clear directions will lead to the "Workforce Alignment".

"Together we acheived more" would be the clear meaning if the company can set up the implementation and the accomplishment can happen within the target.

K. Pochanart's class and her topic is always useful and fruitful for the class. I do hope to have  her as my lecturer again in the near future.

Thank you very much & Best regards,

Sarah (NaPombhejara) Allapach

SSRU/DM.

siriporn.allapach@bakernet.com

16 September, 2007

ศุภรา เจริญภูมิ
IP: xxx.24.22.143
เขียนเมื่อ 
Workforce Alignment in an Organization  เป็นประเด็นที่ อาจารย์พจนารถ   ซีบังเกิด   President of Human Capital Club (Thailand) และเป็น Executive Coach ใช้เป็นหัวข้อให้พวกเราได้แสดงความคิดเห็นกันในเช้าวันเสาร์ที่ 15 ก.ย.50 *** เป็นเรื่องแปลกแต่จริง ที่พนักงานในองค์กรตลอดจนผู้บริหารบางคนในองค์กรเองก็ยังไม่รู้ชัดเจนว่า องค์กรที่ตนทำงานอยู่นั้นกำลังไปในทิศทางไหน  เพราะอยู่ในสภาพที่รอรับคำสั่งจากเบื้องบนแต่เพียงอย่างเดียว คำว่า "แล้วแต่เจ้านายจะสั่ง" จึงมักได้ยินบ่อยๆ จากพนักงานในระดับปฏิบัติงาน หากแต่ได้ยินจากพนักงานระดับหัวหน้างานหรือระดับผู้บริหารงานแล้ว ยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงระดับของอัตราความเจริญก้าวหน้าและอัตราความเสี่ยงของความอยู่รอดขององค์กรนั้นๆ *** ดังเช่นการต่อภาพ Jigsaw ที่อาจารย์พจนารถ ใช้สื่อการสอนที่สร้างบรรยากาศในการเรียนรู้แบบ 4 L’s  คือ Learning Methodology, Learning Environment, Learning Opportunities และ Learning Communities  กับพวกเรา ทำให้เกิดการเรียนรู้และสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปสร้าง Value Added ได้จริง...อาจารย์แบ่งกลุ่มให้ต่อภาพ Jigsaw ที่มองไม่เห็นภาพที่เป็นเป้าหมายในการต่อมาก่อน แม้ว่าบางคนในกลุ่มจะเป็นผู้มีประสบการณ์ Experience, Knowledge, Skills , Ability, Attributes , Creativity เป็นต้น  แต่ก็ไม่สามารถต่อ Jigsaw ได้สำเร็จตามเวลาที่กำหนด สะท้อนให้เห็นว่า การทำงานขององค์กรอย่างไร้ทิศทาง หรือ The Unfocused Organization ทำให้เสียเวลา และสิ้นเปลืองทรัพยากรมนุษย์ซึ่งถือเป็นต้นทุน โดยยากที่จะบรรลุวัตถุประสงค์ *** ดังนั้นบทบาทความสำคัญของผู้บริหารในการกำหนดทิศทางองค์กรจึงเปรียบเสมือนกัปตันเครื่องบินที่จะต้องนำเครื่องบินไปถึงจุดหมายปลายทางโดยสวัสดิภาพ  การบริหารที่ดีนั้นผู้บริหารระดับสูงหรือระดับกลางขึ้นไป ต้องเป็นผู้กำหนดเป้าหมายทิศทางขององค์กรที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็น Vision Mission Objective  และ ต้องสื่อสาร ให้ระดับล่างรับรู้ เพื่อสามารถนำ Strategy ไปสู่การปฏิบัติที่สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันกับเป้าหมาย   *** ดิฉันขอนำข้อคิดเห็นของ Prof. James A. Thomskin ประธานสถาบันวิศวกรรมอุตสาหการ ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้กล่าวถึงประเภทของผู้บริหารงานไว้ 3 ประเภท ดังนี้  1. Static Consistency ได้แก่ผู้บริหารที่ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง ไม่รู้ว่าองค์กรกำลังก้าวไปทางไหน หรือไม่สนใจว่านโยบายขององค์กร เป็นอย่างไร พวกนี้มักจะภูมิใจที่สามารถรักษาสภาพเดิมๆ ขององค์กรเอาไว้ได้ ตราบใดที่องค์กรยังคงมีกำไรอยู่ แทนที่จะให้ความสนใจกับ How to be Successful in Changing World 2.Dynamic Inconsistency ได้แก่ผู้บริหารที่เป็นพวกที่ชอบเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อย แต่ไม่มีทิศทางที่แน่นอน  ลักษณะของผู้บริหารประเภทนี้คือ มักยุ่งอยู่เสมอ เพราะต้องทำโน่นทำนี่หลายเรื่องในเวลาเดียวกัน บางวันไม่มีเวลาทำงานเลย เพราะต้องใช้เวลาทั้งวันหมดไปกับการประชุม ลักษณะการบริหารงานแบบนี้เป็นแบบชั่วขณะ หรือที่เรียกว่า "Management By Fad" หรือ MBF กล่าวคือแนวทางการทำงาน หรือการแก้ไขปัญหามีการเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยๆ แล้วแต่อารมณ์ ทำให้การปฏิบัติงานไม่ไปในทางเดียวกัน แต่ก็เป็นเรื่องแปลกที่ผู้บริหารประเภทนี้ มักได้รับการ promote หรือเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น เพราะผู้บังคับบัญชาอาจเห็นว่า เป็นบุคคลที่มีแนวความคิดใหม่ มีการทำงานต่างๆหลายอย่าง  แต่อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาผลงานอย่างละเอียดแล้ว จะพบว่าไม่ค่อยได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอันเท่าไหร่  3. Dynamic Consistency ได้แก่ผู้บริหารที่เป็นพวกที่มีการเปลี่ยนแปลงและมีแผนการเป็นขั้นเป็นตอนที่แน่นอน เป็นระบบ และพยายามไปให้ถึงเป้าหมาย โดยไม่มีการเปลี่ยนความตั้งใจ การปรับปรุงงาน หรือเพิ่มประสิทธิภาพจึงเป็นไปอย่างต่อเนื่อง (Continuous Improvement) และสอดคล้องกับนโยบายขององค์กร ผู้บริหารประเภทนี้มักจะติดต่อสื่อสารกับผู้ร่วมงานอยู่เสมอ เพื่อให้ทุกคนปฏิบัติงานไปในทิศทางเดียวกัน และจะกระตุ้นให้ทุกคนร่วมแรง ร่วมใจกันทำงานจนกว่าจะประสบความสำเร็จตามที่ได้ตั้งใจไว้ *** แล้วท่านล่ะ...เป็นผู้บริหารประเภทไหน ? หรืออยู่ในองค์กรที่มีผู้บริหารประเภทไหน ? *** ขอขอบพระคุณศาสตราจารย์ ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ที่ให้พวกเราได้รับความรู้จากอาจารย์ระดับคุณภาพ ***  ศุภรา เจริญภูมิ  SUPPARA  CHAROENPOOM ***
นายพนม ปีย์เจริญ
IP: xxx.121.138.241
เขียนเมื่อ 

การบ้านครั้งที่ 12

เสาร์ที่ 15.9.2007

อาจารย์พจนารถ ซีบังเกิด

เสนอโดยนายพนม ปีย์เจริญ

..............................................

