GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

ตามหา..ความสุข

ความสุขนั้นจะเกิดขึ้นหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่า เราแขวนมันไว้กับที่ใด หากเราแขวนไว้สูง เราก็จะไม่มีโอกาสได้สัมผัสความสุขนั้น เราจึงควรแขวนความสุขของเราไว้ในที่ทีเหมาะสม และเป็นจริง

พอดี อาจารย์ได้ทำโครงการอีกหนึ่งโครงการที่ชื่อว่า "ตามหา..ความสุข" เพื่อส่งเสริมให้นักศึกษาและบุคลากรของคณะได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรื่องราวแห่งความสุข (เล็กๆ น้อยๆ) แก่กันและกัน  โดยเชื่อว่า ความสุขนั้นจะเกิดขึ้นหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่า เราแขวนมันไว้กับที่ใด  หากเราแขวนไว้สูง เราก็จะไม่มีโอกาสได้สัมผัสความสุขนั้น  เราจึงควรแขวนความสุขของเราไว้ในที่ทีเหมาะสม และเป็นจริง

เห็นว่าเรื่องราวต่างๆ ที่มีผู้ส่งเข้ามาน่าจะเป็นประโยชน์บ้าง  จึงนำมาลงในบันทึกให้ศิษย์ได้อ่าน  มีความเห็นอย่างไรก็เขียนมาให้อาจารย์ทราบบ้างนะครับ  หรือถ้าร่วมส่งเรื่องราวแห่งความสุขมาด้วยก็ยิ่งดีใหญ่

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

คำสำคัญ (keywords): ความสุข
หมายเลขบันทึก: 83193
เขียน:
แก้ไข:
ดอกไม้: 1
ความเห็น: 21
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (21)

เรือง ความสุขที่หาซื้อไม่ได้

            ความสุขเป็นสิ่งที่มนุษย์แสวงหามากที่สุด  มากกว่าเงินทอง ทรัพย์สิน  ซึ่งแท้จริงแล้ว สิ่งเหล่านี้  มนุษย์คาดหวังว่าจะทำให้เราได้มาซึ่งความสุข  ถ้าเช่นนั้น  ทำไมครอบครัวเศรษฐีบางครอบครัวหรือเศรษฐีบางคนจึงยังทนทุกข์ทรมาน  ยังคงไม่พบความสุขที่แท้จริงได้หละ  ในบางครั้งเรากลับพบว่าครอบครัวบางครอบครัวหรือคนบางคนที่แทบจะไม่เงินจับจ่ายใช้สอย แต่กลับมีความสุขมากๆ  จนทุกคนที่อยู่รายล้อมสัมผัสได้..            ความสุขที่แท้จริงจนถึงคำว่าสันติสุข  เราหาได้จากพระเจ้า จำเพาะตัวเราเอง  ซึ่งมีความบาปอยู่ในตัว  ไม่สามารถทำให้ตัวเองหลุดพ้นจากวังวนแห่งความทุกข์ได้  เพราะเมื่อเราเกือบจะพบความสุข  ความบาปในตัวของเรากลับทำให้เราไม่สามารถกระเทาะความทุกข์ยากบนโลกนี้ได้เลย            สันติสุขที่ได้มาจากการต้อนรับพระเจ้าเข้ามาอยู่ในชีวิต  จะทำให้เราพบแสงสว่างในทุกๆครั้ง  ที่เรากำลังทุกข์ใจ ขมขื่นหรือเจ็บปวด  จากการกระทำของคนรอบข้าง  เพราะพระเจ้าสอนให้เราเรียนรู้จักมนุษย์และความบาป ความอ่อนแอในตัวมนุษย์  จนทำให้เราสามารถที่จะให้อภัยและรักเขามากขึ้นเรื่อยๆ  ไม่ว่าเขาจะทำให้เราเจ็บปวดขนาดไหน  พระเจ้าสามารถละลายความรู้สึกเจ็บและขมขื่นจากใจให้หมดสิ้นได้            ไม่มีความสุข หรือสันติสุข ใดๆ  จะเท่ากับการให้อภัย  และการอธิษฐานเผื่อให้คนที่ทำเราเจ็บ เสียใจ ให้เขามีความสุขได้  และนี่แหละ….ความสุขที่แท้จริง  หญิง   โพธิสุวรรณ

นักประชาสัมพันธ์

กุมภาพันธ์ 2550

 

 

