การเป็นผู้ดู ของดิฉันจะเหมือนเวลาที่เราสังเกตคนอื่นที่เราพบหรือเดินผ่านไปมา แล้วเห็นอารมณ์ของเขาปรากฎทางคำพูดหรืออาการทางกาย...

ตามที่คุณฉัตรชัย ถามดิฉันในบันทึกเรื่องการส่งจิตออกนอก ว่า จิตที่รู้เท่าทันคือผู้ดูที่เห็นอาการที่จิตที่ทำให้เกิดความเศร้าหมอง นั้นดิฉันเห็นด้วยค่ะ   แต่การเป็นผู้ดูของดิฉันมีความหมายที่ง่ายๆ ตามความหมายของคำเลย  แรกๆ อาจารย์ศิริศักดิ์ สอนว่า อย่าเป็นผู้เป็น ให้เป็นผู้ดู เพราะแต่ก่อนอาจารย์ศิริศักดิ์เห็นดิฉันเป็นโกรธ ไม่พอใจค่อนข้างบ่อย ก็กรุณาให้ความเมตตาสอน ดิฉันรับฟังแรกๆ ก็เป็นงงค่ะ ; )  

อาจารย์ศิริศักดิ์อธิบายต่อว่า ถ้าไม่อยากเป็น ให้ทำเหมือนเวลาเราดูคนอื่นมีอาการอยู่ เหมือนต้องแยกตัวเองออกมายืนดูตัวเองโกรธ ประมาณนั้น เพราะฉะนั้นการเป็นผู้ดู ของดิฉันจะเหมือนเวลาที่เราสังเกตคนอื่นที่เราพบหรือเดินผ่านไปมา แล้วเห็นอารมณ์ของเขาปรากฎทางคำพูดหรืออาการทางกาย เช่นเห็นสีหน้าโกรธ สีหน้าร่าเริง เห็นคนร้องไห้ หรือหน้าตาแสดงความหวาดกลัว เป็นต้น แต่คราวนี้ คนอื่น ก็คือตัวเราเอง เพราะฉะนั้น ต้องเห็นให้ทันตอนเกิด ไม่งั้นจะเป็นไปแล้วทุกครั้ง คือดูไม่ทันนั่นเอง

 

สำหรับที่ถามว่า ผมทราบมาว่าจิตของผู้ปฏิบัติระดับสูงจะสามารถเห็นสมุทัยเหล่านั้นและเป็นเหตุให้เกิดและดับในน้อยกว่าช่วงเสี้ยววินาที นั้น  จากประสบการณ์ เมื่อปฏิบัติไประยะหนึ่งแล้ว ความโกรธชนิดรุนแรง ความเกลียดแบบมากๆ หรืออารมณ์สุขรุนแรงต่างๆ มันไม่เกิดแล้วค่ะ แต่ความไม่พอใจเกิดเป็นบางครั้ง ช่วงระยะเวลาสั้นๆ   ความสุขเล็กๆ เวลาหลานเข้ามาอ้อน หรือทำงานสำเร็จ ก็เกิดบางครั้งเป็นช่วงสั้นๆ เช่นกัน

ดิฉันเคยถามอาจารย์ศิริศักดิ์ว่าอาจารย์ยังเป็นโกรธอยู่ไหม (อาจารย์ศิริศักดิ์ปฏิบัติมานานกว่าเป็นผู้สอนดิฉัน) อาจารย์บอกว่าเรื่องโกรธนี้ ไม่มีแล้ว เพราะฉะนั้นที่บอกว่า เกิดและดับในน้อยกว่าช่วงเสี้ยววินาที นั้น เป็นไปได้ คือสุดท้ายแล้วมันไม่เกิดเลยค่ะ  แต่ดิฉันยังเป็นอยู่บ้างค่ะ แต่อารมณ์ที่เกิด ไม่น่าจะใช่อารมณ์แบบหยาบที่รุนแรง แต่เป็นอารมณ์แบบละเอียดขึ้น และเป็นช่วงสั้นๆ เท่านั้น คล้ายกับที่ดิฉันได้ยินนักศึกษาปี ๑ พูดคำหยาบ ซึ่งเกิดความรู้สึกสั้นๆ หลายประการ เช่น ไม่พอใจ เสียใจที่นักศึกษาไม่เคารพตัวเอง และสถานศึกษา สงสารประเทศไทย ฯลฯ แล้วก็เห็นทัน ทำให้ไม่ตอบโต้ต่อตอนนั้น เพราะไม่มีประโยชน์อะไร อารมณ์มันก็ดับตรงนั้น เดินออกมาก็ไม่รู้สึกอะไรแล้ว

สำหรับที่ถามว่า พระสอนบอกให้ปล่อยวางในจิตที่เป็นกุศล เช่น ความเมตตา ศรัทธา สมาธิ เพราะสิ่งเหล่านี้สามารถหมดไป มีการเกิดดับทำให้จิตใจไม่ว่าง และจิตที่ไม่ว่างก็ยังมีทุกข์อยู่ ไม่รู้ว่าคิดอย่างนี้ถูกต้องหรือเปล่า อันนี้ดิฉันคิดว่า สุดท้ายแล้ว ต้องปล่อยวางทั้งหมดค่ะ ไม่ว่าจะเป็นอกุศลจิตหรือกุศลจิต เราคงเคยเห็นว่าความเมตตาก็อาจนำไปสู่การกระทำที่เป็นอกุศลได้ เช่น หากเมตตาคนบางคนเป็นพิเศษ อาจไปช่วยเขาคดโกงหรือเบียดเบียนผู้อื่นก็ได้ หรือความศรัทธา เช่นความเชื่อในโชคลาง ไปนั่งรอขูดต้นไม้ เต่าสองหัว แล้วก็ไปเล่นหวยหรืออบายมุข หรือศรัทธาจตุคามจนต้องไปจองรุ่นนั้น รุ่นนี้ ระหว่างการไปจองอาจมีส่วนในการเบียดเบียนผู้อื่น (จนอาจถึงชีวิต ตามตัวอย่างในหน้าหนังสือพิมพ์)  

สำหรับเรื่องสมาธินั้น อาจารย์ศิริศักดิ์เปรียบให้ดิฉันฟังว่า สมาธิเป็นเหมือนที่พักเวลาเราเหนื่อยค่ะ เราสามารถหลบไปพักผ่อนโดยใช้สมาธิ แต่การทำสมาธินั้นไม่ก้าวหน้าค่ะ เพราะไม่เกิดปัญญาตามมา เปรียบเทียบเราเป็นนักวิ่งมาราธอนกำลังวิ่งไปจุดหมายปลายทางไกลอันหนึ่ง เมื่อวิ่งมานานก็ต้องพักเหนื่อย ดื่มน้ำ พักผ่อน แต่การพักนั้นๆ มันไม่ได้ระยะทางค่ะ ยังห่างจากเป้าหมายเท่าเดิม ประมาณนั้น  ดังนั้นที่พระท่านสอนว่าให้ละ ให้วางสิ่งเหล่านี้ด้วยนั้น น่าจะเป็นเช่นนั้นค่ะ แต่เราน่าจะต้องเลือก ละ วาง สิ่งที่เป็นอกุศลก่อนนะคะ เพราะมีโทษมากกว่า

หวังว่าคุณฉัตรชัยคงจะได้คำตอบนะคะ ดิฉันเองก็เรียนและปฏิบัติไปเรื่อยๆ ดีใจที่ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับคุณฉัตรชัยและทุกท่านที่สนใจค่ะ