เมื่อประมาณ 55ปีล่วงมาแล้ว การปกครองในชนบทยังขึ้นอยู่กับกำนันผู้ใหญ่บ้านเป็นหลัก นานๆครั้งถ้ามีคดีเกิดขึ้น ข้าราชการอำเภอจะขี่ม้ามาดูแลสักครั้งหนึ่ง เจ้านายจากอำเภอที่ว่านี้ประกอบด้วย นายอำเภอ ปลัดอำเภอ ตำรวจ หมออนามัย เกษตรอำเภอ พวกนี้แหละที่สลับหรือรวมตัวกันลงไปในพื้นที่ สมัยนั้นถนนหนทางส่วนมากเป็นทางเกวียน คดเคี้ยวไปมาผ่านทุ่งผ่านป่า ทะลุออกไปเจอที่ท้องนา เข้าหาหมู่บ้าน จะแลเห็นกอไผ่ ต้นตาล ต้นมะพร้าวแต่ไกล   มีประชากรอยู่ 30-40หลังคาเรือน ถ้าเป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่หน่อยจะมีหนองน้ำ มีวัด และมีโรงเรียนประชาบาล มีร้านขายของกระจุกกระจิก เช่น เกลือ ไม้ขีดไฟ ปลาทูเค็ม หมากพลู ยาเส้น ยาแก้ปวดท้อง ยาไข้แก้ปวดแบบซอง สุราขาว ผ้าขาวม้า น้ำตาล น้ำปลา น้ำมันก๊าช ขนมไข่ขี้เกี้ยม ท็อฟฟี้นม สบู่ตรานกแก้ว สบู่ลาย แป้งเม็ด แป้งน้ำมองเหล่ยะ ธูปเทียน  สินค้าหลักจะมีประมาณนี้ ใครต้องการอะไรพิเศษต้องสั่งล่วงหน้า 10 วัน เช่น วุ้นเส้น น้ำมะเหน็ด เม็ดสาคู เอามาจัดงานบุญ งานบวช  

ในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่2สงบลงใหม่ๆ สังคมชนบทยากจนแร้นแค้น ร้านค้าของชำคนจีนที่มักจะมีอยู่ในตำบลละ 1-2 แห่ง ตกเป็นเป้าหมายของการปล้นสะดม ในช่วงที่วิกฤตินี้เองผมโผล่มาเกิดพอดี แถมยังเป็นลูกหัวปีท้ายปีเสียด้วย พ่อแม่กำลังลำบากหลายเรื่อง การทำมาหากินฝืดเคือง ต้องระแวดระวังโจรผู้ร้ายมาข่มแหง พวกนี้มันไม่กลัวเกรงเจ้าหน้าที่บ้านเมือง เพราะการสื่อสารส่งข่าวก็จะแจ้งเข้ามา ผู้ร้ายมันไปนอนตีพุงหัวเราะจนเหงือกแห้ง วัวควาย ผ้าไหม บางแห่งฉุดเราลูกสาวไปด้วย ทุบตีเจ้าทรัพย์ให้บอกที่ซ่อนแก้วแหวนเงินทอง   

ตอนผมอายุสัก 1ขวบ เตี่ยแม่เห็นท่าไม่ดีจึงอพยพครอบครัวมาปักหลักอยู่ในตัวอำเภอ สร้างบ้านให้ลูกเต้าอยู่ จัดพี่เลี้ยงให้ดูแลพวกผม แล้วท่านก็กลับไปอยู่บ้านชุมแสง ตำบลหนองใหญ่สมัยนั้น ปัจจุบันยกระดับเป็นตำบลชุมแสง ตอนเด็กๆผมตัวเล็ก ขาดแคลนอาหาร นมจริงนมผงนมกระป๋องไม่มีสิทธิ์ได้เจอ ผมอยู่ได้เพราะน้ำข้าว สมัยนั้นยังมามีไฟฟ้าหรือเตาแก๊ส พลังงานในครัวเรือนใช้ฟืนและถ่าน กลางคืนจุดตะเกียงน้ำมันก๊าช บ้านไหนฐานะดีจะมีแสงตะเกียงเจ้าพายุสว่างจ้า  

พี่เลี้ยงผมชื่อในภาษาเขมรออกเสียงว่า กำเปียน เขียนยากเสียงมันกล้ำกึ่งกันระหว่างพ.พาน กับ ป.ปลา เป็นสตรีโสดวัยฉกรรจ์ เป็นคนรูปร่างดี หน้าตาดี แข็งแรงมาก ขึ้นต้นไม้เก่ง ทำงานเก่ง ทำเร็ว ทำได้แทบทุกเรื่อง ทำหน้าที่เลี้ยงดูผมแบบแม่เลี้ยงที่ฟูมฟักทุกอย่าง ยอมให้ผมดูดใบหูแทนนม ซุกนอน ซุกกอดพี่เลี้ยงสาวแรกรุ่นนอนทุกคืน ไม่ทราบว่าสมัยนั้นผมจะขี้ดื้อแอบจับของต้องสงวนอะไรแกบ้างรึเปล่า เพราะยังเด็กมากจำความไม่ได้  รู้แต่ว่าเวลาไปเที่ยวที่ไหนแกจะเอาผมขี่คอเดินลุยชมงานวัดอย่างสนุก  

ยามเดือนหงายคุณน้าจะปูเสื่อจับผมมานอนฟังนิทานปะรำประราภาษาเขมร บางคืนก็ร้องเพลงเจื้อยแจ้วบ้างตามอารมณ์หวานไหว ผมหลับบนตักน้ากำเปียนทุกคืน วันๆคลุกคลีตีโมงไม่ห่างหายกัน เผาเผือกเผามันปิ้งกล้วยให้กินตามประสายาก พอผมโตขึ้นเข้าโรงเรียน น้ากำเปียนก็ยังอยู่ช่วยงานทีบ้านเรื่อยมา   

จนผมเป็นหนุ่มน้อยรุ่นกระทง ทราบว่าน้ากำเปียนขอลาออกไปอยู่บ้านนอก ผมเองก็ไม่เคยทราบและถามถึงญาติๆของคุณพี่เลี้ยง อยู่กันมาแบบเพลิดเพลินไม่มีข้อมูลอะไร เอาเป็นว่าน้ากำเปียนแต่งงานตอนอายุเลยกลางคนเข้าไปแล้ว แต่ที่ผมช็อกก็คือสามีแกเป็นคนตาบอด แถมยังขี้หึง ถูกทุบตีเป็นประจำ สืบทราบภายหลังว่าสามีแกเป็นโรคตาต้อกระจก การมองเห็นค่อยๆมืดมิดมากขึ้นๆจนบอดสนิท   

คุณน้ามีลูก1 คน หลานยาย 6คน คงเป็นเพราะความเครียดและปัญหาที่รุมล้อม ในช่วงปลายของชีวิตน้ากำเปียนติดเหล้าเรื้อรัง วันไหนไม่ได้กินจะมือไม้สั่น ระยะหลังผมฝากเงินไปให้ใช้เป็นครั้งคราว คนที่นำเงินไปให้บอกว่าแกเอาเงินไปให้ลูกใช้ ส่วนตัวเองก็อยู่อย่างจำกัดจำเขี่ยเต็มที เงินที่ได้จากการทำนา รับจ้างมาหาได้นิดหน่อยๆก็จะซื้อเหล้ามากกว่าที่จะไปใช้จ่ายเรื่องอื่น  

ในระยะหลัง ถ้าคุณน้าแกเดือนร้อนจริงๆ  นานๆครั้งแกจะมาเยี่ยมผมที่มหาชีวาลัย มาถึงก็นั่งเอี้ยมเฟี้ยมตาเยิ้มเพราะเป๊กมาแล้วหลายก๊ง ถามคำตอบคำไม่พูดไม่จามากความ ส่วนมากจะบอกว่ามาเยี่ยม จะไม่เอ่ยปากร้องขอเด็ดขาดไม่ว่าจะเดือดร้อนปางตายอย่างไร เราต้องรู้เองว่าไม่ถึงที่สุดแล้วไม่มา ผมเคยทำผิดพลาดหลายครั้ง เช่นซื้อของอยู่ของกินให้เต็มหาบ ให้แกเอากลับบ้าน ให้เงินติดตัวไปใช้บ้าง