Workforce Alignment in an Organization

    

     ในการบริหารจัดการให้องค์กรมุ่งสู่จุดมุ่งหมายที่เราต้องการ สิ่งที่เราปรารถนาเป็นอย่างยิ่ง คือการที่คนในองค์กรของเรามีความเข้าใจ มีจุดมุ่งหมาย มีความร่วมมือร่วมใจมุ่งไปในทิศทางเดียวกัน เพราะมันจะทำให้เกิดพละกำลังในการฝ่าฟันอุปสรรคนานัปการที่รอเราอยู่ข้างหน้า ทั้งจากคู่แข่ง จากปัญหาที่เราคาดไม่ถึง อันเกิดจากปัจจัยต่างๆ อีกทั้งเงื่อนไขที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของโลกโลกาภิวัตน์อยู่ตลอดเวลา

    

แต่ถ้าหากคนในองค์กรของเรา ต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างทำ ไม่มีการปรึกษาหารือกัน เกิดความขัดแย้งกันตลอดเวลา ทำให้สัมพันธภาพในองค์กรแย่ ขาดความจริงใจต่อกัน ต่างคนต่างไม่ไว้วางใจซึ่งกันละกันหวาดระแวงกันอยู่ตลอดเวลา ทุกคนสนใจแต่เรื่องของตัวเอง กลุ่มตนเองทำงานกันไปคนละทิศละทาง ถ้าเกิดเหตุการณ์เช่นนี้นอกจากจะไปไม่ถึงเป้าหมาย หรือไปถึงช้าแล้วยังจะสร้างความเสียหาย เสียโอกาสดีๆที่รอเราอยู่ข้างหน้าด้วย

    

     ดังนั้นผู้นำในองค์กรจะต้องทำให้พนักงานทุกระดับมุ่งหน้าสู่เป้าหมายไปในทิศทางเดียวกัน ผมจึงมองว่าผู้นำมีบทบาทอย่างยิ่งที่จะทำให้องค์กรและคนในองค์กรมีความสอดคล้องกันในการก้าวเดินไปข้างหน้าในทิศทางเดียวกัน ผู้นำจึงต้องมีคุณสมบัติที่ดีและพร้อมที่จะนำพาให้องค์กรบรรลุเป้าหมายได้อย่างราบรื่น โดยไม่หวั่นเกรงต่ออุปสรรคใดๆที่รออยู่ข้างหน้า

    

     ผู้นำที่จะทำให้องค์กรบรรลุเป้าหมายจึงควรมีคุณสมบัติดังนี้

1. มีความรู้ความสามารถในการบริหารองค์กร ( Organizational Ability )

2. มีความสามารถในการบังคับบัญชา หรืออำนวยการได้เป็นอย่างดี ( Direction and Leadership)

3. เป็นผู้สนับสนุน อำนวยความสะดวกในการตัดสินใจของทีม ( Facilitating Team Decision Making)

4. เป็นผู้กระตุ้นให้เกิดแรงจูงใจในการทำงาน ( Motivation)

5. มีความสามารถในการประสานความขัดแย้ง ( Conflict Resolution)

6. มีความสามารถในการสร้างความเป็นเอกภาพของทีม ( Team Unification)

7. มีความสามารถในการมองการณ์ไกล และเข้าถึงงานต่างๆได้ ( Visibility And Access Ability)

8. มีความสามารถจัดการและเชื่อมโยงผู้บริหารในระดับสูง หรือมีการเชื่อมโยงสัมพันธ์ที่ดีกับผู้บริหาร ( Top Management Linkage )

 

     ผู้นำจึงต้องมี Vision ที่ต้องมองข้าม shot และคาดการณ์ล่วงหน้าได้ดีและแม่นยำ พร้อมทั้งต้องกำหนด Mission Objective values Goals ว่าเราจะทำอะไร อย่างไร เสร็จสิ้นเมื่อใด เพื่ออะไรในที่สุด ทุกอย่างต้องมีความสอดคล้องกันในทุกด้าน และไปในทิศทางเดียวกันในลักษณะ The Aligned Organization

    

     ในส่วนของ Workforce Alignment Model for Successful Strategy Execution อันประกอบด้วย

1. Aligned Goal

2. Business Acumen Skills
ที่ต้องประกอบไปด้วย

     - ความรู้ Knowledge

     - ความเข้าใจ Understand เพราะบางคนมี ความรู้แต่ไม่มีความเข้าใจ

     - ทักษะ Skill
     - คุณสมบัติ Attribute

3. Measured Accountabilities

4. Linked Rewards

5. Ownership Thinking

    

     ไม่ว่าเราจะดำเนินกลยุทธ์อะไรก็ต้องตอบโจทย์นั้นด้วย ที่สำคัญทุกภาคส่วนที่กล่าวมานี้ ต้อง Align กันทั้งหมด อย่าลืมว่าในองค์กร องค์กรหนึ่งเฟืองทุกตัวมีความสำคัญแตกต่างกันออกไป แต่ที่สำคัญเฟืองทุกตัวต้องหมุนไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อให้การสนับสนุนกันและกัน เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายเดียวกัน

    

     พึงระลึกไว้เสมอว่า เขาและเราทำให้สำเร็จได้ เฉกเช่นชายหาดสวยมิได้เกิดจากทรายเพียงเม็ดเดียว แม่น้ำใหญ่ก็มิได้เกิดจากน้ำหยดเดียวเช่นกันเพราะ....

     แต่ละเกล็ด เม็ดทราย เป็นชายหาด

แต่ละหยด แต่ละหยาด เป็นธารใส

แต่ละจิต รวมใจ เป็นหนึ่งใจ

แต่ละเล็ก สร้างใหญ่ ให้องค์กร

นายพนม ปีย์เจริญ

Mr.Panom Peecharoen

18.9.2007

 

