<p style="margin: 0cm 0.9pt 0pt 13.85pt; tab-stops: 36.0pt" class="MsoNormal">เรื่องนี้ผมได้แรงบันดาลใจจากการคุยกับคุณเม้งเมื่อตอนเย็นวันนี้ </p><p style="margin: 0cm 0.9pt 0pt 13.85pt; tab-stops: 36.0pt" class="MsoNormal"></p><p>ผมได้บอกคุณเม้งว่า ผมเลิกคิดที่จะเปลี่ยนความคิดคนแล้วครับ เพียงการหาคนที่มีความคิดคล้ายๆกันก็พอแล้ว และทำยากมากอยู่แล้ว</p><p> เพราะ ผมเริ่มไม่แน่ใจว่าความคิดเราเปลี่ยนได้จริงๆ เพราะที่ผ่านมายังไม่เคยเจอ คนส่วนใหญ่จะเลือกทำสิ่งที่ใกล้กับความคิดของตน และปฏิเสธสิ่งที่ต่างออกไป </p><p style="margin: 0cm 0.9pt 0pt 13.85pt; tab-stops: 36.0pt" class="MsoNormal">การทำงานของผม กับเพื่อนต่างชาติหลายคนก็พูดตรงกันครับ</p><p> เขาบอกผมด้วยซ้ำว่าวันนี้จะมาทำอะไร เท่านั้น แต่มักจะไม่บอกว่ามาเอาอะไร </p><p>การประชุมระดับนานาชาติที่ผมเข้าร่วมหลายครั้ง ก็มักมีข้อสรุปเสร็จก่อนการประชุม อันนี้เห็นบ่อยมาก ระดับชาวบ้านก็ประมาณกัน </p><p style="margin: 0cm 0.9pt 0pt 13.85pt; tab-stops: 36.0pt" class="MsoNormal">ผมจึงกลับไปใช้ความคิดในการทำงานแบบเดิม </p><p style="margin: 0cm 0.9pt 0pt 13.85pt; tab-stops: 36.0pt" class="MsoNormal"></p><p>หาคนที่คิดตรงกันมากกว่าที่จะเปลี่ยนแปลงใคร </p><p>และคำว่าตรงก็ไม่ทุกเรื่อง </p><p>จึงต้องว่ากันเป็นเรื่องๆ </p><p>ผมเรียกกลุ่มแบบนี้เป็นภาษาอังกฤษว่า learning alliances (เติม S) </p><p>ที่เพื่อนฝรั่งหาว่าผมเขียนผิด เพราะ เขาไม่เข้าใจว่าแนวร่วมทำไมต้องมีหลายแนว แนวเดียวก็มากแล้ว </p><p></p><p>เรื่องปัญหา “งูกินหาง” นี้ ของการไม่พัฒนา </p><p style="margin: 0cm 0.9pt 0pt 13.85pt; tab-stops: 36.0pt" class="MsoNormal">ก็ไม่ใช่จะแกะออกง่ายๆ </p><p> เช่น เรื่องความคิดกับความรู้ที่กินหางกันอยู่ใน KM นั้นยากที่จะหาทางออกได้โดยง่าย มันวนจนหาทางออกไม่ได้ </p><p>ที่เขาไม่คิด เพราะเขาไม่รู้ ที่เขาไม่รู้เพราะเขาไม่คิด วนอยู่อย่างนี้แหละครับ </p><p>ก็เขาไม่รู้จะให้คิดอะไรล่ะอันนี้เรื่องจริงที่ผมเผชิญกับการทำงานในปัจจุบันเพราะไม่รู้ จึงไม่ได้คิด </p><p>ผมทั้งชักชวน ทั้งขู่ ทั้งปลอบ ก็ยังเดิมๆครับผมเลยเลิกครับ ไปหาคนที่รู้พอที่จะคิดดีกว่า หรือไปหาคนคิดพอที่จะรู้ ง่ายกว่าเยอะครับเพราะ </p><p>ผมเหนื่อยมามากแล้วครับ กับการกระตุ้นให้คนคิด </p><p style="margin: 0cm 0.9pt 