เรื่อง คุณกอบสุข 

สวัสดีคะ ดิฉันชื่อ กอบสุข  สมบูรณ์  เป็นทันตแพทย์จบใหม่ (3 ปี แล้ว)  ดิฉันเป็นคนหนึ่ง (เหมือนกับทุก ๆ คน)  ที่อยากมีความสุข  ไม่อยากมีความทุกข์  และคิดว่าอาชีพทันตแพทย์เป็นอาชีพที่ดี (มีกิน มีเกียรติ)  ที่สามารถช่วยเหลือผู้อื่นที่ได้รับความทุกข์ทรมานจากความเจ็บปวดของฟัน และช่องปากได้  และผลจากการได้ช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นจากความทุกข์เหล่านั้นก็ทำให้เรามีความสุข  แต่ทำไมดิฉันยังต้องตามหาความสุขอยู่ร่ำไป          เมื่อนึกย้อนไปถึงตอนใกล้จะจบปี 6 ของการเรียนทันตแพทย์  ซึ่งช่วงนั้นเป็นชีวิตที่เข้มข้น และเหน็ดเหนื่อย (ทั้งกาย และใจ)  ทำให้คิดว่าถ้าเรียนจบได้คงจะมีความสุข และมันก็เป็นจริง  เมื่อเราทำงานได้ครบตามปริมาณงานที่แต่ละคลินิกกำหนด (แม้ว่าจะไม่ทันตามเวลาที่กำหนด) และสอบผ่านทุกวิชา  จากนั้นก็ได้ไปทำงานที่โรงพยาบาลชุมชนแห่งหนึ่ง  สมตามเจตนารมณ์ของบัณฑิตใหม่  ที่ต้องการรับใช้ชาติ และประชาชนผู้กำลังรอหมออยู่ ได้รับเงินเดือน ประมาณ 8000 บาท  รวมกับเงินค่าตอบแทนอื่น ๆ อีก ได้ประมาณ 20000 กว่าบาท ก็รู้สึกพอใจ ดีใจ และมีความสุขกับการได้ทำงานที่เรารัก และสามารถเลี้ยงชีพได้ด้วยตนเอง           เวลาผ่านไปหนึ่งปีดิฉันเริ่มรู้สึกว่าความสุขที่เคยได้รับเริ่มลดลง  ความทุกข์เข้ามาแทนที่เมื่อคิดว่าอยากมีรายได้เพิ่มขึ้นเพราะยังไม่มีรถยนต์ขับ  และลำพังรายได้ที่มีอยู่คงไม่เพียงพอ  บังเอิญได้พบเพื่อนเก่าซึ่งทำงานกับคลินิกเอกชนแห่งหนึ่ง โดยมีเวลาทำงานตามเวลาราชการ (เหมือนเรา)  กระซิบบอกเราว่ารายได้ต่อเดือนของเขามากกว่าเราเท่าตัว  ยิ่งทำให้เรารู้สึกว่าเราไม่มีความสุขแล้วถ้าต้องทำงานอยู่ในที่ทำงานเดิมนี้          ดิฉันจึงตัดสินใจลาออกจากการรับราชการ  แล้วไปหางานทำตามคลินิกเอกชนในจังหวัดใหญ่แห่งหนึ่ง  เริ่มจากทำงานวันจันทร์ถึงศุกร์ตามเวลาราชการ  และได้รับค่าตอบแทนเป็นที่น่าพอใจก็เริ่มมีความสุขอีกครั้ง  เริ่มวางแผนซื้อรถยนต์  และเริ่มทำงานมากขึ้นโดยเพิ่มการทำงานในตอนเย็นของบางวัน  ได้รับค่าตอบแทนมากขึ้น ก็จับจ่ายใช้สอยสะดวกขึ้นทำให้มีความสุขมากขึ้น  และต้องการสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นเครื่องอำนวยความสะดวก เครื่องแต่งกาย เครื่องประดับที่มีราคามากขึ้น  ในที่สุดได้ตัดสินใจซื้อบ้านจัดสรรหลังหนึ่งในใจกลางเมือง  (ราคาหลายล้านบาท)   ซึ่งเป็นบ้านในฝันที่ดิฉันคิดว่า บ้านคือวิมานของเรา  เพราะจากนี้ต่อไปดิฉันได้อยู่บ้านเฉพาะตอนนอน และมีความสุขอยู่ในความฝัน  ส่วนเวลากลางวันและช่วงเย็นตั้งแต่จันทร์ถึงอาทิตย์ดิฉันต้องตรากตรำทำงานเพื่อหาเงินมาแลกกับสิ่งต่าง ๆ ที่ตัวเองได้กอบโกยเข้ามา (อย่างไม่รู้จักพอ)

          แล้วความสุขมันอยู่ที่ไหนกันแน่  สุขจริงหรือสุขปลอม  สุขลุ่ม ๆ ดอน ๆ หรือ สุขนิรันดร์ .. (กอบสุข (ไม่) สมบูรณ์ 2 กุมภาพันธ์ 2550)

เรื่อง พระอาทิตย์กลมโต

จะมีใครสักกี่คนนะที่เคยสังเกตว่า พระอาทิตย์ตกในฤดูหนาวนั้นมีความสวยงามเพียงใด  ผมเองเป็นคนหนึ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อน  จนในช่วงเย็นคล้อยวันหนึ่ง  ขณะขับรถออกจากคณะ  มุ่งไปตามเส้นทางสีฐาน  จึงได้สังเกตเห็นว่า พระอาทิตย์ที่กำลังจะลับขอบฟ้าด้านตะวันตกนั้นช่างสวยงามจริงๆ  พระอาทิตย์ดวงกลมโตกว่าปกติ  สีแสดไม่จ้าตา  ตัดกับขอบทิวไม้ของแปลงทดลองเกษตร  ซึ่งเคยมีคนบอกผมว่า บางครั้งแปลงทดลองเกษตรหลายไร่  ที่ค่อยๆ ลาดเอียงเป็นขั้นๆ ลงไปนี้ดูเหมือนสวิตเซอร์แลนด์ของ มข.  ทำให้ผมตัดสินใจชะลอรถและเบี่ยงหลบจอดข้างทาง  เพื่อจะได้ชื่นชมกับภาพที่เห็นให้นานขึ้นอีกนิด   ภาพพระอาทิตย์กลมโตนี้ทำให้ผมรู้สึกได้ว่า โลกใกล้ตัวเรายังมีสิ่งสวยงาม และยังเป้นโลกที่น่าอยู่  แม้ดวงอาทิตย์จะแผดแสงร้อนแรงในตอนกลางวัน แต่ก็ยังมีช่วงเวลาที่ยอมผ่อนคลายกลายเป็นสิ่งที่อ่อนโยน สวยงาม  หลายๆ ครั้งที่เราอาจมองข้ามความประทับใจเช่นนี้ไป  ผมอาจเลือกไม่ใช้โอกาสช่วงเย็นๆ อย่างวันนี้หารายได้จากการทำคลินิก แต่ผมกลับรู้สึกโชคดีที่วันนี้ผมมีโอกาสได้เห็น พระอาทิตย์กลมโต ดวงนั้น   2 ก.พ. 50