ดวงสมร ฟักสังข์
IP: xxx.91.172.249
เขียนเมื่อ 
Workforce Alignment in an Organization วันเสาร์ที่ 15 กันยายน 2550 อ.พจนารถ  ซีบังเกิด                 ท่านอาจารย์เริ่มต้นด้วยการแบ่งกลุ่มให้ต่อ Jigsaw ภายในกำหนดเวลาช่วงแรกพวกเราก็ยังต่อไม่สำเร็จ อาจารย์ก็ต่อเวลาให้พร้อมกับตั้งคำถามว่าพวกเราต้องการเครื่องช่วยใดหรือไม่แล้วอาจารย์ก็ให้กรอบ Jigsaw กับพวกเราก็ปรากฏว่าพวกเราก็ทำไม่สำเร็จ ซึ่งจากการปฏิบัติที่ไม่สำเร็จนั้นก็มีการวิเคราะห์ว่าเกิดจากประเด็นใด อาทิเนื่องจากขาดประสบการณ์ ขาดการวางแผน ไม่มีกรอบ สมาชิกในกลุ่มจะมีความคิดแตกต่างกันอาจจะนำแนวคิดจากองค์กรเดิมที่เคยถือปฏิบัติอยู่กับปฏิบัติกับองค์กรใหม่ที่ทำงานอยู่ก็ได้ ส่วนผู้บริหารเกิดความมั่นใจในตัวพนักงานจึงไม่ได้ให้กรอบการทำงานจึงทำให้พนักงานต้องดิ้นรนหาด้วยตนเอง ทรัพยากรมาไม่ทันความต้องการ เป็นต้น                 การที่พนักงานในองค์กรไม่เดินไปตามทิศทางที่องค์กรกำหนด (Unfocused Organization) ก็สืบเนื่องจากผู้นำ ถ้าผู้นำไม่ทำความเข้าใจกับคนในองค์กร องค์กรก็ไม่สามารถเป็น Aligned Organization ได้ ดังนั้นองค์กรต้องกำหนด Mission และ Vision ให้ชัดเจนเพื่อให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันทั่วทั้งองค์กรคือ ทุกคนรู้ว่าต้องทำอะไร โรเบิร์ต แคปแลน กูรูด้านการจัดการชื่อดังระดับโลก ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด กล่าวว่าการบริหารองค์กรใหญ่ให้เกิด Aligned นั้นอาศัยเครื่องมือ Balanced Scorecard หรือการบริหารจัดการให้สมดุลว่า ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือเอกชนจะต้องมีการสื่อสารเพื่อถ่ายทอดกลยุทธ์ขั้นสูงสุดลงสู่ทุกหน่วยงานขององค์กร มีการติดต่อสื่อสารระหว่างบุคลากรในองค์กรที่เปิดกว้าง ตรงไปตรงมา มีประสิทธิภาพ รวมไปถึงการให้อำนาจแก่พนักงานในการดูแลรับผิดชอบการปฏิบัติงานของพวกเขาด้วย "ต้องมีการพูดคุยและสื่อสารระหว่างหัวหน้าและฝ่ายปฏิบัติการเพิ่มมากขึ้น" ซึ่งมีจุดเริ่มต้นมาจากการที่ผู้บริหารระดับสูงอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในทิศทางที่ดีก่อน ระดับล่างจึงจะเปลี่ยนแปลงตามได้ การที่องค์กรจะ Aligned ได้จะต้องผ่าน 5 กลยุทธ์หลักสำคัญ 1.Mobilize ผู้นำสูงสุดขององค์กรจะต้องเป็นผู้นำในการจุดชนวน ความคิด ให้เกิดการเปลี่ยนแปลง 2.Translate มีการถ่ายทอดแปลความหมายผ่านเครื่องมือสำคัญที่เรียกว่า แผนที่กลยุทธ์หรือ Strategy Map เพื่อให้การบริหารจัดการในองค์กรมีการเชื่อมโยงกันได้ 3.Alignment ทำให้ทุกหน่วยงานมีการผสมผสานกันเป็นหนึ่งเดียว หรือความรู้สึกเป็นทีม มีความรักองค์กร 4.Motivate มีแรงกระตุ้น ดลใจเพื่อให้ทุกคนทำตามเป้าหมายขององค์กรที่วางไว้ และ 5.Govern ดูแลให้ทุกอย่างที่ทำมาแล้วมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง                เรื่องของ Enterprise Governance แบ่งเป็น (1) Corporate Governance เป็นกระบวนการ Conformance เช่น การมีตัวแทนจากภายนอกที่นำความรู้และประสบการณ์มาช่วยกำหนดทิศทางองค์กรทำให้เกิดความน่าเชื่อถือ และ (2) Business Governance เป็นกระบวนการ Performance โดยใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด และเป็นการสร้าง Value Creation ให้แก่องค์กร                ในส่วนกลยุทธ์ องค์กรอาจนำ Five-Force Model มาวิเคราะห์คู่แข่งขัน SWOT Analysis มาวิเคราะห์ตนเอง และค้นหา Critical Success Factors ถ้าองค์กรไม่มีก็อาจจะสร้างหรือซื้อให้เกิดขึ้นในองค์กรก็ได้ จากนั้นปรับ Tactic ให้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา โดยกลยุทธ์ขององค์กรแบ่งได้ 3 ระดับคือ (1) Departmental Strategy (2) Strategic Business Unit (SBU) / Division Strategy และ (3) Corporate Strategyแนวคิดในการแก้ปัญหาความขัดแย้งของ Thomas-Kilmann ประกอบด้วย 5 แบบคือ (1) Confronting: แบบยืนยันรักษาผลประโยชน์ของตน โดยไม่ให้ความร่วมมือ มุ่งชัยชนะของตนโดยไม่คำนึงถึงประโยชน์หรือความสูญเสียของผู้อื่น อาศัยอำนาจหน้าที่ของตนคุกคาม ข่มขู่ เพื่อจะให้ตนได้ผลประโยชน์และได้ชัยชนะในที่สุด (2) Avoiding: แบบไม่ยืนยันรักษาผลประโยชน์ของตน ในขณะเดียวกันก็ไม่ให้ความร่วมมือ แต่จะพยายามหลีกเลี่ยงปัญหา ไม่สนใจความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ทำตัวอยู่เหนือความขัดแย้งโดยเชื่อว่าความขัดแย้งจะลดลงเมื่อเวลาผ่านเลยไป (3) Accommodating: แบบไม่ยืนยันรักษาผลประโยชน์ของตน แต่จะให้ความร่วมมือ ยอมตามความต้องการของผู้อื่น แม้จะไม่เห็นด้วยก็ตาม ชอบเป็นผู้เสียสละเพื่อลดความขัดแย้ง (4) Compromising: แบบยืนยันรักษาผลประโยชน์ของตน ขณะเดียวกันก็ให้ความร่วมมือที่จะแก้ปัญหา โดยใช้วิธีการเจรจาต่อรองเพื่อให้ทั้งสองฝ่ายได้รับประโยชน์หรือเกิดความพึงพอใจบ้าง ในลักษณะพบกันครึ่งทาง และ (5) Collaborative: แบบรักษาผลประโยชน์ของตน และให้ความร่วมมือในระดับสูง โดยทั้งสองฝ่ายจะร่วมมือกันแก้ปัญหา เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายพึงพอใจอย่างเต็มที่ ใช้วิธีการวิเคราะห์ปัญหาและความต้องการของทั้งสองฝ่าย เพื่อจะหาทางเลือกที่เหมาะสม                Workforce Alignment Model for Successful Strategy Execution แบ่งเป็น (1) Aligned Goals ถ้าองค์กรขาด Aligned Goals ทำให้คนในองค์กรขาดทิศทาง  (2) Business Acumen/Skills ถ้าองค์กรขาด KUSA (Knowledge, Understanding, Skills และ Attribute) ก็จะพึ่งพาคนอื่นตกอยู่ภายใต้การชักนำของคนอื่น (3) Measured Accountabilities ถ้าองค์กรขาด Measured Accountabilities คนในองค์กรก็ไม่สามารถเติบโตได้เนื่องจากไม่มีการวัดผลงาน (4) Linked Rewards ถ้าองค์กรขาด Linked Rewards คนในองค์กรก็จะขาดแรงกระตุ้น และ (5) Ownership Thinking: รู้สึกถึงความเป็นเจ้าขององค์กร ถ้าองค์กรขาด Ownership Thinking คนในองค์กรก็จะทำงานเช้าชามเย็นชามไม่กระตือรือร้น
ชารวี บุตรบำรุง
IP: xxx.155.54.249
เขียนเมื่อ 
        การบ้าน เรียนวันที่ 15 กันยายน 2550 บรรยายโดย.. อาจารย์พจนารถ ซีบังเกิด: President Human Capital Club (Thailand)ผู้เรียน.. ชารวี  บุตรบำรุง

เรื่อง.. Workforce  Alignment  In  an Organization

ก่อนการเรียนในวันนี้ อาจารย์เริ่มต้นด้วยการ ให้พวกเราแบ่งกลุ่มเพื่อต่อ Jigsaw รูปต่างๆแข่งกัน โดยให้เวลา 3 นาที ซึ่งหลายท่านคง งง ? ว่า ทำไมอาจารย์ต้องให้พวกเราต่อ Jigsaw ถือเป็นเทคนิคชั้นเยี่ยมของอาจารย์ในการที่จะนำพาพวกเราเข้าสู่บทเรียน เพราะในการต่อ Jigsaw อาจารย์พยายามช่วยโดยการมีเครื่องมือช่วย  ซึ่งหลายกลุ่มก็ร้องขอ แต่บางกลุ่มก็ไม่ร้องขอ เมื่อเชื่อมโยงเข้าสู่บทเรียน ทำให้ทราบว่า การต่อ Jigsaw ต้องมีกรอบแนวคิด วางแผน เวลา รูปตัวอย่างหรือต้นแบบ ร่วมมือร่วมใจ เปรียบได้กับ การที่ผู้บริหารมอบหมายงาน ถ้าพนักงานมีข้อมูลไม่เพียงพอแก่การทำงาน ก็ต้องทำการหาข้อมูลเพิ่ม หรือนำประสบการณ์จากที่อื่นมาใส่ และทิศทางต้องไปทางเดียวกับ Target ถ้ามีหลายทิศทาง จะไม่มีการโฟกัสไปสู่จุดหมาย ฉะนั้น Leadership มีความสำคัญอย่างยิ่ง

    ในส่วนของ Enterprise  Governance แบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ
  • Corporate Governance i.e. Conformance  เพื่อให้มี Accountability Assurance เพราะทุกธุรกิจต้องเกี่ยวข้องกับสังคม เช่น ต้องจดทะเบียนการค้า เพื่อแสดงความรับผิดชอบ
  • Business Governance i.e. Performance เพื่อให้รู้ว่าเรากำลังทำอะไร เพื่ออะไร ทำประโยชน์เพื่อใคร มี Value Creation Resource Utilization เพิ่มมูลค่าให้แก่สังคม
      ฉะนั้น     ภาวะผู้นำถือเป็นสิ่งสำคัญ ต้องมีหลักเกณฑ์ หลักการ ที่ชัดเจน                  รวมทั้งมี System ที่เป็นระบบ

 

  

