ตอนเย็นของเมื่อวาน ฝนตกราวกับฟ้ารั่ว คราวนี้พอถึงตอนดึก ฝนก็กระหน่ำเทลงมาราวกับฟ้าถล่ม ฟ้าแลบเป็นประกายวับวาวอยู่เป็นระยะ เสียงกบคอนกรีตร้องระงมออกมาจากทุ่งนาใกล้ ๆ ที่พัก ฟังดูน้ำเสียงและท่วงทำนองแปลกแปร่งไปจากกบทุ่งที่ผมคุ้นเคย
ช่วงนี้ผมรู้สึกอยู่ตลอดเวลาว่า มีเสียง ๆ หนึ่งกำลังขานเรียกจากภายในอย่างแผ่วเบา หากแต่เสียงอันแผ่วเบานั้น ก่อตัวขึ้นและดำเนินไปอย่างสม่ำเสมอ ครั้นเมื่อนิ่งคิดอย่างมีสิติ ก็รู้ได้ว่าเสียงนั้น เป็นเสียงจาก "ท้องทุ่งหน้าน้ำ" ที่บ้านเกิดของผมเอง

ผมเป็นผู้ชายที่ตัวไม่โต, ดูภายนอกก็เหมือนคนที่หัวใจกล้าและแกร่งอย่างไม่น่าเชื่อ แต่น้อยคนนักที่จะล่วงรู้ว่า เบื้องลึกผมกลับเป็นคนอ่อนไหวราวกับหญิงสาว ยิ่งหากเป็นความทรงจำในอดีตกาลของตนเองเสมอแล้ว ผมขอสารภาพเลยว่า ผมพ่ายพับอย่างไม่เป็นท่า !
ผมมีความทรงจำอันมากมายเกี่ยวกับบ้านเกิดเมืองนอนของตนเอง โดยเฉพาะเรื่องราวเกี่ยวกับท้องไร่ท้องนานั้น ต้องถือว่ามีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตของผมอย่างยิ่งยวด
ผมมีความสุขเสมอเมื่อได้หวนคิดถึงเรื่องราวในอดีตที่เคยวิ่งเล่นอยู่ตามท้องทุ่ง เคยได้วิ่งผ่านสายฝนที่ตกพราวราวม่านเมฆ, เคยลุยน้ำช้อนลูกอ๊อดอย่างเฮฮา, เคยเก็บผักแว่นที่ลอยแพอยู่เหนือผิวน้ำในผืนนา, เคยได้กินแกงหน่อไม้, , ส้มตำ, อ่อมหอย , อ่อมกบ อ่อมเขียด ร้อน ๆ อย่างแสนอร่อย
ผืนนาที่บ้านตอนนี้ชุ่มน้ำและอิ่มน้ำค่อนข้างมาก ผิดกับคำพยากรณ์ที่บอกว่าปีนี้ “8 สองหน มีหวังทุกข์ทน – ฝนแล้ง” กระนั้น, ความเป็นจริงโดยภาพรวมก็เห็นได้ชัดว่า ปีนี้มีวี่แววว่าจะแล้งและแร้นแค้นอยู่ไม่น้อย

ทันทีที่ฝนแรกของเดือนหกโปรยสายลงสู่ท้องนา พ่อไม่รีรอที่จะให้พี่ชายได้ลงไถหว่านกล้า และบัดนี้ครบขวบเดือน ต้นกล้าเหล่านั้นก็โตพอที่จะถอนไปปักดำได้อย่างเต็มที่ ขณะที่เพื่อนบ้านหลายคน ยังไม่มีกล้าพอที่จะปักดำ ก็ได้อาศัยมาขอแบ่งจากที่นาของเราไปแล้วก็มี
