ผมมีความทรงจำอันมากมายเกี่ยวกับบ้านเกิดเมืองนอนของตนเอง

ตอนเย็นของเมื่อวาน   ฝนตกราวกับฟ้ารั่ว   คราวนี้พอถึงตอนดึก   ฝนก็กระหน่ำเทลงมาราวกับฟ้าถล่ม  ฟ้าแลบเป็นประกายวับวาวอยู่เป็นระยะ   เสียงกบคอนกรีตร้องระงมออกมาจากทุ่งนาใกล้ ๆ  ที่พัก  ฟังดูน้ำเสียงและท่วงทำนองแปลกแปร่งไปจากกบทุ่งที่ผมคุ้นเคย 

  

ช่วงนี้ผมรู้สึกอยู่ตลอดเวลาว่า   มีเสียง ๆ  หนึ่งกำลังขานเรียกจากภายในอย่างแผ่วเบา   หากแต่เสียงอันแผ่วเบานั้น   ก่อตัวขึ้นและดำเนินไปอย่างสม่ำเสมอ  ครั้นเมื่อนิ่งคิดอย่างมีสิติ   ก็รู้ได้ว่าเสียงนั้น   เป็นเสียงจาก "ท้องทุ่งหน้าน้ำ"  ที่บ้านเกิดของผมเอง  

 

  

ผมเป็นผู้ชายที่ตัวไม่โต,  ดูภายนอกก็เหมือนคนที่หัวใจกล้าและแกร่งอย่างไม่น่าเชื่อ  แต่น้อยคนนักที่จะล่วงรู้ว่า  เบื้องลึกผมกลับเป็นคนอ่อนไหวราวกับหญิงสาว   ยิ่งหากเป็นความทรงจำในอดีตกาลของตนเองเสมอแล้ว   ผมขอสารภาพเลยว่า   ผมพ่ายพับอย่างไม่เป็นท่า !

  

ผมมีความทรงจำอันมากมายเกี่ยวกับบ้านเกิดเมืองนอนของตนเอง  โดยเฉพาะเรื่องราวเกี่ยวกับท้องไร่ท้องนานั้น  ต้องถือว่ามีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตของผมอย่างยิ่งยวด  

ผมมีความสุขเสมอเมื่อได้หวนคิดถึงเรื่องราวในอดีตที่เคยวิ่งเล่นอยู่ตามท้องทุ่ง   เคยได้วิ่งผ่านสายฝนที่ตกพราวราวม่านเมฆ,   เคยลุยน้ำช้อนลูกอ๊อดอย่างเฮฮา,  เคยเก็บผักแว่นที่ลอยแพอยู่เหนือผิวน้ำในผืนนา,  เคยได้กินแกงหน่อไม้,  , ส้มตำ, อ่อมหอย  , อ่อมกบ  อ่อมเขียด ร้อน ๆ  อย่างแสนอร่อย    

  

ผืนนาที่บ้านตอนนี้ชุ่มน้ำและอิ่มน้ำค่อนข้างมาก   ผิดกับคำพยากรณ์ที่บอกว่าปีนี้  “8  สองหน  มีหวังทุกข์ทน ฝนแล้ง    กระนั้น,  ความเป็นจริงโดยภาพรวมก็เห็นได้ชัดว่า   ปีนี้มีวี่แววว่าจะแล้งและแร้นแค้นอยู่ไม่น้อย

  

 

ทันทีที่ฝนแรกของเดือนหกโปรยสายลงสู่ท้องนา   พ่อไม่รีรอที่จะให้พี่ชายได้ลงไถหว่านกล้า  และบัดนี้ครบขวบเดือน   ต้นกล้าเหล่านั้นก็โตพอที่จะถอนไปปักดำได้อย่างเต็มที่   ขณะที่เพื่อนบ้านหลายคน  ยังไม่มีกล้าพอที่จะปักดำ  ก็ได้อาศัยมาขอแบ่งจากที่นาของเราไปแล้วก็มี

  

ที่นาของผมอิ่มน้ำทั่วทุกแปลงนา   พ่อเล่าให้ฟังว่า  เพื่อนบ้านมาขอแบ่งน้ำจากที่นาบ้างเหมือนกัน   บ้างมาขอเก็บหอยขมไปประกอบอาหาร  ส่วนปลาก็พอมีบ้าง  แต่ก็ไม่มีใครสามารถจับปลาในที่นาเราได้  เว้นเสียแต่แม่เท่านั้นที่ดูจะช่ำชองจับปลาได้แทบทุกวัน   จนเพื่อนบ้านตั้งข้อสังเกตว่าที่นาผืนนี้  มีของรักษา  (สิ่งศักดิ์สิทธิ์)

  

ผมกลับไปเที่ยวทุ่งอีกครั้ง   พบเห็นที่นาหลายผืนมีน้ำขังเจิ่งนอง  น้ำฝนและน้ำใต้ดินผสมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกันและกันอย่างสนิทแน่น  มองดูสวยใสทะลุถึงพื้นดินในผืนนา

  

  

ที่นาหลายแปลงยังคงรอคอยการไถคราดเพื่อรองรับการปักดำ  ขณะที่ต้นมะพร้าวหลายต้นก็ยังคงยืนต้นตระหง่านอย่างแข็งแรง  วัวเฒ่าที่อาวุโสสุดในฝูงดู  "มีน้ำมีนวล" อย่างเห็นได้ชัด  รวมถึงคันนาก็ดูจะเริ่มรกเขียวด้วยหญ้านานาชนิด

   

ย้อนกลับไปในวัยเด็ก,   หลังเลิกเรียนเมื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้ว  ผมไม่ชักช้าที่จะลงไปยังทุ่ง  บางครั้งก็ตรงดิ่งลงไปทุ่งนาโดยไม่แวะบ้านเลยก็มี  

ก่อนกระโจนชีวิตลงไปตามทุ่งนา   ผมไม่เคยพลาดที่จะลิ้มลองอาหารอันโอชะที่แม่เตรียมไว้บนเถียงนา  นั่นก็คือ   ส้มตำ รสแซบ   ครั้นทานข้าวเสร็จก็ต้องปฏิบัติหน้าที่อันสำคัญ  คือการพาเจ้าทุยออกเล็มหญ้าตามคันนา 

 

ผมไม่ค่อยได้มีโอกาสทำหน้าที่ถอนกล้าและปักดำ   พ่อบอกว่าผมไม่แข็งแรงเหมือนพี่ ๆ  ทุกครั้งที่ลุยโคลนผิวหนังของผมมีอันต้องเป็นแผลเปื่อยผุพอง  รักษานานวันก็ไม่หาย  นั่นคือเหตุผลสำคัญที่ตัดตอนวิถีการปักดำออกไปจากชีวิตผม

  

 

สำหรับผมแล้ว,  ทุ่งนาหน้าน้ำเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่และมีความหมายต่อผมมาก  บางครั้ง   ผมก็รู้สึกราวกับว่า    ท้องนาเป็นเสมือนห้องเรียนอันกว้างใหญ่,  เป็นเสมือนเซเว่นอีเลฟเว่น,  เป็นเสมือนศาลาประชาคม,  เป็นเสมือนสภากาแฟ,  เป็นเสมือนบ้าน,  เป็นเสมือนโรงละครและอู่ข้าวอู่น้ำ .....

  

และบางที  ผมก็อดนึกถึงเสียงเพลงลูกทุ่งจากวิทยุทรานซิสเตอร์ที่วางอยู่บนคันนาไม่ได้   -

   

แล้วท่านล่ะครับ    มีความทรงจำใดบ้างกับทุ่งนาในหน้าน้ำ, ....