เชื่อว่าทุกคนคงยังจำบรรยากาศของการไปทำงานวันแรกได้ มันมีอารมณ์ ความรู้สึกปนกันหลายๆอย่าง ทั้งตื่นเต้น ประหม่า ท้าทาย และบางคนอาจพกความกลัวติดมาจากบ้านด้วย กลัวทำงานไม่ได้ กลัวเข้ากับเพื่อนร่วมงาน/หัวหน้างานไม่ได้ และอีกสารพัดความกลัว เหล่านี้กระบวนการทางสังคม(Socialization Process)ช่วยได้ค่ะ

        ขอสารภาพตามตรงนะคะว่าเพิ่งเคยได้ยินคำว่าSocializationเป็นครั้งแรกตอนเรียนHRMกับอาจารย์อั๋นค่ะ เพราะต้องทำpaperเรื่อง Recruiting,Selecting and Socialization ทำให้ปัญญาเกิดว่าSocialization คืออะไร ซึ่งก่อนมาเรียนก็มีความเข้าใจในเรื่องเหล่านี้มาบ้าง (โดยไม่รู้ว่ามันมีศัพท์เรียกอย่างเพราะๆว่าSocialization)แต่ยังไม่รู้ลึก รู้จริง และยิ่งเมื่อเทียบกับเพื่อนๆพี่ๆน้องที่เรียนIOด้วยกันแล้ว ยิ่งรู้สึกด้อยปัญญาไปอย่างถนัดใจเลยทีเดียว เหตุผลอีกประการหนึ่งที่เลือกทำเรื่องนี้คือองค์กรปัจจุบันที่ทำงานอยู่พนักงานในทุกระดับและทุกคนที่เข้าไปต้องปรับตัวอย่างมากถึงมากที่สุดแต่ในความเป็นจริงแล้วพบว่าความสามารถในการปรับตัวของทุกคนอยู่ในระดับน้อยถึงน้อยมาก (เลยคิดเอาเองว่าเป็นสาเหตุหนึ่งของการทำให้turn over สูง)

        จริงๆแล้ว Socialization ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่องค์กรจะมองข้ามเพราะเป็นเรื่องสำคัญเรื่องแรกๆของพนักงานใหม่ทุกคนและทุกองค์กร เชื่อว่าทุกคนคงยังจำบรรยากาศของการไปทำงานวันแรกได้ มันมีอารมณ์ ความรู้สึกปนกันหลายๆอย่าง ทั้งตื่นเต้น ประหม่า ท้าทาย และบางคนอาจพกความกลัวติดมาจากบ้านด้วย กลัวทำงานไม่ได้ กลัวเข้ากับเพื่อนร่วมงาน/หัวหน้างานไม่ได้ และอีกสารพัดความกลัว เหล่านี้กระบวนการทางสังคม(Socialization Process)ช่วยได้ค่ะ  

          กระบวนการขัดเกลาทางสังคม เป็นกระบวนการแบ่งปันประสบการณ์และการสร้างความรู้ที่เป็นนัย โดยที่บุคคลสามารถรับความรู้ที่เป็นนัยได้โดยตรงจากผู้อื่น ผ่านการดำรงชีวิตร่วมกับผู้อื่น มีการสังเกตซึ่งกันและกัน และการอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมเดียวกัน สิ่งสำคัญของขั้นตอนนี้ คือ ประสบการณ์ (Experience) ซึ่งเกิดได้จากการสังเกต การลอกเลียนแบบ การฝึกหัด การลงมือปฏิบัติ

ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง

 1.ทฤษฎีการเรียนรู้ Bruner's Theory of Discovery learning

การเรียนรู้โดยการค้นพบ โดย เจอโรม เอส.บรุนเนอร์ (Bruner) นักจิตวิทยาชาวเยอรมัน ได้เสนอทฤษฎีการเรียนรู้ของมนุษย์ที่ต้องอาศัยกระบวนการคิด ที่เรียกว่า    การเรียนรู้โดยการค้นพบ  การเรียนรู้จะเกิดขึ้นเมื่อผู้เรียนได้ประมวล ความรู้ ข้อมูล ข่าวสาร จากการปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม โดยที่บุคคลจะต้องมีการสำรวจ ทำความรู้จัก เข้าใจสิ่งแวดล้อมก่อน มนุษย์ไม่สามารถรับรู้สิ่งแวดล้อมทั้งหมดในชีวิต แต่เป็นการเลือกรับรู้(Selective perception)ซึ่งได้รับการผลักดันมาจากแรงจูงใจภายใน( Inner motivation) ซึ่งเป็นแรงผลักดันให้เกิดพฤติกรรมสำรวจสภาพแวดล้อม และเป็นสิ่งสำคัญที่ส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ด้วยการค้นพบ กระบวนการปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม  ซึ่งเริ่มจากการสัมผัส  สิ่งแวดล้อม การเลือกรับรู้ การใส่ใจ ตลอดถึงการค้นพบ ล้วนแต่ เกี่ยวข้องกับกระบวนการคิดทั้งหมด