ที่นาของผมอิ่มน้ำทั่วทุกแปลงนา พ่อเล่าให้ฟังว่า เพื่อนบ้านมาขอแบ่งน้ำจากที่นาบ้างเหมือนกัน บ้างมาขอเก็บหอยขมไปประกอบอาหาร ส่วนปลาก็พอมีบ้าง แต่ก็ไม่มีใครสามารถจับปลาในที่นาเราได้ เว้นเสียแต่แม่เท่านั้นที่ดูจะช่ำชองจับปลาได้แทบทุกวัน จนเพื่อนบ้านตั้งข้อสังเกตว่าที่นาผืนนี้ “มีของรักษา” (สิ่งศักดิ์สิทธิ์)
ผมกลับไปเที่ยวทุ่งอีกครั้ง พบเห็นที่นาหลายผืนมีน้ำขังเจิ่งนอง น้ำฝนและน้ำใต้ดินผสมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกันและกันอย่างสนิทแน่น มองดูสวยใสทะลุถึงพื้นดินในผืนนา –

ที่นาหลายแปลงยังคงรอคอยการไถคราดเพื่อรองรับการปักดำ ขณะที่ต้นมะพร้าวหลายต้นก็ยังคงยืนต้นตระหง่านอย่างแข็งแรง วัวเฒ่าที่อาวุโสสุดในฝูงดู "มีน้ำมีนวล" อย่างเห็นได้ชัด รวมถึงคันนาก็ดูจะเริ่มรกเขียวด้วยหญ้านานาชนิด
ย้อนกลับไปในวัยเด็ก, หลังเลิกเรียนเมื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้ว ผมไม่ชักช้าที่จะลงไปยังทุ่ง บางครั้งก็ตรงดิ่งลงไปทุ่งนาโดยไม่แวะบ้านเลยก็มี
ก่อนกระโจนชีวิตลงไปตามทุ่งนา ผมไม่เคยพลาดที่จะลิ้มลองอาหารอันโอชะที่แม่เตรียมไว้บนเถียงนา นั่นก็คือ “ส้มตำ” รสแซบ ครั้นทานข้าวเสร็จก็ต้องปฏิบัติหน้าที่อันสำคัญ คือการพาเจ้าทุยออกเล็มหญ้าตามคันนา
ผมไม่ค่อยได้มีโอกาสทำหน้าที่ถอนกล้าและปักดำ พ่อบอกว่าผมไม่แข็งแรงเหมือนพี่ ๆ ทุกครั้งที่ลุยโคลนผิวหนังของผมมีอันต้องเป็นแผลเปื่อยผุพอง รักษานานวันก็ไม่หาย นั่นคือเหตุผลสำคัญที่ตัดตอนวิถีการปักดำออกไปจากชีวิตผม

สำหรับผมแล้ว, ทุ่งนาหน้าน้ำเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่และมีความหมายต่อผมมาก บางครั้ง ผมก็รู้สึกราวกับว่า ท้องนาเป็นเสมือนห้องเรียนอันกว้างใหญ่, เป็นเสมือนเซเว่นอีเลฟเว่น, เป็นเสมือนศาลาประชาคม, เป็นเสมือนสภากาแฟ, เป็นเสมือนบ้าน, เป็นเสมือนโรงละครและอู่ข้าวอู่น้ำ .....
และบางที ผมก็อดนึกถึงเสียงเพลงลูกทุ่งจากวิทยุทรานซิสเตอร์ที่วางอยู่บนคันนาไม่ได้ -
แล้วท่านล่ะครับ มีความทรงจำใดบ้างกับทุ่งนาในหน้าน้ำ, ....
