ขั้นที่ 2  นอกชั้นเรียน  (ลงพื้นที่จริง)   ในภาคบ่ายพวกเราทุกคน ( 20 กว่าคน)  ก็ลงไปจัดกระบวนการเรียนรู้กับเกษตรกรกลุ่มข้าว เพื่อต้องการทราบข้อมูลและสถานการณ์ของกลุ่ม  ค้นหาประเด็น  และประเมินความเป็นไปได้ของการทำวิจัยชุมชนร่วมกันนั้น ควรมีประเด็นอะไรบ้าง?                

     ซึ่งก่อนที่จะลงพื้นที่จริง  ทางทีมงานของเราก็ได้สอบถามและพูดคุยกับทีมงานเจ้าหน้าที่ของพื้นที่ จังหวัดสุพรรณบุรี ถึงข้อมูลคร่าว ๆ ของกลุ่มข้าว (อำเภอเมือง) มาบ้างแล้ว  ฉะนั้น สิ่งที่เราจะลงไปทำก็คือ  การตรวจสอบข้อมูล  โดยใช้เครื่องมือ ที่เรียกว่า Time Line  เป็นสื่อกลางกับเกษตรกร ได้แก่             

          1 )  การจัดช่วงชั้นของพัฒนาการ โดยใช้อายุกลุ่มเป็นเกณฑ์ เมื่ ตรวจสอบอายุกลุ่ม ก็ทราบว่า  กลุ่มดังกล่าวมีอายุ  11  ปี  ฉะนั้น จึงแบ่งเป็น 3 ช่วงอายุ คือ  ช่วงที่ 1  อายุ  1-4  ปี  เป็นกลุ่มที่ 1  ช่วงที่ 2  อายุ  5-7 ปี  เป็นกลุ่มที่ 2  และ ช่วงที่ 3  อายุ  8 ปี ถึง ปัจจุบัน เป็นกลุ่มที่ 3  โดยกลุ่มเริ่มก่อตั้งเมื่อปี 2540  เป้าหมายเพื่อช่วยเหลือกันเรื่อง การทำนาข้าว  มีสมาชิกเริ่มต้น 31 คน  และตอนนี้ก็ยังมีสมาชิกเท่าเดิม มีคนต้องการเพิ่มเป็นสมาชิกด้วย แต่กลุ่มรับไม่ไหว  เพราะดูแลได้ไม่ทั่วถึง  มีการลงหุ้นกันด้วย  และมีหน่วยงานต่าง ๆ เข้ามาสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียน                                     

          2 )  ให้แต่กลุ่มที่จัดชั้นตามช่วงอายุได้ทำการ ทบทวนสิ่งที่ทำและสิ่งที่เกิดขึ้น  ตามสิ่งที่ตนเองเห็นแล้วนำมาเขียนร่วมกันเพื่อเป็นของกลุ่มย่อยตามกลุ่มอายุนั้น ๆ          

                      

          3 )  จัดให้มีการนำเสนอข้อมูลของแต่ละกลุ่มอายุ  แล้วใช้ Time Line   เพื่อเก็บ ประมวล และสรุปข้อมูล           

              

          4 )  ผลสรุป ที่เกิดขึ้นคร่าว ๆ ก็คือ  ได้บอกชุมชนว่า  พวกเราไม่มีเงินมาให้ แต่พวกเรามีความรู้มาร่วมกันแก้ปัญหากับท่าน  ฉะนั้น  ปัญหาเรื่องการคัดพันธุ์ข้าวปน  พันธุ์ข้าวไม่พอ  และข้าวแดง/ข้าวดีด/ข้าวเด้ง นั้นเป็นปัญหาของท่านเอง ท่านก็ลองไปคิดและตัดสินใจดูว่าท่านจะร่วมกันแก้ปัญหามั้ย?  โดยมาทดลองหาวิธีการแก้ปัญหาร่วมกัน ซึ่งเราจะมาร่วมกันค้นหาคำตอบกับท่านด้วย   ซึ่งคำตอบที่ได้คือ  ชาวบ้านเอาด้วย  

               

     ฉะนั้นจึงบอกชาวบ้านต่อว่า เราก็ไม่รู้หรอกว่า.....มันแก้ปัญหาได้อย่างไร?  แต่เราสามารถค้นหาแหล่งหรือคนที่สามารถแก้ปัญหาในเรื่องนี้/ที่ท่านต้องการให้ท่านได้เราสามารถพาท่านไปเรียนรู้ได้  นอกจากนี้ ชาวบ้านก็สนทนากันเรื่องการลดต้นทุน  เพราะการทำนานั้นลงทุนสูงมาก ทำแล้วขาดทุนจนจะเลิกทำแล้ว 

     ดังนั้น เราจึงได้คุยกันกับชาวบ้านว่า เคยเห็นคนที่ทำนาแล้วรวยมั้ย?  เคยเห็นคนที่ทำนาโดยสามารถกำหนดกำไรของตนเองได้ด้วยมั้ย?   ซึ่งทำให้ "ชาวบ้านโต้เถียงกันยกใหญ่ และสงสัยว่า มีด้วยหรือ เพราะที่เห็นมีแต่ขาดทุนกันทั้งนั้น  

               

     ฉะนั้น จึงชวนชาวบ้านคุยต่อว่า เรามาทดลองคิดต้นทุนกันมั้ยละที่เป็นรายจ่ายของการทำนาข้าว  เพราะจะได้เอาตัวเลขมาคุยกันจริง ๆ  ผลปรากฏว่า  ชาวบ้านเอาด้วย เรื่องราวจึงจบลงที่ว่า  ท่าน (ชาวบ้าน) ลองไปคิด ไปคุย  และไปตัดสินใจ กันดูก่อนก็ได้ ถ้าเอาจริงเราก็จะได้มาคุยรายละเอียดกัน เพื่อทดลองค้นหาคำตอบกันจริง ๆ ตามที่ท่านสงสัย ฉะนั้นท่านลองกลับไปจดข้อมูลคร่าว ๆ ของรายจ่ายที่ใช้ทำนาดูว่า เป็นค่าอะไรบ้าง? และขายข้าวได้เท่าไหร่?  ส่วนการค้นหาคำตอบนั้น อาจจะแบ่งนามาสัก 1 ไร่ จาก 10 ไร่ เพื่อมาร่วมกันแก้ไขปัญหา  เช่น ในเรื่องพันธุ์ข้าวปลูก  การคัดพันธุ์ข้าว  ข้าวแดง ข้าวดีด ข้าวเด้ง  และการลดต้นทุนการทำนา  ซึ่งเราจะมาร่วมกันคุยรายละเอียดกันอีก

     เป็นอีกบทเรียนหนึ่งของการนำทีมเจ้าหน้าที่ฝึกจัดเวทีชุมชน โดยมีการใช้เครื่องมือที่จะชวนชาวบ้านคุยในเรื่องของเขาเอง  การสร้างบรรยากาศกลุ่ม  และการร่วมกันทำงานเป็นทีม ซึ่งถ้าเรายิ่งทำเราก็จะยิ่งรู้ ยิ่งเป็น และยิ่งสนุก  มีงานอีกมากมายที่รอให้เราทำร่วมกับเกษตรกร .                         

  (อ่าน : PAR ภาค 1 เจ้าหน้าที่)          (อ่าน : PAR ภาค 3  สรุปผล)