เป็นเรื่องหนึ่งที่สำคัญค่ะ จึงต้องนำมาขึ้นในบันทึกใหม่ ... อ.สมศักดิ์ ให้เคล็ดลับของการเล่าเรื่องให้ถึงแก่นของ การเล่า "ประสบการณ์ในการขับเคลื่อน KM ... กรมอนามัย" ค่ะ

นี่คือ คำบอกเล่าของท่าน

ประเด็นสุดท้าย ในบ่ายนี้ ที่เราจะคุยเรื่อง บทบาทการเป็น CKO ... ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือ เราทำให้งาน KM เคลื่อนไปข้างหน้าได้ยังไง ทำให้งาน KM ทำให้การทำงานของหน่วยงานเราดีขึ้นได้ยังไง ผมเชื่อว่า เราก็จะมี innovation หลายๆ อย่าง

ประเด็นที่ผมจะพูด คือ เวลาให้เล่าเรื่องพวกนี้

  • ... พวกเรามักจะบอกว่า ไม่เห็นจะมี success เลย ทำไปตั้งนาน ไม่เห็นไปถึงไหนเลย ไม่รู้จะเล่าอะไร ทำยังไม่ถึงไหนเลย
  • ... ผมก็ขอย้ำอีกครั้งว่า อ.วิจารณ์ก็บอกว่า ขอให้พวกเราเล่า micro success และขออธิบายในเรื่อง micro success … สำหรับผม micro success ในภาษาวิชาการ คือ Intermediate target acheivement และทำยังไงถึงจะพูดถึง Intermediate target ก็ต้องรู้จักหลัก อิทัปปัตตยตา
  • สิ่งที่เรียกว่า Work flow ก็เป็นตัวอย่างหนึ่ง ที่เราบอกว่า ถ้าเราอยากจะทำให้งาน KM แผ่ซ่านไปทุกส่วน ก็จะมี Intermediate target เยอะมาก ตั้งแต่ Intermediate target ในหน่วยงาน คุณไปทำได้สักหน่วยงานหนึ่งก็ OK แล้ว เพราะถ้าทำกับกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งก็ OK แล้ว คุณทำให้เขาเปลี่ยนพฤติกรรมไม่ได้ แต่ทำให้มีการแลกเปลี่ยนกันได้ก็ OK แล้ว คุณไป convince เจ้านายให้มาเข้านั่งประชุมได้ก็ OK แล้ว ผมว่า มันเป็นการ acheive milestone เพื่อบรรลุเป้าหมายสุดท้าย
  • ถ้าทุกคนเขียน Crossation web ได้ ทุกคนก็จะมี Intermediate target เต็มไปหมด ก็จะเห็น micro success เต็มไปหมด ก็ไม่ต้องมาเอาอันสุดท้าย
  • ... แต่พวกเราไม่มองในลักษณะนี้ ผมพบว่า ความไม่สามารถในการเล่า micro success นอกจากมาจากปัญหาเรื่องวิธีมองแล้ว มันเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดทุกข์ด้วย คือ เราต้องมีความรู้สึกว่า achieve อะไรบางอย่างที่เป็นงานยากๆ งาน KM ถือเป็นงานยาก การทำงานยาก ถ้าไม่เห็นความสำเร็จระหว่างทาง จะหมดแรงง่าย เพราะฉะนั้น KM ถ้าพูดถึงที่สุด คือ Empowerment process ของคนทำงานทุกคน เรา Empowerment ให้เขาได้รู้ว่า สิ่งที่เขารู้นั้นมีค่า ให้เขารู้สึกว่า เขามีวิธีการเรียนรู้ให้มากขึ้น ไม่ยาก ไม่ต้องไปอ่านตำรา ไม่ต้องไปเข้ามหาวิทยาลัย ไม่ต้องไปเข้าหลักสูตร คือ มานั่งคุยกันก็ได้ความรู้แล้ว
  • ถ้าเรา Empowerment ให้คนได้รู้สึกว่า การเรียนรู้เกิดขึ้นทำได้ตลอดเวลา มันก็จะมีค่ามากมายมหาศาล
  • แต่ทำอย่างนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะฉะนั้น เราก็ต้องรู้จักวิธีการ Empowerment ตัวเองเหมือนกัน คือ มองเห็น micro success ในกระบวนการที่ยากๆ ที่เราจะเดินข้ามไป
  • และจะทำให้เกิด micro success ได้ เมื่อเราเข้าใจหลัก อิทัปปตยตา หลักเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง และเห็นช่องทางหลายๆ ช่องที่จะนำสู่เป้าหมายสุดท้าย เราก็จะหาช่องทางที่มีความต้านทานน้อยๆ หน่อย ตรงนั้นงานเยอะ เขาบอกเก็บไว้ก่อนก็แล้วกัน และมาลุยอันนี้ ที่มันง่ายๆ ก่อน และเดี๋ยวมันก็จะมาเชื่อมกัน เราไม่ได้หนีไปทำเรื่องง่าย เพราะว่ามันง่าย แต่ทำเพราะว่า มันดี แล้วก็จะมากระทบเรื่องยาก
  • ผมอยากเชียร์พวกเรา ให้ใช้วิธีคิดแบบนี้ในการหา micro success แล้วมาเล่าสู่กันฟัง ไม่แน่ว่า สิ่งที่พวกเราทำกันในส่วน micro success คนอื่นอาจคิดไม่ถึงก็ได้ เพราะเขาก็พยายามคิดตรงดิ่ง และไม่ได้มองเห็นตั้งหลายช่องทาง
  • ผมขอยกตัวอย่างหนึ่ง แต่ก็เป็นในแง่ของทฤษฎี ที่ศูนย์อนามัยที่ 10 เคยเล่าให้ผมฟังว่า ทำ KM ถ้าเอางานเป็นตัวตั้ง คนก็ไม่อยากทำ เขาอยากรู้วิธีปลูกต้นไม้ วิธีการเลี้ยงลูก วิธีการดูหนัง เราตั้งกลุ่ม KM ทำพวกนี้ไม่ได้หรือ ผมก็ตอบว่า อือม น่าสนใจ ผมเองเข้าใจว่า โดยทฤษฎี ทำได้ เพราะว่า อย่างน้อยเราก็ทำให้เกิด interest group ถ้าคนเกิดความสำเร็จในความอยากที่จะเรียนรู้แล้ว สักพักก็จะอยากเรียนรู้เรื่องงาน
  • ... แต่ผมจะบอกต่อว่า ถ้า CKO มีความเชื่อว่า การชวนคนมาเรียนรู้เรื่องที่เขาอยากเรียน และสักพักเขาก็ทำเรื่องที่เขาอาจจะไม่ได้อยาก แต่หน่วยงานอยากให้เขาทำ คุณต้องมี tricks อย่าให้สักพักนั้นยาวเกิน เพราะบางทีก็ไม่ได้เจอกัน
  • ผมชอบเล่า joke บอกว่า ห้องทดลองวิทยาศาสตร์ที่เมืองนอก พวก research ที่เก่งๆ เขาจะมีเครื่องมือชิ้นหนึ่ง เรียกว่า common room และเขาจะมีกติกาเลยว่า เวลาทำงาน 10 โมงให้มากินกาแฟด้วยกัน และกาแฟที่นั่นจะมีราคาถูก และเขาบอกว่า คนก็จะมาเจอกัน ก็มาคุยกัน พอคุยกันเสร็จก็จะแลกเปลี่ยนความคิดกัน และได้ idea ไปทำ lab ต่อ ไม่ได้จุมปุ๊กทำอยู่คนเดียวทั้งวัน และมีแรงล่ออีกต่างหาก (อ.วิจารณ์ แอบบอกว่า ถ้าเราทำในเมืองไทยคงจะดี กาแฟก็คงจะขายดี แต่คงจะมีการนินทากันเต็มไปหมด ... เขาไม่มีวัฒนธรรมในการคุยที่เป็นเนื้อเป็นหนังเท่าไรมั๊ง การคุยเป็นเนื้อเป็นหนังคงจะซีเรียสไป ... นี่พูดแบบ แซว แซว)
  • ... ประเด็นก็คือว่า บางทีของบางอย่างมันไม่เป็นอัตโนมัติ ที่เราทำทางนี้แล้วนึกว่าจะมาทางนั้น มันไม่มา เราก็ต้องมีวิธี เพราะว่าเป้า ก็คือ เราต้องการให้เขาทำ KM เพื่อให้มารับใช้งาน และให้บรรลุผล ไม่ได้ทำให้เกิดการ copy ในหน่วยงาน เพราะฉะนั้น ผมไม่รู้หรอกว่า มันจะเริ่มตรงไหน และแบบไหนจะเป็นการปูพื้นฐาน และปูแล้วฐานมันจะแข็งขึ้นเรื่อยๆ
  • ผมไม่รู้ แต่ผมเข้าใจ เราทุกคนจะรู้ ถ้าเราได้ไปทดลองทำ อันนี้ก็ขออนุญาตเอาเป็นประเด็นเรื่อง micro success คือ แรงต้านทานต่ำ จะทำตรงไหนก่อน – หลัง แต่ต้องมีการให้เชื่อมไปที่สุดท้าย งานก็จะดี และฝากพวกเราไปลองคิดด้วยครับว่า ... "จะทำยังไง"