สวัสดีครับพี่พนัส
เมื่อคืนที่บ้านผมหลังจากฝนตกช่วงแรกหัวค่ำ "กบคอนกรีต" หรือ "อึ่งอ่าง" ก็ร้องหากันระงม
ผมอาจจะไม่ได้โตที่บ้านนอก แต่ก็อยู่ชานเมืองมหาสารคาม มีทุ่งนาอยู่บาง พอฝนตกก็ออกไปเล่นกับเพื่อนแถวบ้านเช่นกัน
สำหรับผมนะครับคิดว่าขอฝนไม่ต้องตกมากก็ได้ ขออย่างเดียวให้ตกอย่างสม่ำเสมอ ไม่ทิ้งช่วง และอย่ามาตกในเมืองเลยครับ เพราะไม่ค่อยมีประโยชน์ ไปเลือกตกลงนาดีกว่า
เมื่อตอนเด็ก ชอบเวลาฝนตกมาก...พ่อจะชวนจุดไฟเผาหัวมัน...หอม...พี่น้องแย่งกันกิน..มันร้อน...พ่อก็จะลำเอียงส่งให้ลูกรักคือดิฉั้นเสมอ...ดิฉั้นก็จะยืดๆ ใส่พี่น้องเห็นมั้ย...พ่อรักฉั้น..ไม่ต้องแย่งก็ได้...ประมาณว่าร้ายตั้งแต่เด็ก...โตขึ้นมามีลูก...เวลาฝนตกเธอจะกลัวและชวนแม่มาอยู่ใกล้...ไม่มีกิจกรรมเผาหัวมัน...ผิงไฟเล่นกัน....แม่อดทำทุกสิ่งทุกอย่าง...นอนกอดกันอยู่นั่นแหล่ะ.....จะมีรายการกินคือต้มมาม่ากิน....ต่างไปมาก....แต่ทว่ามีเสียงใสๆ แม่อึ่งอ่างทำไมมันไม่เหนื่อย ร้องตั้งนานแล้ว...แม่เลยตอบไปว่ามันทำงานเป็นทีมลูก แต่ละตัวไม่ได้ร้องตลอดเวลา...ผลัดกันส่งเสียง...ฝากคำถามมายังคุณแผ่นดินในฐานะเชี่ยวชาญท้องทุ่ง....อึ่งอ่างมันร้องน้าน นานมันไม่หนื่อยเหรอแม่...
สวัสดีครับ <table border="0" width="100%" class="plain"><tbody><tr class="plain">
</tr></tbody></table><p>พี่เองก็คิดเช่นกัน คือ อยากให้ฝนตกอยู่ตามท้องไร่ท้องนามากกว่าในเมือง, และไม่ต้องตกหนัก แต่ขอให้ตกนาน ๆ เป็นพอ -</p><p>โบราณบอกว่า 8 สองหน ถ้าแล้วก็แล้วหนัก ถ้าฝนตกหนักก็ถึงขั้นท่วม ปีนี้พ่อบอกว่ามีท่าทีจะแล้งอยู่มาก แต่โชคดีที่สามรถหว่านกล้าได้ก่อน แต่อย่างไรก็ต้องรอหลังเข้าพรรษาอีกครั้งว่าฝนจะดีหรือไม่ ถ้าฝนไม่ตกก็มีหวังแห้งขอดไปทั่วทุ่งเป็นแน่ …</p><p>การทำนาที่ต้องพึง่พาฝนฟ้า - เป็นชะตาชีวิตที่ต้องลุ้นและอดทนอย่างแสนสาหัส, และพี่ก็เข้าใจภาวะเช่นนั้นดี</p><p>ขอบคุณนะครับที่แวะมาเป็นกำลังใจ</p>
สวัสดีครับ <table border="0" width="100%" class="plain"><tbody><tr class="plain">