0pt 13.85pt; tab-stops: 36.0pt" class="MsoNormal">บางทีหมดแรงโดยไม่ได้อะไรเลย จึงมาทำกับกลุ่มปราชญ์</p><p style="margin: 0cm 0.9pt 0pt 13.85pt; tab-stops: 36.0pt" class="MsoNormal"></p> แต่กลุ่มปราชญ์ก็ยังมีระดับแตกต่าง และก็ยังต้องเลือกอีกครับ <p style="margin: 0cm 0.9pt 0pt 3.6pt; tab-stops: 36.0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0.9pt 0pt 13.85pt; tab-stops: 36.0pt" class="MsoNormal">มีมากมายแบบ “ดีชั่วรู้หมดแต่อดไม่ได้”</p><p style="margin: 0cm 0.9pt 0pt 13.85pt; tab-stops: 36.0pt" class="MsoNormal"></p><p> ความคิดไม่ลึกพอที่จะรู้ ความรู้ไม่พอที่จะคิด </p><p>อันนี้เป็นทุกระดับ จากชาวบ้านถึงนักวิชาการ(ที่ชอบอ้างกัน) </p><p>นี่คือที่มาของ KMทุกตนต้องทำ เพื่อยกระดับของตนเอง เพราะความรู้ไม่พอนะครับ ทุกคนเป็นเหมือนกัน </p><p>แต่ถ้าไม่มี KMการแก้ปัญหางูกินหางจะลำบากมาก เราต้องสร้างความรู้ให้กับตัวเองอยู่ตลอกเวลา ความรู้เก่าอาจต้องปรับ เหมือนการขับรถ ยังไงอย่างนั้นเลยครับ </p><p>คนไม่กล้าขับรถ ไม่มีวันขับรถเป็น </p><p>แม้คนขับเป็นก็ยังต้องเรียนรู้ไปตลอดเวลาในระหว่างขับ งั้นไปไม่ได้ไกลหรอกครับ </p><p>ปัญหาคือ คนส่วนใหญ่ ไม่มีความรู้พอ ที่จะ "กล้าหัด" ขับรถ แม้จะอยากขับรถเป็นก็ตาม </p><p>จุดเริ่มต้นจึงต้อง ทำอย่างไร ให้เขา “รู้” ว่าเขาหลง นี่คือสิ่งที่ยากที่สุดก่อนจะค่อยๆง่าย </p><p style="margin: 0cm 0.9pt 0pt 13.85pt; tab-stops: 36.0pt" class="MsoNormal">เรื่องนี้ท่านมหาชัยวุธสอนมวยผมในบล็อกที่ผมเขียนวันก่อน เรื่อง รอยต่อของความฝันกับความจริง</p><p style="margin: 0cm 0.9pt 0pt 13.85pt; tab-stops: 36.0pt" class="MsoNormal"></p><p> แม้จะมีกระจกเงาก็อาจทุบกระจกทิ้ง </p><p>เพราะคิดว่าไม่ดี ให้ภาพเบี้ยวเลยไม่ดูกระจกแต่ไปดูภาพปลอมๆที่ติดไว้หน้ากระจกแทน </p><p>บัณฑิตเท่านั้นที่จะแยกคนพาลออกจากบัณฑิตได้ แต่คนพาลจะมองสิ่งที่แตกต่างเป็พาลไปหมด (ท่านมหาชัยวุธ สอนมวยให้ผมครับ) </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ปัญหางูกินหางนี่สงสัยต้องไปเรียนถามท่านมหาชัยวุธ อีกสักรอบ ยอมรับว่าโง่จะได้กำจัดให้เหลือน้อยลงอีกสักนิด</p>
ปัญหางูกินหางในการจัดการความรู้และการพัฒนา (2)
ผมเลิกคิดที่จะเปลี่ยนความคิดคนแล้วครับ เพียงการหาคนที่มีความคิดคล้ายๆกันก็พอแล้ว
ดร. แสวง รวยสูงเนิน ...
