ในการสัมมนาหลักสูตร การพัฒนาผู้บริหารสถาบันผลิตแพทย์แห่งประเทศไทย รุ่นที่ 8  เมื่อวานนี้เป็นหัวข้อเรื่อง การจัดการความรู้ ตอนเช้าเป็นการบรรยายสลับกับการชมวิดีทัศน์  ขับเคลื่อน KM ประเทศไทย  และเป็นการพูดคุยตอบข้อซักถาม  ช่วงบ่ายได้เปิดเวทีให้มีการทดลองปฏิบัติ สำหรับ หัวปลา ที่ใช้คือ เทคนิคการสอนที่ทำให้บัณฑิตแพทย์ เก่ง ดี และมีความสุข โดยได้แบ่งอาจารย์แพทย์ที่เข้าร่วมหลักสูตรเป็น 5 กลุ่ม  ให้แต่ละท่านเล่าเรื่องความภาคภูมิใจ เทคนิคที่ใช้ในการเรียนการสอนที่เห็นว่าได้ผลดีให้เพื่อนอาจารย์ในกลุ่มฟัง มีการจัดเตรียม   Facilitator และ Note Taker  ไว้อย่างพร้อมเพรียง  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>        หลังการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (ลปรร.)ในกลุ่ม ซึ่งใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง แต่ละกลุ่มคัดเลือกเรื่องเล่า 1 เรื่องมาเล่าให้กลุ่มใหญ่ฟัง ในขณะที่ดำเนินการเล่าเรื่องในวงใหญ่อยู่นี้ ผู้ที่เป็น Facilitator และ Note Taker ก็ไปประชุมอีกห้องหนึ่ง เพื่อสังเคราะห์  Explicit Knowledge ที่ได้จากการ ลปรร. ในบ่ายวันนี้ เรียกได้ว่า Session นี้มีการดำเนินการ 2 อย่างขนานกันไป คือ กลุ่มใหญ่แชร์ Tacit Knowledge (เรื่องเล่า) กัน ในขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งสรุปเทคนิค คำแนะนำ ออกมาเป็น Explicit แล้วนำมาเสนอในกลุ่มใหญ่  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>        สิ่งที่ประทับใจผมมากก็คือ ในหนึ่งวันนี้มีคำถาม (ดีๆ) เกิดขึ้นมากมาย ไม่ใช่คำถามประเภท ลองภูมิ แต่ว่าเป็นคำถามของผู้ที่ต้องการทำจริง เป็นคำถามที่ Practical อย่างยิ่ง อาทิเช่น อาจารย์ท่านหนึ่งถามว่า   หลังจากได้ฟังสรุปประเด็น (Explicit) ที่ได้ ผมไม่เห็นว่าได้อะไรใหม่เลย  เช่น ข้อสรุปที่ว่า ต้องเน้นการมีส่วนร่วมของนักเรียน หรือที่บอกว่าอาจารย์ต้องทำตัวเป็นตัวอย่างที่ดี (Role Model) แก่นักศึกษา หรือประเด็นที่ว่าการเรียนการสอนจะต้องสร้างบรรยากาศดีๆ อย่าให้เครียด เพราะถ้าเครียดจะไม่เกิดการเรียนรู้  ฯลฯ …เรื่องพวกนี้ ไม่มีกระบวนการบ่ายวันนี้ พวกเรา (อาจารย์) ก็รู้กันดีอยู่แล้ว <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>        สิ่งที่ผมสะท้อนกลับไปว่า… การจัดการความรู้อย่างที่เราทำในบ่ายวันนี้ ความสำคัญไม่ได้อยู่ที่ตัวองค์ความรู้เท่านั้น เพราะอย่างที่ท่านผู้ถามพูดไว้ว่า ก่อนมาเราก็รู้เรื่องพวกนี้ดีอยู่แล้ว นี่คือบทพิสูจน์ให้เห็นว่า หลายครั้งที่ Explicit Knowledge ไม่สามารถทำให้เกิดการกระทำ (Action) ใดๆได้ พูดง่ายๆ ก็คือเรารู้ แต่เราอาจไม่ได้ทำ (หรือทำไม่ได้) แต่การได้มีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน กับบรรดาอาจารย์จากสถาบันต่างๆ ในระหว่างกระบวนการ ลปรร. นั้น อาจมีเรื่องเล่าบางเรื่องที่สามารถสั่นไหวหัวใจของเราได้ ตรงนั้นนั่นแหละครับที่สำคัญ กระบวนการมีผลอย่างยิ่ง ณ ขณะที่แชร์เรื่องเล่า (Tacit) กันอยู่นั้น อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงในจิตใจของเราโดยที่เราไม่รู้ตัวก็ได้ หัวใจของ KM อยู่ที่การเปลี่ยนแปลง อยู่ที่การกระทำ  มากกว่าการให้ได้ความรู้ออกมาเท่านั้น <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>        อีกคำถามหนึ่งซึ่งมีผู้ถามตั้งแต่ตอนเริ่มทำกระบวนการ จริงๆ แล้วอาจจะเรียกว่าเป็นการตั้งข้อสังเกตมากกว่าถามก็ได้  ท่านได้ตั้งข้อสังเกตว่า…. การให้ความสำคัญกับ Tacit Knowledge นี้ น่าจะเหมาะกับงาน หรือวิชาชีพทางด้านสังคมมากกว่าด้านวิทยาศาสตร์ เช่น ด้านการแพทย์ ซึ่งต้องอาศัยการวิจัย ต้องใช้ Evident based….”  ผมได้สะท้อนเรื่องนี้ว่า…. ในที่สุดแล้ว ทุกวิชาชีพต้องใช้ทั้งวิทยาศาสตร์ และศิลปศาสตร์ (สังคม) การรักษาคนไข้อาจต้องใช้เทคนิคความรู้ทางการแพทย์ ใช้เทคโนโลยี ใช้วิธีทางวิทยาศาสตร์ แต่เมื่อใช้วิทยาศาสตร์อย่างเต็มที่ แต่ไม่สามารถช่วยอะไรได้ จำเป็นต้องบอก ข่าวร้าย กับคนไข้ หมอแต่ละคนมีความสามารถในการบอกข่าวร้ายที่แตกต่างกันออกไป ถือได้ว่าเป็นเทคนิคเฉพาะตัว (ที่เลียนแบบ หรือฝึกได้) นี่ไม่ใช่เรื่องวิทยาศาสตร์แต่เป็นศิลปะในการพูด ในการสื่อสาร  หากแพทย์หรือพยาบาลสื่อสารกับคนไข้ไม่ดี ตรงนี้นี่แหละที่ทำให้เกิดปัญหา ผมว่าที่โรงพยาบาลถูกฟ้องร้องส่วนใหญ่ก็มาจากการพูดจาของหมอหรือพยาบาลนี่เอง นี่คือตัวอย่างที่ผมอยากให้เห็นว่าในชีวิตจริง ไม่มีอะไรที่เป็นวิทยาศาสตร์ล้วนๆ หรือเป็นศาสตร์ทางด้านสังคมแต่เพียงอย่างเดียว ชีวิตนั้นมีทั้งมิติทางด้านวิทย์และศิลป์อยู่ด้วยกัน <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>        ผมสนุกมากกับการเป็นวิทยากรเมื่อวาน เพราะได้เรียนรู้ ได้แง่คิดต่างๆ มากมาย ถือว่าเป็นการ ชาร์ตไฟ ที่ดีมาก เพราะในหลายๆ Workshop ที่ได้เข้าไปสัมผัส ไม่ได้ดีเช่นนี้เสมอไป สำหรับปัจจัยแห่งความสำเร็จนั้นผมเห็นได้ชัดเจนว่าเป็นเพราะบรรดาอาจารย์แพทย์ที่เข้าร่วมหลักสูตรนี้มีส่วนร่วม (Participation) ค่อนข้างมาก เป็นผู้ที่มีความตั้งใจสูง (ดูจากคำถามที่ถาม) ทำให้บรรยากาศออกมาค่อนข้างดี เช้าวันนี้ผมยังได้คุยกับท่านอาจารย์วิจารณ์ว่านานๆ ทีผมจึงจะพบ Workshop ดีๆ เช่นนี้  แล้วสิ่งที่เราสรุปเหมือนกันอย่างหนึ่งก็คือ ที่งานครั้งนี้ออกมาดี ก็เพราะมีผู้ที่อยู่เบื้องหลังที่จริงจังกับการเตรียมการต่างๆ สคส. ขอแสดงความชื่นชมกับอาจารย์หมอวุฒิชัย ธนาพงศธร ที่ท่านได้ทุ่มเทพลัง เพื่อส่งเสริมให้กระบวนการ KM ได้เข้าไปอยู่ในหัวใจของบรรดาอาจารย์แพทย์ในสถาบันต่างๆ ขอตบมือดังๆ ให้กับความตั้งใจของอาจารย์ครับ