</tr></tbody></table><table border="0" width="100%" class="plain"><tbody><tr class="plain"><td class="plain" width="100%"><div class="info"></div></td></tr></tbody></table><p>ตอนไปเลี้ยงวัวที่เขื่อน, ฝนตกแล้วหิวข้าว เราต้องก่อไฟขึ้นมา จากนั้นก็ไปถอนมันสำปะหลังมาเผากิน ..หอม..ไม่แพ้กันครับ แต่ก็ต้องขับเคี่ยวกับสายฝนอยู่มากเพราะกองไฟที่สุมขึ้นนั้นไม่ค่อยติดนัก ยิ่งถ้าอยู่เถียงนานั้นยิ่งได้บรรยากาศสุด ๆ เลยนะครับ หลบฝนลงไปใต้เถียงนา ก่อไฟขึ้นซักกอง ผิงไฟไล่ความหนาวจากไอฝน ..ยิ่งตอนที่ต้องรอพ่อกับแม่กลับขึ้นมาจากผืนนา นั่งผิงไฟอยู่อย่างโดดเดี่ยว - ฟ้าเริ่มมืดความมืดเริ่มโรยตัวมาห่มทุ่ง ยิ่งดูวังเวงและน่ากลัว..</p><p>นานมาแล้วผมไม่ค่อยได้ยินฟ้าร้องคำรามอย่างหน่วงหนัก แต่ลูก ๆ ก็หวาด ๆ อยู่ไม่ใช่น้อย </p><p>ส่วนกรณีอึ่งอ่างที่ร้องระงมทั่วทั้งทุ่งนั้น ต้องบอกโดยตรงผมไม่เชี่ยวชาญเอาซะเลย โตขึ้นกบเขียด อึ่งอ่าง ไม่จับไม่ต้องเลยก็ว่าได้ ..(กลัว) …</p><p>แปลกดีนะครับ มีเพลงเกี่ยวกับฝนตกและกบร้อง..(ฝนเอยทำไมจึงตก ..มันจำต้องตก เพราะว่ากบมันร้อง..) แต่งั๋ยไม่มีเพลงฝนตกและอึ่งอ่างร้องบ้างก็ไม่รู้ … แต่เท่าที่จำได้มีนิทานอึ่งอ่างกับแม่วัวใช่ไหมครับ และเรื่องนี้ก็จบแบบโศกนาฏกรรม</p><p>ผมว่าอึ่งอ่างมันก็เหนื่อยน่าดูแหละครับ แต่แม่ก็เคยเล่าเหมือนกันว่า มันมีอยู่หลายตัว ทำงานกันเป็นทีม สามัคคีสลับกันร้องไปเรื่อย ๆ ตัวไหนเหนื่อยก็หยุด ตัวอื่นก็รับลูกร้องแทน ….</p><p>แปลกแต่จริง, เรื่องเล่าคล้ายกัน ครับ</p><p>…</p><p>ขอบคุณครับ</p><p> </p><p> </p><p> </p>
นั่งฟังเสียง ไม่รู้ว่าเป็นกบหรืออึ่งอ่างหรือเขียด มันร้องกันเป็นทีม จริงๆ แหละ แยกไม่ออกว่า เสียงตัวไหนเป็นตัวไหน และทีมมีกี่ตัว แต่เหมือนเสียงดนตรีเลยค่ะ ดูเหมือนช่วงนี้ ฝนจะตกทั่วฟ้า นะคะ
เห็นทุ่งนาในเมืองไทยแล้ว เรามีที่นาเหลือเพือจริงที่จำนา
แต่ที่ญี่ปุ่น ไม่ว่าจะมีที่นาน้อยแค่ไหน เขาก็ทำนา
เก็บภาพการทำนาที่ญี่ปุ่นมาฝากค่ะ ข้าวญี่ปุ่นขึ้นชื่อว่าอร่อยมาก นุ่ม
พิมพ์คำว่า จำนา พิมพ์ผิดค่ะ
จะพิมพ์คำว่า ทำนาค่ะ
สวัสดีครับ
นั่งฟังเสียง ไม่รู้ว่าเป็นกบหรืออึ่งอ่างหรือเขียด มันร้องกันเป็นทีม จริงๆ แหละ แยกไม่ออกว่า เสียงตัวไหนเป็นตัวไหน และทีมมีกี่ตัว แต่เหมือนเสียงดนตรีเลยค่ะ ดูเหมือนช่วงนี้ ฝนจะตกทั่วฟ้า นะคะ
....