 

เรื่อง ยายสุขเกษม

ในชีวิตหนึ่ง  เรามักมีโอกาสได้พบบุคคลที่เป็นจุดเปลี่ยนวิธีคิดของเรา  และเป็นบุคคลที่เรามักจะหวนนึกถึงอยู่เสมอๆ            คุณยายสุขเกษม  เป็นคนหนึ่งที่จัดอยู่ในบุคคลประเภทนี้ในชีวิตของผม  คุณยายเป็นเพื่อนบ้านที่ดี  เป็นคนขี้เกรงใจ  เป็นคนขยัน  ลูกสาวของคุณยายซื้อบ้านหลังนี้ให้  แต่ตนเองต้องไปอยู่เมืองนอกเพราะได้สามีฝรั่ง  แม้คุณยายจะอยู่บ้านเพียงคนเดียว  คุณยายก็ไม่เหงา  ทั้งนี้เพราะคุณยายเลี้ยงสุนัขพันธุ์พุดเดิ้ลผสมเอาไว้ถึง 4 ตัว ผมมักได้ยินเสียงคุณยายพูดคุยกับสุนัขทุกตัวเหมือนกับมีเด็กเล็กๆ อยู่ในบ้าน  ทุกวันตอนเช้าและเย็น  คุณยายก็จะพาเจ้าสุนัขทั้งสี่ตัวนี้ออกไปเดิน  ภาพของคุณยายที่มือหนึ่งจูงเชือกฉุดดึงกันกับสุนัข ในขณะที่อีกมือหนึ่งถือกระดาษหนังสือพิมพ์และไม้เขี่ยเป็นภาพที่ทุกคนในละแวกนี้คุ้นตา  ทุกครั้งที่สุนัขถ่ายมูลบนพื้นถนน  คุณยายก็จะรีบจัดการเก็บและห่อใส่กระดาษหนังสือพิมพ์และนำไปทิ้งในที่ที่เหมาะสมเสมอ  ต่างจากคนอีกจำนวนหนึ่งที่ไม่เคยสนใจว่าสุนัขของตนจะไปทำสกปรกที่ใด            คุณยายเป็นนักปีนตัวยง  มีหลายครั้งที่คุณยายปีนรั้วเด็ดผลมะละกอจากต้นที่ขึ้นอยู่ระหว่างบ้านของผมกับบ้านของคุณยาย  และอุตส่าห์บรรจงหั่นใส่จานที่สวยงาม  นำมาให้ผมรับประทานในตอนเย็น  พร้อมกับบอกว่า  เห็นว่าเป็นมะละกอในบ้านของผม และมีรสชาติอร่อย            สองสามเดือนที่ผ่านมา  ผมไม่ได้แวะไปพูดคุยกับคุณยาย  จนมาได้ทราบข่าวว่าคุณยายล้มป่วยลงด้วยโรคมะเร็งท่อน้ำดีในระยะสุดท้าย  ก็ให้รู้สึกตกใจมาก  เมื่อไปเยี่ยมคุณยายที่บ้าน  เห็นว่าคุณยายผอมลงไปมาก  มีญาติลูกพี่ลูกน้องมาอยู่ดูแลด้วยคนหนึ่ง  คุณยายค่อนข้างเจ็บปวด และต้องอาศัยยาแก้ปวดอย่างแรงช่วยบรรเทาอาการ   ผมสังเกตไม่เห็นสุนัขที่แกเคยเลี้ยง  คุณยายบอกว่า แกเป็นห่วงไม่รู้ว่าหากสิ้นแกไปแล้ว  ใครจะดูแลพวกมัน  ก็เลยนำไปให้เจ้าของใหม่ ทั้งๆ ที่คุณยายเองคงจะคิดถึงมันมากเหลือเกิน  ผมจึงบอกคุณยายไปว่า  ต่อไปจะพาเจ้าโมโม่ สุนัขของผมมาอยู่เป็นเพื่อนคุณยายในเวลากลางวัน  บางครั้งอาจช่วยให้คุณยายหายเหงาได้บ้าง  ดูเหมือนคุณยายจะดีใจ  แต่ผมก็ไม่ค่อยแน่ใจว่าจะทำให้คุณยายเหนื่อยมากขึ้นหรือเปล่า  เพราะเจ้าโม่เป็นสุนัขที่ไม่ค่อยจะมีวินัยนัก          แต่สุดท้าย ผมก็ไม่มีโอกาสทำตามแผนที่คิดไว้  เพราะในวันรุ่งขึ้น คุณยายถูกส่งตัวไปนอนที่โรงพยาบาล  เพราะมีอาการหายใจลำบาก  หลังจากวันนั้นเพียงประมาณ 2 สัปดาห์  คุณยายก็จากไปอย่างสงบในอ้อมแขนของลูกสาวและญาติพี่น้อง  โดยไม่ขอให้แพทย์ใช้เครื่องมือใดๆ ช่วยยืดชีวิตของแกไว้            จนวันนี้  ผมก็ยังรู้สึกว่า  ถ้าผมไม่ไปเยี่ยมคุณยายในวันนั้น  ก็คงจะรู้สึกผิดอย่างมาก  แววตาที่มีความหวังของคุณยายที่จะได้มีเจ้าโมโม่มาอยู่เป็นเพื่อน  ทำให้ผมสุขใจอย่างบอกไม่ถูก  แม้ว่ามันจะไม่สามารถเป็นความจริงได้เลยก็ตาม...(กบข้างกะลา 6 กุมภาพันธ์ 2550)

