วัฒนธรรมการเรียนรู้ : กิเลส

ยูมิ
  สิ่งเหล่านี้เป็นความชั่วความไม่ดีที่แอบแฝงอยู่ในส่วนลึกของความรู้สึกนึกคิดของคนเรา   

กิเลสที่เป็นความมืดบอดทางจิตใจ  เพราะ คนเราทุกคนต่างก็มีสิ่งที่ปิดบังดวงตาแห่งปัญญา 

  เพื่อไม่ให้เรารู้และเข้าใจต่อสรรพสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริงของมัน 

 สิ่งที่ทำให้คนเราเป็นอย่างนั้นเพราะมีรากฐานมาจากกิเลส 

 ซึ่งเป็นสิ่งทำจิตใจของคนเราให้เศร้าหมองไม่ผ่องใส 

  สิ่งเหล่านี้เป็นความชั่วความไม่ดีที่แอบแฝงอยู่ในส่วนลึกของความรู้สึกนึกคิดของคนเรา 

 จนเป็นสาเหตุก่อให้เกิดมีสภาพจิตใจขุ่นมัวไม่บริสุทธิ์ 

  ดังนั้น  การที่คนเราจะแก้ไขเพื่อไม่ให้กิเลสเข้าไปเกาะแน่นอยู่ในส่วนลึกของความรู้สึกนึกคิดได้ 

 ก็ต้องตั้งใจกระทำดี  ทั้งการคิด  การพูด  การกระทำ  ล้วนแต่ต้องมีเจตนาดีเพื่อทำจิตใจให้ละชั่วทำดีและทำจิตใจให้ผ่องใสอยู่เสมอ  

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน วัฒนธรรมท้องถิ่น

คำสำคัญ (Tags)#แลกเปลี่ยนเรียนรู้#แนวคิดทางปรัชญาแห่งการดำเนินชีวิต

หมายเลขบันทึก: 83186, เขียน: 11 Mar 2007 @ 11:22, แก้ไข, 11 Feb 2012 @ 17:43, สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ความเห็น: 11, อ่าน: คลิก
บันทึกล่าสุด


ความเห็น (11)

Mr.Direct
เขียนเมื่อ 11 Mar 2007 @ 11:40

คิดดี ทำดี...ชีวิตจะได้มีความสุขครับ...

rucha
เขียนเมื่อ 11 Mar 2007 @ 11:46

ขอแวะมาทักทายคะ

นุชก็กำลัง งง ว่า  ตอนนี้ตัวนุชกำลังมีกิเลสในการเรียนรู้  จนทำให้บางครั้งฟุ้งซ่านกับมัน  เพราะเมื่อได้ยิ่งเรียนรู้  กิเลสในจิตก็มากขึ้น มากขึ้น 

สิ่งที่นึกคิด  มันบรรเจิด  จนฟุ้งปะปนเป แยะแยะไม่ออก 

ขอคำแนะนำได้ไหมคะว่า  จะแก้ไขกิเลสนี้ได้อย่างไร

ขอบคุณคะ

นายวรเดช
เขียนเมื่อ 11 Mar 2007 @ 11:57

ผมพยายามแยกคำว่า "กิเลส"  ออกจากคำว่า 

"ความฝัน"

"ความทะเยอทะยาน"

"เป้าหมายแห่งชีวิต"

ผมเองไม่รู้ว่า  การใช้คำที่แตกต่างกันเพื่อใช้แบ่งแยกในแง่บวก  และแง่ลบ  แต่แท้ที่จริงแล้วมันเป็นคำเดียวกันหรือไม่

เช่น  ผมอยากศึกษาต่อให้จบปริญญาเอก  มันเป็นกิเลส  หรือความทะเยอทะยาน  หรือความฝันกันแน่

ผมอยากให้มีชีวิตที่สุขสบายเหมือนคนอื่นๆ เป็นกิเลส  หรือความต้องการทั่วๆไปของคนทุกคน 

บางทีผมมองว่ากิเลสมันก็ทำให้คนเราพัฒนาตนเองไปเรื่อยๆ อย่างไม่สิ้นสุด

ผมว่ากิเลสที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองและไม่เป็นโทษกับใคร  ควรจะได้รับการให้อภัยในกิเสนั้น  โดยไม่ถือเป็นความชั่ว  ใช่ไม่ครับอาจารย์ครับ

ยูมิ
เขียนเมื่อ 11 Mar 2007 @ 14:35

สวัสดีครับ  คุณ

 

P

คิดดี ทำดี...ชีวิตจะได้มีความสุขครับ...