หลายคนบอกในทำนองเดียวกันนี้คือ ..."เสียงดนตรี" หรือมโหรีแห่งท้องทุ่ง สรรพเสียงเหล่านี้ ช่วยให้บรรยากาศของทุ่งนามีชีวิตชีวา ไม่เปลี่ยวเหงาและคึกคักเป็นที่สุด
ผมเคยได้ใช้ชีวิตในการออกจับกบในตอนกลางคืน ..สนุกตื่นเต้นมาก เช่นเดียวกับการจับเขียดในตอนกลางคืนที่ต้องใช้ "หม้อไฟ" แบตเตอรี่เป็นไฟส่องให้แสงสว่าง เราต้องย่องเงียบเพื่อมิให้มันตกใจ แต่โดยปกติเมื่อมันเจอแสงไฟก็ดูเหมือนว่ามันจะนิ่งให้จับได้ง่ายเหมือนกัน
บางครั้งส่องไฟไปเจอกบ หรือเขียดเป็นกลุ่มเลยนะครับ ตื่นเต้นมาก แต่พอจะจับจริง ๆ กลับเต้นหนีไปหลายตัว ทำเอาเสียดายเป็นอย่างมาก
ถึงแม้วันนี้สภาพของทุ่งนาจะเปลี่ยนรูปลักาณ์ไปบ้าง แต่ผมก็ยังถือว่าทุ่งนาเป็นทุ่งแห่งชีวิตอยู่วันยังค่ำ ...
...
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ
จากเด็ก..อิสาน..บ้านนอกครับ
ช่วงนี้เข้ามาลปรร น้อยเพราะว่าคนไข้เยอะมากๆๆครับ ตรวจๆๆ ทั้งวันและคืน ไม่รู้ว่าชีวิตแบบนี้จะดีกว่าหรือสุขสบายกว่าการเป็นชาวนา...ตัวเล็กๆเหมือนที่เราเคยเป็นนะครับ.... คงต้องหาคำตอบกันต่อไป.........
สวัสดีครับ <table border="0" width="100%" class="plain"><tbody><tr class="plain">
.
</tr></tbody></table><p>ผมเคยเห็นทุ่งนาของชาวญี่ปุ่นจากการนั่งเครื่อง เป็นภาพมองจากมุมสูง งดงามมาก และเป็นความงดงามในอีกแบบที่ไม่พบในเมืองไทย</p><p>ตอนนี้หลายหมู่บ้านที่นาถูกซื้อขายไปเป็นของนายทุนจริง ๆ หลายผืนถูกทิ้งร้าง หรือไม่ก็ให้คนอื่นมาเช่าทำนาเลยก็มีถมไป</p><p>ช่วงนี้เสียงรถไถนาคำรามก้องทุ่ง .. ส่วนควายทุยแทบไม่มีบทบาทอันใดแล้ว</p><p>ขอบคุณครับ</p>
หวัดดีค่ะอาจารย์ แวะมาเยี่ยมเยือนค่ะ อ่านความทรงจำในวัยเด็กของอาจารย์แล้วทำให้นึกย้อนถึงตัวเองค่ะ เมื่อก่อนพี่นกทำงานอยู่สังกัดส่วนกลางค่ะทำงานเพื่อประโยชน์ในภาพรวมค่ะ แต่ตอนนี้ย้ายมาอยู่ที่หน่วยงานท้องถิ่น(เทศบาลนครพิษณุโลก) ได้ทำงานที่ตัวเองตัวและได้ทำงานเพื่อบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเอง เหนื่อยหนักหนากับภาระงานปกติที่ต้องทำแต่ก็ภูมิใจที่ได้ทำงานเพื่อบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเอง บางทีก็มีอารมณ์เหงา ๆ เขียนอะไร ๆ ไว้เยอะแยะเลยค่ะแต่ไม่ได้ถ่ายทอดไว้ที่ blog ตัวเองพอมาอ่านเจอเรื่องราวของอาจารย์ทำให้พี่อยากถ่ายทอดความทรงจำอันงดงามผ่านตัวหนังสืออย่างอาจารย์บ้างแล้วค่ะ ...เสร็จจากงานที่มันเร่ง ๆ นี้สักหน่อยจะเขียนให้อ่านนะคะ.......
ก็เพราะบุคลิกลักษณะเช่นนี้แหละครับ ถึงได้กลายมาเป็นชำนาญการด้านกิจกรรมนิสิต, รบสู้อยู่กับนิสิตได้อย่างสบายมือ ...ยิ้ม ๆ ..
ผมเองขอรับคำแนะนำด้วยนะครับ...