                2. ทฤษฎีการเสริมสร้างความรู้ Constructionism ป็นทฤษฎีที่มีพื้นฐานมากจากทฤษฎีของความรู้ (Theory of Knowledge) โดย Jean Piaget นักจิตวิทยาชาวสวิสผู้มีชื่อเสียง อธิบายว่าพัฒนาการเกี่ยวกับความคิด ความเข้าใจของบุคคลนั้นเกิดจากการที่บุคคลพยายามจะปรับตัวให้อยู่ในสภาวะสมดุลย์เมื่อมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม การปรับตัวนี้บุคคลจะใช้กระบวนการ 2 อย่าง คือกระบวนการที่ Piaget เรียกว่า การดูดซึมหรือการกลมกลืน (assimilation) และการปรับความแตกต่าง(acommodation)

  • การดูดซึม(assimilation) เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นเมื่อได้พบหรือปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมใหม่ๆที่ไม่มีอยู่ในสมองตนเอง บุคคลจะรับหรือดูดซึมเก็บเข้าไปไว้เป็นความรู้ใหม่ของตน
  • การปรับความแตกต่าง (acommodation) เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นเมื่อได้พบหรือปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมใหม่ๆที่สัมพันธ์กับความคิดเดิมที่มีอยู่ในสมอง บุคคลจะเริ่มปรับความแตกต่างระหว่างของใหม่กับความคิดเดิมจนเกิดความเข้าใจว่าควรจะทำอย่างไรกับสิ่งใหม่นี้ และเมื่อใดที่บุคคลสามารถปรับความคิดเดิมให้สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมใหม่ๆได้ บุคคลจะอยู่ในสภาวะสมดุล แต่เนื่องจากบุคคลมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นกระบวนการทั้ง 2 อย่าง จึงเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา อ้างถึง

(http://www.kmutt.ac.th/organization/Education/Technology/tech_ed/constructionism/constructionism3.html)

            Socialization เป็นกระบวนการในการปรับพนักงานให้เข้ากับวัฒนธรรมขององค์กร โดยอาศัยหลักแนวทางต่างๆ เช่น การปฐมนิเทศแบบเข้มข้น การให้ข้อมูลเรื่องวิสัยทัศน์ ภารกิจ  ปรัชญา และค่านิยมขององค์กร และอาจกล่าวได้ว่า Socialization นอกจากจะเป็นกระบวนการการปรับตัวของพนักงานฝ่ายเดียวแล้ว ต้องเป็นการปรับตัวเข้าหากัน (Assimilation) ระหว่าง2ด้านคือ การที่องค์กรพยายามที่จะมีอิทธิพลต่อการปรับตัวของพนักงาน และ การที่พนักงานพยายามปรับตัวให้เข้ากับองค์กร (Fred Jabin)  โดยสามารถทำได้ 2 วิธี คือ

  • การเรียนรู้ทางสังคมโดยทางตรง คือ การสอน ฝึกอบรม ปฐมนิเทศน์ โดยหัวหน้างาน เพื่อนร่วมงาน พี่เลี้ยงสอนงาน และ ฝ่ายฝึกอบรม ทำให้พนักงานสามารถปฏิบัติงานและปรับพฤติกรรมเบื้องต้นได้ตามที่องค์กรคาดหวัง
  • การเรียนรู้ทางสังคมโดยทางอ้อม คือ การเข้ากลุ่มเพื่อน การพูดคุย ทำให้เกิดการปรับตัวและพัฒนาบุคลิกภาพ