ซึ่งการเป็นผู้นำนั้นเป็นได้ไม่ยาก แต่การเป็นผู้นำที่ดีให้ได้นั้น ต้องอาศัยทั้งศาสตร์และศิลป์ของการบังคับบัญชา ไม่ว่าจะเป็นภาคธุรกิจหรือภาครัฐต้องมีความรู้บางอย่างในทุกอย่าง หรือรู้ทุกอย่างในบางอย่าง “ Know Something in Everything “ หรือ “ Know Everything in Something “ สามารถนำไปใช้ได้ทุกวิชาชีพ มีการกล่าวกันว่า ในชีวิตของคนๆหนึ่งที่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ ทำอะไรได้สำเร็จ 80 % เกิดจากภาวะผู้นำ อีก 20 % เกิดจากวิชาการ หรือเรียกว่ากฎ 80 : 20 ของ Pareto’s Law  ดังนั้นเพื่อให้องค์กรมีการดำเนินงานที่สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสอดคล้องและเชื่อมโยงกับกลยุทธ์ขององค์กร ทั้งระหว่างแต่ละหน่วยในองค์กร หรือระหว่างหน่วยงานสนับสนุน หรือระหว่างหน่วยงานสนับสนุนกับกลยุทธ์ขององค์กร หรือระหว่างคณะกรรมการองค์กรกับการดำเนินงานขององค์กร หรือ partner ภายนอกกับกลยุทธ์ขององค์กร และความสำคัญของ Alignment คือ ถ้าทุกองคาพยพขององค์กรไม่สอดคล้องกัน และเป็นไปในทิศทางเดียวกับกลยุทธ์ ก็ยากที่จะทำให้การบริหารกลยุทธ์เป็นไปอย่างสัมฤทธิ์ผล กลยุทธ์ขององค์กรต้องมาก่อน(กลยุทธ์ใหญ่ๆ) และทุกกลยุทธ์ย่อยๆ ต้องตอบสนองขึ้นข้างบน จึงจะ Alignment รวมทั้ง Kaplan , Norton ได้นำเรื่องของ BSC เข้ามาผสมผสานหลักการ Alignment ด้วย ฉะนั้น Direction Statement จะเป็นเครื่องชี้ว่า ตกลงแล้วองค์กรเราจะไปทางไหนกันดี ต้องตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน ต้อง Alignment กับ  Vision , Mission , Values ซึ่งเป็นสิ่งที่คนภายในองค์กรรู้ และ Goals , Objectives และ Brand เพื่อให้คนภายนอกองค์กรรับรู้ รับทราบ

  

      เช่น Mission of Sony in the 1950s คือ เกิดมาเพื่อทำเทคโนโลยี ที่มี Innovation ที่มีประโยชน์ (ที่แสดงถึงว่า ทำไมถึงเกิด ทำไมถึงอยู่ อยู่เพื่อใคร ทำเพื่อใคร)  Vision of Sony in the 1950s คือ ทำอะไรแล้วผู้คนฮือฮา เป็นสินค้าแรกที่บุกตลาด USA และจะทำให้สำเร็จทุกเรื่องที่ USA ทำแล้วล้มเหลว Values of Sony in the 1950s คือ ไม่ลอกเลียนแบบใคร ฉะนั้น Trust สูงเป็นสิ่งที่มาแรงและสำคัญกว่า Competency เป็นต้น      นอกจากนี้ R & R : Roles & Responsibilities ก็สำคัญเช่นกัน ถ้าใครทำตอบกลยุทธ์ก็ต้องได้รับผลตอบแทน เพราะกลยุทธ์สามารถพาองค์กรเติบโตอย่างยั่งยืน

  

Workforce Alignment Model for Successful Strategy Execution ส่วนของสมองซีกซ้าย ประกอบด้วย
  1. Aligned Goals 2. Business Acumen/Skills 3. Measured Accountabilities 4. Linked Rewards 5. Ownership Thinking
ส่วนของสมองซีกขวา ประกอบด้วย
  1. Aligned 2. Goals 3. KUSA : Knowlage (รู้) , Understanding (เข้าใจ) , Skill (ทักษะ) , Atibute (สามารถวัดได้ ) ไม่เช่นนั่นจะไม่มี 4. Accountabilities และต้อง 5. Linked Rewards ให้ได้ รวมทั้งมีความเป็นเจ้าของ 6. Ownership Thinking
สรุป   การบริหารองค์กรต้อง Alignment เพราะ 1. เสียเวลา 2. เสียกำลังใจ         ไม่ว่าภาครัฐ หรือ ภาคเอกชน ก็ตาม ต้อง Alignment ชัดเจนว่าจะไปทางไหน          อย่างไร มี Strategy ที่ตอบโจทย์หรือไม่ และมี BSC : Balance Scorecard ที่ช่วยให้ Strategy ประสบความสำเร็จ และการที่องค์กรจะประสบความสำเร็จได้ ต้องประกอบด้วย คน  เทคโนโลยี  และ ระบบการเรียนรู้ 

 

 

รักษเกชา แฉ่ฉาย
IP: xxx.148.178.137
เขียนเมื่อ 
          วันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๕๐ ได้รับฟังการบรรยายและแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับอาจารย์พจนารถ ซีบังเกิด ในหัวข้อ Workforce Alignment in an Organization ซึ่งเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สคัญในหมวดของการจัดการทุนมนุษย์และการบริหารจัดการองค์กรเพราะการร่วมแรงร่วมใจของทุกคนในองค์กรโดยมีทิศทางหรือเป้าหมายเดียวกันที่ชัดเจนย่อมเป็นปัจจัยที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ การร่วมแรงร่วมใจและการประสานงานก็เฉกเช่นกรต่อจิกซอว์ตัวเล็กแต่ละตัวให้เกิดเป็นภาพใหญ่ที่สวยงาม เหตุที่ต้องมีการ align องคาพยพต่างๆในหน่วยงานก็เนื่องจากที่มาของแต่ละคนล้วนแตกต่าง จำเป็นที่ผู้บริหารหรือผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องผสมผสานหรือบูรณาการ (integrate) ให้ทุกคนเดินไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อให้เกิด ความแตกต่างที่ลงตัว (harmonized contrast)” ไม่มีความแตกแยกในความแตกต่างของแต่ละองคาพยพในองค์กร            ปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องในเรื่องดังกล่าวมีหลายประการประกอบด้วยความชัดเจนในการกำหนดวิสัยทัศน์ (vision) พันธกิจ (mission) ค่านิยม (value) วัตถุประสงค์ (objective) ยี่ห้อ (brand) การกำหนดกลยุทธ์ (strategy) ของทุกส่วนงานภายในองค์กร รวมทั้งการกำหนดบทบาทและความรับผิดชอบ (role and responsibility) ของพนักงาน โดยสร้างตัวชี้วัดผลการปฏิบัติงาน (performance measure) และผลงานที่ต้องการ (job requirement) ในแต่ละตำแหน่ง เพื่อให้พนักงานได้ทราบว่าตนจะต้องทำอะไรหรือเก่งในเรื่องอะไรบ้าง            การสร้างต้นทุนทางสังคม (social capital) ภายในองค์กรก็มีความสำคัญต่อความราบรื่นในการเดินไปในทิศทางเดียวกันขององค์กรเช่นกัน เพราะความสัมพันธ์ (relationship) จะเป็นตัวกำหนดวิถีการทำงานของคนในองค์กร รวมทั้งผลสัมฤทธิ์ของงานและเป้าหมายขององค์กรโดยรวม ซึ่งตามแนวคิดของ Thomas-Kilmann แบ่งการมีปฏิสัมพันธ์ของกลุ่มบุคคลออกเป็น (๑) Confronting: มีการเผชิญหน้า โดยจะต้องเลือกเอาระหว่างทางเลือกของตนหรือทางเลือกอื่นอย่างใดอย่างหนึ่ง (๒) Avoiding: หลีกเลี่ยงปัญหา บ่ายเบี่ยง ไม่ตัดสินใจ ซึ่งเป็นผลให้ปัญหายังคงอย่ (๓) Accommodating: เอื้ออำนวยให้ความสะดวก ซึ่งจะทำให้เกิดสัมพันธภาพที่ดี (๔) Collaborative: ให้ความร่วมมือ ซึ่งจะทำเกิดทั้งผลงานและความสัมพันธ์ที่ดี (๕) Compromising: ประนีประนอม ซึ่งกรณีนี้จะต้องมีข้อแลกเปลี่ยน ต่างฝ่ายต่างได้ แต่อาจจะได้ไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับว่าจะตกลงกันได้แค่ไหนที่เห็นว่ารับได้ทั้งสองฝ่าย            นอกจากนี้ สิ่งหนึ่งที่ถือเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งก็คือ ภาวะผู้นำ (leadership)” ของผู้บริหารองค์กรที่จะขับเคลื่อนหรือสร้างวัฒนธรรมที่ดีและสภาพแวดล้อมการทำงานที่จูงใจให้เกิดขึ้นในองค์กรได้อย่างไร ซึ่ง Workforce Alignment Model เพื่อการบริหารเชิงกลยุทธ์ที่ประสบผลสำเร็จนั้น จะต้องประกอบด้วย (๑) การมีเป้าหมายที่ชัดเจน (aligned goal) (๒) มีทักษะ/ความเฉียบคมทางธุรกิจ (business acumen/skills) (๓) มีความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้ (measured accountability) (๔) มีการให้รางวัลที่เหมาะสม (linked rewards) (๕) มีสำนึกของความเป็นเจ้าของ (ownership thinking)            องค์ประกอบทั้งหมดต้องไปด้วยกันจึงจะสมบูรณ์ หากขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ก็จะเกิดสภาวะที่แตกต่างกันไป เช่น หากขาด aligned goal องค์กรก็จะไม่มีจุดเน้น จะต่างคนต่างทำ  การขาด  business acumen/skills องค์กรก็จะต้องพึ่งคนอื่นจากภายนอก ถ้าขาด measured accountability ผลงานก็จะไม่มีความหมายแต่จะตัดสินโดยใช้อำนาจหน้าที่เป็นใหญ่ หากไม่มี linked rewards ก็จะไม่เกิดแรงจูงใจในการทำงาน และหากถ้าขาด ownership thinking การทำงานก็จะทำไปอย่างนั้น เกิดความเฉื่อย ขาดผลิตภาพเข้าลักษณะเช้าชามเย็นชาม