ผมนึกว่าคุณน้าจะไม่มีปัญหาอะไร ทราบภายหลังว่าแกไม่ยอมขึ้นรถโดยสาร อุตส่าห์หาบของซึ่งมีน้ำหนักไม่น้อยกว่า 20กิโล กับคนสูงวัยอายุเกือบ70ปี ต้องเดินเท้าเป็นระยะทาง 8 กิโลเมตร มีคนมาเล่าว่าแกนั่งหอบพักในร่มไม้ไปตลอดทาง ผมรู้ข่าวนี้แล้ว รู้เลยว่าตัวเองช่างใจไม้ไส้ระกำ ทำไม ถึงใจดำใจด้านถึงเพียงนี้ จะมีน้ำใจขับรถไปส่งแกมันจะตายรึอย่างไร ทำไมถึงสิ้นคิด ตอบแทนคนที่เลี้ยงดูมาด้วยวิธีนี้หรือไอ้บ้าเอ๊ย!  

หลังจากวันนั้นผมรีบรุดไปเยี่ยมน้าที่บ้าน แกดีใจมากลุกขึ้นมากอด ตะโกนบอกว่าผมมา ถ้าแปลเป็นภาษาพื้นถิ่น ก็คงประมาณว่า ..ไอ้นายน้อยมันมาเยี่ยมกู ผมเห็นสภาพความเป็นอยู่แล้วก็อดที่จะปลงสังเวชกับกระต๊อบที่กะรุ่งกระริ่งไม่ได้ กอดกันร้องไห้อ้อนวอนว่าน้าไปอยู่กับผมเถิด ไปเถิดนะผมมารับแล้ว ลูกหลานที่นี่จะจัดคนดูแลให้  

แกบอกว่า ..อย่าให้น้าไปเลย ไอ้นายจะอายคนอื่น ที่มีขี้เหล้าอยู่ในบ้าน ปล่อยให้น้าอยู่ที่นี่แหละอยู่กับหลานๆ นี่แหละครับศักดิ์ศรีความเป็นคน ศักดิ์ของมนุษย์ที่ไม่จำเป็นต้องมีฐานะสูงส่งอะไร แต่มันก็แสดงออกได้แบบสุดๆของที่สุด  

ผมแก้ปัญหาให้คนจ่ายเงินเป็นรายเดือน ร้านเหล้าก็เหมาจ่ายวันละ 2เป๊ก ไม่ต้องบอกให้แกรู้ อย่าไปเก็บเงินแก บอกแต่ว่าทางร้านให้ฟรี หลังจากนั้นต่างคนต่างติดตามถามข่าวซึ่งกันและกัน ที่ผมพูดเช่นนี้เวลามีงานสำคัญที่บ้าน ทั้งๆที่ไม่ได้ส่งข่าวไปบอกใคร คุณน้าก็จะมานั่งยิ้มละไมนัยน์ตาเชื่อมโศกเงียบๆ  

อีกไม่กี่นาทีนี้แล้ว บุคคลที่ผมรักที่สุดคนหนึ่งในโลกนี้จะลาจากไปอย่างไม่มีวันกลับ ผมชวนลูกหลานไปร่วมพิธีประชุมเพลิงน้ากำเปียน ไปสู่สุขคติเถิดคุณน้าที่แสนดี จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด จบเสียที เลิกดิ้นรนเสียที Delete ปิดฉากบทบาทมนุษย์ ไปสงบสุขในสรวงสรรค์รอด้วยก็แล้วกัน ..ถ้าน้าไปเกิดเป็นนางฟ้านางสวรรค์ ผมจะตามไปกอดน้าเหมือนเดิม นะน้านะ