อ่านทั้ง ๒ เรื่องครับ ทั้งทุ่งหน้าน้ำกับทุ่งหน้าแล้ง เห็นบรรยากาศครับ ผมอยู่ทางใต้ทุ่งแถวบ้านผมรกร้างเต็มไปด้วย"กก"และ"ปรือ" พื้นที่ทำนาหายหมดครับ มีปัจจัยหลายอย่างเข้ามาเกี่ยวข้อง ผมเองทำนาทุกปีครับ ลงมือไถเอง หว่านกล้าเอง แต่การดำนาต้องจ้างครับ ไม่งั้นก็ทำนาหว่านไปเลย การทำนาหว่านแถบบ้านผมเป็นเรื่องแลกสำหรับชาวนาที่นี่ครับ ที่จริงการทำนาหว่านสามารถลดต้นทุนและเวลาได้เยอะ แต่คนที่นี่ไม่รับวัฒนธรรมการทำนาหว่านครับ เมื่อนร้างมากๆ พลอยทำให้คนที่ทำนาข้างเคียงพลอยร้างไปด้วยเพราะนาร้างข้างเคียงจะเป็นที่อาศัยของหนูและวัว ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการทำนา จะทำรั้วกันวัวก็ไม่ไหว หลายคนจึงเปลี่ยนจากนาข้าวเป็นสวนยางพารา หรือไม่ก็สวนปาล์ม ผมก็ตกอยู่ในสภาพนั้นครับ เพราะนาข้าวที่ติดกันไม่ทำนาเมื่อปี ๔๙ เขาขุดเป็นสวนยาง ผมยังทำนา ครั้นปี ๕๐ มา ต้นยางของเขาโตขึ้น หญ้าในสวนยางยาวและรก เป็นที่อยู่ของหนู อีก ๕ - ๑๐ ปี ร่มใบของยางพาราก็จะรบกวนต้นข้าว ผมเลยตัดสินใจขุดนาข้าวปลูกยางพารา ขณะบันทึกนี้ต้นยางผมพึ่งปลูกได้ยังไม่ครบเดือนเลยครับ แต่ผมก็ยังไม่หยุดทำนาครับ อย่างที่บอกเพราะว่านาร้างเยอะ ผมไปขอเช่านาร้างทำ ๒๐ ไร่ครับ ค่าเช่าไร่ละ ๒๕๐ บาทต่อปี และช่วยปราบนาร้างให้อีกทาง ส่วนนาของผมเจออุปสรรคที่ว่า คงจะต้องแปลงให้เป็นสวนยางให้หมด ปีนี้ทำได้ ๑ แปลง ๔ ไร่เศษ ปีหน้าจะต่ออีกแปลง ๔ ไร่เศษเช่นเดียวกันครับ
สวัสดีครับ <table border="0" width="100%" class="plain"><tbody><tr class="plain">
</tr></tbody></table><p>ผมดีใจมากเหลือเกินที่ได้ยินและรับรู้เรื่องราวของท้องทุ่งจากเมืองใต้, และอดที่จะหลับตาจินตนาการถึงภาพทุ่งนาที่รายรอบด้วยต้นยางพาราใบเขียวดกโบกสะบัดพัดไปตามแรงลมไม่ได้ อีกทั้งภาพการถูกคุกคามจากเหล่าบรรดาสัตว์น้อยใหญ่จากป่ายางฯ ที่กรูลงมาท้องนากัดกินข้าวกล้าจนยับเยิน เสียหายและบอบช้ำอย่างน่าเจ็บใจ </p><p>คิด ๆ ไปก็ราวกับกระท่อมเล็กริมทะเลที่กำลังถูกรุกคืบปิดล้อมด้วยตึกและโรงแรมเลยทีเดียว - ซึ่งน่านำไปเขียนเรื่องสั้นได้สักเรื่องเลยนะครับ</p><p>ผมชื่นชมหัวจิตหัวใจความเป็น “ชาวนา” อย่างคุณชนันท์มาก หยัดยืนอยู่อย่างทระนง ศรัทธาต่อผืนพระแม่ธรณี