              กระบวนการเรียนรู้ทางสังคมแบ่งได้เป็น 3 ช่วง ดังนี้ 

               1.ช่วงก่อนเข้ามาสู่องค์การ(Prearrival Stage) คือ ช่วงที่ผู้ที่ให้ความสนใจในองค์กรนั้นๆเรียนรู้ในตำแหน่งงานและองค์กรที่ตนสนใจ ดังนั้นบางองค์กรจึงจัดกิจกรรมเพื่อสร้างการเรียนรู้ที่ถูกต้องให้กับคนที่สนใจจะเข้ามาสู่องค์กรนั้นๆ เช่น

·       โครงการNWO Project และ โครงการ คั้นกะทิ ของ 1-2 CALL เป็นโครงการประกวดความคิดและฝีมือในการสร้างสรรค์ผลงานด้านBranding,Theme or product service,Even Marketing,Product Designโดยผู้ที่ผ่านการคัดเลือกจะได้รับโอกาสสำคัญในการฝึกงานซึ่งจะผลิตผลงานให้เป็นจริงในบริษัท และอาจมีสิทธิ์ได้รับเลือกเข้าบรรจุงานจริงอีกด้วย

(http://www.at-bangkok.com/event_one2call.php)และ (http://www.manager.co.th/Campus/ViewNews.aspx?NewsID=9480000069840)

·       โครงการ AYS YAB หรือ AYS - YOU ARE BEST เป็นโครงการนักศึกษาฝึกงานที่บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)- AYS ร่วมกับบริษัทในเครือธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) จัดขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้นิสิต-นักศึกษาจากทุกสถาบันทั่วประเทศ เข้ามาเรียนรู้การทำงานในสายงานตลาดเงินและตลาดทุนอย่างครบวงจร(http://www.ays.co.th/th/contentabout.aspx?about=34&id=159  )

          2.ช่วงที่เข้ามาสู่องค์กร(Encounter Stage) คือ ช่วงที่บุคคลจะเข้ามาสู่องค์กร เป็นส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งเรื่องการเรียนรู้เกี่ยวกับองค์กรใหม่ บทบาท และการละทิ้งค่านิยม ความคาดหวัง และพฤติกรรมเดิม โดยจะต้องเผชิญกับความเป็นจริงขององค์กรนั้นๆ ซึ่งถ้าความคาดหวังกับความเป็นจริงตรงกัน บุคคลนั้นก็จะดำรงเป็นสมาชิกขององค์กรต่อไป แต่หากความคาดหวังและความเป็นจริงแตกต่างกันมาก บุคคลนั้นอาจไม่สามารถทนอยู่ต่อไปได้และอาจจากองค์กรนั้นไปสู่องค์กรอื่นๆ  ซึ่งแต่ละองค์กรอาจมีระบบSocializationที่แตกต่างกันไม่ว่าจะเป็น การปฐมนิเทศ(Oreintation) , ระบบพี่เลี้ยง(Mentoring System) หรือระบบอื่นๆ ตัวอย่างเช่น

·       รัฐบาลญี่ปุ่นจะใช้ระบบพี่เลี้ยงเพื่อส่งเสริมความก้าวหน้าในการทำงานของผู้หญิงโดยรัฐบาลจะนำระบบพี่เลี้ยงที่ให้ข้าราชการที่มีประสบการณ์ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาแก่ข้าราชการที่อ่อนอาวุโส โดยเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการเพิ่มจำนวนข้าราชการหญิงในตำแหน่งอาวุโสในรัฐบาลกลาง(ตามแผนงบประมาณปี2550รัฐบาลกลางได้รับข้าราชการใหม่ 632 คน เป็นผู้หญิงร้อยละ 21.8 และขณะนี้ข้าราชการหญิงในรัฐบาลกลางที่ดำรงตำแหน่งสูงกว่าระดับหัวหน้ากองเพียงร้อยละ 1.7 ในปีงบประมาณ 2547) ซึ่งข้าราชการหญิงไม่ค่อยก้าวหน้าในหน้าที่การงาน เนื่องจากมักละทิ้งอาชีพเพื่อแต่งงานและเลี้ยงดูบุตร ดังนั้นรัฐบาลซึ่งหวังจะเพิ่มจำนวนผู้หญิงในตำแหน่งระดับสูง โดยการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับทางเลือกในเส้นทางอาชีพ และการจะประกอบอาชีพต่อไปได้อย่างไร ซึ่งระบบพี่เลี้ยงจะช่วยให้ผู้หญิงรู้สึกว่าเป็นการง่ายขึ้นที่จะทำงานต่อไป

