<p>การบ้านครั้งที่ 8</p><p>ทรัพยากรมนุษย์</p>
ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม
</font><p>( HR – Creativity and Innovation )</p><p>เสนอ ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์ผู้นำเสนอ นายพนม ปีย์เจริญ</p><p>21 สิงหาคม 2550</p><p></p><p>1.จากคำถามที่ว่า แนวความคิดของ Peter Senge ต่างกับ ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ อย่างไร ?</p><p>จากการที่ได้ศึกษาแนวความคิดของ Peter Senge ในการที่จะสร้างคนให้มีการเรียนรู้ โดยเน้นให้คนต้องมีการเรียนรู้ตลอดเวลาและต่อเนื่องจนสามารถควบคุมตนเองให้สามารถมี 5 วินัย ได้ครบถ้วนตามกฎของ Peter Senge คือ</p> <p>1. Personal Mastery </p><p>ตนต้องรู้จักตนเอง ว่ารู้และยังไม่รู้เรื่องใดต้องเรียนรู้อะไรเพิ่มเติม จนเป็นคนที่มีวิสัยทัศน์ยาวไกลสามารถคาดการณ์ได้แม่นยำ</p><p>2. Mental Model</p>
ตนต้องไม่เอาตนเป็นที่ตั้ง ต้องเป็นแบบอย่างที่ดี ต้องรู้จักฟังคนอื่น ยอมรับคนอื่น แล้วนำความคิดเห็นของผู้อื่นมาร่วมพัฒนา ร่วมกับความคิดของตนเองในการพิจารณาและนำไปปฏิบัติได้อย่างถูกต้องแม่นยำ
3. Share Vision
การรับฟังมุมมองของทุกคน ทุกระดับ แม้เรื่องของ Vision จะถูกกำหนดโดยผู้บริหารก็ตามแต่ Vision อาจเกิดจากพนักงานในระดับต่างๆได้ ซึ่งมุมมองในแต่ละระดับของพนักงาน ย่อมสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้
4. Team Learning
การเรียนรู้เป็นกลุ่ม เป็นการเรียนรู้ที่จะทำให้เกิดการพัฒนา เพราะเป็นการเรียนรู้โดยรับรู้มุมมองในแต่ละด้านแต่ละความคิด ของแต่ละมุมมอง
5. System Thinking
การคิดให้เป็นระบบ คิดอย่างมีเหตุมีผลรู้ว่าผลที่เกิดมาจากสาเหตุอะไร แล้วจะแก้ไขอย่างไร
การมี 5 วินัยของ Peter senge จะเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้คนมีการเรียนรู้ มีการพัฒนา อันจะส่งผลทำให้เกิด Individual Competency ซึ่งในอนาคต Competency จะเป็นตัวกำหนดอนาคตขององค์กรมากกว่าสินค้าและบริการ
ดังนั้นการสร้างวินัยในการเรียนรู้ของ Peter Senge จึงเป็นแนวทางอันสำคัญในการพัฒนาคนเพื่อให้คนเป็นทรัพยากรที่มีคุณภาพ ซึ่งจะเป็นสินทรัพย์ (Asset) ให้กับองค์กรต่อไปในอนาคต
ในขณะเดียวกัน ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ก็ได้เน้นให้เห็นถึงความสำคัญของการเรียนรู้เพื่อพัฒนาคนให้มีศักยภาพ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาขององค์กรในระดับ Micro ไปจนถึงในระดับ Macro แม้กระทั่งในการสอนของท่าน ดร.จีระ ท่านอาจารย์ก็จะเน้นการกระตุ้นให้มีการเรียนรู้ในรูปแบบต่างๆมีการสร้างบรรยากาศในการเรียนรู้รูปแบบใหม่ๆที่หลากหลาย กระตุ้นให้มีการแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดซึ่งกันและกัน
พยายามผลักดันให้นักศึกษามีความคิดนอกกรอบ ( Think out of the box ) เพื่อให้เกิดความคิดต่อยอดจากที่อาจารย์คิด เพื่อให้เกิดความหลากหลายในความคิด และมีความแตกต่างในการพัฒนาการเรียนรู้นอกจากนั้นเพื่อให้เห็นถึงความหลากหลายเพื่อสร้างทุนทางปัญญา ท่านอาจารย์ก็ได้ กรุณา ใช้ศักยภาพของท่านเชิญวิทยากรที่มีประสบการณ์จริง ที่ใช้ทฤษฏีผ่านกระบวนการปฏิบัติจนรู้แจ้งเห็นจริงแล้ว มาเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ให้กับนักศึกษา
นับเป็นความโชคดีของนักศึกษาเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้รับรู้ข้อมูลความรู้จากผู้ปฏิบัติจากทฤษฏีให้เห็นแจ้ง
ซึ่งในส่วนของวิทยากรที่มาสอนในส่วนของท่าน ดร.จีระ มาสอนด้วยตัวท่านเองก็มีหลายส่วนที่คล้ายคลึงกัน