คุณฉัตรลดา ขอเล่าเรื่องจริงด้วยคนค่ะ ก่อนที่จะให้กลุ่มได้คุยกันในเรื่อง "ประสบการณ์ ในการขับเคลื่อนงาน ตามแผน KM"

... มีตัวอย่าง micro success ในระดับชุมชน ... จากการไปทำงาน เรื่อง การมีส่วนร่วมของชุมชน ... ชุมชนนั้นเป็นชุมชนที่แตกแยกมากมาย แต่เขาก็มีผู้นำตามธรรมชาติที่อยากให้คนในชุมชนได้มาร่วมกันพัฒนาชุมชน เขาทำมาหลายปี แต่ไม่เคยสำเร็จ เขาบอกว่า ท้อมากเลย เพราะว่าชุมชนเราเป็นชุมชนที่แย่ ... และเมื่อเขาก็เริ่มในกลุ่มคน 2-3 คน  และเริ่มทำตัวอย่าง เอาเด็กมาทำตัวอย่างในเรื่องกวาดถนน ... ครั้งนี้ทำได้ดี จนไปกระทบถึงผู้ใหญ่ ว่าเห็นเด็กทำแล้วทนไม่ได้ ก็มีจิตสำนึกขึ้น มีอะไรก็จะช่วย ... นี่คือ เขาเริ่มจากถนนเส้นเดียว ทำซอยเดียวใน 10 กว่าซอย แต่ตอนนี้ จาก 1 ซอย ชิ่งถึง 10 กว่าซอยของเขาได้ทั้งหมด ... นี่ก็เป็นสิ่งที่ชาวบ้านเล่า และก็เป็นปรากฎการณ์เหมือนโดมิโนเหมือนกัน ที่ทำในตัวหนึ่ง ก็ไปกระทบทั้งหมดได้ค่ะ