·       Corporate Oriental Program ของ CHANEL พนักงานขายที่นี่ มีชื่อเรียกว่า “fashion assistant” หรือ “beauty assistant” สำหรับเครื่องสำอาง เพราะพวกเขาเหล่านี้ต้องผ่านการเทรนทั้งเทคนิคการขาย สินค้า และแบรนด์ รวมถึง Corporate Oriental Programที่ทำให้พนักงานรู้จัก mission, vision และ value ของแบรนด์ พร้อมกับหมุนเวียนพนักงานไปที่ช็อปและออฟฟิศ เพื่อเรียนรู้ปัญหาแต่ละแผนก โดยชาแนลมองว่าบุคลากรเป็นจิ๊กซอว์ความสำเร็จของแบรนด์               

         3.ช่วงของการเปลี่ยนแปลง(Metamorphosis Stage) คือ การที่บุคคลผู้นั้นยังคงอยู่กับองค์กร ก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงในค่านิยม บรรทัดฐานและความเชื่อตามวัฒนธรรมขององค์กรนั้นๆ โดยผ่านกลไกหรือแนวทางที่องค์กรจัดในเรื่องการเรียนรู้ทางสังคม เช่น

·       ดิสนีย์(Disney) ซึ่งมีการปฐมนิเทศอย่างเป็นทางการและมีกิจกรรมนอกเวลางานที่ก่อให้เกิดการเรียนรู้และหล่อหลอมให้บุคลากรมีความคิดแบบดิสนีย์และทำแบบดิสนีย์ โดยพยายามสนับสนุนให้บุคลากรทำกิจกรรมร่วมกันในแบบต่างๆ เช่น จัดปิกนิก ร่วมเข้าแคมป์ และเล่นกีฬาด้วยกัน เป็นต้น

          จากตัวอย่าง Best Practice ของหลายๆองค์กรข้างต้น จะเห็นว่าแต่ละองค์กรจะมีจุดเด่นเรื่องSocializationที่แตกต่างกันออกไป กรณีโครงการNWO Project และโครงการคั้นกะทิ ของ 1-2 CALL (Advanced Info Service:AIS) เป็นตัวอย่างของSocializationตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น คือ มีการคัดเลือกนิสิตนักศึกษาที่สนใจในโครงการและองค์กร เข้ามาร่วมโครงการโดยผ่านกระบวนการคัดเลือกที่เข้มข้น แสดงว่าผู้ที่ผ่านการคัดเลือกให้เข้าร่วมโครงการจนกระทั่งได้บรรจุเข้าเป็นพนักงานถือเป็นคนเก่ง(Talent)ขององค์กร ซึ่งเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่จะนำพาองค์กรไปสู่เป้าหมายได้  หลังจากที่ผ่านการคัดเลือกแล้วนิสิตนักศึกษาเหล่านั้นจะต้องฝึกงานเป็นระยะเวลา 1 ปี ที่AIS เพื่อให้นิสิตนักศึกษาพัฒนาทักษะในการเป็นผู้นำ การทำงานร่วมกับผู้อื่น ตลอดจนได้มีโอกาสรู้จักองค์กร เรียนรู้โครงสร้างและระบบงานก่อนที่จะได้รับประสบการณ์จริงเมื่อเข้าทำงานในองค์กร โครงการนี้นอกจาก AIS จะได้ พนักงานที่เป็นคนเก่ง(Talent)แล้ว ยังได้พนักงานที่มีความผูกพันกับองค์กร เกิดความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน พร้อมที่จะอุทิศตนเพื่อองค์กร เหล่านี้ล้วนเกิดจากกระบวนการเรียนรู้ทางสังคมที่จัดให้เพื่อถ่ายทอดและหล่อหลอมพนักงานให้มีรูปแบบตามที่องค์กรกำหนดไว้

           สำหรับองค์กรที่ทำงานอยู่ ให้ความสำคัญกับSocializationเป็นอย่างมาก ในที่นี้ขอยกตัวอย่างการเป็นพนักงานใหม่ในระดับผู้ช่วยผู้จัดการสาขา เพราะรวมถึงเป็นตำแหน่งที่ต้องทำงานร่วมกับพนักงานหลายระดับตลอดจนเป็นองค์กรที่มีวัฒนธรรมภายในองค์กรสูง(Organizational Culture)และเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่น ซึ่งสามารถอธิบายได้เป็นลำดับขั้น ดังนี้