            จากการที่ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ข้างต้น ผมเห็นว่า workforce alignment in an organization นั้นเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายจะต้องร่วมมือกัน เห็นความสำคัญของแต่ละองคาพยพ ไม่มีใครที่จะสมบูรณ์ไปทั้งหมด แต่ก็อยู่ในฐานะที่จะพัฒนาได้ ควรที่ผู้ที่มีความพร้อมจะได้ช่วยเหลือผู้อื่น เพื่อเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส กล่าวถึงตรงนี้ทำให้ผมนึกถึงตอนทำโครงการร่วมมือทางด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ระหว่างสำนักงาน ก.พ. กรมวิเทศสหการ และโครงการความร่วมมือแห่งสหประชาชาติ (UNDP) เมื่อปี ๒๕๔๒ ซึ่งผมได้เขียนกลอนแปดทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษลงไว้ในหนังสือนอง ก.พ. ซึ่งเป็นผลิตผลภายใต้โครงการ ซึ่งเคยนำมาลงใน blog นี้บางส่วนแล้ว แต่ครั้งนี้เห็นว่าน่าจะเหมาะกับบรรยากาศของเรื่องที่เรียนและเป็นการสะท้อนตัวอย่างของต้นทุนทางสังคม (social capital) อีกมุมหนึ่ง จึงขอนำมาประกอบเป็นการบ้านอีกครั้ง ซึ่งอาจจะเสริมกับบทกลอนที่อาจารย์พนม ปีย์เจริญ ร้อยกรองลงในการบ้านครั้งนี้ด้วยอีกโสตหนึ่ง ดังนี้

 

       ความร่วมมือเพื่อการพัฒนา

       As development cooperation,

     ทรงคุณค่าความเอื้อเฟื้อและเผื่อแผ่

      it’s funded to be complimentary.

     ยามขาดแคลนมีเพื่อนช่วยคอยดูแล

      When we lack, we’re given caring tree.

     เป็นหุ้นส่วนได้ถึงแม้แตกต่างกัน

      Partnership could be though we’re different.

 

           ร่วมกันคิดร่วมกันทำร่วมกันสร้าง

           Let’s initiate and implement together

        ร่วมกันแผ้วร่วมกันถางทางสร้างสรรค์ 

          to stir, to find the way to strengthen.

        ร่วมกันพัฒนาไปด้วยกัน

          Collaborative pursuing shall maintain.

        ทั้งในปัจจุบันและต่อไป

          Now and then, our friendship comes true.

 

     แม้บางครั้งผิดพลั้งไปขอใจสู้

     Once mistake occurs, don’t give up.

    ผิดเป็นครูรู้แก้ยังไม่สาย

     Set it up as lesson learned and module.

    ประสานมือกันมั่นปัญหาคลาย

     Join and tighten our hands we can do;

    ทุกข์กลับกลายเป็นโอกาสพัฒนา

     turn the problems into opportunities.

 

         ทรัพยากรมนุษย์สุดยิ่งใหญ่

         Human Resource Development is a must.   

         เป็นปัจจัยตัดสินสิ้นกังขา

         It entrusts with success on duty.

        จะพัฒนาผู้ใดในโลกา

        To develop whoever, you and me

         อย่าลืมว่าต้องเริ่มต้นที่ตนเอง

         have to be firstly self begun.

     รักษเกชา แฉ่ฉาย

นางสาวนพมาศ ช่วยนุกูล
IP: xxx.120.67.88
เขียนเมื่อ 
เรียน  ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์ (Ref : อาจารย์พจนารถ ซีบังเกิด  : Workforce Alignment In an Organization / 15 กันยายน 2550)   (นักศึกษา : นพมาศ ช่วยนุกูล   รภ.สวนสุนันทา) 1. การทำ Alignment ก็เหมือนกับการต่อจิ๊กซอเพื่อให้ได้ภาพใหญ่ภาพเดียว ดังนั้นองค์กรต้องมีทิศทางและเป้าหมายที่ชัดเจน คนในองค์กรจะต้องมีการ Shared Vision ไปในทิศทางเดียวกันกับหน่วยงาน/องค์กร  และพัฒนาตนเองให้เป็น Personal Mastering  เพื่อบรรลุวิสัยทัศน์ของตนเองและผลักดันให้องค์กรบรรลุวิสัยทัศน์ ตามลำดับ         2. ในแต่ละองค์กรควรจะมีเป้าหมาย วัตถุประสงค์ วิสัยทัศน์ที่มีทิศทางเดียวกัน ซึ่งจะเชื่อมโยงต่อเนื่องไปสู่กลยุทธ์องค์กร  และนำไปสู่การกำหนด Roles & Responsibilities  ความเชื่อมโยงดังกล่าวนี้จะนำไปสู่การกำหนด KRA  ในแต่ละ Function  แต่ละกลยุทธ์ พร้อมดัชนีวัดผลความสำเร็จ  และการกำหนดคุณสมบัติ หรือ Job  Requriement  หรือ Competency  3. อย่างไรก็ตาม คงไม่มีหน่วยงานใดทำงานตาม Function เพียงอย่างเดียว กล่าวคือหน่วยงานยังต้องมีหน้าที่ทำงานสนองยุทธศาสตร์ หรืองานมอบหมายพิเศษ หรือ งาน Cross Functional ซึ่งทำให้ทุกคนไม่อาจปฏิเสธความสำคัญของ Relationship และ Leadership ได้ 4. เมื่อบุคลกรกรมีผลงานตามเป้าหมายแล้วควรนำไปเชื่อมโยงกับระบบ Rewards และ Ownership  กล่าวคือ เมื่อองค์กรมี เป้าหมายและ Align สู่ KUSA , Measured Accountabilities , Linked Rewards , Ownership Thinking ซึ่งก็คือ Workforce Alignment Model for Successful Strategy Execution        5. อย่างไรก็ตามผู้เขียนมีความคิดเห็นว่า ใน Workforce Alignment Model  ควรเพิ่มเติมเรื่องโครงสร้าง เข้าไว้ด้วย  ทั้งนี้เนื่องจากเรื่องโครงสร้างเป็นเรื่องที่มักอยู่คู่กับอย่างถาวรกับองค์กร  ในขณะที่บุคลากร/ผู้นำองค์กร มีวงจรแบบหมุนเวียนคือเข้ามาและจากองค์กรไป  ดังนั้น หากโครงสร้างองค์กรมีความเหมาะสม ก็จะมีส่วนเอื้อให้เรื่อง  Measured Accountabilities , Linked Rewards , Ownership Thinking  เป็นไปอย่างมีเหตุมีผล แต่ในทางตรงข้ามหากโครงสร้างองค์กรไม่ดี ก็จะเป็นอุปสรรคต่อ เรื่อง  Measured Accountabilities , Linked Rewards , Ownership Thinking  และส่งผลให้ Workforce Alignment ไม่มีความยั่งยืน และกระทบกับการบรรลุวิสัยทัศน์ขององค์กรในที่สุด ...............................
กฤษณา ปลั่งเจริญศรี
IP: xxx.120.207.199
เขียนเมื่อ 
จากการฟังการบรรยายเมื่อวันเสาร์ที่ 15 กันยายน 2550 หัวข้อเรื่อง WORKFORCE ALIGNMENT IN ORGANIZATION โดย อาจารย์ พจนารถ ซีบังเกิด             การบ้านครั้งที่ 12 โดย นางสาว กฤษณา ปลั่งเจริญศรี หลักการพัฒนาองค์กรให้มีประสิทธิภาพในด้านต่างๆ โดย·       กำหนดเป้าหมาย และกลยุทธ์ที่ต้องบรรลุให้ชัดเจน·       มีระบบค่านิยมที่เน้นผลการปฏิบัติงาน การเพิ่มผลผลิต คุณภาพ การบริการลูกค้า และการทำงานเป็นทีม เป็นต้น·       มีภาวะผู้นำที่เข้มแข็ง มีวิสัยทัศน์·       แรงงานมีทักษะสูง มีข้อผูกมัดร่วมกัน มีแรงจูงใจที่ดี·       การทำงานเป็นทีม สามารถควบคุมความขัดแย้งได้·       สร้างแรงกดดันอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆเกิดขึ้น·       ความสามารถในการบริหารจัดการ และเปลี่ยนแปลง·       มีฐานะทางการเงินที่มั่นคง การบริหารจัดการใน class มีกิจกรรมร่วมกันในการต่อ jigsaw มีบางกลุ่มที่เกือบประสบผลสำเร็จ เนื่องจากได้ขอกรอบ รูปแบบ และมาวางแผนการทำงานร่วมกัน จึงเกิดสิ่งที่ประสบความสำเร็จที่ได้วางแผน เนื่องจากอาศัยหลักการดังกล่าวข้างต้น และเมื่อกิจกรรมจบลง  อาจารย์ได้บรรยายถึงหลักการของ ENTERPRIGE GOVERNANCE กระบวนการที่ต้องทำงานร่วมกัน CONFORMANCE PROCESS1.   ผู้นำต้องเป็นผู้นำที่มีการเปลี่ยนแปลง2.   ผู้นำต้องมีแนวทางของตนเอง3.   ผู้นำต้องมีคณะกรรมการ4.   ระบบการจัดการต้องไม่เสี่ยง5.   มีการตรวจสอบภายในได้การปฏิบัติตามกระบวนการ PERFORMANCE PROCESS1.   มีการวางแผนในเชิงกลยุทธ2.   มีการวางแผนด้านการตลาด3.   การจัดการเชิงกลยุทธต้องไม่เสี่ยง4.   ระบบการวางแผนกลยุทธ ต้องกล้าได้กล้าเสีย5.   ต้องเป็นกระบวนการที่ต้องทำติดต่อกัน สรุป HOW TO SET DIRECTION ต้องมี MISSION,VISSION,VALUE มาเป็นทฤษฎีในการดำเนินการบริหารองค์กร อาจจะป็นบุคคลรวมอยู่ด้วย โดยนำมาเปลี่ยนแปลงให้สอดคล้องกับแต่ละบุคคล นางสาว กฤษณา ปลั่งเจริญศรี วันพฤหัสที่ 20 กันยายน 2550 
Orapin Maneerat
IP: xxx.136.69.122
เขียนเมื่อ 
การบ้านครั้งที่ 12