โดยเฉพาะทฤษฏี 8K ของท่าน ดร.จีระ ที่เป็นพื้นฐานของทรัพยากรมนุษย์ คือ
1. Human Capital ทุนมนุษย์2. Intellectual Capital ทุนทางปัญญา
3. Ethical Capital ทุนทางจริยธรรม
4. Happiness Capital ทุนแห่งความสุข
5. Social Capital ทุนทางสังคม
6. Sustainability Capital ทุนแห่งความยั่งยืน
7. Digital Capital ทุนทาง It8. Talented Capital ทุนทาง knowledge , Skill และ Mindset
แสดงให้เห็นว่าแนวความคิด 8K ของท่านอาจารย์มีความเป็นเหตุเป็นผลจนเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางและเมื่อนำแนวทฤษฏีของท่าน ดร.จีระ ไปเปรียบเทียบกับแนวคิดการสร้างวินัยในการเรียนรู้ทั้ง 5 ข้อจะเห็นความเหมือนกันในหลายๆด้านแต่ของท่าน ดร.จีระ จะมีการพัฒนาความรู้ตามแนวตะวันออกที่นอกจากจะมีความรู้ทางด้านความกว้างแล้วยังเหนือกว่าที่มีความรู้แนวตะวันออกทางด้านความลึกมากกว่าของ Peter Senge อีกด้วย ด้วยเพราะว่า ท่าน ดร.จีระ เป็นภาคตะวันออกแต่ไปเรียนรู้ในประเทศตะวันตก จึงย่อมมีความลุ่มลึกในการเรียนรู้พฤติกรรมคนในแบบตะวันออกได้ดีกว่า
Peter Senge ในขณะเดียวกันก็ได้มีโอกาสเรียนรู้ทฤษฏีและแนวความคิดของนักคิด นักทฤษฏีชาวตะวันตก จึงสามารถต่อยอดบูรณาการได้ลุ่มลึกชัดเจนกว่าและก็ต้องยอมรับว่าหลายครั้งที่ทฤษฏีหรือแนวคิดแบบตะวันตกล้วนๆก็ไม่สามารถนำมาใช้กับคนทางตะวันออกได้ 100% หรือบางครั้งก็ใช้ไม่ได้เลย ถ้าไม่ผ่านการพัฒนาปรับปรุงต่อยอด,หรือบูรณาการเสียก่อน ซึ่งเท่าที่ได้เรียนรู้จากท่าน ดร.จีระ ไปเปรียบเทียบกับของ Peter Senge ก็ทำให้เห็นความเป็นสากลของทฤษฏี 8K ของท่าน ดร.จีระ อย่างชัดเจน เช่น
Personal Mastery ที่ Sengeได้ชี้ให้เห็นว่าตนต้องรู้จักตนเองว่ารู้ไม่รู้อะไร เพราะ
“ คนที่ยอมรับว่ารู้ในสิ่งที่รู้และยอมรับว่าไม่รู้ในสิ่งที่ไม่รู้
ถือว่าเป็นผู้รู้อย่างแท้จริง ”
ก็สอดคล้องกับทฤษฏีของท่าน ดร.จีระ ในเรื่องของ ทุนมนุษย์ (Human Capital)
ทุนทางความรู้,ทักษะ และระบบความคิด ( Talented Capital )
Mental Modelตนต้องไม่เอาตนเองเป็นที่ตั้ง ต้องฟังความคิดของผู้อื่น ก็สอดคล้องกับ ทุนทางปัญญา ( Intellectual Capital )ทุนทาง knowledge , Skill และ Mindset
ทุนทางสังคม ( Social Capital )Share Visionเห็นอนาคตร่วมกันซึ่ง Vision นั้นอาจเกิดจากคนทุกระดับ ซึ่งทฤษฏีนี้สอดคล้องกับทุนทางสังคม ( Social Capital ) ทุนทาง IT ( Digital Capital )
Team Learning การเรียนรู้เป็นกลุ่มจะทำให้เกิดการพัฒนา ก็สอดคล้องกับ ทุนแห่งความสุข
( Happiness Capital ) ทุนทางสังคม ( Social Capital ) ทุนทางจริยธรรม ( Ethical Capital ) ทุนแห่งความยั่งยืน ( Sustainability Capital ) ทุนทางความรู้ ,ทักษะ และระบบคิด
System Thinking คิดอย่างเป็นระบบ คิดอย่างมีเหตุมีผล ซึ่งสอดคล้องกับ ทุนมนุษย์ ( Human Capital ) ทุนทางปัญญา ( Intellectual Capital ) ทุนทางความสุข ( Happiness Capital ) ทุนทางสังคม ( Social Capital ) ทุนทางจริยธรรม ( Ethical Capital ) ทุนทาง IT ( Digital Capital ) ทุนทางความรู้ , ทักษะ , ระบบความคิด ( Talented Capital )
จากการเปรียบเทียบก็จะเห็นว่ามีความคล้ายคลึงกันอย่างมากในการสร้างพื้นฐานแห่งการเรียนรู้ จะต่างกันก็ตรงที่ว่าเป็นแนวความคิดแบบตะวันตกกับตะวันออกที่ผ่านการบูรณาการ( Integration )จึงมีความกว้างและลึกกว่าของ Peter Senge
2. คำถามว่า เราจะทำอย่างไร ? ถึงจะให้ความคิดขยายไปในสังคมมุมกว้าง