เห็นด้วยครับ...โดยเฉพาะตนเองจะมีความสุข

ขอบคุณครับ

 

ยูมิ
เขียนเมื่อ 11 Mar 2007 @ 15:35

สวัสดีครับ  คุณ

P

เป็นคำถามที่ดีมากครับผม...

สิ่งที่นึกคิด  มันบรรเจิด  จนฟุ้งปะปนเป แยะแยะไม่ออก 

ขอคำแนะนำได้ไหมคะว่า  จะแก้ไขกิเลสนี้ได้อย่างไร

...อยู่ที่การมองให้เห็นของเรา...ควรตามดูต้นตอของความฟุ้งซ่าน...มันมาจาก นิวรณ์ 5 ประการ ในข้อ อุทธัจจกุกกุจจะ  แปลว่า ความฟุ้งซ่านและร้อนใจ  หรือความกระวนกระวายใจกลุ้มกังวล

นิวรณ์ แปลว่า สิ่งที่กั้นจิตที่ทำให้จิตเศร้าหมองและทำปัญญาให้อ่อนกำลังลง

เหมือน  ถุงยางใส่เมล็ดมะม่วงแล้วเอาไปฝังดิน

ตัวถุงยางมันกั้นไว้ทำให้เมล็ดไม่งอกงามและตายไป

จิตมีคุณสมบัติคือชอบคิด  ความคิดเหมือนควายที่จะออกนอกรั้วกินต้นข้าว  ต้องมีเสือคือสติคอยจะกระโดดกัดควายอยู่เสมอครับ

ขอบคุณครับ

 

 

 

 

ยูมิ
เขียนเมื่อ 11 Mar 2007 @ 15:38

เรียน...เพื่อน ๆ

ช่วงนี้ เน็ตต่อหลุด...ๆๆๆ

จะมาตอบคำถามใหม่นะครับ.....

ยูมิ
เขียนเมื่อ 11 Mar 2007 @ 22:46

สวัสดีครับ  คุณ

P

เป็นคำถามที่ดีมากครับ...ขอชื่นชมคุณที่ตั้งคำถามมานะครับ...และยากมากสำหรับจะตอบให้ตรงคำถาม...

 แต่แท้ที่จริงแล้วมันเป็นคำเดียวกันหรือไม่

กิเลส คือ  เครื่องเศร้าหมอง

ความฝันอยากจะเป็นอะไรต่าง ๆ คือ ตัณหา

ความทะเยอทะยาน  คือ ตัณหา

เพียงแค่นี้คุณคงรู้แล้วนะครับว่าเป็นคำเดียวกันหรือไม่

สิ่งใดเป็นเรื่องดี  มันเป็นเรื่อง  ฉันทะ คือ ความพอใจ

ครับผมไม่ใช่กิเลส...

ขอบคุณครับ

 

กระต่ายหูตก
เขียนเมื่อ 12 Mar 2007 @ 19:02

ขอแจมด้วยคนครับอาจารย์

สมัยก่อนผมจะรังเกียจกิเลสมาก ตอนนี้ไม่แล้ว( ไหงเป็นงั้น?) เวลาโกรธ โลภหลงนี่ พอได้สติ ตำหนิตัวเองอีก  (เจอสองเด้ง )ตอนนี้ฝึกำลังสติ+เมตตาอย่างเดียว เจอกิเลสก็เจอไม่ว่าตัวเองอีกแล้ว

เคยดูหนังเรื่องหนึ่งหมีป่ามาตะปบคน ที่ไปป้องกันลูกวัวที่หมีจะมาตะครุบไปกิน คนเจียนตาย ชาวบ้านช่วยกันจับหมีป่า แล้วลงมติว่าจะฆ่าเสีย?หรือจะจับไปไว้สวนสัตว์  ได้ความว่าจับไปไว้สวนสัตว์