วันเสาร์ที่ 15 กันยายน 2550

"Work force Alignment an Organization"

อาจารย์พจนารถ ซีบังเกิด

President of Human Capital Club (Thailand) and Executive Coach

     วันนี้ก็เหมือนทุกครั้งของการนำเข้าสู่การเรียนของอาจารย์พจนารถ ซีบังเกิด ที่มีเอกลักษณ์ ในการดึงดูดความสนใจเป็นอย่างดี โดยการแบ่งกลุ่มให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการต่อ Jigsaw เป็นการมอบหมายงานที่มีการกำหนดเวลาให้เสร็จภายใน 3 นาที แต่ทุกกลุ่มไม่สามารถต่อได้ทันเวลา กิจกรรมนี้เป็นไปตามทฤษฎี 4 L’s ของ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

       เราได้เรียนรู้อย่างมากมายจากการต่อ Jigsaw การบริหารองค์กรโดยไม่มีทิศทางที่ชัดเจน (The unfocused  organization) หรือมีทิศทางที่ชัดเจน (the focused organization) แต่ขาดผู้นำที่มีความสามารถในการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ ตามทิศทางขององค์กรและการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคโลกาภิวัตน์ นับเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง น่าเสียดายที่ผู้นำในภาครัฐเกิดการเรียนรู้และการยอมรับในสิ่งนี้น้อยมากทำให้การพัฒนาประเทศ ชาติไม่ทันกระแสการเปลี่ยนแปลง

     อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญต้องไม่ลืมในเรื่องของวัฒนธรรมองค์กรและพฤติกรรมของคนเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงยากดังนั้นการเน้นในเรื่อง R&R (Roles & Responsibilities) จะทำให้เกิดการ Organic และการ SWOT ก็ต้องดูทั้งตัวเราและคู่แข่งเพื่อมองให้เห็น Critical Success Factors :CSF แต่ถ้ายังไม่พบก็มีทางเลือก 2 ทาง ทางแรกก็ต้องพัฒนาไปเรื่อย ๆ  ทางที่สองคือ Out sourcing หรือซื้อเข้ามา แล้วมี Action plan เพื่อดูแนวโน้มว่า จะเป็นไปได้อย่างไรซึ่งต้องมี JD (Job Description) หรือ R&R แต่ส่วนมากนิยมใช้ R&R เพราะปรับเปลี่ยนได้ง่ายกว่า JD  ปัจจุบันการพิจารณาค่าตอบแทน หรือ Bonus ได้มีการปรับตามบทบาทความรับผิดชอบ ที่ตอบสนองนโยบาย และทิศทางขององค์กร ดังนั้นการกำหนด Roles ต้องรู้ว่าทำอะไร เพื่อหรือมีประโยชน์อย่างไร ซึ่งต้องมี Requirement หรือ Competency เพื่อการวัด หรือประเมินผลงานเพื่อให้ Accountabilities แต่ทียากที่สุดคือการที่จะหาคนที่จะเชื่อมโยง Job ต่าง ๆในองค์กร (Change agencies & Change champion) ถ้ามั่นใจในทิศทางองค์กรว่าไปได้ถูกทางและมีผู้นำที่มีทุนมนุษย์สูงตามทฤษฎี 8 K ’s ของศ.ดร.จีระหงส์ลดารมภ์ จะต้องสามารถเปลี่ยนCulture ได้

          ดังนั้นการบริหารองค์กรโดยมีทิศทางที่ชัดเจนและประสบผลสำเร็จจะต้องเป็นการทำ Alignment สิ่งต่าง ๆเข้าด้วยกันอย่างประสานกลมเกลียวกันในเรื่อง Roles, Goals, Culture, Practices, Strategy, Mission /Purpose, Structure, People, Relationships, Processes, Customers เพราะถ้าไม่ Align จะทำให้เสียเวลาและเสียกำลังใจ

สุดท้ายอาจารย์ สรุปว่า Workforce Alignment Model for Successful Strategy Execution ประกอบด้วย            1.Alignment goals            2. Business Acumen /Skills หรือ Competency หรือ Job requirement หรือ KUSA (K=Knowledge, U=Understanding, S=Skills and A=Attitude)             3. Measured Accountabilities4. Linked Rewards

5. Ownership Thinking

 
ขอขอบพระคุณศาสตราจารย์ ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ที่ให้พวกเราได้มีโอกาสได้รับความรู้จาก   Excellence coacher อย่างเช่นอาจารย์พจนารถ ซีบังเกิด

