เรื่อง ยายสุขเกษม

ในชีวิตหนึ่ง  เรามักมีโอกาสได้พบบุคคลที่เป็นจุดเปลี่ยนวิธีคิดของเรา  และเป็นบุคคลที่เรามักจะหวนนึกถึงอยู่เสมอๆ            คุณยายสุขเกษม  เป็นคนหนึ่งที่จัดอยู่ในบุคคลประเภทนี้ในชีวิตของผม  คุณยายเป็นเพื่อนบ้านที่ดี  เป็นคนขี้เกรงใจ  เป็นคนขยัน  ลูกสาวของคุณยายซื้อบ้านหลังนี้ให้  แต่ตนเองต้องไปอยู่เมืองนอกเพราะได้สามีฝรั่ง  แม้คุณยายจะอยู่บ้านเพียงคนเดียว  คุณยายก็ไม่เหงา  ทั้งนี้เพราะคุณยายเลี้ยงสุนัขพันธุ์พุดเดิ้ลผสมเอาไว้ถึง 4 ตัว ผมมักได้ยินเสียงคุณยายพูดคุยกับสุนัขทุกตัวเหมือนกับมีเด็กเล็กๆ อยู่ในบ้าน  ทุกวันตอนเช้าและเย็น  คุณยายก็จะพาเจ้าสุนัขทั้งสี่ตัวนี้ออกไปเดิน  ภาพของคุณยายที่มือหนึ่งจูงเชือกฉุดดึงกันกับสุนัข ในขณะที่อีกมือหนึ่งถือกระดาษหนังสือพิมพ์และไม้เขี่ยเป็นภาพที่ทุกคนในละแวกนี้คุ้นตา  ทุกครั้งที่สุนัขถ่ายมูลบนพื้นถนน  คุณยายก็จะรีบจัดการเก็บและห่อใส่กระดาษหนังสือพิมพ์และนำไปทิ้งในที่ที่เหมาะสมเสมอ  ต่างจากคนอีกจำนวนหนึ่งที่ไม่เคยสนใจว่าสุนัขของตนจะไปทำสกปรกที่ใด            คุณยายเป็นนักปีนตัวยง  มีหลายครั้งที่คุณยายปีนรั้วเด็ดผลมะละกอจากต้นที่ขึ้นอยู่ระหว่างบ้านของผมกับบ้านของคุณยาย  และอุตส่าห์บรรจงหั่นใส่จานที่สวยงาม  นำมาให้ผมรับประทานในตอนเย็น  พร้อมกับบอกว่า  เห็นว่าเป็นมะละกอในบ้านของผม และมีรสชาติอร่อย            สองสามเดือนที่ผ่านมา  ผมไม่ได้แวะไปพูดคุยกับคุณยาย  จนมาได้ทราบข่าวว่าคุณยายล้มป่วยลงด้วยโรคมะเร็งท่อน้ำดีในระยะสุดท้าย  ก็ให้รู้สึกตกใจมาก  เมื่อไปเยี่ยมคุณยายที่บ้าน  เห็นว่าคุณยายผอมลงไปมาก  มีญาติลูกพี่ลูกน้องมาอยู่ดูแลด้วยคนหนึ่ง  คุณยายค่อนข้างเจ็บปวด และต้องอาศัยยาแก้ปวดอย่างแรงช่วยบรรเทาอาการ   ผมสังเกตไม่เห็นสุนัขที่แกเคยเลี้ยง  คุณยายบอกว่า แกเป็นห่วงไม่รู้ว่าหากสิ้นแกไปแล้ว  ใครจะดูแลพวกมัน  ก็เลยนำไปให้เจ้าของใหม่ ทั้งๆ ที่คุณยายเองคงจะคิดถึงมันมากเหลือเกิน  ผมจึงบอกคุณยายไปว่า  ต่อไปจะพาเจ้าโมโม่ สุนัขของผมมาอยู่เป็นเพื่อนคุณยายในเวลากลางวัน  บางครั้งอาจช่วยให้คุณยายหายเหงาได้บ้าง  ดูเหมือนคุณยายจะดีใจ  แต่ผมก็ไม่ค่อยแน่ใจว่าจะทำให้คุณยายเหนื่อยมากขึ้นหรือเปล่า  เพราะเจ้าโม่เป็นสุนัขที่ไม่ค่อยจะมีวินัยนัก           แต่สุดท้าย ผมก็ไม่มีโอกาสทำตามแผนที่คิดไว้  เพราะในวันรุ่งขึ้น คุณยายถูกส่งตัวไปนอนที่โรงพยาบาล  เพราะมีอาการหายใจลำบาก  หลังจากวันนั้นเพียงประมาณ 2 สัปดาห์  คุณยายก็จากไปอย่างสงบในอ้อมแขนของลูกสาวและญาติพี่น้อง  โดยไม่ขอให้แพทย์ใช้เครื่องมือใดๆ ช่วยยืดชีวิตของแกไว้            จนวันนี้  ผมก็ยังรู้สึกว่า  ถ้าผมไม่ไปเยี่ยมคุณยายในวันนั้น  ก็คงจะรู้สึกผิดอย่างมาก  แววตาที่มีความหวังของคุณยายที่จะได้มีเจ้าโมโม่มาอยู่เป็นเพื่อน  ทำให้ผมสุขใจอย่างบอกไม่ถูก  แม้ว่ามันจะไม่สามารถเป็นความจริงได้เลยก็ตาม...(กบข้างกะลา 6 กุมภาพันธ์ 2550)