 

อ่านแล้วรู้สึกดีจังค่ะอาจารย์  ขอบคุณทุกๆคนที่เขียนเรื่องดีๆแบบนี้ให้ทุกๆคนได้อ่านกันนะคะ

เรื่อง ครอบครัวหมวกกันน็อค

อรุณรัตน์เป็นผู้ช่วยผมในคลินิกพิเศษ  ดูไปแล้ว อรุณรัตน์ก็เหมือนผู้ช่วยทันตแพทย์ทั่วไป  ที่ในแต่ละวัน คงจะง่วนอยู่กับการช่วยงานข้างเก้าอี้  ให้อาจารย์ภาคทันตกรรมสำหรับเด็ก ปรามเด็กน้อยให้ยอมทำฟัน  แต่หลายคนอาจไม่ทราบว่าอรุณรัตน์ในตอนเย็นที่ว่างจากงาน  ทำหน้าที่เป็นผู้นำเต้นแอโรบิกในชุมชน  และฝึกสอนเยาวชนให้สนใจทำกิจกรรมร่วมกันด้วยการเต้นแอโรบิก  ขนาดได้แชมป์ในการประกวดมาแล้ว   วันหนึ่ง  ขณะที่ผมกำลังจะขับรถกลับบ้านหลังเลิกคลินิกพิเศษในตอนค่ำ  ก็ได้แอบเห็นภาพที่ประทับใจของอรุณรัตน์  กับสามีและลูกสาว (น้องเนย) ซ้อนอยู่บนมอเตอร์ไซด์คันเดียวกัน  ทุกคนสวมหมวกกันน็อคหมด  ภาพที่เห็นอาจจะดูน่าขันเล็กน้อย  เพราะศีรษะของทั้งสาม พ่อ แม่ ลูกภายใต้หมวกกันน็อคดูจะเบียดเสียดกันไปสักนิด  แต่ขณะเดียวกันก็เป็นภาพที่ทำให้ผมรู้สึกยิ้มด้วยความสุข  เพราะรู้ว่า ชีวิตน้อยๆ ของน้องเนยจะได้รับการปกป้องจากหมวกใบนี้   น้อยครั้งเหลือเกินที่จะเห็นเด็กเล็กๆ ได้มีสิทธิ์สวมหมวกกันน็อคเหมือนอย่างผู้ใหญ่ขณะซ้อนมอเตอร์ไซด์  ภาพที่เห็นมักทำให้ผมถามตัวเองในใจว่า  ทำไมพ่อแม่จึงละเลยความปลอดภัยของลูกรัก  ทั้งที่ทราบดีว่าหากเกิดอุบัติเหตุ  ลูกจะเป็นอันตรายได้มากเพียงใด 

ขอขอบคุณอรุณรัตน์ที่ทำให้ผมมีความหวังที่จะเห็น ครอบครัวหมวกกันน็อค มากขึ้น  และเห็นพ่อแม่ที่ต้องพบกับการสูญเสีย น้อยลง ..

 

  ตานก                ในวันที่รู้สึกว่า....ความสุขหายไป..........ความสุขอยู่ที่ไหน   มองไม่เห็น................ใครคนหนึ่งแนะนำให้ลองค้นหา ด้วยการมองจากมุมของ  ตานก                การค้นหาความสุขแบบ ตานก  ต้องเริ่มจากการหัดบินให้ได้เหมือนนก  ซึ่งกว่าจะบินได้....ต้องรอให้ปีกกล้า  ฝึกขยับ....กระพือปีก   แล้วร่อนจากที่สูง   ดิ่งพสุธาลงมา...........กางปีกแล้วขยับ..............บิน                นกที่บินได้ก็เหมือนกับคนที่เติบโต   พร้อมที่จะก้าวออกไปเรียนรู้โลก   จากบ้าน .... สู่สถานศึกษาสู่ที่ทำงาน...........และท่องโลกกว้างแห่งความเป็นจริง   ตามหนทางของตน                เหมือนนกที่โบยบิน  จากที่นั่น...............สู่ที่นี่    บินท่องโลกกว้างไกล    บินสูงขึ้น......สูงขึ้นนกค่อยสะสมข้อมูลจากเส้นทางบิน  เหมือนที่เราเริ่มเรียนรู้    ว่าควรคิด    ควรทำ     ควรตันสินใจอย่างไรต่อสิ่งที่เกิดขึ้น......ที่เรียกว่า ประสบการณ์นั้นแหละตานก   ก็คือ  วิธีการค้นหาคำตอบจากภาพรวมทั้งหมดตานก  คือการมองภาพกว้างจากมุมสูง  วางตัวเองอยู่เหนืออารมณ์  พาตัวเองให้ลอยตัวจาก เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น...........ตานก   คือ การมองอย่างมั่นใจ  และที่สำคัญ  ตานก  จะมองสำรวจตัวเองอย่างไม่เข้าข้าง (ตัวเอง)  ด้วย  เราอาจเห็นมุมใหม่ใหม่ .....ในมุมเก่า   หากว่าเราได้มองมุมใหม่           ซ้าย / ขวา     บน / ล่าง      กว้าง / ลึก  / ไกล    หรือทิศทาง มองย้อนเข้าไปในตัวเรา         ถ้าโจทย์คือ  ความสุขที่หายไปไหน....   อันดับแรกเราต้องหาความหมาย   ความสุข  ของเราออกมาเป็นรูปธรรมให้ได้มากที่สุด    คิด    แยกแยะ   เขียนไล่เรียงออกมาเป็นข้อ ๆ  ซื่อสัตย์.....ไม่อายที่จะแจกแจงออกมาชัด ๆ             >  ความสุขของคุณคือ.......  > คุณจะสร้างความสุขของคุณได้โดย....     > แต่ละวิธีต้องการให้คุณทำสิ่งต่อไปนี้.....