                                                อรพินท์ มณีรัตน์

ป.เอก มรภ.สวนสุนันทาAurapin_m@yahoo,com20 กันยายน 2550
ทรงศรี ด่านพัฒนาภูมิ
IP: xxx.131.220.34
เขียนเมื่อ 
ทรงศรี  ด่านพัฒนาภูมิ                                         STRATEGIE HRDManoon  Sunkunakorn                         วิวัฒนาการของเครือซีเมนต์ไทยดีมากที่มีโอกาสได้รับรู้เกี่ยวกับการบริหารและวิธีการต่าง ๆ ในเครือซีเมนต์ไทย ตั้งแต่การก่อตั้งและขยายธุรกิจและสู่ธุรกิจใหม่โดยร่วมลงทุนกับบริษัทต่างชาติ วิกฤตเศรษฐกิจปรับโครงสร้างธุรกิจมุ่งเน้นธุรกิจหลัก ปูนซีเมนต์มีกิจการ กระดาษ ปิโตรเคมี พนักงาน 24,000 คน วัสดุก่อสร้าง บรรจุภัณฑ์ อุปกรณ์ยานยนต์  ธุรกิจหลักก่อสร้าง เซรามิค ผลิตภัณฑ์ไฟฟ้า และได้ทราบถึงการบริหารงานของเครือซีเมนต์ไทย   ซีเมนต์ไทยเชื่อมั่นในคุณค่าของคนเป็นใหญ่ คนเป็นสินทรัพย์ที่มีค่ามากที่สุด                        เครือฯ ให้ความสำคัญกับการบริหารคน-          สรรหาพนักงานที่มีคุณภาพ-          พัฒนาพนักงานอย่างต่อเนื่อง-          ดูแลให้พนักงานเติบโตก้าวหน้าในเครือ นโยบายการบริหารบุคคลของเครือ                         1.      สรรหาพนักงานที่มีคุณภาพ (Selection)2.      พัฒนาพนักงานอย่างต่อเนื่องให้มีทักษะและคุณธรรม (Continuous Development)3.      ดูแลรักษาและสนับสนุนให้พนักงานเติบโตก้าวหน้าในเครือ (Enable to grow)  เครือให้ความเป็นธรรมแก่พนักงานทุกคนโดยระบบคณะกรรมการบุคคล1.      ต้องเป็นคนมีน้ำใจ2.      ใฝ่หาความรู้3.      มีความวิริยะอุตสาหะ4.      มีความเป็นธรรมและซื่อสัตย์5.      เห็นแก่ส่วนรวม6.      รู้หน้าที่ในงานในครอบครัว7.      มีทัศนะคติที่ดี8.      มีวิจัยและมีสัมมาคารวะ9.      มีเหตุผล10.  รักษาชื่อเสียงทั้งของตัวเองและของบริษัท นโยบายการพัฒนาพนักงานของเครือ1.      ถือเป็นการลงทุนในระยะยาวเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันทางธุรกิจ2.      พัฒนาพนักงานทุกวิชาชีพทุกระดับและทุกคน3.      พัฒนาอย่างเพียงพอต่อเนื่องและสอดคล้องกับ Competency ของพนักงาน4.      ส่งเสริมให้พนักงานเรียนรู้ด้วยตนเอง เป้าหมายในการพัฒนาพนักงาน1.      ทำงานได้ 2.      ทำงานดี3.      ทำงานเก่ง4.      สอนลูกน้องเป็น5.      ทำงานแผนผู้บังคับบัญชาได้ Competency                        คือ คุณลักษณะทั้งในด้านทักษะ ความรู้และพฤติกรรมของบุคคล ซึ่งจำเป็นต่อการปฏิบัติงานในตำแหน่งงานหนึ่ง ๆ ให้ประสบความสำเร็จ การเรียนรู้ (Learning) กับการเก็บข้อมูล                        การเรียนรู้ไม่ได้หมายถึงการได้อ่านหนังสือแต่หมายรวมไปถึงการได้ทดลองหรือฝึกปฏิบัติเพื่อให้เกิดความเข้าใจและนำสิ่งที่ได้เรียนรู้นั้นมาพัฒนาขีดความสามารถของเราให้สูงขึ้น HRD Key Success Factor                        ผู้บริหารระดับสูงต้องส่งเสริมสนับสนุนผู้บังคับบัญชาต้องเอาใจใส่ดูแล คัดเลือกและสอนงาน  ตัวพนักงานเองต้องกระตือรือร้นที่จะพัฒนาตนเองและเข้าใจวัตถุประสงค์ของการพัฒนา นำความรู้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ วิทยากรต้องมีความรู้และเข้าใจและใช้รูปแบบที่เหมาะสม หน่วยงาน (ศูนย์ฝึกอบรม) ต้องพัฒนาหลักสูตรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง                        ก็ดีมาก ๆ ซึ่งอยู่เมืองนอกเสียนานไม่ค่อยรู้อะไรเกี่ยวกับเมืองไทย พอมาเรียนท่านอาจารย์จิระ   ก็พยายามหาบุคลากรที่มีความรู้หลากหลายมาให้ความรู้ แต่จะยังไงก็ยังชอบชั่วโมงเรียนของท่านอาจารย์จีระ อยู่ดีค่ะ เพราะอาจารย์มีหลาย ๆ อย่างในตัวท่านซึ่งคนอื่นไม่มีค่ะ
นางเครือวัลย์ สมณะ
IP: xxx.8.167.163
เขียนเมื่อ 
 “Workforce Alignment In an Organization”โดยอาจารย์พจนารถ  ซีบังเกิด  บรรยายเมื่อวันเสาร์ที่  15  กันยายน  2550             การบรรยายครั้งนี้นักศึกษาส่วนใหญ่พอใจ เพราะอาจารย์คงได้มีการเตรียมการสอนมาแล้วเป็นอย่างดี อธิบายฟังเข้าใจได้ง่าย ไม่ซ้ำซ้อนหรือวกวน  ทั้งเนื้อหาสาระและการยกตัวอย่าง ทำให้เห็นภาพได้ชัดเจน สามารถนำความรู้ที่ได้เรียนในวันนี้ไปปรับปรุง ประยุกต์ใช้ได้กับหลายองค์กร             ก่อนการจัดตั้งของทุกองค์กร (Organization) ต้องมีวัตถุประสงค์ และจุดมุ่งหมายที่ชัดเจนในการดำเนินงาน โดยเฉพาะผู้นำ (Leadership) มีบทบาทสำคัญที่สุดในองค์กร ต้องเข้าใจวิธีการทำงาน ต้องสามารถนำพาพนักงานในองค์กรให้เป็นที่ยอมรับและยอมร่วมสร้าง ให้ความร่วมมือ ร่วมใจกันทำงานแบบรวมพลังเดินไปข้างหน้าให้ถึงเป้าหมายในถนนสั้นที่สุดเป็นเส้นตรง (Alignment) และไปในแนวทิศทางเดียวกัน หากพนักงานในองค์กรต่างคนต่างคิด ต่างทำ โดยไม่มุ่งตรงไปยังเป้าประสงค์ (Goal) หรือไม่มีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจนแบบ Unfocused Organization  คงจะได้รับผลสำเร็จยาก เสียเวลา และไม่ทันคู่แข่ง              ระบบการจัดการของ Enterprise Governance จะมีโครงสร้างทั่วไปอยู่ 2 ประเภท คือ Conformance Process และ Performance Process1.  Conformance Process  จะประกอบด้วย     -  Chairman / CEO     -  Non Executive Directors     -  Audit Committee     -  Risk Management     -  Internal Auditทุนมนุษย์ทั้ง 5-6 ตำแหน่งดังกล่าวมีความสำคัญที่สุด เพื่อให้ระบบการจัดการได้รับผลประโยชน์ หรือหากมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ขององค์กรและสามารถตรวจสอบได้ Accountability Assurance2.  Performance Process จะประกอบด้วย     -  Strategic Planning and Alignment     -  Strategic Decision Making     -  Strategic Risk Management     -  Scorecards     -  Strategic Enterprise Systems    -  Continuous Improvementเพื่อให้การปฏิบัติงานมีสมรรถนะ พนักงานมีพฤติกรรมพร้อมที่จะมีส่วนร่วมกันสร้างสรรค์ ทำให้เกิดประโยชน์ Value Creation and Resource Utilization ของ Performance Processโดยเฉพาะมีความต้องการทำให้เป็น Alignment ได้ต้องมีวิสัยทัศน์ของปัจเจกชน (Individual Vision) และวิสัยทัศน์ขององค์กร (Organization Vision) ทั้งสองส่วนนี้จะต้องมีการร่วมกันผลักดันให้วัตถุประสงค์ตามวิสัยทัศน์ (Mission) ที่ได้ตั้งไว้เกิดประโยชน์ได้อย่างเป็นรูปธรรม จะมีการกำหนดเป้าประสงค์ (Goals) ให้ชัดเจน โดยกำหนดพันธกิจ (Roles) ตลอดจนแนวทางการปฏิบัติ (Practices) เป็นขั้นเป็นตอนที่เข้าใจง่ายต้องทำให้เป็น  “Alignment”   เพื่อมิให้การดำเนินงานของพนักงานและขององค์กรสับสน ต่างฝ่ายต่างมีความเข้าใจไม่เป็นไปในแนวทิศทางเดียวกัน Unfocused Organization จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่องค์กรจะต้องกำหนด Direction Statement โดยตั้งคำถามและตนเองสามารถหาคำตอบได้ชัดเจนจึงจะ Set Direction ได้ เริ่มตั้งแต่การตั้งคำถาม  Mission-          What is Our Purpose?-          Who is Our Customer?-          What Value Do We Bring them?Vision-          What Do We Dream of Becoming? Values-          What Principles and Behaviors-          Do We Cherish and Uphold?             นำ Value มาใช้เป็น Vision สร้างค่านิยมคนในองค์กรและความเชื่อถือ Trust ในสังคม เมื่อได้คำตอบ แต่ละหัวข้อที่ตั้งคำถามได้แล้วนั้น จึงจะวางแผนดำเนินการเป็นขั้นตอนต่อไปดังกรอบข้างล่างนี้ -          กลยุทธ์ Strategy in Organization ที่กำหนดต้องชัดเจน นำมาปฏิบัติได้ตั้งแต่ Corporate Strategy,  SBU/Division Strategy และ Departmental Strategy-          พันธกิจ  Roles + Responsibility  ความรับผิดชอบที่ต้องขับเคลื่อนให้บรรลุตามเป้าประสงค์ทุกหน่วยงานทั้งองค์กร-          ความสัมพันธ์ Relationship ระหว่างหน่วยงานต้องมีความเชื่อมโยงต่อเนื่องกันทำเป็น Team work ให้สอดคล้องกับกลยุทธ์ และพันธกิจ ได้ทั้งผลลัพธ์ (Outcome) และความสัมพันธ์ที่ดี (Relationship) ต่อกันทั้งองค์กร-          ผู้นำ Leadership ต้องเป็นผู้นำที่รู้จักการใช้หลักบริหารทั้งศาสตร์และศิลป์ในการเป็นผู้นำ มีความสามารถผลักดันขับเคลื่อน นำพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีความเสี่ยงน้อยที่สุด  “Good leader creates good culture and motivated working environment”             Workforce Alignment Model for Successful Strategy Execution ต้องมีการเชื่อมโยงกันเป็นระบบครบวงจร ตั้งแต่ Objective ต้อง Aligned กับ Brand ขององค์กร รวมทั้งความรู้ ความเข้าใจ มีทักษะ ศักยภาพ เพียงพอ และสามารถตรวจสอบได้อย่างโปร่งใส1.      Aligned Goals 2.      Business Acumen/Skills3.      Measured Accountabilities4.      Linked Rewards5.      Ownership Thinking             โดยนำทั้ง 5 หัวข้อ มาร้อยเรียงเป็นตาราง (Chart) นำมาใช้เป็นอุปกรณ์หรือเป็นเครื่องมือตรวจสอบวัดได้จากตาราง (Chart)  เพื่อเป็นฐานไว้สนับสนุนกลยุทธ์ให้เห็นภาพได้ชัดเจน สร้างความมั่นใจ นำไปสู่การตัดสินใจ เพื่อให้บรรลุผลแห่งความสำเร็จได้อย่างมีโอกาสสูงจากการใช้ตาราง Chart “Superior Strategy Implementation สรุป อาจารย์ได้ให้การบ้านเพื่อนำไปเป็นแนวทางปฏิบัติใช้ได้ทั่วไปสำหรับ Organizational and Workforce Alignment ประกอบไปด้วยปัจจัยสำคัญดังนี้Strategic Governance-  Corporate Governance – Conformance-  Business Governance – PerformanceDirection Statements-  Vision, Mission, Values, BrandStrategy-  Corporate Strategy-  Department StrategyStrategy Execution-  Goals / Objectives-  Business Acumen/Skills-  Accountability-  Rewards-  Ownership ThinkingLeadership-  Create right culture and motivated working environment 