                1.การปฐมนิเทศน์(Oreintation) จัดให้มีการปฐมนิเทศน์ทั้งสิ้น 6 วัน ซึ่งในแต่ละวันจะจัดการเรียนรู้เรื่องภายในองค์กร เช่น ประวัติความเป็นมา โครงสร้างองค์กร   หน่วยงานภายในองค์กร เส้นทางอาชีพ วัฒนธรรมขององค์กร กฎระเบียบข้อบังคับ แนวทางการปฏิบัติงานเบื้องต้น ความรู้เรื่องต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงาน การเยี่ยมชมการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นๆ เช่น โรงงานการผลิต คลังสินค้า เป็นต้น โดยวิทยากรที่บรรยาย ประกอบไปด้วย ผู้บริหารระดับสูง ผู้อำนวยการฝ่ายต่างๆ ผู้จัดการเขต และในวันสุดท้ายของการปฐมนิเทศน์จัดให้มีการร่วมรับประทานอาหารกับผู้บริหารระดับสูง และผู้ก่อตั้งบริษัท ซึ่งทำให้พนักงานใหม่รู้สึกถึงความเป็นกันเอง และ วัฒนธรรมขององค์กรที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย รวมไปถึงรู้สึกว่าได้รับการยอมรับและการให้ความสำคัญจากองค์กร

            2.ระบบพี่เลี้ยง (Mentoring System) หลังจากที่ผ่านการปฐมนิเทศน์เบื้องต้นแล้ว พนักงานใหม่ทุกคนถูกส่งไปฝึกตามโรงเรียนสอนผู้ช่วยผู้จัดการสาขาฝึกหัดเริ่ม ซึ่งก็คือ สาขาที่ปฏิบัติงานจริง โดยในแต่ละสาขาที่ได้รับเลือกเป็นโรงเรียน จะมีพี่เลี้ยงสอนงาน ในทุกๆตำแหน่ง พนักงานทุกคนจะต้องเรียนรู้การปฏิบัติงานจริงของพนักงานทุกตำแหน่งในสาขา ซึ่งจะแบ่งเป็นลำดับได้ดังนี้

              - ฝึกปฏิบัติเพื่อเรียนรู้การปฏิบัติงานและมาตรฐานงานของพนักงานทุกตำแหน่งในสาขา (ประมาณ 4 เดือน) เช่น ตำแหน่งครัวล้างจาน ครัวเป็ด พนักงานเสิร์ฟ  รับออร์เดอร์ เป็นต้น ซึ่งพี่เลี้ยงที่สอนงาน คือ พนักงานที่ผ่านการคัดเลือกและการอบรมมาแล้ว โดยพี่เลี้ยงมีบทบาทอย่างมากในการฝึกปฏิบัติช่วงนี้ เพราะนอกจากจะเป็นผู้สอนงานและผู้ประเมินแล้ว พี่เลี้ยงยังเป็นที่พึ่งทางใจให้กับบรรดาผู้ช่วยผู้จัดการฝึกหัดทุกคน(พี่เลี้ยง1 คน : ผู้ช่วยผู้จัดการฝึกหัด 2 คน) ทั้งในเรื่องการปรับตัวให้เข้ากับพนักงาน และวัฒนธรรมองค์กร เพราะต้องอยู่ร่วมกับพนักงานจำนวนมาก ซึ่งมีทั้งประเภทหวังดี สงสาร ให้ความช่วยเหลือ และประเภทลองของว่าที่หัวหน้างานในอนาคต ซึ่งประเภทหลังนี้ พี่เลี้ยงต้องช่วยให้กำลังใจผู้ช่วยฝึกอย่างมาก  เพราะพบว่ามีผู้ช่วยผู้จัดการฝึกหัดจำนวนหนึ่งที่ต้องออกจากงานเพราะปรับตัวให้เข้ากับพนักงานและองค์กรไม่ได้