อ่านบันทึกอาจารย์อย่างตั้งใจ ๒ เที่ยวแล้ว (ปกติเปิดแล้วก็ลากผ่านๆ ไม่มักจะอ่านอย่างตั้งใจ) ก็ยังจับประเด็นไม่ได้ว่า งูกินหางอย่างไร ?
มีความรู้สึกว่า อาจารย์กำลังบ่นในสิ่งที่ไม่ได้ดังใจบางประการ ซึ่งโดยมากอาตมาก็มักจะเป็นเช่นนี้ (.........)
ก็ถือโอกาสบ่นจากความทรงจำบ้างเล็กน้อย....
ตามแนวคิดของโสคราติสบอกว่า จริยธรรม คือ สิ่งที่ควรกระทำนั้นไม่สามารถสอนได้ (นั่นคือ เราไม่สามารถสอนให้คนประพฤติไปตามที่เราต้องการได้) แต่เราสามารถกระตุ้นให้ใครบางคนเกิดความสำนึกแล้วดำเนินการตามที่เราคาดหวังได้... ประมาณนี้
คำสอนทางพระพุทธศาสนามีเรื่อง นิยตมิจฉาทิฎฐิ (ความเห็นผิดอันดิ่งลง) ถ้าแล่นไปถึงชวนจิตที่เจ็ด แม้พระพุทธญาณร้อยหรือพันพระองค์ก็ไม่สามารถช่วยให้เขาเกิดความสำนึกหรือเปลี่ยนใจได้ในชาตินั้น...
สรุปว่า การเปลี่ยนใจคนยากจริงๆ...
มีอีกอย่างหนึ่ง ท่านพุทธทาสชอบพูด ตะถะตา เช่นนั้นเอง
ถือโอกาสบ่นเพียงแค่นี้ก่อน รอใครมาบ่นต่อ....
เจริญพร
สวัสดีครับท่านอาจารย์ แสวง และ กราบนมัสการหลวงพี่ครับ
…งูกินหาง..เป็นธรรมเปรียบเทียบ..ของสภาวะอันเป็นปกติ..ของระดับธรรมชาติสามัญ..ทุกกระบวนวิถีมักติดอยู่ในวังวน..เพรามีปกติสัญชาติญาณและกิเลศเป็นตัวชักนำ…อีกทั้งขาดความอึดทนในการต่อต้านจนสังเกตุเห็นโทษ.คนก็เป็นอย่างนั้น..เราก็เป็นอย่างนั้น..บัณฑิตอาจมีสภาวะบางตอนคล้ายครึ่งหลับครึ่งตื่น..ติดกับดักบ้าง..หลุดพ้นบ้าง..ส่วนพาลนี่มิตื่นเลย..หนำซ้ำหลงปลื้มจนมัวเมาทีเดียว..การที่จะสถาปนาความเป็นมนุษย์แก่ตนจึงยากอยู่ยิ่งอยากสถาปนาความเป็นมนุษย์แก่ผู้อื่นยิ่งยากใหญ่..แต่ใช่จะทำไม่ได้เลย..บางทีผู้ที่หลงลืมหนทาง..หรือวิธีแก้สูตรที่เคยแก้ได้..(บัณฑิต)..ถ้าสภาวะที่รู้ตนนั้น..มีความบริสุทธิ์อิสระ..ก็อาจชี้แนะแนวทางที่คลับคล้ายคลับคลาแก่ผู้อื่นได้บ้างอยู่…กัมมุนาวัตตีโลโก..
ครับ ขอบคุณมากครับ ที่เข้ามาเติมเต็มในเรื่องนี้ครับ