                                                                                                                                                นางเครือวัลย์  สมณะ

 20 กันยายน  2550
หรรษา คล้ายจันทร์พงษ์
IP: xxx.246.22.250
เขียนเมื่อ 
สรุปการบรรยายวันที่ 15 ก.ย. 2550  อ.พจนารถ ซีบังเกิดเรื่อง Workforce Alignment in organizationอาจารย์ได้ให้ผู้เรียนแบ่งกลุ่มช่วยกันต่อจิกซอร์ และอาจารย์ได้อิบายถึงการที่ให้ต่อจิกซอร์ว่าทำไมต่อไม่สำเร็จโดยนำไปเปรียบเทียบว่าเวลาที่เราได้รับมอบหมายงานเราควรจะขอข้อมูลให้ครบจะได้มีข้อมูลในการทำงานให้แล้วเร็จ ในสถานที่ทำงานในแต่ละองค์กรพนักงานที่อยู่ในหน่วยงานนั้นๆต่างคนก็มาจากที่ต่างนิสัยต่างกันความรู้ต่างกันแนวคิด นโยบายอุดมคติต่างกันดังนั้นผู้บริหารจะต้องมาปรับเปลี่ยนสิ่งต่างๆเหล่านั้นให้ดำเนินไปในทิศทางเดียวกันกับองค์กร( The Aligned organization) ธรรมาภิบาลของธุรกิจจะประกอบด้วย1.      Corporate Governance ธรรมาภิบาลขององค์กรจะมีการปฏิบัติตามที่องค์กำหนด 2.      Business Governance ธรรมาภิบาลของธุรกิจเช่น ต้องไม่สร้างผลกระทบที่เกิดกับสังคมในแต่ละองค์จะต้องมี พันธกิจวิสัยทัศน์  พนักงานที่อยู่ในองค์กรจะต้องมีการปกิบัติงานมีแนวทางที่จะทำให้องค์กรบรรลุตามพันธกิจวิสัยทัศน์  ที่ตั้งเอาไว้การบรรลุดังกล่าวยังไม่เพียงพอจะต้องมี values goals objectives brand·       Conformance Processo     ใครจะเป็นประธานo     ต้องเป็นกรรมการอิสระo     ความมั่นคงขององค์กรo     การตรวจสอบจากภายนอก·       Performance Processo     การวางแผนกลยุทธ์o     กลยุทธ์การบริหารความเสี่ยงo     กลยุทธ์การตัดสินใจขอบเขตของพันธกิจ  วิสัยทัศน์ values brand·       พันธกิจ 1.      วัตถุประสงค์หรือจุดมุ่งหมายขององค์คืออะไร2.      กลุ่มลูกค้าคือใคร3.      องค์กรจะเป็นแบบใด ซึ่งโดยปกติจะเปลี่ยนไปตามสภาวการณ์เช่น พันธกิจ ของ Sony :  To experience the sheer joy of innovation and the application of technology for the benefit and pleasure of the general public องค์เกิดขึ้นมาทำอะไรก็ได้ที่มีนวัตกรรมนำเทคโนโลยี่·       วิสัยทัศน์   ความฝันอยากให้องค์กรเป็นแบบใด·       Values   หลักการพฤติกรรมอะไรที่จะสนับสนุนให้องค์ของเราอยู่ได้เป็นการมองข้างในของคน·       Brand   เป็นสิ่งที่บอกให้คนข้างนอกรู้ว่าเราเป็นอย่างไรแบบไหน·       Objectives จะต้องAlignment กับแบบทั้งหมด·       กลยุทธ์(strategies)          วิธีการที่จะทำให้องค์กรประสบความสำเร็จ กลยุทธ์ขององค์จะต้องกำหนดก่อนแล้วจึงค่อยกำหนดกลยุทธ์ของฝ่ายของแผนกThomas-Kilmannได้อธิบายลักษณะของคนในองค์กรมีดังนี้1.      Confronting เป็นคนที่ต้องต่อสู้ สิ่งที่ต้องการคือผลลัพธ์หรือผลที่แสดงออกมา2.      Auioding เป็นคนที่ไม่เผชิญหน้า หนีปัญหา3.      Accommodating เป็นคนเอื้ออาทร ช่วยเหลือเพื่อนทุกอย่างที่เพื่อนต้องการ4.      Collaborativ