ต่อมาชายผู้โดนตะปบแอบขอให้เพื่อนไปปล่อยหมีป่านั้นกลับเข้าป่าไป

หมีป่าตบคนเพราะกิเลส เข้าใจว่าคนนั้นจะไปแย่งอาหาร จะเห็นว่าตราบที่คนหรือหมี(ซึ่งล้วนอยู่ในกามาวาจรภูมิ )หิวล้วนต้องมีกิเลส (ไม่มีเป็นไปไม่ได้ )

คล้ายคล้ายโรคเอดส์ โรคมะเร็ง ที่ (แทบ)ไม่มีทางรักษา

ไม่ใช่เรื่องที่เราจะไปรังเกียจโรคเอดส์ โรคมะเร็ง รังเกียจกิเลสตัณหา

แต่เราจะจัดการความรู้ บริหารจัดการกิเลสอย่างไร?จึงอยู่ในทิศทางสัมมาทั้งแปด

เราจะอยู่กับกิเลสได้อย่างไร?จึงจะทุกข์น้อย?นี้คือโจทย์

จะว่าไปแล้ว(ความเห็นเรานะ )กิเลสกับฉันทะ คือพี่น้องกันเพียงแต่คนหนึ่งเป็นมิจฉา คนหนึ่งเป็นสัมมา

และบ่อยครั้งคือคนคนเดียวกัน(คนละกรรมคนละวาระ )

กราบสวัสดี อ.อุทัยที่เคารพ

  • สบายดีนะครับท่านอาจารย์
  • รบกวนอาจารย์ช่วยตอบคำถามให้ผมด้วยนะครับ http://gotoknow.org/blog/mrschuai/83541
  • เกี่ยวกับกิเลสกับความรู้ครับ
  • ขอบคุณครับ
ยูมิ
เขียนเมื่อ 12 Mar 2007 @ 22:53

สวัสดีครับ  คุณ

P

ขอแจมด้วยคนครับอาจารย์ ...

ดีมากครับ...ที่ผมมีเพื่อนเดินทางธรรมอย่างคุณ...ฮา ๆ เอิก ๆ

ตอนนี้ฝึกำลังสติ+เมตตาอย่างเดียว เจอกิเลสก็เจอไม่ว่าตัวเองอีกแล้ว...

ขอปรบมือให้ด้วยใจจิรงครับ...

ฝึกกำลังภายในจากสำนักไหนครับผม...?

คนหรือหมี(ซึ่งล้วนอยู่ในกามาวาจรภูมิ )หิวล้วนต้องมีกิเลส (ไม่มีเป็นไปไม่ได้ )...

ถูกต้องนะครับ  ฮา ๆ เอิก ๆ

แต่เราจะจัดการความรู้ บริหารจัดการกิเลสอย่างไร?จึงอยู่ในทิศทางสัมมาทั้งแปด

เดินไปในทางสายจิตว่างได้มั้ยครับ...?

เราจะอยู่กับกิเลสได้อย่างไร?จึงจะทุกข์น้อย?นี้คือโจทย์

ทำตัวเราเป็นเหมือนดอกบัวอยู่ในน้ำแต่ไม่เปียกน้ำได้มั้ยครับ...ฮา ๆ เอิก ๆ

จะว่าไปแล้ว(ความเห็นเรานะ )กิเลสกับฉันทะ คือพี่น้องกันเพียงแต่คนหนึ่งเป็นมิจฉา คนหนึ่งเป็นสัมมา...

เหมือนนกแขกเต้าพี่น้อง ตัวหนึ่งไปอยู่กับฤาษีอีกตัวพวกโจรเลี้ยงเอาไว้เลยนะครับ...

ขอชื่นชมในการอธิบายธรรมได้ลึกซึ้งกินใจดีครับผม

ขอบคุณครับ

 

 

 

 

ยูมิ
เขียนเมื่อ 12 Mar 2007 @ 23:20

สวัสดีครับ  คุณ

P

สบายดีนะครับท่านอาจารย์...

หลบซ่อนตนแล้วยังจำได้หรือนี่...ฮา ๆ เอิก ๆ

โลกกลมจริงนะเราจึงมาเจอกันที่นี่...

ผมสบายดี...คุณละครับ...?

รบกวนอาจารย์ช่วยตอบคำถามให้ผมด้วยนะครับ ...

ได้เลย...ไปตอบให้แล้ว...ฮา ๆ เอิก ๆ

ขอบคุณครับ