รวมถึงการบูรณาการเพื่อการดำเนินไปอย่างสอดคล้องกับภาวะแห่งยุคสมัย</p><p>ที่นาแถวอีสาน ผมไม่ค่อยเจอเช่าที่นาเป็นเงินเป็นทองหรอกนะครับ เท่าที่รู้เป็นการขอปลูกข้าวในที่นา เสร็จแล้วแบ่งปันผลผลิตคืนให้กับเจ้าของที่นา ภาพเหล่านี้สะท้อนถึงครอบครัวที่ลูกหลานไปรับจ้างในเมืองใหญ่และไม่มีใครกลับมาทำนา การที่มีคนมาอาสาทำนาในแปลงนาตนเองเช่นนี้จึงนับว่าเป็นผลดี เพราะเป็นการไม่ปล่อยให้ที่นารกร้าง และยังพลอยได้ผลผลิตเป็นการแบ่งปันกลับคืนมาอย่างไม่ต้องลงแรง</p><p>แต่ที่เจ็บปวดก็คือ ที่นาหลุดจำนองไปเป็นของคนอื่น สุดท้ายก็ไปรับจ้างทำนาในแปลงนาที่ตนเคยเป็นเจ้าของมาก่อน … นี่คือโศกนาฏกรรมที่ผมหดหู่ใจมาก</p><p>เรื่องของท้องนาเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ มีชีวิตและมีคุณค่าเสมอ ต่อให้อนาคตบ้านเมืองไทยมีตึกโตมโหราฬอยู่เต็มเมือง แต่ต้องไม่ลืมว่าคนส่วนใหญ่คือเกษตรกรกันทั้งนั้น</p><p>….</p><p>ขอบพระคุณครับ…และขอเป็นกำลังใจในการดำเนินชีวิตสืบไปอย่างไม่รู้จบ</p><p> </p>
สวัสดีครับ
ผมนึกถึงเพลงกลิ่นโคลนสาบควาย
สวัสดีครับ ลุงวอ
กลิ่นโคลนสาบควาย ฉบับดั้งเดิมผมไม่คุ้นเคยครับ เท่าที่ได้ฟังก็เป็นรุ่นหลัง ๆ แล้ว
...
ท้องทุ่งหน้าน้ำ ผมคิดถึงเรื่องรอยไถของ ไม้เมืองเดิมมาก....
...
ขอบพระคุณครับ
สวัสดีครับคุณแผ่นดิน
เห็นภาพบรรยากาศแล้ว ทำให้แยกแยะไม่ออกว่าเป็นพื้นที่นา ณ ถิ่นแห่งใด ไม่ว่าจะใต้หรืออีสาน ก็คือกัน ครับ
ผมดีใจครับที่ได้ ซึมซับสิ่งดีๆ แบบนี้ครับ
ชาวนาจะยังอยู่ตลอดไปตราบเท่าที่เราไม่ทิ้งชาวนา
หากเราเป็นชาวนาหรือเกษตรกรในรากลึกของจิตใจแล้วนั้น ยากนักที่ชาวนาจะหายไปครับ เพียงแต่เราต้องร่วมกันส่งเสริมสิ่งเหล่านี้ให้อยู่กับเรา และสัมผัสได้ว่านี่หล่ะคือชีวิตที่แท้จริงของคน
ในตัวผมเต็มไปด้วยเลือดชาวนาเหมือนกันครับ ไม่ว่าจะผ่านพบเจอวัฒนธรรมหลากหลายอย่างไร กลิ่นกุ้งฝอยในท้องทุ่งนาก็ยังมีกลิ่นไอเข้าจมูกได้เสมอ
วันก่อนผมซื้อกุ้งฝอยแช่แข็งมานะครับ ผมเอามาให้ผ่านน้ำเพื่อให้กุ้งฝอยละลายครับ เพราะผมจะแกงป่ากุ้งฝอย ผมได้กลิ่นจากท้องทุ่งนาครบหมดเลยครับ นับว่าการแพ็คและจัดการได้ดีมากครับ รื้อฟื้นประสบการณ์ให้ชัดเจนแจ่มและเติมเต็มอยู่เสมอครับ
ขอบคุณมากครับ