            >  สิ่งที่เป็นอุปสรรคจากภายนอก  (คนอื่น)               

คือ...> สิ่งที่เป็นอุปสรรคจากภายใน  (ตัวคุณ)  คือ..........ในที่สุด    คุณรู้แล้วว่าความสุขของตัวเองคืออะไร  อยู่ที่ไหน   และคุณจะสร้างมันขึ้นมาได้อย่างไร  แม้คุณจะล้มเหลวในการ  สร้าง  แต่คุณก็จะลองอีกครั้ง  อีกครั้ง และถ้าคุณไม่สามารถ  สร้าง  สิ่งนั้นได้คุณก็จะยอมรับ  ด้วยความรู้สึกที่ไม่ติดค้างคุณเข้าใจ      นั่นคือคำตอบที่คุณจะได้ค้นพบด้วยตัวเอง                จากที่กล่าวมาแล้ว  คุณได้พบความสุขจาก  ตานก    เปล่า.....ไม่ได้บินสูงเท่านก  แต่มีโอกาสมองจากชั้น 2  ของตึกสำนักงานคณบดี   ก็แหงนหน้ามองสูงขึ้นไปอีก  ถึงชั้น 7   วิวคงดีกว่านี่นะ   ถ้าเหนื่อยที่จะมองสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ  ก็ลองมองให้กว้าง  มองชั้นที่อยู่ระดับเดียวกับเรา หรือที่ต่างจากเราบ้าง...........บางทีอาจจะทำให้เราพอใจและเป็นสุขกับสิ่งที่มี  สิ่งที่เป็นแล้วก็ได้นะ                  นี่แหละคือสิ่งที่เห็นจากมุม  ตานก  มี   มองทั้งที่สูงกว่า.............เสมอกัน..........และที่ต่ำลงไป   และต้องมองให้กว้างไกล  นกทุกตัว  คนทุกคนทั้งตัวเล็กและตัวใหญ่  ใคร ๆ ก็มองเห็นความสุขได้เท่า ๆ กัน เราจะลองมองหาด้วย  ตานก       สมพิศ   นามเปือย       เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน                 หน่วยประกันคุณภาพ คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

ได้เขียน บันทึก สุขเป็น ก็เป็นสุข ที่นี่ค่ะ ลองอ่านดูนะคะ http://gotoknow.org/blog/dt10/82721

มีข้อคิดดีๆ จากหนังสือดีๆ ถอดมาจากพระที่ปฏิบัติดีมาฝากค่ะ จากหนังสือ "สุขเป็นก็เป็นสุข"

http://www.geocities.com/southbeach/terrace/4587/kwarmsuk.htm

เรื่อง น้องหนึ่ง

ทุกครั้งที่ไปช่วยเลี้ยงน้องที่สถานสงเคราะห์บ้านเด็กแคนทอง  น้องหนึ่งมักจะวิ่งเข้ามาหาและขอให้ผมอุ้มเสมอ  และชวนให้ผมพาไปนั่งไกวชิงช้า  ด้วยแววตาที่มีความสุขจำได้ว่า ครั้งแรกที่ผมรู้จักเธอ น้องหนึ่งดูเหมือนเป็นเด็กที่เก็บตัวเงียบ  นั่งคนเดียวอยู่ที่มุมห้อง ในมือถือแผ่นพับที่ใครคนหนึ่งทิ้งเอาไว้ เสมือนกับของที่มีค่าที่สุดของเธอ  ขณะที่เพื่อนๆ วิ่งไปขอลูกโป่งที่นักศึกษานำมาแจก  น้องหนึ่งชอบเล่นน้ำพุ  ซึ่งก็คือน้ำที่พุ่งออกมาจากรอยปริของสายยางรดน้ำในสนาม  และเมื่อไรที่เล่นน้ำ เธอก็จะฉี่รดกางเกงเสมอ  เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น  กิริยาที่ร่าเริงก็จะหยุดลงทันที แล้วเธอก็จะค่อยๆ จูงมือผมเดินกลับไปยังโรงนอนเพื่อเข้าไปเปลี่ยนกางเกงตัวใหม่  จากนั้น เธอก็จะกลับมาร่าเริงได้อีกครั้งหนึ่งน้องหนึ่งเป็นเด็กอายุ 4 ขวบ ที่มีใจเอื้อเฟื้อ  เธอมักจะแบ่งของที่ผมนำมาฝาก เช่น กระดาษสี  หรือดอกไม้ที่เธอเก็บได้ให้กับเพื่อน  แต่ในบางเวลา  ก็จะเห็นว่าเธอหวงผม ไม่อยากให้เพื่อนของเธอเข้ามาใกล้ผม  ยิ่งหากผมอุ้มเพื่อนคนอื่นๆ ในเวลาที่ไม่เหมาะสม  เธอจะร้องว่า ไม่ ไม่ ไม่ ... แล้วก็จะลงไปนั่งร้องไห้ทันที  อย่างไรก็ตาม  ก็มีหลายครั้งที่เธอยอมเข้าใจและยอมให้ผมอุ้มเด็กคนอื่น  โดยเฉพาะเมื่อผมพยายามให้ความสนใจกับเธอไปด้วยเป็นระยะๆ  และกล่าวคำว่า น้องหนึ่งเป็นเด็กดี  พ่อรักน้องหนึ่งมากนะ

