....และเมื่อคนในองค์กรมีชีวิตที่ดีขึ้น องค์กรก็จะต้องดีขึ้นด้วยอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะองค์กรนั้นประกอบด้วยชีวิตแต่ละชีวิตเหล่านั้น...
         เมื่อวานเย็น ดร. บุญดี บุญญากิจ ที่ปรึกษาผู้อำนวยการสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติได้จัดการประชุมปรึกษาหารือเฉพาะกลุ่ม (Focus Group) เป็นการพูดคุยที่โยงไปถึงการสัมมนา IPC 2007 – Knowledge Management “From Brain to Business” ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 18-19 มกราคม ที่ผ่านมา เพื่อแลกเปลี่ยนกันว่าแต่ละท่านนั้นได้เรียนรู้อะไรจากสองวันนี้ บรรยากาศของการพูดคุยค่อนข้างจะดี เพราะเป็นกลุ่มที่ไม่ใหญ่เกินไป และแต่ละท่านก็มีประสบการณ์ที่แตกต่างกันไป ทำให้ได้มุมมองที่ค่อนข้างหลากหลาย ประกอบด้วย 1. ท่านอาจารย์ประสิทธิ์ (อดีตผอ. สถาบันเพิ่มฯ) 2. อ.ดร. ยุวดี (ศิริราช) 3. คุณพรทิพย์ (Fullbright) 4. ดร. ปรอง (Spansion) 5. คุณวิเชียร (7 Eleven) 6. รศ. รัชต์วรรณ (ม.เกษตร) 7. คุณพัฒนศักย์ (สภาอุตสาหกรรมฯ) รวมผมและ ดร.บุญดี เป็น 9 ท่าน
        ในระหว่างที่พูดคุยกันนั้น ผมเกิดความคิดรวบยอด (Conceptual Thinking) เห็นภาพการทำ KM หรือการนำ KM ไปใช้”  ในประเทศไทย ว่ามีการนำไปใช้ 3 แบบ (หรือ 3 ระดับ) ด้วยกัน
        แบบแรก เป็นการใช้ KM เชิงองค์กร จะเรียกว่าเป็น “Strategic KM” ก็ได้ เป็น KM ที่เน้นยุทธศาสตร์ เน้นโครงสร้าง เน้นระบบ เน้นการจัดทำแผน และการประเมิน มีเรื่อง ICT เข้ามาเกี่ยวข้องค่อนข้างมาก มีเรื่องตัวชี้วัด เพื่อใช้ประเมินผลการปฏิบัติงาน เป็น KM แบบที่ กพร. และสถาบันเพิ่มฯ ส่งเสริมอยู่
        KM แบบที่สอง เป็น KM ที่เน้นกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณอำนวยส่งเสริมให้คุณกิจแลกเปลี่ยน Tacit Knowledge เน้นการสร้าง Network สร้าง CoP เป็น KM ในรูปแบบที่หน่วยงานต้นสังกัดผม (สคส.) ส่งเสริมอยู่ จะเรียกว่าเป็น KM ระดับกลุ่มก็น่าจะได้
        KM แบบที่สาม เป็น KM ที่ผมเองสนใจมาโดยตลอด เป็น KM ที่มุ่งเน้นไปที่ระดับปัจเจก (Individual) เน้นที่เรื่องของใจ ให้ความสำคัญกับกิจกรรมการสื่อสารเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ (Inspiration-based Communication) ให้ความสนใจไปที่ Mental Model เป็น KM เชิงปัญญาปฏิบัติ (Phronesis) ที่ผมเริ่มเห็นชัดขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้ฟังการบรรยายของ Professor Nonaka ในวันที่ 18 มกราคม ที่ผ่านมานี้
        แต่แล้วสิ่งที่ยืนยันการนำ KM ไปใช้ในแบบที่สามนี้ ก็เกิดขึ้นตอนที่ผมได้ฟังคุณพัฒนศักย์ ฮุ่นตระกูล ผู้แทนจากสภาอุตสาหกรรมฯ ที่นั่งอยู่ข้างๆ ผม เล่าถึงประสบการณ์การนำ KM ไปใช้ในบริษัทที่เป็น SMEs โดยเล่าว่าต้องเป็นการทำให้เกิด การระเบิดจากข้างใน คือต้องใช้เรื่องที่คนในหน่วยงานสนใจ เช่น เรื่องการใช้จ่ายอย่างพอเพียง ... ทำอย่างไรจึงจะไม่มีหนี้สิน .... เทคนิคการทำบัญชีครัวเรือน คุยกันเรื่องการเลี้ยงลูก เรื่องครอบครัว ... สรุปว่าเริ่มจากเรื่องที่ใกล้ๆ ตัวก่อน
        สิ่งที่สะท้อนใจผมก็คือ ผู้บริหารองค์กรส่วนใหญ่มักจะใจร้อนในการเลือกหัวปลา (KM Focus Area)” เรามักจะมุ่งเป้าไปที่เรื่องขององค์กรเลย เช่น พูดเรื่องคุณภาพ ประสิทธิภาพ การมุ่งสู่ความเป็นเลิศ อะไรทำนองนั้น และสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในรูปแบบที่ไม่ค่อยจะมีพลังเท่าใดนัก แต่หากเราใช้กลยุทธ์แบบที่คุณพัฒนศักย์ใช้ เอาเรื่องที่เขาสนใจก่อน อาจจะเป็นเรื่องชีวิต เรื่องเศรษฐกิจ (เรื่องปากเรื่องท้อง) เรื่องสังคมของเขา แล้วค่อยๆ หยิบประเด็นความรู้ใหม่ๆ ใส่เข้ามา ผมว่าวิธีนี้น่าจะได้ผลดีมากกว่า...
        ยิ่งไปกว่านั้นการที่ผู้บริหารคิดว่า ถ้าตั้งหัวปลาที่เป็นเรื่องปัจเจก เป็นเรื่องชีวิตแล้ว ก็จะได้การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อองค์กร ผมว่านี่เป็นความคิดที่ผิดครับ จริงๆ แล้ว การตั้งหัวปลาเรื่องชีวิตจะทำให้ชีวิตของคนในองค์กรดีขึ้น และเมื่อคนในองค์กรมีชีวิตที่ดีขึ้น องค์กรก็จะต้องดีขึ้นด้วยอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะองค์กรนั้นประกอบด้วยชีวิตแต่ละชีวิตเหล่านั้น... นับว่าเป็นการพูดคุยที่คุ้มค่ามากจริงๆ ต้องขอขอบคุณ ดร. บุญดี และทุกท่านที่ร่วมพูดคุยกันในวันนั้นอีกครั้งครับ