จากอดีตอันยาวนานมาของชนชาติไทย , คนไทยเราถูกสอนให้เป็นผู้ตามมากกว่าผู้นำ , ถูกสอนให้เชื่อ มากกว่าให้คิด เพราะฉะนั้น การถูกหล่อหลอมในรูปแบบเดิมๆยังถูกปลูกฝังอยู่ในรูปแบบที่ถูกพัฒนามาตามกาลเวลาดังนั้น การที่จะนำเอาแนวความคิด การพัฒนาการเรียนรู้เข้าไปปลูกฝังให้กับคนไทย จึงต้องใช้ความพยายามเป็นอย่างยิ่งและไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้กำลังใจกำลังกายกำลังสติปัญญามากทีเดียว ถึงจะเปลี่ยนค่านิยมเดิมๆได้ ซึ่งต้องใช้เครื่องมือที่หลากหลายด้วยการเริ่มต้นปลูกฝังกันตั้งแต่ ชั้นปฐมภูมิ คือในระดับครอบครัว ระดับทุติยภูมิ เรื่อยไปจนกระทั่งระดับมหาลัย ระดับองค์กรซึ่งต้องใช้เครื่องมือต่างๆ อย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ ตั้งแต่
การฝึกอบรม ( Training )องค์กรต้องจัดให้มีการพัฒนาอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง เพราะโลกเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาความรู้ใหม่ๆทฤษฏีใหม่ๆก็เกิดขึ้นตลอดเวลา เช่นเดียวกันภาษาถิ่นเดิม ถูกเพิ่มด้วย ภาษา ITที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้เราจึงต้องใช้การฝึกอบรมพัฒนาคนอย่างต่อเนื่องเป็นเครื่องมือต้นๆในการพัฒนาคน โดยทุกองค์กรต้องพยายามใส่ใจที่จะพัฒนาความรู้ความสามารถของตนเอง
การศึกษาหาความรู้ให้ตนเอง ( Education )คนแต่ละคนต้องหาความรู้ให้ตนเอง ด้วยการนำทฤษฏี 8K , 5K ของ ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ มาเป็นแนวทางในการพัฒนา ด้วยการปลูกฝังให้เป็นวินัยของตนในองค์กร
การวางแผนและการพัฒนาสายอาชีพ ( Development )ด้วยเพราะคนมีการศึกษา , การเรียนรู้ ที่พัฒนาขึ้น สูงขึ้น องค์กรก็ต้องพัฒนางานให้สอดคล้องกับความรู้ความสามารถให้สามารถสอดรับกับความรู้ความสามารถของพนักงานที่สูงขึ้น อันเป็นการป้องกัน การเปลี่ยนงานของพนักงานอีกทางหนึ่งด้วยการเรียนรู้ร่วมกัน ( Learning Organization ) อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า กระแสการแข่งขันในโลกปัจจุบันมีความดุเดือด เข้มข้นขึ้นทุกวัน การพัฒนาคนและการพัฒนางาน ก็ยังไม่ทันกับกระแสการแข่งขัน หลายองค์กรจึงต้องหันไปปรับโครงสร้าง ( Re – engineering ) เพื่อให้คนเปลี่ยน Attitude และ Culture เพื่อสร้างวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นในองค์กร ด้วยการนำทฤษฏี 8K และ 5K ของท่าน ดร.จีระ เข้าไปสร้างคนให้มีการเรียนรู้ตลอดเวลา เรียนรู้ต่อเนื่องจนเป็นวัฒนธรรมขององค์กรทุกองค์กร เพื่อให้เขาเหล่านั้นมีทุนทางปัญญา เพื่อให้เขาเหล่านั้นเป็นสินทรัพย์ขององค์กร ( Asset ) สิ่งที่เราต้องทำก็คือต้องพยายามพิสูจน์ให้เห็นว่า
* การพัฒนาการเรียนรู้ให้กับคนในองค์กรนั้น
- จะสร้างความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด , และเป็นรูปธรรม- จะสร้างความยั่งยืนให้กับองค์กร
- จะช่วยสร้างความสุขให้กับคนในองค์กร
- จะสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันได้ในทุกสถานการณ์
- องค์กรสามารถปรับตัวได้ก่อนใครด้วยทรัพยากรที่มีคุณภาพกว่าใคร ฯลฯ
สิ่งต่างๆเหล่านี้จะช่วยทำให้องค์กรต่างๆกล้าที่จะลงทุนกับการพัฒนาคนของตนด้วยการพัฒนาการเรียนรู้ด้วยเพราะมองเห็นเป็นรูปธรรมว่า องค์กรได้อะไรเป็นผลตอบแทน
เมื่อเราสามารถเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงในระดับ Micro ได้ การที่จะขยายไปสู่ระดับ Macro ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะเป็นไปไม่ได้.
นายพนม ปีย์เจริญ
Mr.Panom peecharoen
21.8.2007
</font></font></font><p></p><p> </p>