ทุกครั้งที่น้องหนึ่งวิ่งเข้ามาหาในวันที่ผมไปเยี่ยม  ทำให้หัวใจของผมพองโต และรู้สึกถึงสายใยที่เชื่อมเราทั้งสอง  แม้จะเป็นเพียงสายใยเส้นเล็กๆ ที่เปราะบาง  เมื่อใดที่ผมเห็นเด็กคนอื่นๆ ที่มีพ่อ แม่ หรือผู้ปกครอง  อยากจะบอกให้เด็กๆ เหล่านั้นรู้เหลือเกินว่า เขาโชคดีมากสักเพียงใด ที่เขามีอ้อมกอดของใครสักคน สำหรับเขา...ทุกเวลา...ที่เขาต้องการ ...(กบข้างกะลา 24 ก.พ. 50)

 

 

เมื่อเช้าได้มีโอกาสปั่นจักรยานออกกำลังกายกับเพื่อน ที่ทำงาน เพื่อไปห้วยทา (อ่างเก็บน้ำ) ระยะทางประมาณ 14 กม. ระหว่างทางผ่านไปตามหมู่บ้านต่าง ๆ ได้เห็นตั้งแต่ตอนที่ชาวบ้านเริ่มออกจากบ้านไปทำงาน บางคนกำลังเดินทางด้วยจักรยาน บางคนเดินไป ขณะปั่นผ่านแม้จะไม่รู้จักกันมาก่อน แต่คนส่วนใหญ่ก็ยิ้มให้กัน แม้จะไม่ได้ไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบ เพียงเท่านี้มิตรภาพที่เกิดขึ้นก็ก่อให้เกิดความสุขใจ ขากลับแม้ว่าจะต้องรีบกลับและต้องไปขึ้นเวร แต่ความสุขที่เกิดขึ้นก็ทำให้สบายใจและอารมณ์ดีไปทั้งวัน จากเรื่องราวที่เกิดขึ้นทำให้ค้นพบว่าความสุขเกิดขึ้นได้ทุกที่ ขึ้นอยู่กับเรา

ทุกคนพยายามทุกวิถีทางที่จะแสวงหาความสุข คิดว่ามันเป็นสิ่งที่หายาก ต้องแสวงหาจากความสบาย ไม่ต้องทำงานหนัก มีใครสักกี่คนจะมองเห็นความสุขที่มีอยู่ทั่วไป ทั้งในคลินิก ที่ทำงาน ความสุขกับเพื่อนร่วมงาน ผู้ช่วย ความสุขที่ได้คุยกับคนไข้ ได้พบคนใหม่ๆทุกๆวัน ได้แก้ปัญหาที่เข้ามาตลอด เก่งขึ้นทุกๆวันทำการรักษาสำเร็จ คนไข้มีความสุข มีสิ่งที่ให้เรียนรู้ทุกวัน ถึงงานหนักก็แสดงว่าหมอน่ารัก รักษาดี ทำให้คนไข้หายเจ็บปวด ทุกอย่างล้วนเป็นความสุขทั้งสิ้น ถ้าเรารักและภูมิใจในวิชาชีพ ทันตแพทย์เป็นอาชีพที่มีความสุขมากๆค่ะ

วันไหว้ครู

วันนี้เป็นวันไหว้ครู  วันที่ครูอาจารย์ทุกคนก็แอบรอคอยเหมือนกัน  เพราะเป็นวันสำคัญของตน ผมคิดว่าอย่างนั้นนะ

ตื่นเช้ามาด้วยความรู้สึกเบิกบานอย่างบอกไม่ถูก  แม้จะพอคาดเดาพิธีการต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในวันนี้ได้  แต่พอถึงเวลาจริงๆ ก็อดรู้สึกหัวใจพองโตไม่ได้  แค่คิดว่าหากสิ่งทั้งหลายที่ศิษย์สัญญาต่อหน้าเราเป็นสิ่งที่มาจากหัวใจ  อาจารย์หลายท่านก็คงจะปลื้มไม่น้อยไปกว่าผม

พิธีไหว้ครูเป็นพิธีการที่สวยงาม  แสดงถึงวัฒนธรรมที่ศิวิไลซ์ของชาวไทยที่ฝรั่งไม่มี  เป็นกิจกรรมที่เราทุกคนควรภาคภูมิ