                  -  ฝึกการบริหารสาขากับผู้จัดการสาขาที่เป็นพี่เลี้ยงสอนงาน (2เดือน) ในช่วงนี้จะฝึกการบริหารสาขาในฐานะผู้ช่วยผู้จัดการสาขา จะแตกต่างจากช่วงที่แล้วที่ฝึกเพื่อเรียนรู้วัฒนธรรมองค์กร และการอยู่ร่วมกับพนักงาน ในฐานะพนักงาน ซึ่งพบว่าผู้ช่วยผู้จัดการที่ผ่านการฝึกแล้วจะสนิทสนมและจะมาขอคำแนะนำ วิธีการแก้ปัญหา วิธีการปฏิบัติงาน กับผู้จัดการที่เป็นพี่เลี้ยงของตน อยู่บ่อยๆ จะเห็นได้ว่าพี่เลี้ยงนอกจากจะเป็นผู้ถ่ายทอดข้อมูลขององค์กรให้พนักงานใหม่ได้รับทราบแล้ว จะต้องเป็นผู้ให้คำปรึกษาและชี้แนะแนวทางในการปฏิบัติตนเพื่อปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมองค์กร ตลอดทั้งต้องมีการตรวจสอบและติดตามผลความรู้ ความเข้าใจในข้อมูลที่ให้กับพนักงานใหม่ด้วย

                 จากตัวอย่างSocializationขององค์กรที่ทำงานอยู่จะเห็นได้ว่าพนักงานใหม่ที่เข้าไปในองค์กรจะเกิดทั้งกระบวนการดูดซึม(assimilation)ซึ่งเป็นกระบวนการที่บุคคลจะรับและดูดซึมเก็บเข้าไปเป็นความรู้ใหม่ของตนพร้อมทั้งเกิดกระบวนการปรับความแตกต่าง(acommodation) คือ การปรับความแตกต่างระหว่างความคิดใหม่กับความคิดเดิม ซึ่งดำเนินไปพร้อมๆกันทั้ง 2 กระบวนการ ตามทฤษฎีConstructionism ขณะเดียวกันก็สามารถนำความรู้ภายในที่มีอยู่แล้วแสดงออกมาให้เข้ากับกับสิ่งแวดล้อมภายนอกได้ ซึ่งก็จะเป็นวงจรต่อไปเรื่อยๆ คือ บุคคลจะเรียนรู้เองจากประสบการณ์ สิ่งแวดล้อมภายนอก แล้วนำข้อมูลเหล่านี้กลับเข้าไปในสมองผสมผสานกับความรู้ภายในที่มีอยู่ แล้วแสดงความรู้ออกมาสู่สิ่งแวดล้อมภายนอก และจากทฤษฎีการเรียนรู้ Bruner's Theory of Discovery learning ที่กล่าวว่า มนุษย์จะเลือกรับรู้เฉพาะสิ่งแวดล้อมที่ได้รับการผลักดันมาจากแรงจูงใจภายใน (Inner motivation)  ดังนั้นถ้าองค์กรต้องการให้กระบวนการSocializationสามารถช่วยในเรื่องการปรับตัวของพนักงานใหม่จึงต้องจัดให้มีสิ่งแวดล้อมที่ดี กระตุ้นให้เกิดแรงจูงใจในการเรียนรู้ ซึ่งจะช่วยให้พนักงานใหม่เลือกที่จะรับรู้ได้ง่ายและดีขึ้น

               ในกรณีนี้ สามารถกล่าวได้ว่า กระบวนการSocialization ที่เกิดขึ้น หากต้องการให้เกิดผลสัมฤทธิ์สูงสุด ควรให้ความสำคัญกับบุคคลที่เป็นตัวกลางทำหน้าที่สื่อสาร และ เชื่อมโยงก่อให้เกิดการกระบวนการเรียนรู้ทางสังคมระหว่างองค์กรกับพนักงานใหม่ เช่น พี่เลี้ยง ซึ่งต้องผ่านการทดสอบทั้งด้านมาตรฐานการปฏิบัติงาน และ ทัศนคติ ความสามารถทางอารมณ์(EQ) มีความประพฤติดี สามารถเป็นแบบอย่างที่ดีได้หรือ พนักงานทุกคนในองค์กร เพื่อให้พนักงานใหม่เกิดความรู้สึกผ่อนคลาย ไม่แปลกแยก สามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว และดำรงการเป็นสมาชิกขององค์กรต่อไป

      จากตัวอย่างSocializationข้างต้นจะเห็นได้ว่าองค์กรควรให้ความสำคัญกับระบบนี้อย่างมาก เพราะนอกจากจะทำให้พนักงานสามารถปรับตัวเข้ากับองค์กรได้อย่างรวดเร็วและสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีความสุขแล้ว Socializationยังทำให้องค์กรสามารถรักษาบุคลากรที่มีคุณค่า ให้มีความผูกพัน และพร้อมที่จะอุทิศตนทำงาน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายขององค์กรอีกด้วย 

         โดย...ชุษา ไรแสง(เป็ด)   5078261838