แว็บหนึ่งที่ผมหลงหัวใจพองโตในความเป็น "ครู"  จนเกือบลืมไปว่าผมเองก็เป็น "ศิษย์" เหมือนกัน  ผมหวนคิดถึงครูที่คอยประสิทธิ์ประสาทวิชาให้ผมมาตั้งแต่เด็ก  ภาพในอดีตค่อยๆ ผุดขึ้นมาในความทรงจำ  ภาพที่ผมถูกครูตีมือเมื่อลืมเอาการบ้านมาส่ง  หรือถูกจดชื่อเพราะคุยกับเพื่อนมากในห้องเรียน  เคยถูกตีหน้าโรงเรียนเพราะมาโรงเรียนสาย  สิ่งเหล่านี้เองที่หล่อหลอมให้เราเป็นคนที่สมบูรณ์ในวันนี้  สิ่งเหล่านี้เองที่คอยสะกิดใจของเราเมื่อกำลังจะทำผิด

พร้อมๆ กันก็ยังมีภาพอีกหลายภาพที่สวยงาม  ภาพที่ครูให้ผมขึ้นไปเขียนกระดานแทน  ภาพที่ครูให้ผมไปนั่งทานข้าวกลางวันที่โต๊ะของครู  ภาพรอยยิ้มของครูเมื่อเราได้รางวัลจากการแข่งขันตอบปัญหา  ภาพของครูที่นัดพวกเรามาติวใต้ตึก 5

ไม่ว่าจะเป็นภาพใดก็ตามที่ผุดขึ้นในความคิดของผม  ในวันนี้ภาพบางภาพเหล่านั้นเป็นผมเองที่กำลังแสดงอยู่  ภาพในวันวานจึงเป็นเสมือนแบบอย่างและแรงบันดาลใจให้กับอาชีพ "ครู" อย่างผมในวันนี้  อย่างไม่สามารถปฏิเสธได้

อีกแว็บหนึ่งในความคิด  รู้สึกคิดถึงพ่อกับแม่ขึ้นมาจับใจ  ไม่ใช่ท่านหรอกหรือที่คอยสั่งสอน อบรมวิชาชีวิตให้กับเรา  ไม่ใช่ท่านหรือที่สอนวิธีตัดกระดาษงานศิลปะให้เรา  ไม่ใช่ท่านหรอกหรือที่สามารถอธิบายโจทย์เลขคณิตจนเราเข้าใจซ้ำแล้วซ้ำอีกอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย  ไม่ใช่ท่านหรอกหรือที่มีรอยยิ้มแห่งความภูมิใจให้เราเสมอ ไม่ว่าในยามที่เราสำเร็จหรือล้มเหลว  ขอเพียงแค่เราได้พยายามอย่างเต็มที่  ไม่ใช่ท่านหรอกหรือที่เป็น ครู คนแรกของเรา

ผมคิดถึงครูครับ... กบข้างกะลา21 มิ.ย. 2550

ความเอ๋ย ความสุข

ใครๆทุกคน ชอบเจ้า เฝ้าวิ่งหา

แกก็สุข ฉันก็สุข ทุกเวลา

แต่ดูหน้า ตาแห้ ยังแคลงใจ

ถ้าเราเผา ตัวตัณหา ก็น่าสุข

ถ้ามันเผา เราก็สุก หรือเกรียมได้

เขาว่าสุข สุขเน้อ อย่าเห่อไป

มันสุขเย็น หรือสุกไหม้ ให้แน่เอย

เคยอ่านพบในหนังสือเล่มหนึ่ง เกี่ยวกับคนขับรถแท็กซี่ในนครนิวยอร์กว่ามีมารยาทการขับที่แย่ที่สุดติดอันดับ  ในเช้าวันหนึ่ง มีนักธุรกิจคนหนึ่งได้ทำเรื่องที่ผิดปกติวิสัยของคนในเมืองนี้  นั่นคือ การออกปากชมคนขับแท็กซี่คันที่เขานั่งมาทำงาน  พร้อมกับกล่าวขอบคุณเขาที่ได้ตั้งใจขับอย่างมีมารยาทจนมาถึงที่หมายอย่างปลอดภัย  เพื่อนซึ่งนั่งมาด้วยกันถามด้วยความงุนงงว่า แกทำอย่างนั้นทำไม  นักธุรกิจหนุ่มผู้นั้นจึงตอบไปว่า ลองคิดดูสิเพื่อน  คำชมของฉันอาจทำให้คนขับรถคันนั้นรู้สึกดีๆ ที่เขาพยายามขับรถอย่างมีมารยาท  หากเช้านี้เขารับผู้โดยสารอีก 10 คน   คนเหล่านั้นก็คงได้รับอานิสงส์การขับรถอย่างมีมารยาทที่ดีต่อจากฉัน  แล้วลองคิดต่อไปอีกสิว่า  คน 10 คนนั้นคงได้เริ่มวันใหม่ที่ดีๆ แล้วก็คงเริ่มทำงานอย่างอารมณ์ดีกับเพื่อนร่วมงานอีกหลายๆ คน  แกเห็นหรือยังล่ะว่า  แค่คำขอบคุณง่ายๆ ของฉันเพียงไม่กี่คำ  สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกับคนมากมายได้เพียงใด

ความรัก ของพ่อแม่นั้นเป็นความรักที่บริสุทธิ์  และมีตัวอย่างให้เห็นอยู่เนืองๆ  วันหนึ่ง คุณแม่ของผมถูกขโมยลักกระเป๋าถือไปในห้างสรรพสินค้า  พวกเรารู้สึกทั้งโมโห  ตกใจ และเห็นใจคุณแม่อย่างมาก  เพราะทุกคนรู้ดีว่า แม้แต่เงินสลึง เงินบาท คุณแม่ก็ยังเห็นคุณค่าและเก็บหอมรอมริบ  แน่นอนว่าคุณแม่ย่อมเสียดายเงินในกระเป๋าที่สูญไปนั้นอย่างมาก  คุณแม่ซึมเศร้าไปหลายวันแม้ว่าเราจะช่วยกันปลอบโยนต่างๆ นาๆ  เย็นวันหนึ่งน้องสาวเล่าให้คุณแม่ฟังว่า  เมื่อคืนนี้ขณะขับรถกลับบ้าน มีรถคันหนึ่งขับปาดหน้าจนเกือบทำให้รถเสียหลัก  โชคดีที่น้องสาวควบคุมรถไว้ได้จึงปลอดภัย  เมื่อคุณแม่ได้ฟังเช่นนั้น  ก็คิดได้ว่า เคราะห์ของคุณแม่ที่ถูกลักขโมยกระเป๋านี้อาจหมายถึงการสะเดาะเคราะห์ให้กับน้องสาวของผม  ตั้งแต่วันนั้นคุณแม่ก็หายเสียใจ  และไม่พูดถึงความเสียดายเงินในกระเป๋าอีกเลย

สมัยเรียนชั้นประถม  มาสเตอร์มนตรี  คุณครูสอนวิชาภาษาไทยของผมท่านหนึ่งเคยสอนให้เราฉลาดที่จะทำบุญ และได้แนะนำวิธีง่ายๆ ให้พวกเราไว้ว่า  เมื่อใดที่เราอยากทำบุญให้กับใครสักคน  ให้เราเพียงแค่ตั้งใจปฏิบัติตนละเว้นสิ่งที่ไม่ดี  หรือฝืนใจทำสิ่งดีๆ สักอย่างในชีวิตประจำวันของเรา  เมื่อทำสำเร็จแล้ว ก็ให้อุทิศความดีนั้นแก่คนคนนั้น

คนเราทุกคนเหมือนหิ้วกระป๋องเปล่าใบหนึ่งออกจากบ้านทุกวัน  หน้าที่ของเราก็คือพยายามหาน้ำมาเติมให้เต็มกระป๋องใบนั้น  คนที่มีกระป๋องใบเล็ก ก็อาจเติมน้ำเต็มในเวลาไม่นาน  แต่หากใครมีกระป๋องใบใหญ่  ก็ต้องใช้ความพยายามมากขึ้นที่จะหาน้ำมาเติมให้เต็ม  กระป๋องที่เราทุกคนหิ้วติดตัวนั้นเปรียบเหมือนความเห็นแก่ตัว  ส่วนน้ำก็เหมือนกับความสุข ดังนั้น คนที่มีความเห็นแก่ตัวน้อยย่อมใช้เวลาไม่มากนักก็จะเติมความสุขได้เต็ม  แถมเมื่อมีความสุขล้นเหลือ ก็ยังแผ่กระจายไปสู่ผู้ที่อยู่รอบข้างได้ด้วย

-นพ. บุญเลิศ  จุลเกียรติ-

ถึง...คุณกบ Inter  [325932]
            กลอน ความสุขที่คุณเขียน น่าจะบอกที่ไปที่มาหน่อยน่ะค่ะว่า ผลงานของท่านพุทธทาส ขอเพิ่มเติมเรื่องความสุขของท่านพุทธทาสให้อีก 1 บทค่ะ
" เป็นมนุษย์ผู้สูงสุด "


.....ทั้งกิ่งใบดอกก้านตระหง่านพริ้ว
จะปลิดปลิวบ้างเพราะลมผสมผสาน
ถึงไม่มีลมหมุนไต้ฝุ่นมาร
มาแผ้วพาลก็ยังร่วงจากบ่วงใบ
.
.....แต่อารมณ์ข้างในใจมนุษย์
ไม่รู้สุดสิ้นลงที่ตรงไหน
ทั้งลาภยศเงินตราหามาไว้
เพื่อจะได้ความสุขไม่ทุกข์ตรม
.
.....แต่หารู้ไม่ว่าบรรดาสุข
มันเป็นคู่กับทุกข์คลุกประสม
ทั้งสุขทุกข์ดีร้ายไหม้อารมณ์
ไม่เหมาะสมกับการเกิดกำเนิดมา
.
.....อันความเกิดเกิดเป็นเช่นมนุษย์
ไม่ควรยุดยื้อแย่งเที่ยวแข่งหา
อำนาจยศสรรเสริญหรือเงินตรา
จนเข่นฆ่ายิงกันสนั่นกรุง
.
.....แต่มนุษย์ควรเป็นเช่นต้นไม้
ที่เชิดใบดอกระย้าบนฟ้าสูง
ด้วยการสร้างบุญกุศลเป็นผลจูง
ให้จิตสูงเป็นมนุษย์สูงสุดเอย.


ความสุขมีได้หลายระดับ ตั้งแต่

สุขจากการได้รับ

สุขจากการให้

สุขจากการปรุงแต่งจิตใจ

จนถึงสุขจากการเข้าใจธรรมชาติของสรรพสิ่ง

ในวาระดิถีขึ้นปีใหม่ 2551 นี้  ผมขอให้ทุกท่านประสบ "ความสุขที่สมบูรณ์" ตลอดไปครับ

ตอนนี้ ความสุข ของพ่อแม่ คือ ลูก รักเรียน ไม่ติดเพื่อน เป็นตัวของตัวเอง พ่อ แม่ ทุ่มเท ให้ ทุกอย่าง ถ้าลูกทำให้ผิดหวัง ก็ทุกข์